ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

          เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเริ่มต้นการอนุรักษ์มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๑ และได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในด้านการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ การขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี รวมถึงการบูรณะและปรับสภาพภูมิทัศน์           ๒๔๘๑ พระพาหิรัชต์พิบูล ข้าราชการสรรพากรจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าไปสำรวจและถ่ายภาพใบเสมา รวมทั้งพระพุทธรูปและโบราณสถาน ส่งให้นายฟรานซิส เฮนรีไกส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมสรรพากร และเป็นกรรมการบริหารของสยามสมาคม พระพาหิรัชต์พิบูลได้บันทึกเรื่องตำนานเมือง และร่างแผนผังของเมืองโดยสังเขป พร้อมกับรายงานว่ามีใบเสมาปักเป็นแถวและเป็นวงกลม รวมทั้งใบเสมา ที่ชาวบ้านช่วยกันนำมารวมไว้ที่เมืองโบราณระหว่างปี พุทธศักราช ๒๔๗๘ - ๒๔๗๙ ประมาณ ๒,๐๐๐ แผ่น           พุทธศักราช ๒๔๙๗ นายอิริค ไชเดนฟาเดน ซึ่งเคยรับราชการเป็นพันตรีแห่งกองทัพไทย เขียนบทความเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้ลงพิมพ์ในวารสารวิชาทางการเมือง เรียกชื่อเมืองนี้ว่าเมืองกนกนคร และได้กล่าวถึงแผนผังของเมืองและรูปสลักใบเสมา ตลอดจนได้กล่าวว่าเมืองโบราณแห่งนี้เป็นเมืองสมัยทวารวดี           พุทธศักราช ๒๔๙๙ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล นำเสนอการศึกษาใบเสมาที่เมือง ฟ้าแดดสงยางในวารสารทางวิชาการว่า สามารถแบ่งกลุ่มใบเสมาตามลักษณะของการสลักภาพเล่าเรื่องออกเป็น ๓ กลุ่ม และได้กำหนดอายุของใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยางว่า มีอายุไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕           พุทธศักราช ๒๕๐๖ กรมศิลปากร โดย นายมานิต วัลลิโภดม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งภัณฑารักษ์เอก และนายจำรัส เกียรติก้อง ช่างศิลปกรรมเอก หัวหน้าแผนกสำรวจและคณะ ได้ทำการสำรวจทำแผนผัง และบันทึกภาพ           พุทธศักราช ๒๕๐๙ ศาสตราจารย์บวรเซอนิเยร์ แห่งมหาวิทยาลัยเซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส ได้เดินทางมาสำรวจเมืองฟ้าแดดสงยางและให้ความเห็นว่า เมืองฟ้าแดดสงยางยังมีโบราณสถานที่สมบูรณ์ อยู่อีกจำนวนมากควรที่จะทำการสำรวจขุดแต่ง เพื่อศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานทางโบราณคดีสมัยทวารวดีต่อไปก่อนที่จะถูกทำลายเสียหายไปจนหมดสิ้น และในปีเดียวกัน อธิบดีกรมศิลปากรกับคณะได้เดินทางไปสำรวจโบราณสถานเมืองฟ้าแดดสงยาง และมีบัญชาให้หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ทำการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง           พุทธศักราช ๒๕๑๐ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น โดยนายหวัน แจ่มวิมล พร้อมด้วยคณะ ได้ทำการ ขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง จำนวน ๙ แห่ง           พุทธศักราช ๒๕๑๑ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ทำการขุดแต่งต่อจากปี ๒๕๑๐ จำนวน ๕ แห่ง รวมที่ทำการขุดแต่งทั้งหมดเป็น ๑๔ แห่ง นำไปสู่ข้อสรุปว่า เมืองฟ้าแดดสงยาง เคยเป็นชุมชนโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ และอยู่ในช่วงสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๓ โดยการสร้างเจดีย์แบบอยุธยาซ้อนทับเจดีย์แบบทวารวดีหลายแห่ง ที่เห็นได้ชัดคือ พระธาตุยาคู ซึ่งฐานล่างสุดเป็นฐานแบบทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นฐานแบบอยุธยา และบนสุดเป็นเจดีย์ทรงเรียวสูงแบบรัตนโกสินทร์           พุทธศักราช ๒๕๒๒ กรมชลประทานได้ขุดรื้อดินดำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ เพื่อนำดินไปถมคัดคลองน้ำชลประทาน มีความยาวประมาณ ๔๐ เมตร แล้วสร้างคลองส่งน้ำจากเขื่อนลำปาวตัดผ่าน ทำให้ คูเมืองกำแพงเมืองขาดหายไปส่วนหนึ่ง           พุทธศักราช ๒๕๒๖ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณดำเนินการบูรณะเสริม ความมั่นคงพระธาตุยาคูในส่วนที่เป็นฐานแปดเหลี่ยมและตัวองค์พระธาตุจนแล้วเสร็จ           พุทธศักราช ๒๕๓๓ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณจากโครงการฟื้นฟูและบูรณะโบราณสถานเพื่อพัฒนาในเขตพื้นที่อีสานเขียว ได้ทำการขุดลอกคูเมืองฟ้าแดดสงยางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ชาวบ้านเรียกว่า หนองบัวยาว มีขนาดความกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๘๐ เมตร พร้อมทั้งถมดินเสริมกำแพงเมืองชั้นนอกและชั้นในโดยมีความกว้าง ๖ เมตร สูง ๒ เมตร           พุทธศักราช ๒๕๓๔ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณจัดสรรโครงการอีสานเขียว ดำเนินการขุดลอกคูเมืองเป็นระยะทาง ๒,๗๕๐ เมตร มีความกว้าง ๓๐ เมตร และปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นใน กว้าง ๖ เมตร สูง ๒ เมตร ยาวตลอดรอบกำแพงเมือง พร้อมทั้งปลูกหญ้าพื้นเมืองและต้นไม้ตามแนวกำแพงเมือง รวมทั้งได้นำเนินงานด้านโบราณคดีโดยการขุดค้นและออกแบบเพื่อบูรณะโบราณสถานจำนวน ๑๐ แห่ง และได้บูรณะโบราณสถานหมายเลข ๓๐๒ ที่เรียกว่า โนนวัดสูง           ในปีเดียวกัน กรมศิลปากรได้ขอความร่วมมือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เพื่อทำการขุดค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณอื่น ๆ โดยเน้นไปยังจุดที่เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งทำการขุดค้น ๕ หลุม ขนาดหลุมละ ๔ x ๔ เมตร โดยหลุมที่ ๑, ๒ และ ๓ ขุดบริเวณโนนเมืองเก่า หลุมที่ ๔ ขุดบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่เรียกว่า โนนฟ้าแดด หลุมที่ ๕ ขุดค้นบริเวณดอนงิ้วซึ่งอยู่ใกล้กับคูเมืองชั้นในด้านทิศตะวันตก และยังทำการขุดหลุมทดสอบขนาด ๒ x ๒ เมตร อีกจำนวน ๔ หลุม ภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง           พุทธศักราช ๒๕๓๗ ได้รับงบประมาณปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นนอก อันเนื่องมาจากได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยทำการถมบดอัดดินลูกรังหน้า ๐.๐๓ เมตร กว้าง ๖ เมตร มีความยาวทั้งสิ้น ๒,๑๐๐ เมตร           พุทธศักราช ๒๕๓๙ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี ได้รับงบประมาณเพื่อพัฒนาปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นในต่อจากปี ๒๕๓๗ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเช่นเดียวกัน โดยทำการบดถมอัดดินลูกรังหนา ๐.๐๓ เมตร กว้าง ๖ เมตร ยาว ๒,๖๐๐ เมตร //ในปีเดียวกันได้รับงบประมาณดำเนินการขุดแต่งบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานพระธาตุยาคู (หมายเลข ๑๐๑) และเจดีย์บริวาร (หมายเลข ๑๐๒, ๑๐๓ และ ๑๐๔) รวมทั้งได้ดำเนินการขุดแต่งบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานโนนฟ้าแดด (หมายเลข ๗) โบราณสถานกลุ่มโนนศาลา (หมายเลข ๘๐๑ และ ๘๐๒)           พุทธศักราช ๒๕๔๑ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี ได้รับงบประมาณบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานหมายเลข ๔, ๙ และ ๘๐๓           พุทธศักราช ๒๕๕๔ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด ร่วมกับ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำการศึกษาเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง และจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง           ปัจจุบันชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามาใช้ประโยชน์เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ในรูปแบบแหล่งท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมส่งผลให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น แนวทางการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์โบราณสถานให้คงคุณค่าอย่างสมดุล ยังคงต้องถอดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันต่อไป ------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ------------------------------------------------------อ้างอิงจากจังหวัดกาฬสินธุ์. แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔. ผาสุข อินทราวุธ และคณะ. รายงานการขุดค้นเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๓๔. (เอกสารอัดสำเนา) หวัน แจ่มวิมล. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. กรมศิลปากร : หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น, ๒๕๑๑. (เอกสารอัดสำเนา)


          คลังสิ่งพิมพ์มีมาตั้งแต่หอสมุดสำหรับพระนคร ตามที่พระยาอนุมานราชธนกล่าวไว้ในเรื่องสมเด็จกรมพระยาราชานุภาพและหอสมุดแห่งชาติ (อนุมานราชธน, พระยา, ๒๕๐๕ : ๑๖-๑๗) ความว่า “หอสมุดสำหรับพระนครจัดแบ่งหอสมุดออกเป็น ๒ หอ คือหอพระสมุดชิรญาณหอหนึ่ง สำหรับเก็บหนังสือตัวเขียน และหอพระสมุดวชิราวุธหอหนึ่ง สำหรับเป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ           หอพระสมุดวชิราวุธ ซึ่งเป็นที่รวบรวมหนังสือตัวพิมพ์แยกออกเป็นภาษาไทยส่วนหนึ่งและภาษาต่างประเทศส่วนหนึ่ง ในส่วนที่เป็นภาษาไทยนอกจากหนังสือที่มีอยู่แล้วแต่เดิมจากผู้มีจิตศรัทธา ให้เป็นสมบัติของหอพระสมุดบ้าง ซื้อบ้างจากโรงพิมพ์ซึ่งตีพิมพ์หนังสือเรื่องใดขึ้น ก็ต้องส่งหอพระสมุดเรื่องละ ๒ เล่ม ตามที่กฎหมายบังคับไว้ เล่มหนึ่งเก็บไว้ที่พอพระสมุดสำหรับประชาชนอ่าน อีกเล่มหนึ่งเก็บไว้ในสถานที่ เรียกว่า ห้องหนังสือพิสูจน์ สำหรับเป็นหลักฐานอ้างอิง เมื่อเกิดคดีขึ้นในโรงศาล เมื่อศาลสั่ง           ในพ.ศ. ๒๕๐๙ หอสมุดแห่งชาติได้ก่อสร้างอาคารที่ให้บริการในปัจจุบัน จึงได้มีการย้ายหนังสือทั้งหมด รวมทั้งห้องหนังสือพิสูจน์ ให้เข้ามาอยู่ในความดูแลของงานจัดหาหนังสือ ห้องหนังสือพิสูจน์ได้เปลี่ยนเป็นงานคลังสิ่งพิมพ์ด้วยเช่นกัน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ มีการปรับปรุงโครงสร้าง การจัดส่วนราชการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กองหอสมุดแห่งชาติเปลี่ยนเป็นหอสมุดแห่งชาติ การขยายโครงสร้างภายในจึงขยับปรับเปลี่ยนตามไปด้วย กล่าวคืองานคลังสิ่งพิมพ์จึงได้เปลี่ยนเป็นฝ่ายคลังสิ่งพิมพ์ อยู่ภายใต้ของส่วนพัฒนาทรัพยากรห้องสมุดและในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้เปลี่ยนเป็นคลังสิ่งพิมพ์ภายใต้การบังคับบัญชาของกลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ จนถึงปัจจุบัน           ภารกิจการดำเนินงานของคลังสิ่งพิมพ์ แบ่งออกเป็น ๑. การจัดเก็บ การคัดแยกสิ่งพิมพ์ตามลักษณะสิ่งพิมพ์แต่ละประเภท เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ เพื่อลงทะเบียนและจัดเก็บ๒. การรักษาให้คงสภาพ จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แสง ความชื้น และ มอดแมลง ๑. การลงทะเบียน เก็บสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ที่กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศได้รับตามพระราชบัญญัติ จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ อย่างละ ๑ เล่ม/ฉบับ ได้แก่ หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ ที่จัดพิมพ์ในประเทศ โดยทำการลงทะเบียนในฐานข้อมูล และทำบัตรหลักฐาน ๒. การจัดเก็บรักษา จัดเก็บลงกล่องเพื่อป้องกันแสง ใส่พริกไทยห่อด้วยผ้าขาวบางเพื่อป้องกันมอดและแมลง และควบคุมอากาศ ด้วยเครื่องปรับอากาศ และเครื่องควบคุมความชื้น หากตรวจพบมอดและแมลง จะต้องทำการกำจัดโดยการนำสิ่งพิมพ์ไปแช่แข็งด้วยอุณหภูมิ -๑๘ องศาเซลเซียส ///คลังสิ่งพิมพ์มีสิ่งพิมพ์มากขึ้นจึง สำนักหอสมุดแห่งชาติได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารคลังสิ่งพิมพ์ โดยได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างอาคาร ณ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บริเวณใกล้สำนักช่างสิบหมู่ และหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๔ ในวงเงิน ๔๕,๕๔๐,๐๐๐ บาท (สี่สิบห้าล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๘ และเริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน เป็นอาคาร ๕ ชั้น มีสิ่งพิมพ์ทั้งหมด ๑,๘๔๗,๘๔๐ เล่ม/ฉบับ ข้อมูลสรุป ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ------------------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นายสรพล ขาวสะอาด บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ------------------------------------------------------------------------บรรณานุกรม จุฑาภัค ศิริพรวัฒนะกุล. ความรู้ด้านการจัดการคลังสิ่งพิมพ์. กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, [2549]


ชื่อผู้แต่ง        พ.ต.หญิงผะอบ โปษะกฤษณะ ชื่อเรื่อง         วรรณกรรมประกอบการเล่นหนังใหญ่วัดขนอนจังหวัดราชบุรี ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์   กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์     โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปีที่พิมพ์        2520                  จำนวนหน้า    230 หน้า หมายเหตุ                   รายงานการวิจัยวรรณกรรมประกอบการเล่นหนังใหญ่วัดขนอน ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เนื้อหาประกอบด้วย บทนำ ว่าด้วยความเป็นมาของปัญหา ความมุ่งหมาย ขอบเขต ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับและวิธีดำเนินการ บทที่ ๒ ความเป็นมาของหนังใหญ่วัดขนอน บทที่ ๓ การเก็บข้อมูล บทที่ ๔ การวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ ๕ ความสัมพันธ์ของศิลปแขนงต่างๆ บทที่ ๖ บทพากย์บทเจรจา บทที่ ๗ การศึกษาและวิเคราะห์บทพากย์ บทที่ ๘ การเผยแพ่บทพากย์ บทที่ ๙สรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ


“สักการะ ๙ โบราณสถานจังหวัดสุราษฎร์ธานี”  จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ ๖ ของประเทศไทย และอันดับ ๑ ของภาคใต้ มีพื้นที่ด้านตะวันออกติดกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทยยาวถึง ๑๕๖ กิโลเมตร มีเกาะขนาดใหญ่ที่โดดเด่น ได้แก่ เกาะสมุย และเกาะพะงัน พื้นที่ด้านตะวันตกของจังหวัดเป็นแนวเทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขาบรรทัดที่กั้นเขตระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับจังหวัดระนอง และจังหวัดพังงา แบ่งพื้นที่คาบสมุทรตอนบนออกเป็นฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันอย่างชัดเจน โดยมีเส้นทางบริเวณเขาสกเป็นเส้นทางเชื่อมการเดินทางระหว่างสองฟากเข้าด้วยกัน พื้นที่ตอนกลางและตะวันออกมีพื้นที่ราบ กอปรกับเป็นพื้นที่แหล่งกำเนิดลุ่มน้ำถึง ๑๔ ลุ่มน้ำ โดยเส้นทางน้ำทุกสายล้วนไหลลงสู่อ่าวไทย เกิดเป็นเส้นทางเดินทางธรรมชาติไปยังพื้นที่อ่าวไทยอันกว้างใหญ่ ทำให้สุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งในช่วงต้นประวัติศาสตร์เป็นต้นมา  โบราณสถานทั้ง ๙ แห่ง ได้แก่ วัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร โบราณสถานวัดแก้ว วัดถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม โบราณสถานเขาพระนารายณ์ (เขาศรีวิชัย) อำเภอพุนพิน เมืองโบราณเวียงสระและวัดเวียงสระ อำเภอเวียงสระ วัดถ้ำคูหา วัดเขาพระนิ่ม อำเภอกาญจนดิษฐ์ วัดหน้าพระลาน และวัดสำเร็จ อำเภอเกาะสมุย . . เรียบเรียง  ๑. นางสาวสิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ  ๒. นายทัศพร  กั่วพานิช  นักวิชาการวัฒนธรรม กราฟฟิค  นายทัศพร กั่วพานิช นักวิชาการวัฒนธรรม แหล่งข้อมูลอ้างอิง กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี. (๒๕๖๖). บรรยายสรุปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒๕๖๖. หน้า ๒ - ๓. เข้าถึงเมื่อ ๕ พฤศจิกายน. เข้าถึงได้จาก https://anyflip.com/rjfkz/bgip จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายู คราว ร.ศ. ๑๐๗ แล ๑๐๘. (๒๔๖๗). พิมพ์พระราชทานในการบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสิมา เสด็จทิวงคตมาถึงสัตตมวาร ณ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๓. จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายู คราว ร.ศ. ๑๐๙ ร.ศ. ๑๑๗ ร.ศ. ๑๑๙ ร.ศ. ๑๒๔ ร.ศ.๑๒๘. (๒๔๖๗). พิมพ์พระราชทานเนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสิมา เสด็จทิวงคตมาถึงปัญญาสมวาร ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗. ม.ป.ป., ๙๐. นภัคมน ทองเฝือ. (๒๕๖๓). โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. พ่อเฒ่าขรัวพุดสอน เทพเจ้าแห่งเกาะสมุย. ม.ป.ป. สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. (๒๕๖๖). เอกสารประกอบการอบรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เขตภาคใต้ตอนบน ประจำปีงบประมาณ  พ.ศ. ๒๕๖๖. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์. วันที่ ๒๖ - ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดย สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช  กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.


วัสดุ หินทราย อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 ปีมาแล้ว) ตัวอักษร อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต สถานที่พบ พบด้านทิศเหนือของบรรณาลัยกู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ.2545 จากการศึกษาของนักภาษาโบราณพบว่าเป็นจารึกของพระ เจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาสาระสำคัญเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ ในด้านการก่อสร้างโรงพยาบาลหรืออโรคยศาลทั่วพระราชอาณาจักร ขอม 102 แห่ง อีกทั้งทรงสร้างรูปเคารพที่ออกนามในจารึกว่า “พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์” พระพุทธเจ้าผู้คุ้มครองดูแลรักษาสรรพโร ปัจจุบันในประเทศไทยพบจารึกอโรคยศาลไม่น้อยกว่า 9 หลัก ส่วนใหญ่จะมีข้อความที่คล้ายคลึงกัน แตกต่างกันในรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่และขนาดของโบราณสถานที่พบ สำหรับข้อความส่วน ใหญ่ที่ปรากฏบนจารึกสามารถสรุปได้ดังนี้ ด้านที่1 จารึกข้อความกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้ายอพระเกียรติและพระปณิธานในพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ด้านที่ 2 มีข้อความต่างกันเล็กน้อยในแต่ละหลักโดยกล่าวถึงการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ในอโรคยศาล ด้านที่ 3 กล่าวถึงเครื่องบูชาและปริมาณสิ่งของที่มอบให้กับอโรคยศาลแต่ละแห่ง ด้านที่ 4 กล่าวถึงผู้ประกอบยัญกิจและโหราจารย์ รายการเครื่องอุปโภคบริโภคที่มอบแก่ผู้ประกอบยัญกิจและโหราจารย์ในรอบปี ซึ่งอโรคยศาลแต่ละแห่งได้รับไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึง พระราชกุศลและพระปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในการสถาปนาอโรคยศาล


       ชื่อเรื่อง : กลยุทธ์ ยุทธวิธี ผู้นำแบบซุนวู      ผู้เขียน :  -      สำนักพิมพ์ : ก้าวแรก      ปีพิมพ์ : 2557      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-367-010-6      เลขเรียกหนังสือ : 658.4 ก287      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : ซุนวู เป็นบุคคลกึ่งสมมติมีชีวิตอยู่ประมาณช่วงเดียวกับขงจื๊อ เกิดในสมัยชุนชิวเป็นชาวแคว้นฉีโดยกำเนิด เป็นนักการทหารและนักการปกครองผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของตำราศิลปะแห่งการยุทธ์ที่นับว่าเป็นหนึ่งในตำราการสงครามซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกคือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู ที่ได้จากประสบการณ์ในการนำทัพชนะศึก รวบรวมเป็นข้อคิดและตำราซึ่งมีคุณค่ามหาศาลในสงครามการรบระหว่างแคว้นของจีนในยุคนั้น โดยตำราพิชัยสงครามของซุนวู หรือ The Art of War นอกจากจะนำไปใช้กับการดำเนินกิจการสงคราม การทหารและการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์แรกเริ่มของตำราเล่มนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นได้อีกมากมายด้วย ทั้งการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ และการพัฒนาภาวะผู้นำ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการชิงชัยประเภทหนึ่งเช่นกัน โดยศัตรูก็คือคู่แข่งที่ขับเคี่ยวในวงการธุรกิจนั่นเอง "กลยุทธ์ ยุทธวิธี ผู้นำแบบซุนวู" ได้สรุปข้อคิดบางประการที่ได้จากการศึกษาตำราพิชัยสงครามของวุนซูที่สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ คือหลักที่ใช้อย่างมั่นคงต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฐานและเป็นโครงสร้างของความสำเร็จในการแข่งขัน ประกอบด้วยสามหลัก ได้แก่ พันธะผูกมัด การเฝ้าสังเกต การเตรียมการ และ ยุทธวิธี คือหลักที่ใช้ในการตอบสนองโดยตรงกับโอกาสหรือภยันตรายที่เฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยหกหลัก ได้แก่ การประเมิน การดัดแปลง การคัดง้าง การหลอกล่อ จังหวะเวลา และการก้าวย่าง โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการประเมิน (การประเมินและวิเคราะห์แผนการ) การคับเคี่ยวศึก (การแข่งขัน) ยุทธศาสตร์การรุก (ยุทธวิธีการรุกคู่แข่ง) รูปแบบการรบ (รูปแบบการแข่งขัน) กำลังพล (การพลิกแพลงยุทธวิธีในการแข่งขัน) หยั่งรู้ศัตรู (รู้จุดอ่อน-จุดแข็ง) กลอุบายศึก (กลยุทธ์ในการแข่งขัน) แดนมรณะเก้าสถาน (รู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์) การเดินทัพ (การบริหารการแข่งขัน) ภูมิประเทศ (สนามการแข่งขัน) พื้นที่เก้ายุทธภูมิ (พื้นที่การแข่งขัน) โจมตีด้วยเพลิง (การทำลายชื่อเสียง) และการใช้สายลับ (ข้อมูลและความลับ) ด้วยหวังให้ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์สำหรับการดำเนินธุรกิจ การดำเนินชีวิตประจำวัน การบริหารบุคคลและองค์กรอีกด้วย 


          ความเชื่อที่หมอเฮาส์ได้บันทึกไว้ ในจดหมายเหตุโหร ในรัชกาลที่ 2 ระบุว่า “ปีมะโรง จ.ศ. 1182 [พ.ศ.2363] ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 เวลายามเศษ ทิศพายัพเปนแสงไฟจับอากาศ โหรดูเคราะห์เมืองว่าร้าย จะมีศึกผีมาแต่ทิศทักษิณ” นอกจากนี้ยังมีจดหมายเหตุโหรอีกฉบับของหอสมุดแห่งชาติ ก็กล่าวถึงคำทำนายของโหรหลวงในสมัยรัชกาลที่ 2 ทำนองเดียวกันนี้ว่า “เดือน 7 จะมีศึกมาแต่ทิศทักษิณ เปนทัพผีเข้ามาแต่ ปากน้ำ” ในเบื้องต้นนี้สรุปได้ว่า มีคำทำนายที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าจะมีข้าศึกมารุกรานโดยยกเข้ามาทางปากน้ำสมุทรปราการ เมื่อเกิดโรคอหิวาต์ระบาดโดยแพร่ลามมาจากมหาสมุทรอินเดีย เข้าเกาะหมาก ปีนัง ไทรบุรี และหัวเมืองปักษ์ใต้ฝั่งตะวันตก แล้วมาปากน้ำสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ตามลำดับ ผู้คนก็เข้าใจไปว่าโรคอหิวาต์นั้นคือ “กองทัพผี” ตามคำทำนายของโหรหลวง เมื่อโรคระบาดถูกเข้าใจในภาษาว่าเป็นกองทัพผีที่ยกมารุกรานจากภายนอก ... ---------------------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ---------------------------------------------------------ข้อมูลอ้างอิง กำพล จำปาพันธ์. “โรคห่ากับการสร้างนาฏกรรมรัฐ ทำไมจึง ยิงปืนใหญ่ไล่ผี เมื่อโรคอหิวาต์ระบาดใน กรุงเทพฯ พ.ศ.2363”. ศิลปวัฒนธรรม. 8 (มิถุนายน 2563) : 104-109. ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. จิตรกรรมรอบวิหารหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.m-culture.in.th/album/170854/ (วันที่ 27 พฤษภาคม 2564) ศิลปวัฒนธรรม SILPA-MAG.COM ประวัติศาสตร์ . [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_35105 (วันที่ 14 พฤษภาคม 2564) เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พระนคร : ศิลปบรรณคาร, 2513. เลขหมู่ 895.9112 ช521ส เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก D-LIBRARY National Library of Thailand : http://164.115.27.97/digital/items/show/18856 (วันที่ 18 พฤษภาคม 2564)


หนังสือเรื่อง “วิธีป้องกันภัยทางอากาศ” สรุปโดย นางสาวจุฑมาส พรสิทธิ์ไพบูลย์ บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยกองการรางวัลงานฉลองรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2494 ประกอบกับต้องการแสดงให้เห็นว่าการคิดค้นอำนาจทำลายล้างมีมากขึ้น แต่แนวทางการป้องกันก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ในสมัยก่อนการบินยังไม่สู้เจริญนัก ทหารใช้การบินเพื่อตรวจตรา ทิ้งระเบิดด้วยของแข็งและกระสุนปืนใหญ่ อาวุธที่ใช้ก็จะเป็นปืนกลและจรวดต่าง ๆ จนมาถึงระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็นอาวุธใหม่ที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง คิดค้นโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ปรมาณูเกิดจากการแยกธาตุยูเรเนียม การระเบิดของปรมาณูมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ระเบิดในอากาศ ระเบิดบนพื้นดินหรือพื้นน้ำ และระเบิดใต้น้ำ กรณีปรมาณูระเบิดในอากาศ จะกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่สว่างขึ้นบนท้องฟ้า เห็นได้ไกลหลายร้อยไมล์แม้ในเวลากลางวัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 เมตร ตรงใจกลางลูกไฟจะแผ่ความร้อนหลายล้านองศาเซนติเกรด (หรือองศาเซลเซียส) อากาศบริเวณลูกไฟดวงใหญ่จะถูกแผดเผาอย่างรุนแรงที่สุด และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นคลื่นไหวตัวออกไปเป็นลมพายุ ขณะเดียวกันก็เกิดประกายแสงสีขาวบาดตาพุ่งออกมาพร้อมส่งความร้อนสูง เมื่อดวงไฟพุ่งขึ้นไปในอากาศ จะดูดเอาก๊าซร้อนและธุลีต่าง ๆ ติดตามไปด้วย ก๊าซร้อนเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้นหลายพันฟุต ต่อจากนั้นก็บานตัวออกเป็นรูปเห็ด ส่วนพื้นดินที่ได้รับแรงระเบิดจะถูกปกคลุมด้วยควันและฝุ่น อันตรายที่เกิดขึ้นจากระเบิดปรมาณู ได้แก่ อำนาจการผลักดัน ประกายความร้อน และกัมมันตรังสี อำนาจการผลักดัน (Blast) หรือแรงระเบิดของปรมาณูมีความเร็วประมาณ 1,000 กม./ชั่วโมง พลังของแรงระเบิดสร้างความเสียหายในระยะ 1 - 8 ไมล์ โดยประมาณ (ประมาณ 12 กิโลเมตร) ทำให้บรรดาอาคารต่าง ๆ ในเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิพังทลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ประกายความร้อน (Heat Flash) ที่เกิดจากการระเบิดจะมีรังสีปะปนอยู่ด้วยคือ รังสีอัลตราไวโอเลตและอินฟาเรด ซึ่งรังสีเหล่านี้จะฉายออกเป็นเส้นตรง มีความเร็วสูงเท่าแสง และมีอุณหภูมิหลายพันองศาเซลเซียส สร้างความเสียหายได้แม้จะอยู่ห่างไปถึง 5 ไมล์ ความเสียหายในระยะ 1 ไมล์จากจุดบนพื้นดินใต้ระเบิดจะทำให้มนุษย์ พืช และสัตว์ที่อยู่ในรัศมีนี้มอดไหม้และมีการลวกอย่างรุนแรงที่สุด ระยะตั้งแต่ 1 -1.5 ไมล์ จะมีอาการลวกอย่างสาหัส ระยะตั้งแต่ 1.5 – 2 ไมล์ มีการลวกอย่างธรรมดา ส่วนตั้งแต่ระยะ 2 – 5 ไมล์ มีการเผาไหม้อยู่บ้าง กัมมันตรังสี (Radioactivity) ที่ปรมาณูปล่อยออกมาคือ อนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมา เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น สามารถแทรกซึมได้ทั้งคนและวัตถุเกือบทุกชนิด ต้องใช้การตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดรังสีจึงจะทราบได้ ส่วนบุคคลใดที่ได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมากมักไม่เสียชีวิตโดยทันทีแต่อาจเสียชีวิตในเวลาต่อมา บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง หน้าบวม ถ้าเป็นหญิงมีครรภ์อาจเกิดภาวะแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด และผู้ชายอาจทำให้เป็นหมัน ระเบิดปรมาณูถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 ส.ค. พ.ศ. 2488 เวลา 8.15 น. ณ ใจกลางเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้ตัวเมืองพังพินาศย่อยยับมากกว่า 4 ตารางไมล์ พลเมืองเสียชีวิตประมาณ 7 หมื่นคน เกิดเพลิงไหม้อยู่หลายวัน และอีกครั้งที่เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 ส.ค. พ.ศ. 2488 เวลา 11.08 น. พลเมืองเสียชีวิตเกือบ 40,000 คน บาดเจ็บประมาณ 25,000 คน ความเสียหายในครั้งนี้เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงคราม การป้องกันระเบิดปรมาณูคล้ายกับการป้องกันและบรรเทาภัยทางอากาศโดยทั่วไป ถ้าบุคคลใดบังเอิญอยู่ตรงบริเวณจุดระเบิดแล้วก็เหลือวิสัยที่จะป้องกันชีวิต แต่หากอยู่ห่างออกตามระยะดังกล่าว สามารถบรรเทาป้องกันได้ ดังนี้ 1. เมื่อใดยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ต้องเข้าที่หลบภัยโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่หลบภัยควรสร้างใต้พื้นดินจะดีที่สุด ปิดประตู หน้าต่างมิดชิด หากหลบภัยในอาคารควรเป็นอาคารเสริมคอนกรีต ไม่ควรหลบในอาคารไม้เพราะโครงอาคารไม้ไม่สามารถต้านแรงระเบิดได้ และควรอยู่ในห้องใหญ่หรือชั้นล่างสุดของอาคารหรือริมผนังตึก 2. หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้นอนคว่ำกับพื้น สวมเสื้อผ้ามิดชิด และควรเป็นสีอ่อน เพราะสีอ่อนจะดูดรังสีได้น้อยกว่าสีเข้ม พร้อมทั้งปกปิดอวัยวะสำคัญมากที่สุด เช่น ศีรษะ และมือ และห้ามมองแสง 3. เมื่อมีการทิ้งระเบิดปรมาณู อาจมีการปนเปื้อนของกัมมันตรังสี จึงไม่ควรรับประทานอาหารที่เปิดวางทิ้งไว้ ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้ในที่มิดชิดหรืออาหารกระป๋อง ผู้สนใจสามารถอ่านหนังสือ “วิธีป้องกันภัยทางอากาศ” ได้ที่ห้องหนังสือหายาก ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ บรรณานุกรม ศรีศรศาสตร์, ขุน. วิธีป้องกันภัยทางอากาศ. พระนคร: โรงพิมพ์ลมูลจิตต์, 2494.


นับจากเหตุการณ์การรื้อถอนบ้านเขียว เมื่อ ๖ เดือนก่อน ซึ่งขณะนั้นเราเรียกอาคารสีเขียวหลังนี้ว่า "อาคารบอมเบย์เบอร์มาร์" กรมศิลปากรได้เข้ามารื้อฟื้นอาคารหลังนี้โดยกระบวนการทางวิชาการ และกรมศิลปากรได้มีการประชุมเผยแพร่การดำเนินงานต่อภาคส่วนต่างๆของจังหวัดแพร่ ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ที่ผ่านมา สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ในฐานะหน่วยงานผู้แทนกรมศิลปากรในพื้นที่ ที่เป็นทั้งผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการ อยากเล่าให้ฟังว่ากรมศิลปากรทุ่มเทและนำองค์ความรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาใช้ในงาน ทั้งด้านโบราณคดี สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวิศวกรรม ในการวิเคราะห์องค์ประกอบอาคารและพัฒนาการอาคารที่ถูกรื้อถอนไป เพื่อค้นหารูปแบบอาคารที่จะบูรณะฟื้นคืน โดยงานนี้ถือเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่ง เนื่องจากกรมศิลปากรต้องทำแข่งกับเวลาและงานอยู่บนฐานความศรัทธาของประชาชนที่มีต่ออาคาร รวมถึงความศรัทธาเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อกรมศิลปากรในฐานะองค์กรที่มีความรู้และประสบการณ์ที่จะมาช่วยฟื้นคืนอาคารหลังนี้ขึ้นมาอีกครั้ง                ตลอดการดำเนินงาน สิ่งที่กรมศิลปากรยึดถือเป็นหลักการมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น คือ กรมศิลปากรจะต้องฟื้นคืนอาคารหลังนี้อย่างมีหลักวิชาการ เพื่อหลักวิชาการนั้นจะเป็นสิ่งยืนยันกับทุกศรัทธาว่า อาคารหลังที่จะกลับคืนมาสู่ทุกท่านเป็นอาคารของแท้หลังเดิม ไม่ใช่ของก๊อปเกรดเอ                โดยหลักการความเป็นของแท้ดั้งเดิมที่กรมศิลปากรใช้และใช้อย่างเป็นสากลทั่วโลก คือ ความเป็นของแท้ ๕ ประการ               ๑. สถานที่  ๒. รูปแบบ  ๓. วัสดุ  ๔. ฝีมือเชิงช่าง  ๕. การใช้งานและจิตวิญญาณของพื้นที่                กล่าวโดยรวมคือ เมื่อเราฟื้นคืนอาคารมาได้ อาคารนี้ยังสามารถรักษาความหมายในเชิงที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ที่จะสื่อถึงประวัติศาสตร์หรือความทรงจำที่สถานที่แห่งนั้นมี เปรียบเหมือนเรามีบ้าน หากยกบ้านเราไปตั้งไว้ที่อื่น ความรู้สึกและความทรงจำที่เรามีต่อบ้านจะถูกลดทอน เพราะความทรงจำที่เรามีต่อบ้านหมายรวมถึงความเป็นสถานที่                 ถ้าสถานที่ ยังตั้งอยู่ ณ ที่เดิม เราสามารถรักษารูปแบบเดิมของอาคารไว้ได้หรือไม่ แน่นอนว่า "รูปแบบ" เป็นกายภาพหลักที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้เพราะเป็นสิ่งที่ที่คนรู้สึกและสัมผัสได้ว่านั่นเป็นของเดิมหรือเปลี่ยนไปจากเดิม  แต่การจะรักษารูปแบบไว้โดยคงคุณค่าที่แท้จริงของอาคาร จำเป็นต้องคงไว้ซึ่งวัสดุและฝีมือเชิงช่างเดิม เพราะนั่นคือภูมิปัญญาที่อาคารหลังนั้นเกิดขึ้นมา โดยผ่านการสั่งสมเรียนรู้ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่ออาคารนั้นๆ                .......และสุดท้าย คือ การรักษาหน้าที่การใช้งานและจิตวิญญาณ กล่าวคือ เราจำเป็นต้องรักษาการใช้งานที่สามารถสื่อถึงตัวตนและประวัติศาสตร์ของอาคารนั้น ไม่ทำให้ผู้คนหลงลืมคุณค่าของอาคารนั้นไป และทำให้จิตวิญญาณยังคงอยู่กับอาคารนั้น....แม้คำว่าจิตวิญญาณจะเป็นนามธรรม  แต่คำนี้ทรงความหมายที่สุดต่ออาคาร สถานที่ โบราณสถานต่างๆ              .........หลายสิบปีก่อน พระธาตุพนม พังทลายลงทั้งองค์ กรมศิลปากรได้บูรณะใหม่ขึ้นมาทั้งหมด  หากผู้คนไม่เชื่อถือว่าพระธาตุพนมที่กรมศิลปากรบูรณะฟื้นคืนขึ้นมาเป็นของจริง เราคงได้พระธาตุพนมที่เป็นอนุสาวรีย์ แต่ไม่ใช่ปูชนียสถาน  ดังนั้นการทำงานอย่างเป็นวิชาการที่กรมศิลปากรยึดถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญ             กรมศิลปากร เริ่มต้นกระบวนการการฟื้นคืนอาคารโดยการคัดแยกและจัดประเภท ทำทะเบียนไม้ว่ามาจากองค์ประกอบไหนของอาคาร รวมถึงประเมินข้อมูลไม้ในรูปแบบอาคารที่จัดทำเป็นแบบสามมิติ โดยพบว่ามีไม้ ๘๐ เปอร์เซ็น ที่น่าจะนำกลับไปประกอบยังส่วนเดิมของอาคารได้ ส่วนไม้ที่เหลืออาจต้องประเมินความแข็งแรงและความสมบูรณ์ ซึ่งก็นับได้ว่า เราได้ "วัสดุ" ที่เป็นของเดิมของอาคารกลับคืนมาในกระบวนการบูรณะในอนาคต            แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดตรวจฐานรากอาคารบ้านเขียวแห่งนี้ เพื่อตรวจสอบรูปแบบและความเปลี่ยนแปลงอาคารว่ามีทั้งสิ้นกี่ระยะ และระยะใดควรนำมาเป็นรูปแบบในการบูรณะฟื้นคืน เนื่องด้วยอาคารที่เราเห็นก่อนการรื้อถอน เป็นอาคารที่มีการปรับปรุงใหม่ในยุคปัจจุบัน กรมศิลปากรจึงใช้กระบวนการนี้เพื่อแสวงหา รูปแบบหน้าตาของอาคารที่แท้จริงในอดีตกลับคืนมาให้ชาวเมืองแพร่ โดยจากการขุดตรวจทางโบราณคดีพบพัฒนาการอาคาร ๕ ระยะ โดยระยะที่ถือว่ามีความเป็นของแท้ดั้งเดิมโดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับหนักแน่น คืออาคารในระยะที่ ๔ ที่ปรากฏในภาพถ่ายเก่าปี ๒๔๙๘ โดยอาคารในระยะนี้เป็นอาคารสองชั้น ตัวอาคารหลักมีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขยื่นออกมาด้านข้างทั้งสองด้าน (ซึ่งเป็นรูปแบบที่สืบมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๔๘๗ เป็นอย่างน้อย จากการปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศเก่า)  โดยกรมศิลปากรได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดต่อภาคส่วนต่างๆของจังหวัดแพร่ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในขั้นต่อไปจะมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับรูปแบบอาคารที่มีความเหมาะสมจะฟื้นคืนมานี้ ต่อภาคประชาสังคมในวงกว้าง เพื่อให้เป็นฉันทามติของประชาชนชาวจังหวัดแพร่ในการจะเลือกรื้อฟื้นอาคารว่ารูปแบบใด               และในประเด็นสุดท้ายคือ กรมศิลปากร ได้นำเสนอข้อมูลศึกษาที่ว่า อาคารบ้านเขียวหลังนี้ คือ "อาคารที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ มิใช่อาคารที่ทำการบริษัทบอมเบย์ เบอร์มาร์"                จากการศึกษา พบหลักฐานที่สามารถระบุถึงตำแหน่งของอาคารทั้ง ๒ แห่ง ว่าหลังไหนควรเป็น ที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ และหลังไหนเป็นอาคารที่ทำการบริษัทบอมเบย์ เบอร์มาร์ โดยบันทึกการตรวจราชการของกรมการปกครองในปี ๒๔๖๕ ระบุถึงการมีอยู่ของที่ทำการกองป่าไม้และบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ว่าอยู่นอกกำแพงเมืองริมแม่น้ำยม แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดในเชิงความสัมพันธ์ทางที่ตั้งว่าหลังใดตั้งอยู่ตำแหน่งไหน ทั้งนี้เอกสารที่ให้รายละเอียดที่กระจ่างชัด คือ บันทึกของ Reginald Le May ในปี ๒๔๖๙ ที่ระบุถึงการเดินทางไปเมืองแพร่โดยข้ามแม่น้ำยมมาที่ท่าเชตวัน เมื่อขึ้นฝั่งได้ระบุว่า ซ้ายมื้อเป็นที่ทำการของบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ และขวามือเป็นที่ทำการป่าไม้ ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับภาพถ่ายทางอากาศในปี ๒๔๘๗ ที่ปรากฏให้เห็นกลุ่มอาคารด้านซ้ายมือ และขวามือของถนนเชตวัน ฟากละ ๑ กลุ่ม โดยจากการทับซ้อนภาพถ่ายทางปี ๒๔๘๗ กับภาพพื้นที่ปัจจุบันพบว่า กลุ่มอาคารด้านทิศเหนือของถนนเชตวัน (ถ้านับจากการเดินทางขึ้นมาจากตลิ่งของ Le May คือฟากซ้ายมือซึ่งก็คือที่ทำการบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์) ได้กลายเป็นพื้นที่แม่น้ำยมไปแล้วทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า อาคารที่ทำการบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ ได้พังทลายลงแม่น้ำยมไปแล้วทั้งหมด (โดยการพังทลายนั้นน่าจะอยู่ราวปี ๒๔๘๘ - ๒๕๐๐)              กรมศิลปากรรู้ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกประชาชนจำนวนมาก ด้วยประชาชนเกือบทั่วประเทศรับรู้ เชื่อ และผูกพันไปแล้วว่าอาคารหลังนี้ ชื่อ บอมเบย์เบอร์มาร์ แต่สิ่งที่กรมศิลปากรยึดถือมาโดยตลอด คือ กรมศิลปากร ต้องเป็นหลักยึดแก่สังคมที่เสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านการค้นคว้าและไตร่ตรองทางวิชาการโดยมิได้มีความเอนเอียงใดๆ กรมศิลปากรจึงต้องขอบอกเล่าข้อเท็จจริงนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ และอยากให้ประชาชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องโดยปราศจากอคติ                  และท้ายที่สุดที่กรมศิลปากรอยากบอกเล่าแก่ทุกท่าน คือ แม้อาคารหลังนี้จะไม่ใช่อาคารบอมเบย์เบอร์มาร์ อย่างที่หลายคนคิด คุณค่าที่มีในตัวอาคารก็มิได้ลดน้อยลงแต่ประการใด เพราะคุณค่ามิได้ขึ้นอยู่กับชื่ออาคาร แต่คุณค่าขึ้นอยู่กับว่าอาคารนั้นเคยเป็นและเคยทำอะไร  หากเรามองเห็นเพียงความเป็นอาคารของรัฐหลังหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่า "อาคารป่าไม้ภาค" นั่นคือเรากำลังตัดสินความสำคัญของอาคารเพียงชื่อ  แต่ถ้าเรามองเห็นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาคารหลังนี้ในฐานะ พัฒนาการกิจการอุตสาหกรรมป่าไม้ในประเทศไทย ชื่อ "อาคารป่าไม้ภาค" คือ ชื่อ ที่ชาวเมืองแพร่ และประชาชนทุกท่านควรภาคภูมิใจในฐานะที่อาคารแห่งนี้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของกิจการป่าไม้ของเมืองแพร่และประเทศ


พระบารมีปกเกล้าฯชาวอุบลฯ ๓ ตามรอยเสด็จเมืองอุบล ครั้งที่ ๒ เมื่อวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ เวลา ๐๘.๓๕ น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จากที่ประทับแรมเขื่อนน้ำอูน ไปทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาแผ่นดินในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและนครพนม เวลา ๑๑.๐๐ น. เสด็จฯ ถึงสนามหญ้าโรงเรียนบ้านนาแวง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังกองบังคับการกองร้อยทหารราบที่ ๖๐๑๑ ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานถุงของขวัญ เวชภัณฑ์ และพระเครื่องแก่ผู้แทนหน่วยทหาร หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง หน่วยตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยอาสาสมัครรักษาแผ่นดิน และครูโรงเรียนบ้านนาแวง ต่อจากนั้น พันตรีดำรง ทัศนศร รองผู้บังคับศูนย์เฝ้าตรวจชายแดน ๓๐๓ กราบบังคมทูลถวายบรรยายสรุปสถานการณ์ เสร็จแล้วพระราชดำเนินทอดพระเนตรที่พักทหาร และทอดพระเนตรการติดต่อรอบกองบัญชาการฯ ตลอดจนมีพระราชปฏิสันถารกับผู้แทนหน่วยต่าง ๆ โดยทั่วถึง แล้วจึงเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังวัดโขงเจียมปุราณวาส เวลา ๑๒.๐๐ น. เสด็จถึงวัดโขงเจียมปุราณวาส ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ เสด็จขึ้นศาลาการเปรียญ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และมีพระราชดำรัสกับพระราชาคณะ และเจ้าอาวาสถึงความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดพระราชทานเวชภัณฑ์สำหรับพระภิกษุได้ใช้ร่วมกับราษฎร เสร็จแล้วเสด็จลงเพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ อยู่อย่างล้นหลาม ได้มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรเหล่านั้นถึงสถานการณ์ตามชายแดนและความเป็นอยู่โดยทั่วไป แล้วจึงเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งกลับไปยังโรงเรียนบ้านนาแวง ทรงเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านจากจังหวัดอุบลราชธานีที่มาเฝ้าฯ ก่อนประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน ครั้นทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถตามพระราชอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งต่อไป ขอขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายตามรอยเสด็จฯจังหวัดอุบลราชธานี อ.ปัญญา แพงเหล่า


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


ชื่อผู้แต่ง          เสถียร โพธินันทะ ชื่อเรื่อง           เมธีตะวันออก ครั้งที่พิมพ์        พิมพ์ครั้งที่ ๔ สถานที่พิมพ์      กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์        บรรณาคาร ปีที่พิมพ์           ๒๕๒๒ จำนวนหน้า      ๔๑๐ หน้า รายละเอียด                         หนังสือเรื่องนี้ เขียนขึ้นจากการค้นคว้าตำราที่เป็นภาษาจีนส่วนใหญ่ สำนวนการเขียนไพเราะ เข้าใจง่ายและที่สำคัญคือ ให้ความรู้เรื่องปรัชญาเมธีของจีนที่สำคัญเอาไว้ครบถ้วน คือ ขงจื๊อ เหลาจื๊อ  บัคจื๊อ  เม่งจื๊อ  จังจื๊อ  เอี้ยงจื๊อ  และชุ่นจื๊อ  รวมทั้งสรุปท้ายชี้ให้เห็นถึงการเปรียบเทียบ ของปรัชญาจีนเหล่านี้กับทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วย ย่อมเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้า รวมทั้งเป็นประโยชน์ในการบริหารความคิดด้วย


๑. ชื่อโครงการ  โครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางค์และดนตรีแบบบูรณาการ การแสดง และสาธิตนาฏศิลป์และดนตรีไทย และศึกษาดูงานการบริหารจัดการงานด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกศิลปวัฒนธรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น ๒. วัตถุประสงค์  เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมงานมรดกศิลปวัฒนธรรมไปสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ๔. สถานที่ ๑) เมือง Tsukuba                   ๒) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงโตเกียว                 ๓) นิกโก้ เมืองมรดกโลก                 ๔) พระราชวังอิมพีเรียล                 ๕) พิพิธภัณฑ์เอโดะ – โตเกียว                 ๕. หน่วยงานผู้จัด      สำนักการสังคีต ๖. หน่วยงานสนับสนุน สำนักบริหารกลาง กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ๗. กิจกรรม วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๖.๐๐ น. พร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เวลา ๐๗.๓๕ น.  คณะผู้ศึกษาดูงานออกเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินไทย จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เวลา ๑๕.๔๕ น.  เดินทางถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น และออกเดินทางสู่นครโตเกียว เข้าที่พัก ณ โรงแรม Shinagawa Prince Hote วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น.  นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เกี่ยวกับภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ โดยได้ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ดังนี้ -          อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ได้เดินทางไปยังเมือง Himeji จังหวัด Hyogo ประเทศญี่ปุ่น ตามคำเชิญของ นาย Takamasa Fujioka ผู้อำนวยการ และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานโครงการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมศิลปากรและคณะกรรมการแห่งภูมิภาค Harima โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องความร่วมมือในการปกป้อง คุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปะ ในขณะเดียวกันก็จะร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในแหล่งประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม  สมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ และแหล่งวัฒนธรรมสาเกในภูมิภาค Harima โดยจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความเป็นไปได้ในการนำคณะนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรมาจัดการแสดง ณ เมืองฮิเมจิ อีกด้วย -          อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ได้เข้าประชุมหารือ และเยี่ยมชมการอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อประดับวัดประจำรัชกาล ณ สถาบันวิจัยสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติกรุงโตเกียว ( National Research Institute for Cultural Property, Tokyo) โดยวัดราชประดิษฐ์ฯ ได้ส่งตัวอย่างบานไม้จำนวน ๒ ชิ้น จากจำนวนทั้งหมดที่มีประมาณ ๑๐๐ บานมายังสถาบันวิจัยฯ เพื่อศึกษาวัสดุ และกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยในการกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสมต่อไป สำหรับการดำเนินงานอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกวัดราชประดิษฐ์ฯ ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรมศิลปากร โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ในราวเดือนกันยายน ๒๕๕๗ วัดราชประดิษฐ์ฯ จะมอบทุนสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์  และผู้เชี่ยวชาญด้านงานรักประดับมุกจากกรมศิลปากร รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากวิทยาลัยในวังชาย เข้ารับการอบรมการอนุรักษ์ ณ สถาบันวิจัยฯ เป็นระยะเวลา ๒ สัปดาห์           -          วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ อธิบดีกรมศิลปากร และคณะ จะนำสื่อมวลชนเดินทางไป ยังเมืองทสึคุบะ (Tsukuba) เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการแสดงนาฏศิลป์ของคณะนักแสดงจากกรมศิลปากรร่วมกับศิลปินจากประเทศญี่ปุ่น   เวลา ๑๓.๐๐ น.  คณะศึกษาดูงานได้เดินทางไปยัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว  ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนได้นำโบราณวัตถุมาจัดแสดง ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ พระสุพรรณบัฏ ที่สันนิษฐานว่าเป็นบรรณาการจากพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ส่งไปยังกรุงปักกิ่งในสมัยกรุงธนบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ญี่ปุ่น : Tokyo National Museum หรือ TNM ตั้งอยู่ ภายในสวนอุเอโนะ ในเขตไทโต กรุงโตเกียว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๗๒ เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่สำคัญจากทั่วทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจากในญี่ปุ่น มีโบราณวัตถุจัดแสดงกว่า ๑๑๐,๐๐๐ ชิ้น วัตถุประสงค์หลักในการสร้างเพื่อแนะนำประเทศญี่ปุ่นให้ชาว ต่างชาติรู้จักผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบไปด้วยอาคาร ๕ อาคาร ได้แก่ อาคารหลักอาคาร Heiseikan  อาคาร Hyokei  อาคาร Heisei  อาคาร Toyo และอาคารเก็บสมบัติวัด Horyu นอกจากนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว  ยังมีส่วนงานสำหรับค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโบราณวัตถุ และจัดกิจกรรมต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๕.๐๐ น. (วันเสาร์ อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์  ระหว่างเมษายน - กันยายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกเร็วเกินไปจะเปิดให้เข้าชมถึง ๑๘.๐๐ น.) หรือในกรณีมีนิทรรศการพิเศษเฉพาะวันศุกร์ก็จะเปิดให้เข้าชมได้ถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น.  นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ พร้อมด้วยสื่อมวลชน เดินทางไปยัง                    เมืองทสึคุบะ (Tsukuba) เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการแสดงและสาธิตนาฏศิลป์และดนตรีไทย                    จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมกับศิลปินจากญี่ปุ่น ณ ห้องประชุม ธนาคารทสึคุบะ เมืองทสึคุบะ (Tsukuba) ตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิ เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคคันโต หนึ่งใน เขตการปกครองของประเทศญี่ปุ่น ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๖๐ กิโลเมตร เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่า "เมืองแห่งวิทยาศาสตร์" (Science City)                        กิจกรรมการแสดงและสาธิตนาฏศิลป์และดนตรีไทย ณ เมืองทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในโครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางค์และดนตรีแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้วัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์และดนตรีชั้นสูง เป็นสื่อกลางในการกระชับสัมพันธ์และเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรมอันดีงามระหว่างประเทศ การแสดงในครั้งนี้ประกอบด้วย การสาธิตการแสดงโขน การเปรียบเทียบท่ารำระหว่างนาฏศิลปินชาวไทย และชาวญี่ปุ่น การแสดงระบำพื้นบ้านของญี่ปุ่น การแสดงระบำ ๔ ภาคของไทย การแสดงโขนและการต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น                    อธิบดีกรมศิลปากร ร่วมด้วยนายกเทศมนตรีเมืองทสึคุบะ และผู้ว่าการธนาคารทสึคุบะ เข้าร่วมในพิธีเปิดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และนักแสดงจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เข้าชมทั้งชาวเมืองทสึคุบะ และชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เข้าชมการแสดงกว่า ๑,๐๐๐ คน   โขน  ชุด ทศกัณฐ์รบพระราม (ยกรบ)                    โขน  เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทยซึ่งมีมาแต่โบราณมีกำเนิดมาจากการเล่นหลายประเภท  เช่น  ชักนาคดึกดำบรรพ์  การเล่นกระบี่กระบองและหนังใหญ่  ครั้นต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงให้ประณีตขึ้นตามลำดับ แต่เดิมนั้นผู้แสดงโขนจะต้องสวมหัวโขนปิดหน้าและใช้ผู้ชายแสดงทั้งหมด จึงต้องมีผู้พูดแทน เรียกว่า ผู้พากย์ - เจรจา และขับร้อง ผู้แสดงต้องแสดงท่าเต้นและรำไปตามคำพากย์ - เจรจา  และบทร้องนั้น ต่อมาได้วิวัฒนาการให้ผู้แสดงซึ่งสมมติเป็นเทพบุตร เทพธิดา และมนุษย์ ชาย หญิง สวมแต่เครื่องประดับศีรษะ ไม่ต้องปิดหน้าทั้งหมด และใช้ผู้หญิงเข้าร่วมแสดงด้วย แต่ก็ยังคงรักษาประเพณีเดิมไว้  คือ มีผู้พากย์ - เจรจา และขับร้องแทน ทั้งนี้เว้นแต่ฤษีบางองค์และตัวตลกจึงจะเจรจาเอง                    การแสดงโขนชุดทศกัณฐ์รบพระรามอยู่ในตอนหนึ่งของเรื่องรามเกียรติ์ เป็นการทำสงครามระหว่างพระราม พระลักษมณ์ และพลวานร กับทศกัณฐ์ พญายักษ์แห่งกรุงลงกา การรบของทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยชั้นเชิงของลีลาท่ารำกระบวนการรบและความสามารถที่มีเอกลักษณ์ประณีตงดงามในการแสดงโขน  ระบำช่อราชพฤกษ์                    ระบำช่อราชพฤษ์  เป็นระบำที่มีความสวยงามอีกชุดหนึ่ง ผู้แสดงถือดอกราชพฤษ์ ออกมารำ โดยใช้เพลงนางนาคแปลง ซึ่งเป็นเพลงไทยโบราณ ผู้แสดงแต่งกายเป็นสาวชาววัง ในสมัยอยุธยา ประดิษฐ์ท่ารำโดยนางพัชรา บัวทอง นาฏศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร   การต่อสู้ด้วยพลอง-ไม้สั้น           การเล่นกระบี่กระบองเป็นศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างหนึ่งของไทย  ในที่นี้เป็นการใช้พลองและไม้สั้น  ศิลปะแห่งการใช้ไม้สั้นอยู่ที่ความคล่องแคล่วว่องไวของผู้ใช้และจะต้องเป็นฝ่ายรุกเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้  ตรงกันข้ามกับผู้ใช้พลอง  ซึ่งเป็นอาวุธยาวจะต้องถอยออกห่างจึงจะมีโอกาสทำอันตราย คู่ต่อสู้ได้สะดวก ระบำสี่ภาค                    ระบำสี่ภาค  เป็นระบำชุดหนึ่งที่กรมศิลปากรปรับปรุงขึ้นในสมัยปัจจุบัน   โดยนำศิลปะการแสดงทั้งสี่ภาคในประเทศไทย คือ ภาคเหนือ   ภาคกลาง   ภาคอีสาน  และภาคใต้ มาแสดงติดต่ออยู่ในชุดเดียวกัน นับเป็นการแสดงที่สวยงาม น่าชม และน่าสนใจอย่างยิ่ง   วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๐๐ น.  คณะผู้ศึกษาดูงานออกเดินทางจากที่พักไปยังนิกโก้ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม                    นิกโก้ จังหวัดโทะจิงิ  ตั้งอยู่ทางเหนือของโตเกียว มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ สมัยเอโดะ  มีวัดและศาลเจ้าสำคัญที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ภายใต้ชื่อ  "ศาลเจ้า และวัดแห่งนิกโก"  ได้แก่ ศาลเจ้านิกโกโทโชกุ                       เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แด่โชกุนโทกุกาวะ อิเอะยะซุ โชกุนคนแรกของตระกูลโทกุกาวะ เริ่มสร้างในปี พ.ศ. ๒๑๖๐ ในช่วงสมัยเอโดะ ระหว่างที่ฮิเดะตะ บุตรชายของโทกุกาวะดำรงตำแหน่งเป็นโชกุน และได้รับการต่อเติมขยายพื้นที่ในสมัยของอิเอะมิสึ โชกุนคนที่สามของตระกูล   ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ตั้งรูปเคารพและป้ายวิญญาณของอิเอะยะซุ ศาลเจ้าฟุตะระซัง  เป็นศาลเจ้าชินโตในเมืองนิกโก้   เป็นสถานที่สักการะเทพเจ้า ๓ องค์ คือ โอคุนินุชิ ทาโกริฮิเมะ และอาจิสุกิตะคาฮิโคเนะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๓๑๐ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในรายชื่อเดียวกับศาลเจ้านิกโก้โทโชกุและวัดรินโน  ภายในศาลเจ้าเป็นสถานที่เก็บรักษาดาบสองเล่ม ซึ่งจัดว่าเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น     วัดรินโนจิ                       วัดรินโนจิ เป็นวัดพุทธที่สำคัญที่สุดในนิกโก้  สร้างขึ้นโดยพระโชโด โชนิน (Shodo Shonin) ผู้ที่นำศาสนาพุทธมาเผยแพร่ในนิกโก้  ในช่วงปี ค.ศ. ๘๐๐  ภายในมีวิหารชั้น ซันบุตสึ (Sanbutsudo) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๑ ตามพระบัญชาของจักรพรรดินินเมอิ (Ninmei Emperor) เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไม้แกะสลักปิดทองสูงองค์ละ ๘ เมตร อันเป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวเมืองนิกโก้ ๓ องค์คือ เจ้าแม่กวนอิมพันกร (Thousandhanded Kannon) พระอมิตพุทธ (Amida Buddha) และพุทธรูปม้าอยู่กลางพระนลาต (Horse – headed Kannon)    วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น.  คณะผู้ศึกษาดูงานออกเดินทางจากที่พักไปยังพระราชวังอิมพีเรียล และพิพิธภัณฑ์                    เอโดะ-โตเกียว   พระราชวังอิมพีเรียล ( Imperial Palace ) พระราชวังอิมพีเรียล (โคเคียว) เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิแห่งประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวท่ามกลางคูน้ำล้อมรอบมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ภายในอุทยานชั้นในอันเป็นเขตพระราชฐาน เป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ย หลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี ค.ศ.๑๙๔๕ ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi)      พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว                    พิพิธภัณฑ์เอโดะ – โตเกียว เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคเอโดะ สมัยโชกุนจนถึงยุคหลังฟื้นฟูจากสงครามโลก ตั้งแต่วันที่โชกุนโทกุงาวะ อิเอยะซึ ได้สร้างเมืองเอโดะ และนำพาญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคปิดประเทศซึ่งเป็นยุคที่มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ก่อนถูกชาติตะวันตกบังคับให้เปิดประเทศก่อนเปลี่ยนชื่อเมืองมาเป็นโตเกียวในที่สุด พิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังไปกว่า ๔๐๐ ปี ทั้งสภาพสังคม การเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ภายในมีการจำลองอาคารและสถานที่ต่างๆ รวมถึงสะพานนิฮอนบาชิ ‘สะพานแห่งญี่ปุ่น’ ซึ่งคนสมัยก่อนใช้สัญจรไปมา ตลอดจนจำลองรูปแบบวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมของผู้คนในยุคนั้น วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น.  คณะผู้ศึกษาดูงานออกเดินทางออกเดินทางจากที่พักไปยังสนามบินนาริตะ เวลา ๑๗.๒๕ น.  ออกเดินทางจากสนามบินนาริตะสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 677 เวลา ๒๑.๕๕ น.  เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                       การเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น ตามโครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางค์ และดนตรีแบบบูรณาการ การแสดงและสาธิตนาฏศิลป์และดนตรีไทย และศึกษาดูงานการบริหารจัดการงานด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกศิลปวัฒนธรรม ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เป็นการใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรมอันดีงามระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมงานมรดกศิลปวัฒนธรรมไปสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย และส่งผลให้เกิดความร่วมมือในการปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปะร่วมกัน นอกจากนี้ การเรียนรู้สภาพเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ยังช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจในอัตลักษณ์ของชนชาติญี่ปุ่น เสริมสร้างประสบการณ์ความประทับใจในการเข้าชมแหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรม เกิดประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานอนุรักษ์และสร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยต่อไป  ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                       ๑) ควรใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ                       ๒) ควรมีการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมงานมรดกศิลปวัฒนธรรมไปสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง                      ๓) ควรพัฒนาเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทย ด้วยการรวมเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทุกสาขาเข้าด้วยกันเป็นสถาบันเพื่อการศึกษาวิจัย และหาแนวทางในการอนุรักษ์ หรือสงวนรักษาโบราณวัตถุและโบราณสถาน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินงานอนุรักษ์และสร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทย                     ๔) ควรพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรม ปรับปรุงการจัดแสดงให้ทันสมัย และเสริมสร้างประสบการณ์ความประทับใจในการเข้าชมแหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรมให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย 


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : แหล่งน้ำในพะเยา -- เมื่อต้นปี พ.ศ. 2536 เกษตรจังหวัดพะเยาดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในแต่ละอำเภอ เพื่อป้องกันสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ทำให้ทราบว่า จังหวัดพะเยาเมื่อ 31 ปีก่อนมีแหล่งน้ำอะไรบ้าง ตั้งอยู่พื้นที่ไหน และหน่วยงานใดจัดสร้างขึ้น. จากเอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา เรื่อง " การสำรวจแหล่งน้ำ " วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 ให้รายละเอียดในแบบฟอร์มการสำรวจดังสรุปได้ว่า 1. สำรวจแหล่งน้ำทั้งหมด 7 อำเภอ โดยบางส่วนเป็นแหล่งน้ำที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท และกรมชลประทานสร้างขึ้น 2. อำเภอเมืองพะเยามีแหล่งน้ำ 6 แห่ง คือ กว๊านพะเยา ลำน้ำอิง อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำตามพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำแม่ต๋อม อ่างเก็บน้ำแม่นาเรือ และอ่างเก็บน้ำห้วยลึก 3. อำเภอแม่ใจมีแหล่งน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ หนองเล็งทรายกับอ่างเก็บน้ำแม่ปืม 4. อำเภอดอกคำใต้มีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ตั้งแต่เขื่อนห้วยแม่ผง อ่างเก็บน้ำร่องลึก และสระเก็บน้ำบ้านสันทราย  5. อำเภอจุนมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ทั้งอ่างเก็บน้ำจุน อ่างเก็บน้ำห้วยข้าวก่ำ และอ่างเก็บน้ำห้วยเคียน 6. อำเภอปงมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง คือ แม่น้ำยม อ่างเก็บน้ำห้วยแพะ และอ่างเก็บน้ำแม่กำลัง 7. อำเภอเชียงคำมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยไฟ อ่างเก็บน้ำห้วยบง และอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ 8. อำเภอเชียงม่วนมีแหล่งน้ำ 2 แห่ง อย่างอ่างเก็บน้ำห้วยจรกับอ่างเก็บน้ำห้วยสระ. การสำรวจแหล่งน้ำนี้ ยังระบุชื่อบ้าน ตำบลที่ตั้งของแหล่งน้ำไว้ครบถ้วน เพียงแต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดของความจุปริมาตรน้ำที่เก็บกักได้เต็มที่เท่าไหร่ หรือแต่ละแห่งสามารถบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งได้นานแค่ไหน. หากอย่างไรก็ดี การสำรวจแหล่งน้ำมีความน่าสนใจ นำไปต่อยอดงานสาธารณประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ ง่ายขึ้น เช่น ประมงจังหวัดใช้วางแผนปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การประปานำมาคำนวณปริมาณของน้ำดิบก่อนเข้ากระบวนการ และงานฝนหลวงจะทราบพื้นที่ แหล่ง หน้าหรือท้ายอ่างเก็บน้ำบริเวณใดเหมาะแก่การเพิ่มฝนเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เป็นต้น. ดังนั้น เอกสารการสำรวจแหล่งน้ำจึงเป็นข้อมูลปฐมภูมิของการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะอย่างน้อยเมื่อภัยธรรมชาติเกิดขึ้น การรับมือก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป..ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1/24 เรื่อง การสำรวจแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้งปี 2536 [ 26 ม.ค. - 3 ก.พ. 2536 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


ผู้รายงาน             นางสาวณฐมน  อยู่ดี                          นายช่างศิลปกรรม  ปฏิบัติงาน  กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์                          สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร วัตถุประสงค์         เพื่อเข้ารับการอบรมเรื่อง International  Course  on  Conservation  of  Japanese                         Paper 2014  สถานที่              National Research Institute for Cultural Properties, International Centre for                           The Study Preservation and Restoration of Cultural Property (NRICP)                         ณ. กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระยะเวลา           ๒๐ วัน  ( ๒๕ สิงหาคม - ๑๓ กันยายน  ๒๕๕๗ ) ผู้เข้ารับการอบรม ๑๐ คน  ประกอบด้วย ๑.      ผู้แทนจากประเทศต่างๆ ประเทศละ ๑ คนดังนี้            ๑.๑ ประเทศนิวซีแลนด์                Ms. Jennifer CAUCHI (Museum of New Zealand Te Papa Tongarewa)               ๑.๒ ประเทศไต้หวัน                Mr. Ting Fu fan (San Jian Art Conservation Co., Ltd.             ๑.๓ ประเทศเดนมาร์ก                Ms. Pia HANSEN (Odense City Museums)             ๑.๔ ประเทศสกอตแลนด์               Ms. Elizabeth HEPHER (The Royal Commission on the Ancient and Historical                          Monuments of Scotland)             ๑.๕  ประเทศเซอร์เบีย                Mr. Milos JELENIC (Central Institute For Conservation in Belgrade)             ๑.๖ ประเทศฝรั่งเศส                Ms. Ludivine LEROY – BENTI (National Archives) ๑.๗ ประเทศคิวบา                 Ms. Hilda PEREZ DE PENAMIL RODRIGUEZ (Office of the Historian of the City)              ๑.๘  ประเทศสหรัฐอเมริกา                Ms. Emily RAMOS (University of California, Berkeley)              ๑.๙ ประเทศออสเตรเลีย                Ms. Louise WILSON (National Gallery of Victoria)              ๑.๑๐ ประเทศไทย                Ms. Nathamon YUDEE (Office of National Museum, The Fine Arts Department)        ๒.  วิทยากรและทีมงาน              ๒..๑  Mrs. Katrina SIMILA     ICCROM, Rome. Italy              ๒.๒  Noriko  HAYAKAWA                 Senior Researcher, Center for Conservation Science and Restoration Techniques,                 National Research Institute for cultural Properties, Tokyo                                              ๒.๓  Masato  KATO                 Head of Resource and Systems Research Section, Japan Center for international                           Cooperation in Conservation, National Research Institute for cultural Properties,                             Tokyo              ๒.๔  Makoto  KAWABATA                 Senior Conservator, Qualified Conservation Specialist (documents)  The                        Association for Conservation of National Treasures              ๒.๕  Atsushi  OGASAWARA                 Chief Conservator, Qualified Conservation Specialist (documents)                  The Association for Conservation of National Treasures              ๒.๖ Haruhiko SUZUKI                 Chief Conservator, Qualified Conservation Specialist (documents)                  The Association for Conservation of National Treasures              ๒.๗  Kohei TANAKA                 KOBAYASHI Brush Shop                 Tradition Brush Craftsman (Chiba Prefecture)              ๒.๘  Shigemi  TANAKA                 KOBAYASHI Brush Shop                 Holder of Selected Conservation Techniques (Agency for Cultural Affairs)              ๒.๙  Keigo  UTSUNOMIYA                 Professor, Department of Literature, Osaka Ohtani University Visiting fellow,                 Kyoto National Museum              ๒.๑๐ Noriko  YAMAMOTO                 Vice – director, Executive Director, The Association for Conservation of National                 Treasures              ๒.๑๑ Atsuko  AOKI                 Part-time Lecturer, Department of English, University of the Sacred Heart              ๒.๑๒ Michiko  MATSUBARA                 President Yesterday, Today and Tomorrow                 Part-time Lecturer, Department of English, University of the Sacred Heart                 and others             ๒.๑๓ Yoko  YAMADA                National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo             ๒.๑๔ Nana  KIHARAYAMA                National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo     กำหนดการอบรม ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๒๕ น.                    ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ๑๘.๔๕ น.                    ถึงสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น                                  และเข้าพักอยู่ที่โรงแรมมารูทานิ  กรุงโตเกียว ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๐.๓๐ น.          พิธีเปิด ๑๐.๓๐–๑๑.๐๐ น.          ปฐมนิเทศ ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ น.           ฟังบรรยาย เรื่อง การอนุรักษ์กระดาษ ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น.           แนะนำตัวเอง และนำเสนอเกี่ยวกับหน่วยงาน ๑๗.๐๐-๑๙.๐๐ น.           งานเลี้ยงต้อนรับ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          ฟังการบรรยายเรื่องกาวที่ใช้ในการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมของญี่ปุ่น ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.          ดูการสาธิต และวิธีการ การเตรียมการทำความสะอาด “ภาพจิตรกรรมบนกระดาษ” ๑๕.๐๐-๑๗.๑๕ น.          ฝึกปฎิบัติการทำความสะอาด ภาพจิตรกรรมบนกระดาษ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          ฟังการบรรยาย เรื่อง พื้นฐานของกระดาษ  ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.          Infilling ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.          Infilling ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          ฝึกปฏิบัติการ Applying the first lining ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.          ฝึกปฏิบัติการ 1 Second lining ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.          ฝึกปฏิบัติการ 2 Second lining ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.           ฝึกปฏิบัติการตัดแต่งขอบ ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.           เสร็จสิ้น การซับในชิ้นงาน ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.           เยี่ยมชมสถาบัน National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo วันที่ ๓๐-๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗  (วันหยุดเสาร์- อาทิตย์) ๑ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๘.๔๕–๑๗.๐๐ น.          เยี่ยมชม Hasegawa Washi Kobo (Traditional paper making studio), Mino - Kyoto             ๒ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๘.๔๕–๑๒.๐๐ น.          เยี่ยมชม Kami no Ondo (Paper shop) ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น.           เยี่ยมชม Nagoya Castle. ๓ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๘.๔๕–๑๒.๐๐ น.          เยี่ยมชม Mino museum – The old Imai family residence ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น.           เยี่ยมชม MINO-WASHI Museum ๔ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๘.๔๕–๑๒.๐๐ น.         เยี่ยมชม Hokobo (material of Japanese paintings shop) ๑๓.๑๐–๑๔.๒๕ น.         เยี่ยมชม Kanetaka hamono shinise (Knife shop) ๑๕.๑๐-๑๗.๐๐ น.          เยี่ยมชม Mizokawa Shoten (material and tool shop) ๕ กันยายน ๒๕๕๗ ๙.๐๐-๑๑.๐๐ น.            เยี่ยมชม Oka Bokkodo Ltd. (restoration studio) ๑๓.๐๐ น.                    เดินทางกลับเกียวโต ๖-๗ กันยายน ๒๕๕๗  วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ๘ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.         ฝึกปฏิบัติการเชื่อมปะติดกันในแนวระยะขอบกระดาษ ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.         ฝึกปฏิบัติการทำปลายม้วนกระดาษ ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.         ฝึกปฎิบัติการเตรียมไม้สำหรับการม้วนภาพ ๙ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.         ฟังบรรยาย เรื่อง Sutra Transcription and Diacritics โดย Keigo UTSUNOMIYA ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.         ฝึกปฏิบัติ Cutting the honshi ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.         ฝึกปฏิบัติ Attaching the Jiku (roller rod with knobs) ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          ฝึกปฏิบัติ Attaching the wrapping cord to the cover ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.          เสร็จสิ้นการฝึกปฏิบัติ ๑๕.๑๕-๑๗.๑๕ น.          เรียนการห่อจัดเก็บไว้ในกล่อง ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          ฟังบรรยาย เรื่อง Brushes โดย Shigemi TANAKA, Kohei TANAKA ๑๓.๐๐-๑๗.๑๕ น.          ดูการสาธิตวิธี Byo (folding screen) และ Kakejiku (hanging scroll) ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.          Discussion/Questionnaire ๑๓.๐๐ น.  -                 พิธีปิด ๑๓ กันยายน ๒๕๕๗ เดินทางกลับประเทศไทย จากสนามบิน Haneda Tokyo เวลา 10.50 น. ถึง สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 15.25 น. ค่าใช้จ่าย ผู้จัดอบรม (NRICPT และ ICCROM) เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆในระหว่างการฝึกอบรม   สรุปผลการอบรม    การอบรมในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อนักอนุรักษ์ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านศิลปะบนกระดาษ                                     หนังสือ เอกสารโบราณ และเอกสารสำคัญ ทั้งในพิพิธภัณฑ์ หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุ                             จากประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นอย่างมากเช่น ๑.           ทำให้รู้ และเข้าใจในแนวทางการอนุรักษ์ศิลปบนกระดาษ ของญี่ปุ่น ๒.          ทักษะด้านวิธีการอนุรักษ์ศิลปะบนกระดาษของญี่ปุน ๓.          ทำให้รู้และเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้ วัสดุอุปกรณ์ อย่างเหมาะสม ๔.          เรียนรู้การทำกระดาษสาของญี่ปุ่น ๕.          ทักษะ และเรียนรู้หลักการหยิบยก เคลื่อนย้าย จัดเก็บศิลปวัตถุ โบราณวัตถุประเภทกระดาษ ๖.          เรียนรู้การจัดแสดงของ Japanese scroll และ Japanese painting               ๗.          ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งวิทยากร และ ผู้เข้าร่วมอบรมนานาชาติ เกี่ยวกับการอนุรักษ์กระดาษของแต่ละประเทศ                  ๘.          ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการอนุรักษ์โบราณศิลปวัตถุประเภทกระดาษ ของนักอนุรักษ์นานาประเทศ              ๙.          ทำให้บุคลากร ในแต่ละประเทศที่เข้าร่วมอบรม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความรู้ในการอบรมครั้งนี้ มาปรับใช้และปรังปรุงพัฒนา กับงานในหน้าที่และส่วนที่รับผิดชอบของแต่ละประเทศ ข้อเสนอแนะ ๑.หลังจากการอบรมครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับคือ ทักษะ แนวทาง และเทคนิคในการอนุรักษ์ศิลปะบนกระดาษ หนังสือ เอกสารโบราณ ตามหลักอนุรักษ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการ นำมาปรับใช้ ปรับปรุง และพัฒนา ในงานที่รับผิดชอบ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ๒. ควรมีการจัดอบรมในประเทศไทย โดยขอความร่วมมือกับนักอนุรักษ์กระดาษจากต่างประเทศ เป็นวิทยากร เพื่อให้ความรู้และเป็นประโยชน์ต่อ บุคลากร และผู้ที่ทำงานด้านนี้


black ribbon.