ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,657 รายการ

      สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)       สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ       ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศัสตราวุธ พระที่นั่งบูรพาภิมุข พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       กลองทั้งสามใบนี้แต่เดิมอยู่ที่หอกลองประจำเมืองกรุงเทพฯ ที่สวนเจ้าเชตุ หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หอกลองมี ๓ ชั้น ชั้นล่าง “กลองย่ำพระสุริย์ศรี”  ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณย่ำรุ่ง-ย่ำค่ำ เวลาเปิดปิดประตูเมือง ชั้นกลาง “กลองอัคคีพินาศ” ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณเมื่อเกิดอัคคีภัย และกลองชั้นสุดบน “กลองพิฆาตไพรี” ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณเมื่อมีข้าศึกมาประชิดเมือง       เมื่อมีการใช้นาฬิกาแพร่หลายพ้นสมัยการตีกลองให้สัญญาณ จึงย้ายกลองทั้งสามใบนี้ไปยังหอนาฬิกาศาลสถิตยุติธรรม และหอนาฬิกาศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมตามลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถาน        ทั้งนี้จากตำรายันต์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ระบุถึงยันต์และหนังสัตว์ที่ขึงหน้ากลองว่า กลองชั้นล่าง “ย่ำพระสุริย์ศรี” ขึงหนังกระบือ กลองชั้นกลาง “อัคคีพินาศ” ขึงหนังโค และกลองชั้นบน “พิฆาตไพรี” ขึงหนังหมีและหนังเสือ


ชื่อเรื่อง                     พระราชพิธีสิบสองเดือน เล่ม 3ผู้แต่ง                       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ขนมธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่                      390.22 จ657พสถานที่พิมพ์               กรุงเทพฯสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์คุรุสภาปีที่พิมพ์                    2506ลักษณะวัสดุ               222 หน้าหัวเรื่อง                     พระราชพิธี                              ไทย – ความเป็นอยู่และประเพณีภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกกล่าวถึงพระราชพิธีเดือน 9 ถึงพระราชพิธีเดือน 11 ว่าด้วยเรื่อง ประเพณีต่างๆ และพระราชพิธี ฯลฯ


          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "ตุ๊กตาสังคโลกรูปบุคคลจากแหล่งเรือจมกลางอ่าวไทย" วิทยากรโดย นายคงกมล รัฐปัตย์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ดำเนินรายการโดย นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.           ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่องค์ความรู้ประจำเดือนพฤษภาคม เรื่อง พระพุทธรูปลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงพระพุทธรูปลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบนูนสูง แสดงอิริยาบถเดิน โดยพระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า พระบาทขวายกส้นพระบาทขึ้นเล็กน้อย ยกพระหัตถ์แสดงปางประทานอภัย นับเป็นการสร้างสรรค์งานประติมากรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปะสุโขทัย เป็นการสร้างสรรค์พุทธศิลป์ตามคตินิยมเรื่อง “มหาบุรุษลักษณะ” ที่มีความงามตามอุดมคติอย่างแท้จริง คือ มีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งงุ้ม พระเนตรเรียวยาวปลายตวัดขึ้น พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อยหยักเป็นคลื่น พระวรกายได้สัดส่วนมีความงามตามอุดมคติของสกุลช่างสุโขทัย คือ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระหัตถ์เรียวทอดลงเบื้องล่างอย่างได้สัดส่วน ต้นขาเรียวไม่แสดงกล้ามเนื้อ ไม่แสดงข้อต่อใด ๆ จัดเป็นศิลปะสุโขทัยแบบหมวดใหญ่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙


ชื่อเรื่อง                     ประเพณีท้องถิ่น แหล่งศิลปกรรมอำเภอพรหมบุรีผู้แต่ง                       สำนักงานศึกษาธิการอำเภอพรหมบุรีประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                    ขนบธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่                      394.2 ศ616ปสถานที่พิมพ์               สิงห์บุรีสำนักพิมพ์                 สำนักงานศึกษาธิการอำเภอพรหมบุรีปีที่พิมพ์                    2543ลักษณะวัสดุ               62 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     สิงห์บุรี -- ความเป็นอยู่และประเพณี                              สิงห์บุรี -- โบราณสถานภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก           เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของแหล่งศิลปกรรม ตำนานแม่ครัวหัวป่า และประเพณีท้องถิ่นของอำเภอพรหมบุรี โดยได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลท้องถิ่น และบุคคลผู้สูงอายุ


พระราชกรณียกิจฯ ด้านการทหาร “เรื่อง วีรกษัตริย์การทหารย้อนรอยวีรกษัตริย์แห่งสมรภูมิบ้านหมากแข้ง” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ขอนำภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหาร ตำรวจ และราษฎรในพื้นที่บ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหว และยังทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบด้วยพระองค์เอง ในระหว่างนั้น ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมายังชุดปฏิบัติการของพระองค์ โดยพระองค์ทรงมีพระสติมั่นคง ทรงมีพระราชดำรัสสั่งทหารดำเนินกลยุทธ์ ยิงตอบโต้ จนกระทั่งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ล่าถอยไป


         วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๕๐ น. นายสถาพร เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สมาชิกผู้แทนราษฎร ร่วมเป็นประธานในพิธีบวงสรวงโบราณสถานเมืองไผ่ ในการนี้มี ผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ตัวแทนส่วนราชการจังหวัดสระแก้วและประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีดังกล่าว ณ โบราณสถานเมืองไผ่ จังหวัดสระแก้ว           สำหรับโบราณสถานเมืองไผ่ เป็นเมืองโบราณสำคัญอีกแห่งในภาคตะวันออก ที่มีพัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงในสมัยที่วัฒนธรรมเขมรโบราณ เข้ามามีบทบาทอยู่ในดินแดนแถบนี้ ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ อีกทั้งจากผลการสำรวจในปัจจุบัน เมืองไผ่ ยังถือได้ว่า เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่ตั้งอยู่ชายขอบสุดของภาคตะวันออกอีกด้วย


ชื่อเรื่อง                                         สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                            27/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย                      คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                 50 หน้า : กว้าง 4.5 ม.ยาว 54.4 ซม.หัวเรื่อง                                          พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


          ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือ           สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ (๑,๖๐๐-๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว)           ได้มาจากจังหวัดนครปฐม            ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือลวดลายนูนต่ำรูปเรือใบ มีบุคคลโดยสารอยู่ภายใน เรือใบประกอบไปด้วยเสากระโดงเรือหนึ่งต้น มีเชือกผูกติดเสาสองเส้น ยอดเสากระโดงเรือมีธงติดอยู่ และมีใบเรือหนึ่งผืนอยู่ทางด้านหน้าเรือ           ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือปรากฏในวัฒนธรรมอินเดียตั้งแต่สมัยอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ เช่น ที่เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro) และฮารัปปา (Harappa) ประมาณ ๓,๓๐๐-๕,๓๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ศาตวาหนะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔-๘) นิยมทำเหรียญด้านหนึ่งเป็นรูปเรือเสากระโดงคู่ ซึ่งการทำก้อนดินเผาประทับตรารูปเรือยังสืบเนื่องมาจนถึงสมัยคุปตะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) และสมัยปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔) สันนิษฐานว่าก้อนดินเผาประทับตรารูปเรือนี้ พ่อค้าชาวอินเดียสมัยคุปตะ เป็นผู้นำเข้ามายังภูมิภาคนี้ พร้อมๆ กับการค้าและการเผยแผ่ศาสนา และพบร่วมกับตราประทับดินเผาลวดลายอื่น ๆ ที่เป็นลายมงคล (เช่น ลายสิงห์ ม้า โค ท้าวกุเวรและคชลักษมี ฯลฯ) ในบริเวณเมืองนครปฐมโบราณ และเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น            ทั้งนี้การเดินเรือเป็นที่รู้จักในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ประมาณ ๓,๕๐๐-๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในประเทศไทยมีตัวอย่างคือรูปเรือบนกลองมโหระทึก และภาพเขียนสีรูปเรือ เช่น ที่ถ้ำพญานาค จังหวัดกระบี่ และภาพเขียนสีรูปเรือ ที่แหล่งโบราณคดีเพิงผา เมืองบารู สุลาเวสีตอนใต้ ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับแหล่งเรือจมสมัยทวารวดีมีตัวอย่างคือ แหล่งเรือจมคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แหล่งเรือควนธานี อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง แหล่งเรือบ้านโคกขวาง จังหวัดราชบุรี แหล่งเรือจมปากคลองกล้วย จังหวัดระนอง และแหล่งเรือพนมสุรินทร์ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีค่าอายุเก่าที่สุด ประมาณ พ.ศ. ๑๓๓๑      อ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี: ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๒. เอิบเปรม วัชรางกูร. ประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวีไทย. กรุงเทพฯ: สมาพันธ์, ๒๕๔๔.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           35/6ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              44 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 130/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 166/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


กรมศิลปากร ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม ประจำปี ๒๕๖๖ เรื่อง ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค จำนวน ๘ แบบ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้เรื่องราว ความสำคัญเกี่ยวกับ รูปเคารพ ครุฑ ยักษ์ นาค ที่มีความเชื่อมโยงในงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมและสถาปัตยกรรมขอเชิญชวนทุกท่านส่งความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๖ ค่ะเข้าถึงได้โดย https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/37645-กรมศิลปากร-ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม-ประจำปี-๒๕๖๖-เรื่อง-ภูมิบริรักษ์---ครุฑ-ยักษ์-นาค-จำนวน-๘-แบบ


          กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมการแสดงดนตรี “เพลงรักในบทเพลงพระราชนิพนธ์” โดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์  ในวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น ๒ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ           หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร สำนักหอสมุดแห่งชาติ ร่วมกับวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ จัดการแสดงดนตรี “เพลงรักในบทเพลงพระราชนิพนธ์” โดยอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงและขับร้อง เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ บทเพลงที่บรรเลงและขับร้อง อาทิ ความฝันอันสูงสุด เตือนใจ แสงเดือน ไร้เดือน Oh I say เทวาพาคู่ฝัน still on my mind  ไร้รักไร้ผล ดวงใจ ความรัก สุริยันจันทรา และโยสลัม นอกจากนี้ ยังมีบทเพลงรักอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง เช่น รักไม่รู้ดับ สุดที่รัก มั่นใจไม่รัก ฝากรัก ศรรัก ขอพบในฝัน ธารน้ำรัก และรักหนึ่งในดวงใจ             ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงดนตรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น ๒ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ลงทะเบียนหน้างานได้ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ บริเวณ ชั้น G หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ  


         ลับแลศิลา          ศิลปะจีน พุทธศตวรรษที่ ๒๔- ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕          สมบัติเดิมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทางทิศเหนือ และทิศใต้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ลับแลศิลา ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูง ๑๙๘ เซนติเมตร กว้าง ๑๕๐ เซนติเมตร สลักจากหินสีเขียว ล้อมรอบด้วยกรอบสี่เหลี่ยม ด้านล่างรองรับด้วยฐานสิงห์ ภายในแผ่นศิลาเขียวแบ่งพื้นที่ในแนวตั้งออกเป็นสามส่วน แสดงเรื่องราววรรณกรรมจีน เรื่อง ไป่เหริ่นถาง แปลว่า “ศาลแห่งร้อยขันติธรรม” พร้อมทั้งแทรกสัญลักษณ์มงคล อาทิ รูปสลักชายอุ้มเด็ก หรือ ขันทีถือถาดผลท้อ ซึ่งในคติจีนหมายถึง “โซ่ว” แปลว่า ความมีอายุยืน          ลับแล เป็นสิ่งที่นิยมใช้ตกแต่งเรือนที่อยู่อาศัยของชาวจีน ปรากฏทั้งอาคารพระราชวัง วัด บ้านเรือนขุนนาง คหบดี โดยใช้เป็น “ผนังกันผี” และเป็น “ผนังบังตา” กล่าวคือ ผนังกันผีจะตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าเรือน ผู้ที่จะผ่านเข้า-ออก นั้น จะต้องเดินอ้อมผ่านผนังทางด้านซ้ายหรือขวา ไม่สามารถเดินตรงเข้ามา ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าผีหรือสิ่งอัปมงคลจะมีเส้นทางเดินเป็นเส้นตรง ดังนั้นจึงต้องตั้งผนังบังเอาไว้ ส่วนการเป็นผนังบังตานั้นหมายความว่า เป็นผนังที่กั้นให้เกิดความเป็นส่วนตัวภายในเรือน และยังแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในเรือนได้ชัดเจน (ในคำอธิบายตามความเชื่อจีนกล่าวว่า ช่วยปกป้องความเป็นสิริมงคลให้หมุนเวียนอยู่ภายในบ้าน) โดยอาจมีภาพวาดหรือภาพแกะสลักบนลับแลก็ได้          ในสังคมไทยมีการนำลับแลมาประยุกต์ใช้เช่นกัน เชื่อว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากชาวจีนผ่านการค้าแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ พบการติดตั้งลับแลทั้งในเขตพระราชวังและวัด เช่น ผนังบังตาด้านในประตูกำแพงแก้ววัดทองธรรมชาติ กรุงเทพฯ นอกจากนี้จิตรกรรมฝาผนังตามวัดหลายแห่งวาดลับแลไว้อยู่ตามฉากอาคารเรือนและปราสาท ส่วนลับแลศิลาชิ้นนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้า*ไปสู่ท้องพระโรงพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ของพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว สันนิษฐานว่าลับแลนี้น่าจะนำเข้ามาติดตั้งในคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่          สำหรับวรรณกรรมเรื่องไป่เหริ่นถาง เป็นเรื่องราวที่เกิดในสมัยพระจักรพรรดิถังเกาจง (พ.ศ. ๑๑๗๑ - ๑๒๒๖) จักรพรรดิองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์ถัง มีที่มาโดยสังเขปคือ ผู้เฒ่าคนหนึ่งนามว่า “จางกงอี้” เป็นผู้ที่สามารถปกครองครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกมากถึง ๙๐๐ คน ได้อย่างสงบสุข และสามัคคีกันเป็นอย่างดี จักรพรรดิถังเกาจงทรงทราบความ ได้เชิญจางกงอี้ มาถามถึงแนวทางในการปกครอง จางกงอี้จึงหยิบกระดาษและเขียนความว่า “เหยิ่น” ซึ่งแปลว่าขันติธรรม และได้เขียนแนวทางไว้รวมทั้งหมด ๑๐๐ ข้อปฏิบัติ** ใจความสำคัญของขันติธรรมนั้นอยู่ที่การปฏิบัติตน อาทิ ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู มีความกล้าหาญ มีความอดกลั้น ฯลฯ จักรพรรดิถังเกาจงพอพระทัยต่อคำอธิบายนี้จึงได้พระราชทานป้ายเขียนว่า “ศาลแห่งร้อยขันติธรรม” แก่ผู้เฒ่าจางกงอี้ ไว้ประดับในศาลบรรพบุรุษตระกูลจาง ให้เป็นแนวทางปฏิบัติสืบกันต่อไป             *ซึ่งประตูทางเข้าและกำแพงล้อมรอบนั้นถูกรื้อออกไปในสมัยหลัง          **อ่านหลักขันติธรรมทั้งร้อยข้อได้ใน ฉัตรชัย ลีลหานนท์. “ของชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: ศาลแห่งร้อยขันติธรรม.” ศิลปากร ๕๔, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๕๔): ๑๐๙-๑๒๗.   อ้างอิง  ฉัตรชัย ลีลหานนท์. “ของชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: ศาลแห่งร้อยขันติธรรม.” ศิลปากร ๕๔, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๕๔): ๑๐๙-๑๒๗. มาลินี คัมภีรญาณนนท์. “มรดกวัฒนธรรมจีน: บังตา (หยิ่งปี้) และผนังกั้นผี (เจ้าปี้) บนจิตรกรรมฝาผนัง.” ในหนังสือรวมบทความทางวิชาการจากการประชุมทางวิชาการนานาชาติ เรื่อง “มรดกวัฒนธรรม: ไทยกับเพื่อนบ้าน.” กรุงเทพฯ: ธรรมสาร, ๒๕๔๙. ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. “ลับแลสลักศิลาอย่างจีนข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร.” ศิลปวัฒนธรรม ๒๙, ๑๑ (กันยายน ๒๕๕๑): ๑๕๒-๑๖๑.


black ribbon.