ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
-- องค์ความรู้เรื่อง.. --
"คืนชีพเตาถลุงเหล็กโบราณ 2 พันปี ด้วยงานโบราณคดีทดลอง"
ข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับผลผลิตจากแหล่งถลุงเหล็กโบราณบ้านแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
#ExperimentalArchaeology #Archaeometallurgy #Workshop
.
-- เมื่อปี พ.ศ. 2562 กลุ่มโบราณคดี โดยนายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ และนางสาววรรณพร ปินตาปลูก ผู้ช่วยนักโบราณคดี ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่บ้านแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีการค้นพบเตาถลุงเหล็กโบราณสภาพสมบูรณ์ที่ยังอยู่ในบริบทติดที่ดั้งเดิม (In Situ) เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร
.
..
-- จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า เตาถลุงเหล็กบ้านแม่ลานนี้มีอายุการผลิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 จัดเป็นเตาถลุงเหล็กที่มีความเก่าแก่ที่สุดในดินแดนล้านนา อยู่ในช่วงต้นยุคเหล็กของดินแดนประเทศไทย โดยเตาที่ค้นพบครั้งนี้เป็นเตาที่ใช้ในการถลุงเหล็กตามกระบวนการทางตรง (Direct Iron Smelting Process) รูปแบบทรงกระบอกตรงมีผนังสูง (Shaft Furnace) หากสมบูรณ์จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 – 90 เซนติเมตร และสูงประมาณ 150 – 180 เซนติเมตร ทำจากวัสดุดินเหนียวปั้นโดยไม่ใช้โครงสร้างอิฐ
.
..
-- จากการวิเคราะห์รูปทรงของเตาถลุงเหล็กโบราณบ้านแม่ลานอย่างละเอียดทำให้พบร่องรอยภูมิปัญญาโบราณที่สำคัญ คือ การทำช่องเติมอากาศรูปทรงกรวยให้ทแยงมุมกับผนังเตาประมาณ 30 องศา เรียงรายรอบตัวเตา โดยเว้นระยะห่างประมาณ 10 เซนติเมตร การจงใจทำช่องเติมอากาศให้ถี่และทแยงไปในทิศทางเดียวกัน ทางผู้ศึกษาได้วิเคราะห์และตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะก่อให้เกิดสภาวะลมหมุนวนเป็นเกลียวขึ้นภายในตัวเตาอย่างทั่วถึง ซึ่งนำมาสู่ประเด็นคำถามต่อมา คือ ความตั้งใจในการก่อให้เกิดสภาวะอากาศหมุนวนเป็นเกลียวในเตาถลุง จะเป็นปัจจัยให้เกิดผลลัพธ์อย่างไรในกระบวนการถลุงเหล็ก
.
..
-- ข้อสันนิษฐานและประเด็นคำถามข้างต้นนำมาสู่ความพยายามในการไขปริศนาภูมิปัญญาโบราณด้วยกระบวนการโบราณคดีทดลอง (Experimental Archaeology) ซึ่งผู้ศึกษาพยายามจำลองรูปแบบเตาถลุงเหล็ก และควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมือนโบราณมากที่สุดเท่าที่องค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์จะเอื้ออำนวย ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการ ดังนี้
.
..
-- 1. ขั้นตอนเตรียมการ ผู้ศึกษาได้เลือกใช้วัตถุดิบให้มีความใกล้เคียงกับที่พบในแหล่งโบราณคดีมากที่สุด ประกอบด้วย 1.1) แร่เหล็ก การถลุงครั้งนี้ใช้แร่เหล็กในกลุ่มแมกนีไทต์ (Magnetite) ซึ่งนำมาจากสายแร่ที่พบในพื้นที่ใกล้เคียงแหล่งโบราณคดี และนำมาย่อยให้มีขนาด 2 – 4 เซนติเมตร เหมือนกับที่พบในแหล่งโบราณคดี 1.2) ถ่าน เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ผู้ศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องใช้ถ่านจากไม้ที่มีความหลากหลาย เช่น ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ลำไย และไม้มะขาม 1.3) ดิน ผู้ศึกษาได้นำดินมาจากบริเวณที่พบแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่อำเภอลี้ (สิบดร) จังหวัดลำพูน ซึ่งมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทราย นำมาหมักแช่น้ำไว้ 3 วัน หลังจากนั้นจึงทำการนวดดิน เติมทรายและแกลบข้าวลงไปจนดินมีความหนืด
.
..
-- 2. ขั้นตอนปั้นเตาถลุง การศึกษาครั้งนี้ได้พยายามสร้างให้มีขนาดและรูปทรงใกล้เคียงกับแบบสันนิษฐานของโบราณถลุงเหล็กโบราณมากที่สุด โดยทำการปั้นเตาถลุงที่มีโครงสร้างเป็นดินเหนียวล้วน ๆ ขนาดความกว้างของฐานเตา 100 เซนติเมตร ความสูง 140 เซนติเมตร ปากเตากว้าง 80 เซนติเมตร ความหนาของผนังเตา 20 เซนติเมตร บริเวณฐานเตาเจาช่องระบายตะกรันรูป 4 เหลี่ยม ทั้ง 4 ด้าน ขุดหลุมดักตะกรันไว้ภายนอกตัวเตา ส่วนช่องเติมอากาศรูปทรงกรวย เจาะไว้ทั้งสิ้น 16 ช่อง ทำมุมทแยงกับผนังเตา 30 องศา ตัวช่องอยู่สูงขึ้นมาจากฐานเตา 20 เซนติเมตร หลังจากปั้นเตาเสร็จทำการสุมไฟด้วยไม้ฟืนภายในเตาเพื่อให้ดินแห้ง และทิ้งไว้ 18 ชั่วโมง
.
..
-- 3. ขั้นตอนถลุงเหล็ก ดำเนินการถลุงเหล็กตามกระบวนการทางตรง (Direct Iron Smelting Process) ตัวเตาเติมอากาศโดยใช้เครื่องเป่าลม (Blower) ขนาด 4 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง แบ่งช่องเติมอากาศเข้าเตาถลุงผ่านทางท่อขนาด 1 นิ้ว เครื่องละ 8 ช่อง รวมเป็น 16 ช่อง จนก่อให้เกิดสภาวะหมุนวนเป็นเกลียวของอากาศขึ้นภายในตัวเตา ในส่วนกระบวนการเติมเชื้อเพลิงและแร่ ทำการเติมสลับกันระหว่างแร่เหล็กและถ่าน ความถี่ของเวลาอยู่ระหว่าง 5 – 10 นาที โดยสังเกตอัตราการยุบตัวของถ่านเป็นหลัก ส่วนการระบายตะกรันใช้วิธีสังเกตปริมาณตะกรันภายในห้องไฟผ่านทางช่องเติมอากาศ และเจาะระบายออกมาทางช่องระบายตะกรันทั้ง 4 ทิศทาง สรุปกระบวนการถลุงเหล็กใช้เวลาตั้งแต่การอุ่นเตาจนถึงการทุบเตาเพื่อนำผลผลิตออกจากตัวเตา ทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 30 นาที ใช้แร่เหล็กในการถลุง 100 กิโลกรัม และใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงทั้งสิ้น 380 กิโลกรัม ข้อสังเกตจากการถลุงครั้งนี้ คือ มีปริมาณตะกรัน (Slag) จากการถลุงออกมาน้อยมาก น้ำหนักรวมทั้งสิ้นเพียงแค่ 5 กิโลกรัม
.
..
-- 4. ผลผลิตที่ได้จากกระบวนการถลุงเหล็ก ผลผลิตที่ได้จากการถลุงในครั้งนี้ คือ ก้อนโลหะเหล็ก (Iron Bloom) มีลักษณะพิเศษในแบบวงแหวน (Ring shape) มีน้ำหนัก 47 กิโลกรัม ซึ่งหากรวมกับก้อนเหล็กอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมา ผลผลิตที่ได้จากการถลุงครั้งนี้จะมีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัม
.
..
-- สรุปและอภิปรายผล ประเด็นการใช้ทรัพยากรและผลผลิต การทดลองถลุงครั้งนี้พบว่าใช้แร่เหล็ก 100 กิโลกรัม และถ่านเชื้อเพลิง 380 กิโลกรัม หากคิดเป็นสัดส่วนของเหล็กและถ่านจะอยู่ที่ประมาณ 1 : 4 ซึ่งยังอยู่ในระดับมาตรฐานของการถลุงเหล็กที่มีคุณภาพโดยทั่วไป ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบและผลผลิตที่ได้ การถลุงครั้งนี้ใช้แร่เหล็กกลุ่มแมกนีไทต์ (Magnetite) น้ำหนัก 100 กิโลกรัม ได้ผลผลิตออกมาเป็นก้อนโลหะเหล็ก (Iron Bloom) น้ำหนัก 50 กิโลกรัม หากคิดเป็นสัดส่วนระหว่างผลิตที่ได้กับแร่ต้นทุนจะอยู่ที่ 1 : 2 หรือครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าเตาถลุงเหล็กแบบโบราณโดยทั่วไป ที่มักมีสัดส่วนระหว่างผลผลิตกับแร่ต้นทุนอยู่ที่ 1 : 3 ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถบ่งชี้เบื้องต้นให้เห็นว่า เตาถลุงเหล็กที่ผู้ศึกษาพยายามจำลองรูปแบบและเทคนิคจากเตาถลุงเหล็กโบราณนั้นมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการถลุงเหล็ก ส่งผลให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เป็น นัยยะที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และความเชี่ยวชาญของช่างถลุงเมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ได้เป็นอย่างดี
.
..
-- สรุปและอภิปรายผล ประเด็นรูปทรงของผลผลิต กระบวนการเติมอากาศผ่านช่องทแยงมุม 30 องศา จำนวน 16 ช่อง ก่อให้เกิดสภาวะหมุนวนของอากาศเป็นเกลียวภายในตัวเตา ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงบริเวณใกล้ปากช่องเติมอากาศรอบ ๆ ด้านในตัวเตา แต่ความร้อนเหล่านี้กลับไปไม่ถึงแกนกลางของเตา ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เหล็กมาจับตัวเป็นก้อนบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงจนเกิดเป็นก้อนโลหะเหล็ก (Iron Bloom) ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงวงแหวน (Ring shape) ซึ่งถือเป็นผลผลิตที่มีลักษณะพิเศษและเป็นจุดเด่นของเตาถลุงที่ใช้เทคนิคนี้ ต่างกับผลผลิตจากเตาถลุงเหล็กรูปแบบทั่วไป ที่มักได้ผลผลิต (Iron Bloom) เป็นก้อน หรือ ทรงก้นถ้วยตามรูปร่างของก้นเตา จากลักษณะที่ปรากฏจึงตั้งข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีเบื้องต้นได้ว่าผลผลิต (Iron Bloom) จากแหล่งเตาถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อาจมีลักษณะเฉพาะเป็นรูปทรงแบบวงแหวน หรือปรากฏลักษณะเป็นแท่งที่มีความโค้งตามลักษณะพื้นผิวด้านในของเตาถลุง
.
..
-- ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการศึกษาครั้งต่อไป การศึกษาโบราณคดีทดลองครั้งนี้ เป็นการศึกษาที่ดำเนินการภายใต้ปัจจัยข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะด้านวัสดุอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ผลการศึกษาที่นำเสนอมุ่งเน้นไปที่ข้อสังเกตซึ่งเป็นผลในเชิงประจักษ์เป็นหลัก ขณะนี้อยู่ในระหว่างส่งตัวอย่างที่ได้จากการถลุงไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้มีการศึกษาด้านโบราณโลหะวิทยาผ่านกระบวนการโบราณคดีทดลองต่อไปในอนาคต ทั้งนี้หากมีการศึกษาครั้งต่อไป ผู้สนใจศึกษาควรเตรียมอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์อ่านค่าต่าง ๆ ให้มีความพร้อม ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถวิเคราะห์องค์ความรู้จากกระบวนการถลุงให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลผลผลิตที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ ยังสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบทางโบราณคดีเพื่อศึกษา วิเคราะห์ปลายทางของผลผลิตจากแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่อำเภอลี้ ได้ต่อไปในอนาคต
.
===========================================
-- บทความเรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม
นักโบราณคดีปฏิบัติการ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
.
..
-- กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณกรมศิลปากร ที่สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ขอขอบคุณ รศ. สุรพล นาถะพินธุ ดร. ภีร์ เวณุนันทน์ และ คุณประพจน์ เรืองรัมย์ ที่กรุณาให้ความรู้ คำแนะนำ เกี่ยวกับด้านโบราณโลหะวิทยาและกระบวนการถลุงเหล็ก ท้ายที่สุดขอขอบคุณ นายวิวัฒน์ จันทร์โอภาส นายอำเภอลี้ นายเจริญทิพย์ อร่ามรุ่งโรจน์ ปลัดอำเภอลี้ นายเสน่ห์ จินาจันทร์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอลี้ นายครรชิต สายชู กำนันตำบลแม่ลาน ทีมงานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่ลาน คุณพรชัย ตุ้ยดง ตลอดจนคณะอาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่สนับสนุนกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
เป็นขั้นตอนและกระบวนงานที่สำคัญมากอีกขั้นตอนหนึ่งก่อนที่เอกสารจดหมายเหตุจะออกให้บริการ- นักจดหมายเหตุจะต้องคัดแยกเอกสารออกตามโครงสร้างของการแบ่งส่วนราชการ (Sub-Group) ออกเป็น กรม กอง ฝ่าย แผนก ฯลฯ โดยยึดตามโครงสร้างของส่วนราชการนั้นๆ- ดำเนินการอ่านเอกสารแต่ละปึกให้ละเอียด สรุปเนื้อหาเอกสารเรื่องนั้นๆ และตั้งชื่อเรื่องให้ครอบคลุมเนื้อหาของเอกสาร และชื่อเรื่องนั้นต้องสื่อความหมายให้ผู้ค้นคว้าเข้าใจเนื้อหาของเอกสารชุดนั้นมากที่สุด- ในการดำเนินการขั้นต้นผู้จัดเอกสารจะต้องพิจารณาวิเคราะห์เพื่อหาชื่อหัวเรื่องเอกสารที่เหมาะสม (Series) ที่จะต้องครอบคลุมเอกสารเรื่องนั้นๆ และการกำหนดหัวเรื่องนั้นต้องชัดเจน และสื่อความหมายของเนื้อหาในภาพรวมของเอกสารทั้งชุด- กำหนดรหัสเอกสารแต่ละหัวเรื่อง- จัดเก็บเอกสารแต่ละหัวเรื่อง ติดป้ายแบบฟอร์มประจำแฟ้มเอกสารที่จัดหมวดหมู่ทุกแฟ้ม โดยในแบบฟอร์มจะระบุรหัสเอกสาร ชื่อชุด หัวเรื่องต่างๆ เรียงตามลำดับ จำนวนของเอกสารแต่ละชุด จัดเก็บและลงบัญชีเอกสารขั้นตอนการจัดหมวดหมู่เอกสาร เป็นขั้นตอนที่สำคัญ และละเอียดอ่อน รวมไปถึงมีข้อพึงระวังของผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก เพราะเป็นขั้นตอนก่อนที่เอกสารจดหมายเหตุจะออกให้บริการ นอกจากขั้นตอนที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ในกระบวนงานจัดหมวดหมู่เอกสารยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย อาทิ การกำหนดเลขรหัสเอกสาร การตรวจสอบเอกสารก่อนที่จะลงบัญชี สำรวจความเรียบร้อย จำนวนแผ่น ตรวจสอบระยะเวลาเอกสาร ตรวจสอบสิ่งที่แนบมากับเอกสาร การเย็บปึกเอกสาร การเขียนปกเอกสาร เรียงลำดับปึกเอกสาร บรรจุลงแฟ้มฉาก บรรจุลงกล่อง จัดทำป้ายประจำกล่อง การลงและจัดทำเล่มบัญชีอ้างอิง: การจัดหมวดหมู่และทำเครื่องมือช่วยค้นเอกสารจดหมายเหตุ, คู่มือวิชาการพื้นฐานการบริหารและจัดการงานจดหมายเหตุ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ได้ดำเนินการโครงการศึกษาพัฒนาการของชุมชนและขุดค้นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในเขตลุ่มน้ำป่าสัก (ส่วนที่ 3) จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษาข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในเขตลุ่มน้ำป่าสัก ประกอบการอธิบายพัฒนาการทางสังคมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยทวารวดี เพื่อสนับสนุนข้อมูลการจัดทำเอกสารนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก ผลจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีลำสระหัว อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน ๒ หลุม ขนาด ๔x๔ เมตร ในหลุมขุดค้นที่ ๑ พบหลุมฝังศพซ้อนทับกันหลายชั้น จำนวน ๑๗ หลุมฝังศพ ลักษณะการฝังศพเป็นแบบนอนหงายเหยียดยาว ส่วนใหญ่หันศีรษะไปทางทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือ หลักฐานของอุทิศที่พบร่วม ได้แก่ ภาชนะดินเผาแบบทรงพาน เครื่องมือเหล็ก ลูกกระพรวนสำริด และลูกปัดแก้ว ผลการกำหนดอายุด้วยวิธี AMS จากตัวอย่างถ่านในระดับที่ ๘ (๑๐๐-๑๑๐ cm.dt) ได้ค่าอายุ ๓,๑๖๘ – ๒,๙๗๕ ปีมาแล้ว หรือ ๑,๒๑๙ - ๑๐๒๖ ปีก่อนคริสตกาล ส่วนหลุมขุดค้นที่ ๒ พบหลุมฝังศพ จำนวน ๖ หลุมฝังศพ หลักฐานที่พบร่วม ได้แก่ ภาชนะดินเผาทรงหม้อก้นกลม ภาชนะ ดินเผาทรงหม้อมีเชิง กำไลสำริด ลูกปัดหิน ลูกแก้ว เครื่องมือเหล็กแบบจงอยปากนก และเครื่องมือเหล็กแบบสิ่ว ผลการกำหนดอายุจากตัวอย่างถ่านในระดับ ๑๐๘ cm.dt ได้ค่าอายุ ๒,๗๘๐ - ๒๗๒๔ ปีมาแล้ว หรือ ๘๓๑ - ๗๗๕ ปีก่อนคริสตกาล สรุปผลเบื้องต้นได้ว่า แหล่งโบราณคดีลำสระหัวเป็นที่อยู่อาศัยและที่ประกอบพิธีกรรมฝังศพของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก (ราว ๓,๑๐๐ -๒,๗๐๐ ปีมาแล้ว) เพื่อศึกษาความสืบเนื่องสัมพันธ์กับชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองโบราณศรีเทพ และพัฒนาการของการสร้างคูน้ำ-คันดินกำแพงเมืองระหว่างเมืองนอกและเมืองใน กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ได้กำหนดแผนการดำเนินงานโครงการศึกษาพัฒนาการของชุมชน และขุดค้นแหล่งโบราณคดียุคก่อน ประวัติศาสตร์ในเขตลุ่มน้ำป่าสัก (ส่วนที่ 3) ระยะที่ ๒ เพื่อดำเนินการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีต่อไป ----------------------------------------------------------ข้อมูลโดย : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
#นิทานอีสปในยุคแรกของไทยเมื่อเห็นประโยค “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า” คงพอจะเดากันได้ว่า มาจากนิทานอีสปนั่นเอง เมื่อนิทานจบ ก็จะมีข้อคิดแถมท้ายนิทานแต่ละเรื่อง นิทานอีสปเป็นนิทานสั้นๆ เนื้อเรื่องอ่านสนุกมีข้อคิด เป็นวรรณกรรมที่แพร่หลายไปทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็ได้มีการนำนิทานอีสปมาแปลเป็นภาษาไทย โดยมีหลักฐานการเผยแพร่นิทานอีสปสู่ประเทศไทยที่ชัดเจน ปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 6 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้นิทานอีสปได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศไทยในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน สมัยรัชกาลที่ 3-4นิทานอีสป ของ หมอบรัดเลย์ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ชื่อว่า จดหมายเหตุบางกอกรีคอเดอ เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2387 และพบว่าในหนังสือพิมพ์ ฉบับที่ 7 มีการเรียบเรียงนิทานอีสปลงพิมพ์ จำนวน 2 เรื่อง โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นนิทานอีสป แต่ได้ตั้งชื่อว่า คำเปรียบข้อหนึ่ง และ คำเปรียบข้อสอง และมีชื่อเรื่องนิทานภาษาอังกฤษกำกับไว้ หลังจากนั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2407 นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ได้กลับมาออกหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอเดอร์อีกครั้ง และได้เรียบเรียงนิทานอีสป ลงพิมพ์ด้วย รวมทั้งสิ้น 44 เรื่องสมัยรัชกาลที่ 5อิศปปกรณัม พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและชุมนุมกวี มีการกล่าวถึงการแปลนิทานอีสปในพระราชวิราชวิจารณ์ว่าด้วยนิทานชาดก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในปี พ.ศ. 2447 จึงคาดว่า นิทานอีสป หรือ อิศปปกรณัมนี้ คงจะแปลในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2447 โดยได้ทรงแปลนิทานอีสปจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยร่วมกับปราชญ์และกวีในราชสำนักอีกหลายท่าน อาทิ พระยาศรีสุนทรโวหาร พระยาราชสัมภารากร พระเทพกระวี กรมหลวงพิชิตปรีชา กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ขุนท่องสื่อ พระทิพยวินัย และขุนภักดีอาษา ซึ่งไม่ทราบว่าทรงแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษฉบับใด ลักษณะเป็นนิทานร้อยแก้วขนาดสั้น ท้ายนิทานแต่ละเรื่องด้วยจะมีการสรุปเนื้อหาข้อคิดจากนิทาน และประพันธ์โคลงสี่สุภาพ เพื่อเป็นสุภาษิตสอนใจ ในลักษณะ “นิทานเรื่องนี้สอนไว้ให้รู้ว่า” มีจุดมุ่งหมายในการแต่งเพื่อเป็นคติสอนใจและแนวทางแก่ผู้อ่านให้เลือกปฏิบัติตามคำสอนจากนิทานในแต่ละเรื่อง ปัจจุบันต้นฉบับตัวเขียนพระราชนิพนธ์ เรื่อง อีสปปกรณัม เก็บรักษาอยู่ที่กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติสมัยรัชกาลที่ 6นิทานอีสป ของ ภราดา ฟ. ฮีแลร์ (พ.ศ. 2453)นิทานอีสปสำนวนของเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ นักบวชชาวฝรั่งเศสหรือที่รู้จักกันในชื่อ ภราดา ฟ.ฮีแลร์ (F. Hilaire) นิทานอีสปสำนวนนี้ จัดพิมพ์แทรกอยู่ในหนังสือดรุณศึกษา ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทยของโรงเรียนอัสสัมชัญ ภายในเล่มมีการสอนการอ่าน การเขียน หลักเกณฑ์ของภาษา และนิทานต่างๆ เพื่อให้ เด็กได้ฝึกอ่าน รวมทั้งนิทานอีสปด้วยนิทานอีสป ของพระจรัสชวนะพันธ์ หนังสือนิทานอีสปของพระจรัสชวนะพันธ์ หรือ มหาอำมาตย์โท พระยาเมธาธิบดี จัดทำขึ้นโดยได้รับคำแนะนำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ให้แปลและเรียบเรียงหนังสือนิทานอีสปเป็นภาษาไทย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2456) เป็นหนังสือแบบเรียนสำหรับหัดอ่านของเด็กชั้นมูลศึกษา (เทียบเท่าชั้นประถมศึกษาในปัจจุบัน) พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรนิติ จำนวนพิมพ์ 30,000 เล่ม ราคาเล่มละ 25 สตางค์ มีนิทานทั้งสิ้น 45 เรื่อง มีคติธรรมสอนใจ “นิทานเรื่องนี้สอนไว้ให้รู้ว่า” อยู่ท้ายนิทานทุกเรื่อง บรรณานุกรมจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2396-2453. อิศปปกรณำ: นิทานอีสป ฉบับสมุดไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551.ดาวรัตน์ ชูทรัพย์. อิศปปกรณัม: วรรณกรรมแปลจากตะวันตกยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2562.เมธาธิบดี, พระยา. แบบเรียนภาษาไทย นิทานอีสป. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2565, จาก http://164.115.27.97/digital/items/show/10202ฮีแลร์, ฟ. ดรุณศึกษา ตอนกลาง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2565, จากhttp://164.115.27.97/digital/items/show/19645เรียบเรียงโดย นางสาวพิมพา สุธัญญาวัชชัย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่#นิทานอีสป #บรรณารักษ์ชวนรู้สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
การประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ระดับภูมิภาคด้านการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณี (SEAMEO CHAT) ครั้งที่ ๑๓ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ โรงแรมมัณฑะเลย์ ฮิลล์ รีสอร์ท เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการบริหารศูนย์ (Governing Board Members) และผู้แทนเข้าร่วมประชุมรวมทั้งสิ้น ๖ ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และผู้แทนจากสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO กรุงเทพฯ เนื่องจากศูนย์ SEAMEO CHAT ได้เปลี่ยนกำหนดการประชุมเดิมจากวันที่ ๒๕ – ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ส่งผลให้ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสิงคโปร์ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้
พิธีเปิดการประชุม
การประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT จัดขึ้น ณ ห้องบอลล์รูม โรงแรมมัณฑะเลย์ฮิลล์ รีสอร์ท โดย ดร. โซ วิน (Dr. Soe Win) อธิบดีกรมอุดมศึกษา (เมียนมาร์ตอนบน)[1] กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมและแสดงความขอบคุณทุก ๆ คนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของศูนย์ ดร.โซ วิน ได้กล่าวถึงการปฏิรูป ๔ ด้านโดยกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และเน้นถึงการปฏิรูปการศึกษา ๒ ส่วนคือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic Education) และการอุดมศึกษา (Higher Education) ในส่วนของการอุดมศึกษามีแผนงานที่สำคัญคือ การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยบริหารตนเองแยกเป็นอิสระจากระบบราชการ (university autonomy) นอกจากนี้ ดร. โซ วินยังได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ SEAMEO CHAT ในฐานะที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสนับสนุนให้ศูนย์ SEAMEO CHAT ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดยังได้แสดงความหวังว่าคณะกรรมการบริหารจากประเทศสมาชิกจะร่วมกันเสนอความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของศูนย์ต่อไปในอนาคต
หลังจากนั้น ดร. ทินสิริ ศิริโพธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การ SEAMEO ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์นับว่ามีความสำคัญ เนื่องจากข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้รับจากการประชุมจะมีผลโดยตรงต่อการดำเนินโครงการและกิจกรรมของศูนย์ และการดำเนินงานของศูนย์ต่อภูมิภาค และแสดงความขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ SEAMEO CHAT และแสดงความขอบคุณ คณะกรรมการบริหารทุกคนสำหรับความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน
จากนั้น จึงเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกประธานและรองประธานที่ประชุม โดย Dato’ Wan
Khazanah Ismail จากประเทศมาเลเซียได้รับคัดเลือกเป็นประธานที่ประชุม และProf. Dr. Mo Mo Than จากประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้รับคัดเลือกเป็นรองประธาน หลังจากนั้น ประธานที่ประชุมขอให้กรรมการบริหารและผู้แทนจากประเทศสมาชิกแนะนำตัวเอง และเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประชุม
สาระของการประชุม
การประชุมเริ่มโดยประธานหารือที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องขององค์ประชุม ซึ่งรองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าตามแนวปฏิบัติของ SEAMEO การประชุมคณะกรรมการบริหารจะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๒ ใน ๓ แต่ครั้งนี้มีกรรมการบริหารเข้าร่วมประชุมเพียง ๕ ประเทศ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการประชุมได้มีการจัดเตรียมพร้อมแล้วจึงสามารถดำเนินการประชุมได้ได้ แต่วาระการประชุมใดที่ต้องมีการรับรองหรือให้ความเห็นชอบ จำเป็นต้องส่งให้กรรมการบริหารที่มิได้เข้าร่วมประชุมมีประชามติก่อนจึงสามารถดำเนินการได้
การประชุมเริ่มต้นโดย Daw Myint Myint Ohn ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าในการประชุมครั้งนี้มีเอกสารที่จะนำเสนอรวมทั้งสิ้น ๑๑ ชุด จากนั้น ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาเอกสารการประชุมตามระเบียบวาระ ดังนี้
เรื่องเพื่อทราบ
๑. การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารศูนย์ (Governing Board Member) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย (WP – 1)
ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งต่อที่ประชุมว่าในส่วนของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการบริหารศูนย์เนื่องจากมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วย
กรรมการบริหารศูนย์ เปลี่ยนเป็น Mr. Bovornvate Rungrujee
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนเป็น H.E. Admiral Narong Pipattanasai
มติที่ประชุม รับทราบ
เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
๑. การแต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT (WP – 6)
ดร. ทินสิริ ศิริโพธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO เสนอที่ประชุม ให้เลื่อนระเบียบวาระการประชุมที่ ๙ (WP – 6) เรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ขึ้นมาพิจารณาก่อน จากนั้น ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง Daw Myint Myint Ohn เป็น
ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT แล้ว จึงขอให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๒. การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์
ครั้งที่ ๑๒ (WP – 2)
ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอรายงานการประชุมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๑๒ (เอกสารหมายเลข ๒) ตามรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้
๒.๑ บทความเรื่อง Traditional Festivals
ที่ประชุมสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแจกจ่ายหนังสือ “Traditions in Southeast Asia “ Vol. 1 โดยขอให้ศูนย์ SEAMEO CHATจัดส่งหนังสือให้แก่คณะกรรมการบริหารทุกคนด้วย นอกจากนี้ ยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าของหนังสือ “Traditional Festivals” Vol. 2 ว่ามีประเทศสมาชิกส่งบทความเพื่อนำลงพิมพ์ในหนังสือแล้วจำนวนเท่าใด ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่ามีผู้ส่งบทความเพียง ๔ บทความจาก ๔ ประเทศ ได้แก่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ที่ประชุมจึงขอให้ศูนย์ SEAMEO CHAT ส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของประเทศสมาชิกเพื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวอีกครั้ง
๒.๒ โครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลและการให้บริการภายในห้องสมุด
ที่ประชุมได้สอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูล และการให้บริการห้องสมุดของศูนย์ ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งว่าขณะนี้ศูนย์ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทำให้การพัฒนาศูนย์ข้อมูลไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการภายในห้องสมุดก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เต็มที่ จำเป็นต้องต้องรอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรบุคลากรมาทดแทนก่อน
๓. รายงานประจำปี (พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗) (WP – 3)
ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอรายงานประจำปีของศูนย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗ ตามรายละเอียด ดังนี้
๓.๑ โครงการวิจัยและพัฒนา
เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี ศูนย์จึงได้จัดทำโครงการจัดพิมพ์หนังสือ “Traditional Festivals of Southeast Asia” โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณในการจัดพิมพ์จากกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
มติที่ประชุม เห็นชอบให้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยขอให้ศูนย์ SEAMEO CHAT มีหนังสือ
แจ้งรายละเอียดโครงการไปยังประเทศสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๓.๒ โครงการที่ริเริ่มใหม่ของศูนย์
ศูนย์ SEAMEO CHAT ได้จัดการสัมมนาหัวข้อ “ย้อนอดีตประเพณีเมียนมาร์” (Myanmar Traditions in Retrospect) ระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ตลอดจนความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประเพณีของชาติ โดยมีนักวิชาการและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในกรุงย่างกุ้งนำเสนองานศึกษาวิจัยรวมทั้งสิ้น ๑๕ เรื่อง
๓.๓ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถและพัฒนาศักยภาพ
ศูนย์ SEAMEO CHAT ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ต่าง ๆ ของ SEAMEO ส่งบุคลากรมาจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของศูนย์ อาทิ SEAMEO SPAFA จัดอบรมหลักสูตรเรื่องการเขียนโครงการเพื่อ ขอสนับสนุนทุนในการวิจัย และ SEAMEO INNOTECH จัดอบรมหลักสูตรเรื่องการเขียน Proposal โครงการ เป็นต้น
๓.๔ ความร่วมมือในภาพรวมของภูมิภาค
- การเสริมสร้างความร่วมมือระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ
ศูนย์ SEAMEO CHAT มีการประสานความร่วมมือกับบุคคลและหน่วยงานทั้งภายในประเทศ
ระดับภูมิภาค และนานาชาติในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ Dr. Elizabeth Howard Moore จากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ดร. Maria Jaschok จากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด และโครงการที่ศูนย์ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต เป็นต้น
-การเพิ่มช่องทางสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆของ SEAMEO
ศูนย์ SEAMEO CHAT ได้ดำเนินการปรับปรุงเว็บไซต์ของศูนย์ โดยพัฒนาข้อมูลข่าวสาร ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย อย่างไรก็ดี เนื่องจากขณะนี้ศูนย์ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร และเว็บไซท์กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการปรับปรุง จึงยังอาจมีข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ไม่ครบถ้วน และไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง
นอกจากเว็บไซท์แล้ว ศูนย์ยังมีการจัดทำเอกสาร แผ่นพับ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นช่องทางในการเผยแพร่โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ด้วย
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้มีการหยิบยกปัญหาเรื่องการจัดทำวารสาร หรือ Newsletter ของศูนย์ SEAMEO CHAT ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปรับเปลี่ยนจากวารสารสิ่งพิมพ์เป็น e – newsletter แต่ ณ ปัจจุบันผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งว่ายกเลิกการจัดทำวารสารของศูนย์แล้ว เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ
๓.๕ ความมั่นคงทางการเงิน
ศูนย์ SEAMEO CHAT มีแนวทางการหารายได้จากโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ศูนย์จัดขึ้น ได้แก่
-โครงการประวัติศาสตร์พม่าจากมุมมองของชาวพม่า (Myanmar History from Myanmar Perspectives)
ที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวกับโครงการนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่า
ค่าลงทะเบียนในปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นมากจาก 800 USD เป็น 1500 USD ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเดินทางจากประเทศต้นทางมายังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่ามีต้นทุนในการจัดการเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ที่ประชุมจึงขอให้ศูนย์พิจารณาหาแนวทางเพื่อ ลดค่าใช้จ่ายโครงการลง โดยเสนอแนะว่าศูนย์อาจทบทวนนำโครงการเดิมซึ่งส่วนใหญ่เดินทางโดยรถ มาดำเนินการ หรืออาจลดค่าใช้จ่ายโดยเน้นการทัศนศึกษาเฉพาะแหล่งประวัติศาสตร์บางแห่ง ซึ่งอาจช่วยลดค่าลงทะเบียนได้เช่นกัน
มติที่ประชุม เห็นชอบ โดยให้ศูนย์ SEAMEO CHAT พิจารณาหาแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายและค่าลงทะเบียนโครงการ Myanmar History from Myanmar Perspectives ตามที่เสนอแนะ
-โครงการสอนภาษาอังกฤษ (English Language Proficiency Courses)
ศูนย์ SEAMEO CHAT มีรายได้จากการเปิดสอนภาษาอังกฤษแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งรายได้จากโครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรให้แก่ครูผู้สอน บุคลากรในโครงการ วัสดุอุปกรณ์ และรัฐบาลตามสัดส่วน
ในส่วนของการนำเสนอรายงานประจำปีของศูนย์ รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ SEAMEO ได้แนะนำว่าศูนย์ SEAMEO CHAT ควรจัดทำรายงานประจำปีโดยยึดแนวทางเดียวกันกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของ SEAMEO เพื่อจะได้เป็นไปในแนวทางเดียวกับศูนย์อื่น ๆ
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๔. รายงานด้านการเงิน (พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗) (WP – 4)
ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับรายละเอียดรายรับและรายจ่ายในการดำเนินงานของศูนย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๕. รายละเอียดประมาณการงบประมาณในช่วง ๓ ปี (พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๕๙ และ ๒๕๖๐ – ๒๕๖๑) (WP – 5)
ผ.อ. ศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานที่ประชุมเกี่ยวกับรายละเอียดประมาณการงบประมาณในช่วง ๓ ปี โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเอกสารงบประมาณดังกล่าว) และสอบถามข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ในส่วนของห้องสมุด ที่ประชุมได้สอบถามว่ามีบุคลากรปฏิบัติงานหรือไม่ ซึ่งศูนย์ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานได้เลื่อนขึ้นไปรับผิดชอบหน้าที่อื่น และในการจัดสรรบุคลากรมารับหน้าที่แทนจะต้องได้รับการจัดสรรและผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเมียนมาร์ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้การดำเนินงานของศูนย์ขาดความคล่องตัว
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๖. การแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
ผ.อ. ศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานเรื่องการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหม่ (WP – 7) ซึ่งได้แก่ U Khaing Win
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๗. ประเด็นสำคัญ ข้อตกลง และการดำเนินงานอันเป็นผลจากการประชุม SEAMEO
(WP – 8)
รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ข้อตกลง และการดำเนินงานอันเป็นผลจากการประชุม SEAMEO โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญ ๔ ประเด็นคือ
การเฉลิมฉลองในวาระ ๕๐ ปีของการก่อตั้งองค์การ SEAMEO นโยบายที่เกี่ยวข้อง โครงการและกิจกรรมของ SEAMEO และความร่วมมือต่าง ๆ
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๘. รายงานความคืบหน้าโครงการมีส่วนร่วมกับชุมชนของศูนย์ซีมีโอแชท (WP – 9)
ดร. Naw Si Blut นักวิจัยอาวุโสศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่าใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ศูนย์ได้รับโรงเรียนในความอุปถัมภ์เพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง คือ โรงเรียน Kyeemyindaing นอกจากนี้ ศูนย์ยังได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้แก่
- โครงการนำนักเรียนทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อปลูกฝังความเป็นชาติและเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกห้องเรียน
- โครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสอนระหว่างครูจากโรงเรียนในความอุปถัมภ์และศูนย์ SEAMEO CHAT
- โครงการมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ดีเด่น
- โครงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโรงเรียน
- การแสดงความสามารถของนักเรียน เป็นต้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เสนอความเห็นให้ศูนย์ขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนและนักเรียน
มติที่ประชุม เห็นชอบ
เรื่องอื่น ๆ
๑. โครงการสัมมนานานาชาติเรื่อง “จารีตประเพณีในกระแสความเปลี่ยนแปลง”
(Traditions in a Changing World) (WP – 10)
ดร. Win Myat Aung นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานที่ประชุมว่า ศูนย์กำหนดจัดการสัมมนานานาชาติในหัวข้อ “จารีตประเพณีในกระแสความเปลี่ยนแปลง” (Traditions in a Changing World) ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ ๕๐ ปีการก่อตั้งองค์การ SEAMEO โดยเนื้อหาของการสัมมนาจะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ของขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีของประเทศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ที่ประชุมได้สอบถามถึงงบประมาณในการดำเนินงานและกลุ่มเป้าหมายของการสัมมนา ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานจากสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเป็นนักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอแนะให้คัดสรรงานวิจัยที่จะนำเสนอในการสัมมนาเพื่อให้การสัมมนามีความน่าสนใจและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
มติที่ประชุม เห็นชอบ
๒. โครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “สังคมและวัฒนธรรมชาวมอญ” (Mon Culture and
Society) (WP – 11)
ดร. Win Myat Aung นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง“สังคมและวัฒนธรรมของชาวมอญ” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๕ มกราคม ๒๕๕๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลความรู้ทั้งในด้านสภาพสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนมอญในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยจะเป็นการบรรยายให้ความรู้ในกรุงย่างกุ้ง ๒ วัน และศึกษาดูงานชุมชนมอญในเมืองต่าง ๆ ๔ วัน ค่าลงทะเบียน 1000 USD
ที่ประชุมได้แนะนำให้ศูนย์ SEAMEO CHAT พิจารณาเลื่อนระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการนี้ออกไปเป็นเดือนมีนาคมหรือหลังจากนั้น เนื่องจากหากยึดกำหนดการเดิมศูนย์จะต้องรับผิดชอบจัดโครงการถึง ๒ โครงการภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ศูนย์ประสบปัญหาในการดำเนินงาน
๓. การแสดงความขอบคุณและระลึกถึงอดึตกรรมการบริหาร
ที่ประชุมเสนอให้ศูนย์มีหนังสือแสดงความขอบคุณและระลึกถึงไปยังอดีตกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ในโอกาสครบ ๕๐ ปีการก่อตั้งองค์การ SEAMEO
๔.คณะกรรมการบริหารศูนย์จากประเทศสมาชิกมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ของศูนย์ SEAMEO CHAT
สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ครั้งที่ ๑๒ ที่ประชุม มีมติให้ประเทศสมาชิกให้ความร่วมมือในการจัดหาอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับเอกลักษณ์ประจำชาติและความรู้เกี่ยวกับอาเซียนเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ของศูนย์ SEAMEO CHAT
ในการนี้ กรรมการบริหารจากประเทศมาเลเซีย ไทย และเวียดนามได้นำอุปกรณ์สื่อ การเรียนการสอนมอบให้แก่ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ต่อไป ๕. กำหนดเวลาและสถานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๑๔
ที่ประชุมมีมติให้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ครั้งที่ ๑๔
ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ กันยายน ๒๕๕๘
สรุป
ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ซีมีโอแชทครั้งที่ ๑๓ ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗
การประชุมสิ้นสุดเวลา ๑๒.๐๐ น. วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
๑.ชื่อโครงการ ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและกรมโบราณคดี พิพิธภัณฑสถาน และหอสมุดแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหภาพเมียนมาร์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการมรดกศิลปวัฒนธรรมปี ๒๕๕๗
๒.วัตถุประสงค์ ๑.เพื่อสำรวจ ศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ใน
การบริหารจัดการงานด้านศิลปวัฒนธรรม
๒.เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมระหว่างทั้งสอง
ประเทศ รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการบริหาร
จัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
๓.กำหนดเวลา วันที่ ๑๖ – ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗
๔.สถานที่ เขตปกครองเมืองมัณฑะเลย์ และเขตปกครองสะกาย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
๕.หน่วยงานผู้จัด กลุ่มแผนงาน โครงการ และวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร
๖.หน่วยงานสนับสนุน กรมโบราณคดี พิพิธภัณฑสถาน และหอสมุดแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐ
แห่งสหภาพเมียนมาร์
๗.กิจกรรม ๑.วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ คณะผู้บริหารฯ เดินทางศึกษาพื้นที่ในโบราณสถานและสถานที่
สำคัญในเขตเมืองอมรปุระ และเมืองมัณฑะเลย์ ดังนี้
๑.๑ เวลา ๑๕.๒๐น. คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงสุสานลินซินกง สถานที่ตั้งสถูป
ซึ่งมีผู้เชื่อถือว่าอาจเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิ ของพระเจ้าอุทุมพรภายหลังสวรรคตใน
พม่า เพื่อดูการบริหารจัดการทางวัฒนธรรม โดยมีเจ้าหน้าที่คณะศึกษา
ประวัติศาสตร์จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรรอต้อนรับ ใน
การนี้ได้มีการบรรยายสรุปเหตุการณ์และเรื่องเดิมให้ทางคณะผู้บริหารฯทราบ
นอกจากนี้มีการอธิบายถึงการดำเนินงานในปี ๒๕๕๖ ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากแหล่ง
เงินทุน ๒ แหล่ง คือ สมาคมสถาปนิกสยาม และสำนักทรัพย์สินส่วน
พระมหากษัตริย์ และมีการรายงานถึงประเด็นการศึกษาที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้
เช่นการพิสูจน์กระดูกและอัฐิ จะดำเนินการพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นของพระเจ้า
อุทุมพร เนื่องจากในปัจจุบันไม่มีตัวอย่างรหัสพันธุกรรม (DNA) ของพระเจ้าอุทุมพร
ที่จะนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบทางวิทยาศาสตร์ได้ อีกทั้งยังมีมิติด้านการ
ท่องเที่ยวซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นของมัณฑะเลย์อยากให้เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ของ
พระเจ้าอุทุมพรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจด้วย
๑.๒ เวลา ๑๖.๔๐น.ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงวัดมหามุนี โดย
คณะผู้บริหารฯ เข้าสักการะพระพุทธรูปประธานในวิหาร จากนั้นได้เข้าชม
ประติมากรรมสำริดซึ่งเจ้าสามพระยาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจากเมือง
พระนครหลวง (นครธม) เมื่อครั้งกองทัพอยุธยาตีเมืองพระนครหลวงแตก ต่อมา
เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ พระเจ้าบุเรงนองจึงโปรดฯให้ ขนย้ายมาที่เมือง
หงสาวดี ครั้นเมืองหงสาวดีถูกเผาทำลายโดยกองทัพของพระเจ้ายะไข่ จึงมีการย้าย
ประติมากรรมชุดนี้ไปไว้ยังแคว้นอาระกัน ต่อมาเมื่อเมืองยะไข่เสียแก่พม่า ครั้งนั้น
ได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีมายังเมืองมัณฑะเลย์ และได้ย้ายประติมากรรมดังกล่าว
ตามมาด้วย และคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นได้ไปดูจิตรกรรมฝาผนังในซุ้มอุโมงค์
ของวัดมหามุนี ซึ่งทางวัดต้องการลบภาพออกและปิดทองทับลงไปบนผนังทั้งหมด
แต่ทางการเมียนมาร์ไม่อนุญาต จึงยังคงรักษาภาพส่วนที่เหลือนี้ไว้ได้ และโชคดีที่
ภาพเหล่านี้อยู่สูง จึงตัดประเด็นเรื่องความชื้นออกไปได้
๑.๓ เวลา ๒๐.๐๐น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงโรงแรมที่พัก โดยมี
Mr.Naing Win สถาปนิก และ Ms.HlaingSabai Win นักโบราณคดี
กรมโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ และหอสมุดแห่งชาติ แหล่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์
มาต้อนรับ
๒.วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ ภาคเช้าคณะผู้บริหารฯ เดินทางไปยังเมืองอังวะ
เพื่อศึกษาพื้นที่เมืองโบราณอังวะ ซึ่งตั้งบนจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอยาวดี(อิระวดี)
กับแม่น้ำมยินแง และในภาคบ่ายได้เดินทางไปยังเมืองสะกาย และเมืองมัณฑะเลย์
และได้เข้าศึกษาโบราณสถานและสถานที่สำคัญดังนี้ ๒.๑ เวลา ๙.๒๐น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงประตูเมืองอังวะ มีการ
บรรยายสรุปโดยสังเขป
๒.๒ เวลา ๙.๕๐น. คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงหอคอยอังวะ หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นในปี
๒๓๖๕ มีความสูงประมาณ ๒๗ เมตร โดยตัวหอคอยและสิ่งก่อสร้างโดยรอบได้รับ
ความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน ในเหตุแผ่นดินไหวในปี ๒๓๘๑
ปัจจุบันไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนหอคอยด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
๒.๓ เวลา๑๐.๑๖น.คณะผู้บริหารฯเดินทางถึงวัดเมนุออกจอง (Mae Nu Oat Kyaung)
หรือที่รู้จักในชื่อวัดมหาอองเยบอนซาน (Mahar Aung Mye Bon San
Monastery) โดยพื้นที่วัดส่วนที่เป็นโบราณสถาน อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล
กลาง มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าชม วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ๒๓๖๕ โดย
พระนางนันมดอเมนุ อัครมเหสีในพระเจาบายีดอ เพื่อถวายพระมหาเถรอูโป
โบราณสถานแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี ๒๓๘๑ เช่นกัน และ
ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ๒๔๑๖ และนับเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมพม่า
ในช่วงสมัยราชวงศ์คองบอง
๒.๔ เวลา ๑๑.๒๐น.เดินทางถึงพิพิธภัณฑ์โบราณคดีอังวะ (Innwa Archaeology
Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณศิลปวัตถุจากเมืองโบราณอังวะ
มาจัดแสดง และเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยมีการเก็บค่าธรรมเนียม
การเข้าชม
๒.๕ เวลา ๑๔.๑๐น. คณะผู้บริหารฯ เดินทางถึงวัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย โดยพบ
คณะทำงานด้านการอนุรักษ์จิตรกรรมซึ่งเดินทางมาก่อนกำลังดำเนินการปฏิบัติงาน
ทั้งการคัดลออกลาย จัดทำแผนผัง และการวัดระยะสัดส่วนต่างๆ โดยคณะผู้บริหาร
ได้ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานกับคณะอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังของสำนัก
โบราณคดี ทางเจ้าหน้าที่ได้นำเสนอผลการศึกษาสัดส่วนศิลปะที่เขียนโดยช่างไทย
กับช่างพม่าที่ และในที่ประชุมได้มีการหารือ ถกเถียงในประเด็นเรื่อง
อิทธิพลศิลปกรรมแบบอยุธยาที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมที่ปรากฏในวิหาร
วัดมหาเตงดอจี และมีการนำเสนอลักษณะของความเป็นไทยในภาพจิตรกรรม
ฝาผนังที่พบซึ่งได้แก่ ชุดฐานบุษบกเรือนยอดแบบไทย ซึ่งประกอบด้วยชั้นยักษ์
ชั้นครุฑ เส้นสินเทาแบบไทย ลักษณะการทำปางมารวิชัยซึ่งวางพระหัตถ์ขวาไว้
ตรงเข่า การพบภาพนพศูลประดับยอดปรางค์ ภาพของธงตะขาบและเสาหงส์
สำหรับแขวนธง การเขียนลายผ้าทิพย์บนอาสนะของพระพุทธรูป การเขียนลายกนก
ลายกระจังปฏิภาณ และลายช่อหางโต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิตรกรรมไทย
ได้ชัดเจน แต่ก็พบว่ามีส่วนของงานที่ฝีมือพม่าเช่นลักษณะการเขียนลายดาวเพดาน
นอกจากนี้ยังมีการหารือในเรื่องวิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรม และการบูรณะอาคาร
ซึ่งได้มอบหมายให้มีการจัดทำรูปแบบรายการและประมาณราคาในการดำเนินการ
เพื่อนำเสนออธิบดีต่อไป หลังจากนั้นคณะผู้บริหารฯได้ร่วมทำบุญถวายปัจจัย
จำนวน ๘๔,๐๐๐ จั๊ต แด่เจ้าอาวาสวัดมหาเต็งดอจี
๒.๖ เวลา ๑๖.๓๗น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯ เดินทางถึงวัดชเวนันดออกจอง
(Shwe Nan Daw Kyaung) เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระตำหนักทอง
ซึ่งเดิมเป็นห้องพระบรรทมของพระเจ้ามินดงในพระราชวังมัณฑะเลย์ และ
พระเจ้าสีป้อโปรดฯให้ถอดรื้อมาประกอบใหม่ที่วัดแห่งนี้ และถวายเป็นพุทธบูชา
สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระเจ้ามินดงพระราชบิดาของพระองค์
โดยอาคารหลังนี้เป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังเพียงแห่งเดียวที่
ยังคงเหลืออยู่ เนื่องจากบรรดางานสถาปัตยกรรมอื่นๆในพระราชวังถูกไฟเผา
เสียหายทั้งหมดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถ
เข้าชมโบราณสถานแห่งนี้โดยเสียค่าธรรมเนียมในลักษณะบัตรรวม โดยเมื่อซื้อบัตร
แล้วสามารถใช้เข้าชมโบราณสถานในเขตเมืองมัณฑเลย์ อมรปุระ และอังวะ
ได้ทุกแห่งที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลา ๗ วัน
๒.๗ เวลา ๑๗.๓๑น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯ เดินทางถึงยอดเขามัณฑะเลย์
ฮิลล์ เพื่อศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมจากมุมสูง ซึ่งทางด้านตะวันออกจะเห็นภาพของ
ที่ราบขนาดใหญ่ กินอาณาเขตไปจนถึงเชิงเขาฉานโยมา ซึ่งเป็นพื้นที่สูงในเขตของ
รัฐฉาน ส่วนด้านทิศตะวันตกนั้นจะพบภาพของที่ราบและแม่น้ำเอยาวดี(อิระวดี)
ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่และเป็นสายเลือดหลักหล่อเลี้ยงพื้นที่ราบในบริเวณนี้
ทั้งหมด ด้านทิศใต้จะเห็นภาพพระราชวังมัณฑะเลย์ซึ่งปรากฏภาพกำแพงเมือง
และคูเมืองอย่างชัดเจน
๒.๘ เวลา ๒๑.๐๐น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหาร ประชุมเต็มคณะเรื่องการ
ดำเนินงานด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณกรรม และนาฏศิลป์
การดำเนินการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
วัดมหาเตงดอจี และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการกับผู้เชี่ยวชาญ
ของพม่า ณ ห้องประชุมอโนรธา มัณฑะเลย์ฮิลล์ โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท
โดยมีคณะทำงานด้านการอนุรักษ์จากสำนักโบราณคดีเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านเทคนิค
และฝ่ายเลขานุการคณะได้ดำเนินการจัดทำรายงานผลการประชุมเรียบร้อยแล้ว
ใน คืนวันเดียวกัน เพื่อเสนออธิบดีกรมศิลปากรเป็นข้อมูลสำหรับการประชุมที่
เมืองเนปิดอร์ในวันที่ ๑๙-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๗
๓.วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ คณะผู้บริหารฯ ศึกษาโบราณสถานและสถานที่สำคัญ
ในเมืองมัณฑะเลย์ดังนี้
๓.๑ เวลา ๙.๒๐ ตามเวลาท้องถิ่น คณะผู้บริหารฯ เดินทางไปพระราชวังมัณฑะเลย์
ซึ่งสร้างขึ้นใหม่หลังจากถูกทำลายด้วยปืนใหญ่และผลจากการสู้รบเมื่อครั้ง
สงครามโลกครั้งที่สอง โดยใช้วิธีจำลองจากโมเดลที่อังกฤษทำไว้ บนรากฐานเดิม
โดยการก่อสร้างใช้วิธีสร้างใหม่โดยลดรูปรายละเอียดในส่วนงานสลักไม้
คณะได้ศึกษารูปแบบ การวางผัง คติ ขนาด สัดส่วนองค์ประกอบของพระราชวัง
เพื่อผลทางวิชาการ เปรียบเทียบกับเมืองโบราณในประเทศไทย วังโบราณใน
ประเทศไทยและเมืองพระนครหลวงที่ จังหวัดเสียมเรียบ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๘.คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย
๑.นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี (หัวหน้าคณะเดินทาง)
๒.นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๓.นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม
๔.นางสาวนัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
๕.นายสมควร อุ่มตระกูล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่
๖.นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี
๗.นายเมธาดล วิจักขณะ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา
๘.นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
๙.นายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี
๑๐.นางมานิตา เขื่อนขันธ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๙ ขอนแก่น
๑๑.นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
๑๒.นายสุวิทย์ ชัยมงคล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๓ สงขลา
๑๓.นางสุภาวรรณ วิไลนำโชคชัย หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน
๑๔.นางจิตรปรีดี พร้อมศรีทอง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
๑๕.นายสมศักดิ์ จิระธัญญาสกุล หัวหน้างานเทคโนโลยีสารสนเทศ
๑๖.นายบุญเลิศ เสนานนท์ นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๑๗.นางสาวพยุง วงษ์น้อย หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี
๑๘.นายจตุรพร เทียมทินกฤต หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน
๑๙.นายไกรสิน อุ่นใจจินต์ หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่
๒๐.นายอาคม ขำทะมา หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณ สถานสำนักศิลปากรที่๑๐ร้อยเอ็ด
๒๑.นายชิณณวุฒิ วิลยาลัย หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ อุบลราชธานี
๒๒.นางสาวศรินยา ปาทา ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๒๓.นายมนัสชัย สว่างรัตน์ นิติกรปฏิบัติการ สำนักบริหารกลาง
๒๔.นายสารัท ชลอสันติสกุล หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช
เลขานุการคณะ
๒๕.นางสาวธวัลรัตน์ ชัยนราพิพัฒน์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต
ผู้ช่วยเลขานุการคณะ
๙.สรุปสาระของกิจกรรม
๑.สุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ สถานที่ตั้งสถูป ซึ่งมีผู้เชื่อถือว่าอาจเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิ ของพระเจ้าอุทุมพรภายหลังสวรรคตใน มีการดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีโดยสมาคมสถาปนิกสยามในปี ๒๕๕๖ โดยได้รับเงินทุนจากสมาคมสถาปนิกสยาม และสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ยังพบปัญหาคือ
๑.๑ การพิสูจน์กระดูกและอัฐิ ว่าเป็นของพระเจ้าอุทุมพร ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากในปัจจุบันไม่
มีตัวอย่างรหัสพันธุกรรม (DNA) ของพระเจ้าอุทุมพร ที่จะนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบทาง
วิทยาศาสตร์ได้
๑.๒ รายงานการขุดค้น ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมศิลปากรกร เนื่องจากขาดความสมบูรณ์ใน
การศึกษาเช่นการดำเนินงานทางโบราณคดีขาดขั้นตอนตามกระบวนการทางวิชาการโบราณคดี
โดยไม่มีการระบุเทคนิควิธีการสำรวจและเก็บตัวอย่างโบราณวัตถุจากการสำรวจ ไม่มีการระบุการ
กำหนดจุดอ้างอิงตายตัว จุดอ้างอิงระดับ ไม่แสดงผังบริเวณและผังตำแหน่งหลุมขุดค้น ไม่พบการ
บันทึกรายละเอียดการเก็บโบราณวัตถุในแต่ละชั้นดิน รวมทั้งยังมีปัญหาในการใช้หลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์หลายประการเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาในการสรุปประเด็นข้อสงสัยต่างๆ
และการยืนยันการมีอยู่ของสถูปบรรจุพระบรมอัฐิได้
๑.๓ ในปัจจุบันได้มีการบูรณะโบราณสถานไปแล้วบางส่วน แต่การบูรณะกลับไม่เป็นไปตามกระบวน
การทางโบราณคดีและการอนุรักษ์ เช่น ทำกำแพงแก้วจนเจดีย์รายออกมาอยู่ด้านนอก
๑.๔ มีการตั้งธงจากฝ่ายเมียนมาร์ไว้แล้วว่าเจดีย์ในสุสานแห่งนี้จะต้องเป็นเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิใน
พระเจ้าอุทุมพร เพื่อจะนำไปใช้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้หากฝ่ายไทย
ยื่นมือเข้าไปช่วยฝ่ายเมียนมาร์ก็คงยินดี ดังนั้นเราต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่าเราจะดำเนินการ
เรื่องนี้อย่างไรต่อไป
๒.วัดมหามุนี เมืองมัณฑเลย์ คณะผู้บริหารฯ เข้าชมจิตรกรรมฝาผนังในซุ้มอุโมงค์ของวัดมหามุนี ซึ่งมีปัญหาคล้ายคลึงกับในเมืองไทยคือทางวัดต้องการลบภาพซึ่งเป็นของโบราณออกเพื่อจะดำเนินการปิดทองทับลงไปบนผนังทั้งหมด
แต่โชคดีที่ทางการเมียนมาร์ทราบเรื่องเสียก่อนและไม่อนุญาตให้ลบภาพออก จึงยังคงรักษาภาพส่วนที่เหลือนี้ไว้ได้
๓.เมืองอังวะ คณะผู้บริหารฯ ได้ศึกษาพื้นที่เมืองโบราณอังวะ โดยได้เยี่ยมชม
ประตูเมืองอังวะ ซึ่งพบว่าทางการเมียนมาร์ได้บูรณะขึ้นใหม่แต่รูปทรงน่าจะผิดไปจาก
ของเดิม เนื่องจากสภาพประตูในปัจจุบันเป็นลักษณะแบบเดียวกันกับ
ประตูเมืองมัณฑะเลย์
หอคอยอังวะ ซึ่งปัจจุบันไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนหอคอยด้วยเหตุผล
ด้านความปลอดภัย
วัดเมนุออกจอง เป็นโบราณสถานที่ได้รับการดูแลจากรัฐยาลกลางเป็นอย่างดี
พิพิธภัณฑ์โบราณคดีอังวะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณศิลปวัตถุจากเมืองโบราณอังวะมาจัดแสดง
การเข้าชมเมืองอังวะได้รับการบริหารจัดการระบบการเข้าชมโบราณสถาน โดยนักท่องเที่ยวจะต้องใช้บริการรถม้าท้องถิ่นเท่านั้น และรถม้าเหล่านี้จะนำนักท่องเที่ยวไปสู่โบราณสถานสำคัญภายในกรอบระยะเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง นอกจากนี้ยังพบว่าในพื้นที่ของโบราณสถานที่รัฐบาลกลางเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมนั้นมีการดูแลรักษาได้ค่อนข้างดี และเจ้าหน้าที่จะจัดอำนวยความสะดวกเช่นห้ามไม่ใช้มีการขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่โบราณสถาน นอกจากนี้รัฐบาลกลางยังอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวด้วยการจำหน่ายบัตรเข้าชมโบราณสถานสำคัญซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมในลักษณะของบัตรรวมมีอายุบัตร ๗ วัน โดยบัตรเข้าชมของเมืองอังวะจะสามารถใช้ได้ในเมืองอมรปุระ และมัณฑะเลย์ด้วย
๔.วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย วัดแห่งนี้เป็นวัดขนาดเล็ก ไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก แต่ที่มีความสำคัญเนื่องจากกมีการพบภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งมีลักษณะศิลปกรรมเป็นแบบไทย โดยการหารือและถกเถียงโดยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมฯของสำนักโบราณคดี ได้มีมีการนำเสนอลักษณะของความเป็นไทยในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พบซึ่งได้แก่ ชุดฐานบุษบกเรือนยอดแบบไทย ซึ่งประกอบด้วยชั้นยักษ์ ชั้นครุฑ เส้นสินเทาแบบไทย ลักษณะการทำปางมารวิชัยซึ่งวางพระหัตถ์ขวาไว้ ตรงเข่า การพบภาพนพศูลประดับยอดปรางค์ ภาพของธงตะขาบและเสาหงส์สำหรับแขวนธง การเขียนลายผ้าทิพย์บนอาสนะของพระพุทธรูป การเขียนลายกนก ลายกระจังปฏิภาณ และลายช่อหางโต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิตรกรรมไทยได้ชัดเจน แต่ก็พบว่ามีส่วนของงานที่ฝีมือพม่าเช่นลักษณะการเขียนลายดาวเพดาน นอกจากนี้ยังมีการหารือในเรื่องวิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรม และการบูรณะอาคารเช่นการใช้วิธีหิ้วภาพด้วยวัสดุกับกาวหิ้วไว้ก่อนแล้วจึงดำเนินงานบูรณะ การสกัดปูนดำออกจากผนังอาคารเป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการมอบหมายให้มีการจัดทำรูปแบบรายการและประมาณราคาในการดำเนินการเพื่อนำเสนออธิบดีต่อไป
๕.วัดชเวนันดออกจอง มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระตำหนักทอง ซึ่งเดิมเป็นห้องพระบรรทมของพระเจ้ามินดงในพระราชวังมัณฑะเลย์ โดยอาคารหลังนี้เป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังเพียงแห่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ เนื่องจากบรรดางานสถาปัตยกรรมอื่นๆในพระราชวังถูกไฟเผาเสียหายทั้งหมดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถเข้าชมโบราณสถานแห่งนี้โดยเสียค่าธรรมเนียมในลักษณะบัตรรวม โดยเมื่อซื้อบัตร
แล้วสามารถใช้เข้าชมโบราณสถานในเขตเมืองมัณฑเลย์ อมรปุระ และอังวะได้ทุกแห่งที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลา ๗ วัน
๖.ยอดเขามัณฑะเลย์ฮิลล์ เป็นภูเขาสูงในบริเวณเมืองมัณฑะเลย์ โดยจากยอดเขาสามารถศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมจากมุมสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีพื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์เพียงพอเพียงพอต่อการรองรับพลเมือง ซึ่งคล้ายคลึงกับสภาพโดยรอบกรุงศรีอยุธยา
๗.พระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วิธีจำลองจากโมเดลที่อังกฤษทำไว้ บนรากฐานเดิมหลังจากพระราชวังเดิมถูกทำลายด้วยปืนใหญ่และผลจากการสู้รบเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามการก่อสร้างใหม่นั้นได้ลดรูปแบบรายละเอียดในส่วนงานสลักไม้ ลงไปอย่างมาก นอกจากนี้คณะผู้บริหารฯได้ศึกษารูปแบบ การวางผัง คติ ขนาด สัดส่วนองค์ประกอบของพระราชวัง เพื่อผลทางวิชาการ ในการศึกษาเปรียบเทียบกับเมืองโบราณและพระราชวังโบราณในประเทศไทยด้วย
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑.สำหรับการศึกษาเรื่องสถูปบรรจุพระบรมอัฐิที่สุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ ในชั้นนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ได้แน่ชัด จึงต้องมีการศึกษาร่องรอยของการตั้งชุมชนอยุธยาหรือที่เรียกว่าชุมชนโยเดียในเมียนมาร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยข้อมูลที่ได้อาจเป็นหลักฐานทางอ้อมในการบ่งชี้ประเด็นปัญหาต่างๆที่ยังเป็นข้อถกเถียงในปัจจุบันได้
๒.การบูรณะจิตรกรรมในวัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย คณะผู้บริหารฯเห็นว่าภาพจิตรกรรมที่ปรากฏนั้นมีสัดส่วนของงานช่างไทยอยู่มาก และฝ่ายไทยควรยื่นมือเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ดำเนินการอนุรักษ์ โยการดำเนินการจะอนุรักษ์ทั้งจิตรกรรมและตัวอาคาร ด้วยเทคนิควิธีตามหลักทางวิชาการที่ถูกต้อง วัสดุแปลกปลอมเช่นปูนดำที่ถูกนำมาฉาบในภายหลังจะต้องถูกสกัดออก รวมทั้งต้องมีการตัดความชื้นซึ่งในกรณีนี้น่าจะใช้วิธีการตัดความชื้นจากภายนอกได้ นอกจากนี้ก็จะเป็นงานปรับภูมิทัศน์ แต่ยังติดขัดปัญหาทางวัฒนธรรมที่เมียนมาร์ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงปีนขึ้นไปทำงานในระดับสูงภายในวิหาร และต้องขอให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยดำเนินการในด้านวิทยาศาสตร์ ในส่วนของงานปูนปั้นซึ่งมีเชื้อราค่อนข้างมาก ซึ่งงานส่วนนี้อยู่มันนอกเหนือจากงานที่ประมาณการไว้ตั้งแต่แรก
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
(ระหว่างวันที่ ๔ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)
๑. หัวข้อเรื่อง การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประวัติศาสตร์พม่าจากมุมมองของนักวิชาการพม่า”
(Myanmar History from Myanmar Perspectives)
๒. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อให้ความรู้แก่ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พม่าโดยภาพรวม
๒. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาเดินทางไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญตามเมืองต่าง ๆ
๓. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกันทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรมจารีตประเพณี
๓. กำหนดเวลา ๔ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๔. สถานที่ ๑. ศูนย์ระดับภูมิภาคเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณีของซีมีโอ
(SEAMEO Regional Centre for History and Tradition – SEAMEO CHAT) ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
๒. แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีในเมืองย่างกุ้ง หงสาวดี (พะโค) มัณฑะเลย์ อังวะ สะกาย อมรปุระ และพุกาม
๕. ผู้จัดการอบรม ศูนย์ระดับภูมิภาคเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณีของซีมีโอ
(SEAMEO Regional Centre for History and Tradition – SEAMEO CHAT)
๖. กิจกรรม แบ่งเป็น ๒ ภาค
ภาคแรก การบรรยายทางวิชาการ ระหว่างวันที่ ๕ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ประกอบการฉายภาพนิ่ง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
ภาคสอง ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่าง ๆ ระหว่างวันที่ ๗ – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๗. ผู้เข้าอบรม โครงการสัมมนาครั้งนี้มีผู้แทนจากประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้าร่วม จำนวน ๖ คน ดังนี้
ผู้แทนจากประเทศไทย จำนวน ๔ คน ได้แก่
๑. นางสาวสุธีรา สัตยพันธ์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ
๒. นางสาวอาทิพร ผาจันดา นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ
๓. นางสาวกมลพรรณ บุญสุทธิ์ นักอักษรศาสตร์
๔. นายอลงกรณ์ จุฑาเกตุ นักวิจัยจาก SEAMEO SPAFA ประเทศไทย
ผู้แทนจากประเทศมาเลเซีย จำนวน ๑ คน ได้แก่
๑. Mrs. Rozilawati Binti Abd Kadir นักวิจัยจาก SEAMEO SEN Malaysia
ผู้แทนจากประเทศกัมพูชา จำนวน ๑ คน ได้แก่
๑. Prof. Sombo Manara Deputy Director, History Department.
Royal University of Phnom Penh, Cambodia.
คณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาทางวิชาการกับ Mr. Myo Aung Director ของศูนย์ SEAMEO CHAT
๘. สรุปสาระของกิจกรรม
วันอังคารที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเที่ยวบิน TG 303
๐๙.๔๕ น. ถึงท่าอากาศยาน Yangon International Airport กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เดินทางไปยังโรงแรมที่พัก Bo Myat Tun, Bo Myat Tun Street, Yangon. โดยรถยนต์ของ SEAMEO CHAT
๑๒.๓๐ น. ออกจากที่พัก
เดินทางไปชมวิถีชีวิตชาวเมืองย่างกุ้งและย่านธุรกิจสำคัญ เช่น ตลาดจีน (Chinese Market) ตลาดไลออน (Lion Market) ย่านชุมชนชาวอินเดีย หรือตลาดแขก (Indian Market) ซึ่งชาวพม่าทั่วไปเรียกว่า เตงจีซาย (Thien Gyi Zei) และตลาดโบโจ๊ะ หรือ ตลาดสก๊อต (Scott Market)
ชมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมของอังกฤษ ได้แก่ ศาลสูง หรือ Victorian High Court Building โรงพยาบาลกลางประจำกรุงย่างกุ้ง (Yangon General Hospital) ซึ่งเดิมสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ชมโบสถ์คริสต์ และโรงแรมเก่าแก่ริมน้ำ คือ โรงแรมสแตรนด์ (Strand Hotel) ชมสถานที่สำคัญอื่น ๆ โดยรอบ
- เจดีย์สุเล (Sula Pagoda) เป็นเจดีย์หลักที่อยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ชาวพม่านับถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นสมัยอังกฤษปกครองพม่า เจดีย์สุเลมีลักษณะทรวดทรงเป็นเจดีย์ทรง ๘ เหลี่ยม สูง ๑๕๗ ฟุต มีสีทองอร่ามอยู่ใจกลางนครย่างกุ้ง นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะยึดเจดีย์สุเลไว้เป็นสัญลักษณ์ใจกลางเมือง
- ถนนสแตรนด์ (Strand Road) ถนนเลียบชายฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง เป็นถนนที่อังกฤษสร้างไว้ให้ มีท่าเรือขนาดใหญ่หลายแห่ง มีผู้คนสัญจรไปมาระหว่างฝั่งเมืองย่างกุ้งและฝั่งเมืองสิเรียม ซึ่งเป็นเมืองท่าเก่าแก่ของโปรตุเกส ปัจจุบันเป็นเมืองค้าขายและมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของพม่า จากริมแม่น้ำฝั่งถนนสแตรนด์จะเห็นผู้คนสัญจรไปมาด้วยเรือหางยาวขนาดเล็ก และฝูงนกนางนวลนับร้อยตัวบินรายล้อมเรือยามอาทิตย์อัสดง เป็นบรรยากาศที่สวยงามและน่าตื่นตา เป็นทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้งที่ประทับใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง
- เจดีย์โบตะตาวน์ (Botataung Pagoda) มีความหมายว่า เจดีย์นายทหาร ๑,๐๐๐ นาย ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อราว ๒,๐๐๐ ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศธาตุที่นายวานิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งที่เมืองตะเกิงหรือดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบตะตาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระเกศธาตุ ๑ เส้นมาบรรจุไว้ ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดถล่มกรุงย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์องค์นี้ถูกทำลายพังพินาศ ระหว่างการบูรณะได้พบผอบบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุตามตำนาน ต่อมาได้นำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์องค์ใหม่ ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๖
ภาคแรก การบรรยายทางวิชาการ ระหว่างวันที่ ๕ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
วันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๓๐ น. ออกเดินทางจากที่พักไปศูนย์ SEAMEO CHAT
๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ
๐๙.๑๕ – ๑๐.๓๐ น. การบรรยายเรื่อง “ภูมิหลังประวัติศาสตร์พม่า” (Myanmar Historical Background) โดย Mr. U Myo Aung, Rtd. Director, SEAMEO CHAT
๑๐.๔๕ – ๑๒.๐๐ น. การบรรยายเรื่อง “ศิลปะและสถาปัตยกรรมในเมืองพุกาม” (Bagan : Art & Architecture) โดย Prof. Tun Aung Chain, Rtd. Director, SEAMEO CHAT
๑๓.๐๐ – ๑๔.๑๕ น. การบรรยายเรื่อง “อาณาจักรพยูโบราณในเมียนมาร์” (Ancient Pyu Cities in Myanmar) โดย Dr. San Shwe, Professor/Head, Archeology Department, Yangon University.
๑๔.๑๕ – ๑๕.๓๐ น. การบรรยายเรื่อง “หงสาวดี : การค้าทางทะเลและอาณาจักรในภาคพื้นทวีป” (Hanthawaddy : Maritime Trade and Land Empire)
โดย Dr. Win Myat Aung, Senior Officer, Research & Development, SEAMEO CHAT
๑๕.๔๕ – ๑๗.๐๐ น. การบรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์ย่างกุ้ง” (History of Yangon)
โดย Dr. Naw Si Blut, Senior Officer, Research & Development, SEAMEO CHAT
วันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๓๐ น. ออกเดินทางจากที่พักไปศูนย์ SEAMEO CHAT
๐๙.๑๕ – ๑๐.๓๐ น. การบรรยายเรื่อง “มัณฑะเลย์ : ราชสำนักและราชธานี” (Mandalay : The Court & The City) โดย Mr. U Myo Aung
๑๐.๔๕ – ๑๒.๐๐ น. Orientation on Field Study
๑๓.๓๐ – ๑๘.๐๐ น. ทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง พระมหาเจดีย์ชเวดากอง และเยี่ยมชมอาณาบริเวณย่านเมืองเก่า
ภาคสอง ทัศนศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถานสำคัญในเมืองต่าง ๆ
วันศุกร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. ออกเดินทางจากที่พักโรงแรม Bo Myat Tun โดยรถยนต์ของ SEAMEO CHAT
๑๐.๐๐ น. ถึงเมืองพะโค (Bago) หรือเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองหงสาวดี
- เยี่ยมชมโบราณสถานและศาสนสถานสำคัญๆ ภายในเมืองพะโค ได้แก่
- พระเจดีย์ชเวมอว์ดอว์ (Shwe Maw Daw) หรือพระธาตุมุเตา
- พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง (Shwe Tha Hlyaung)
- พระราชวังกัมบอสะตาดี หรือพระราชวังหงสาวดี (Kambaezathadi Palace)
- พระมหาเจดีย์ (Maha Zedi)
- วัดไจ้ปุน (kyaikpon Pagoda)
- วัดหงสา
- วัดกัลยาณีสีมา
๑๖.๐๐ น. กลับถึงย่างกุ้ง
- เยี่ยมชมวัดเจ๊าดอว์จี (Kyauktawgyi Pagoda)
- โรงเลี้ยงช้างเผือก
๑๘.๓๐ น. กลับเข้าที่พักโรงแรม Bo Myat Tun
วันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๕.๐๐ น. ออกจากที่พักโรงแรม Bo Myat Tun ไปสนามบินย่างกุ้ง
๐๘.๓๐ น. ออกเดินทางจากสนามบินย่างกุ้ง เดินทางไปมัณฑะเลย์
๑๐.๐๐ น. ถึงสนามบินเมืองมัณฑะเลย์ และเดินทางไปทัศนศึกษากลุ่มเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดี (Ayeyawaddy River) คือเมืองอมรปุระ (Amarapura) พร้อมเยี่ยมชมโบราณสถานและสถานที่สำคัญ ได้แก่
- วัดเจ๊าดอว์จี (Kyauktawgyi Paya)
- ทะเลสาบตองตะมาน (Taungthman Lake)
- สะพานอูเบ็ง (U Bein Bridge)
ชมแหล่งปักผ้า หุ่นกระบอก ไม้แกะสลัก
- ผ้าปักลายนูน ทำด้วยไหมดิ้นเงิน ทอง ทำเป็นของใช้และเครื่องประดับบ้าน
- หุ่นกระบอก ทำเป็นรูปคน สัตว์ สามารถชักเดินได้เหมือนจริง หุ่นกระบอกเป็นสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน สามารถสร้างรายได้
- ไม้แกะสลัก ใช้เป็นประตู หน้าต่าง หน้าบัน และเครื่องประดับตกแต่งบ้าน
แหล่งแกะสลักหิน ไม้ ทองเหลือง และสำริด เป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม อาทิ การแกะสลักหินอ่อนเป็นรูปพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ ฯลฯ
- การแกะสลักไม้ เช่น หน้าบัน บานประตู หน้าต่าง ลูกกรง ฯลฯ
- การทำทองเหลือง เช่น กระดิ่ง เครื่องถ้วย กาน้ำ ฯลฯ
- การทำสำริด เช่น พระพุทธรูป เครื่องประดับตกแต่งต่าง ๆ
แหล่งทอผ้าไหม ที่ Shwe Sin Tai Silkwear สาธิตการทอผ้าด้วยกระสวยร้อย ทอเป็นลายพื้นเมือง
- เยี่ยมชมพระราชวังมัณฑะเลย์
- ทัศนศึกษาเจดีย์สันทะมุนี (Sandamuni Pagoda) วัดกุโสดอ (Kuthodaw Pagoda) และวัดอะตุ๊หม่าชิ (Ahtumashi Kyaung)
- ทัศนศึกษา ณ มัณฑะเลย์คีรี (Mandalay Hill)
๑๘.๓๐ น. กลับเข้าที่พักโรงแรม Mandalay Inn
วันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๓๐ น. ออกจากที่พัก ไปชม แหล่งทองคำเปลว ที่ King Galon Gold Leaf Workshopชมสาธิตการตีทองคำเปลว ซึ่งมีเพียงสองประเทศในโลกที่ผลิตทองคำเปลว คือ ไทย และพม่า ขั้นตอนการทำคล้ายกัน ต่างกันที่กระดาษห่อทองคำเปลวของพม่าทำจากไม้ไผ่หมักจนเปื่อยยุ่ย เมื่อนำมาทำเป็นกระดาษห่อ จะเหนียวและทนทานกว่ากระดาษของไทย
๑๐.๐๐ น. เดินทางไปยังกลุ่มเมืองโบราณ ลุ่มแม่น้ำอิระวดีตอนบน คือ เมืองอังวะ (Inwa) หรือเมือง อมรปุระ เป็นเมืองร่วมสมัยเดียวกับเมือง พะโค เมืองอังวะตั้งอยู่เหนือเมืองพุกาม ติดกับฝั่งซ้ายของแม่น้ำอิระวดี ถัดจากอังวะขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อยคือที่ตั้งของเมืองอมรปุระ และทางเหนือต่อจากเมืองอมรปุระขึ้นไปคือเมืองมัณฑะเลย์และเมืองชเวโบ จากนั้นเข้าชมโบราณสถานสำคัญในเมืองอังวะ ได้แก่
หอชมเมืองอังวะ (Watch Tower) ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง สูงประมาณ ๓๐ เมตร มีบันไดเวียนขึ้นไปถึงข้างบนยอดหอคอย จะมองเห็นทัศนียภาพเมืองอังวะได้ชัดเจน
วัดมหาออง มเย บองซาน (Maha Aung Mye Bon San) ซึ่งเป็นวัดสำคัญ ผู้สร้างคือ พระนางนันมาดอว์เมนุ (Nan Ma Daw Menu) มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐตกแต่งเลียนแบบเครื่องไม้ในศิลปะพม่า ภายในมีพระพุทธรูป ตู้พระธรรม เสาไม้ภายในหน้าพระประธานประดับด้วยภาพไม้แกะสลัก
วัดไม้สักบากะยา (Bagaya Kyaung) ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองอังวะทางทิศใต้ เป็นอาคารไม้สักทั้งหลัง แกะสลักเป็นลวดลายละเอียดประณีต
๑๑.๓๐ น. ข้ามสะพานอังวะ หรือสะพานสะแคงไปยังฝั่งเมืองสะแคง (สะกาย Sagaing) ชมทิวทัศน์บนยอดเขาสะกาย และชมโบราณสถานสำคัญ เช่น เจดีย์เกามูดอว์ เป็นต้น
๑๓.๓๐ น. ทัศนศึกษาวัดพระมหามัยมุนี (Maha Muni pagoda) และวัดชเวนันดอว์ (Shwe Nan Daw Monastery)
๑๖.๓๕ น. ออกเดินทางจากสนามบินเมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay Airport)
๑๗.๐๐ น. ถึงสนามบินเมืองพุกาม (Bagan)
๑๘.๐๐ น. ถึงที่พักโรงแรม Prince Hotel เมืองพุกาม
วันจันทร์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. ออกจากที่พักโรงแรม Prince Hotel โดยรถยนต์ของ SEAMEO CHAT และทัศนศึกษาสถานที่สำคัญภายในเมืองพุกาม ได้แก่
- เจดีย์โลกะนันทะ (Lawkananda Pagoda)
- เจดีย์เปตเลค (Phetleik Pagoda)
- วัด Seinnyet Ama Temple และเจดีย์ Siennyet Pagoda
- ตำหนัก Soemingyi Monastery
- วัดนันพญา (Nanpaya Temple)
- วัดนาคายน (Nagayon Temple)
- วัดกุบยอกจี (Gubyaukgyi Temple/Myinkaba)
- วัดอภัยทาน (Apeyadana Temple)
๑๔.๐๐ – ๑๘.๓๐ น. - ทัศนศึกษาวัดทัตพยินยู หรือวัดสัพพัญญู (Thatbyinnyu Temple)
- วัด Ngakywenadaung
- วัด Pahtothamya
- วัดธรรมยางจี (Dhammayangyi Temple) และเจดีย์ธรรมยางจี
- เจดีย์ชเวซานดอว์ (Shwe San Daw Pagoda)
- มิงกาลาเจดีย์ (Mingalazedi Pagoda)
๑๘.๔๕ น. กลับเข้าที่พักโรงแรม Prince Hotel
วันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๘.๓๐ น. ออกจากโรงแรมที่พัก ทัศนศึกษาหมู่บ้าน Minanthu หมู่บ้านทอผ้าและงานหัตถกรรม
- เจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda)
- เจดีย์สะปาดา (Sapada Pagoda)
- วัด Gubyaukgyi (Wetkyi-in)
- เจดีย์บูพญา (Bupaya Pagoda)
๑๕.๓๐ น. - ทัศนศึกษาวัดอานันทะ (Ananda Temple) และวัดติโลมินโล (Htilominlo Temple)
๑๙.๐๐ น. เดินทางกลับเมืองย่างกุ้งโดยเครื่องบินสายการบิน Yangon Airways
๒๐.๐๐ น. ถึงเมืองย่างกุ้ง และเข้าที่พักโรงแรม Bo Myat Tun
วันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
๐๙.๐๐ น. ออกจากที่พักไปชมพระมหาเจดีย์ชเวดากอง และชมวิถีชีวิตตลอดจนการประกอบอาชีพต่าง ๆ ของชาวพม่าในเมืองย่างกุ้ง
๑๗.๓๐ น. ออกจากที่พักโรงแรม Bo Myat Tun เดินทางไปสนามบินมินกาลาดง
๑๘.๔๐ น. ออกเดินทางจากเมืองย่างกุ้ง โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 306
๒๒.๓๐ น. ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ และเดินทางกลับบ้านพัก
ชื่อเรื่อง : ปมด้อยของรัฐบุรุษในโลก
ผู้แต่ง : อารยันตคุปต์
ปีที่พิมพ์ : ๒๔๙๕
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์จำลองศิลป
ปมด้อยของรัฐบุรุษในโลก เล่มนี้ เน้นหนักไปในทางประวัติศาสตร์ เมื่อพูดรวมๆ คำว่า ด้อย มีหลายแง่หลายด้าน เช่น ด้อนในทางรูปร่าง และกิริยาวาจา ด้อยในทางวิชาความรู้ ฯลฯ เมื่อสรุปแคบๆ รวมทั้งหมดทั้งเล่ม ก็คือ ด้อยในทางมนุษย์ธรรม หรือพรหมวิหาร ๔ ซึ่งเป็นจุดสำคัญแห่งลัทธิสากลนิยม และสมนุษย์ทั่วโลกย่อมเกี่ยวพันเป็นเครือญาติกัน
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๑. ชื่อโครงการ
โครงการเข้าร่วมประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาจดหมายเหตุแห่งชาติระหว่างประเทศประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Regional Branch International Council on Archives: SARBICA)
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์ในยุคโลกาภิวัตน์
๒.๒ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก SARBICA
๒.๓ เพื่อให้นักจดหมายเหตุได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านจดหมายเหตุ
๓. กำหนดเวลา
วันจันทร์ที่ ๘ ถึงวันศุกร์ที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ (รวมระยะเวลา ๕ วัน)
๔. สถานที่
เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๕. หน่วยงานผู้จัด
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเวียดนาม (The State Records and Archives Department of Vietnam)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
๗. คณะผู้แทนไทย
คณะผู้แทนไทยในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ จำนวน ๕ ราย ดังนี้
๗.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
๗.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา นักจดหมายเหตุ ระดับชำนาญการพิเศษ
๗.๓ นางสาวนภวรรณ ศรีจันทรนิตย์ นักจดหมายเหตุ ระดับชำนาญการ
๗.๔ นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุ ระดับปฏิบัติการ
๗.๕ นางสาวณัฏฐา กล้าหาญ นักจดหมายเหตุ ระดับปฏิบัติการ
๘. กิจกรรม
กิจกรรมในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
และประเทศสมาชิกสภาการจดหมายเหตุสากลประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยกิจกรรม
๓ ส่วน ดังนี้
๘.๑ การประชุม The 19th SARBICA General Conference and 20th SARBICA’s Executive Board’s Meeting
๘.๒ การศึกษาดูงาน ณ ศูนย์จดหมายเหตุแห่งชาติ หมายเลข ๑ (National Archives Center No1) วิหารวรรณกรรม (Temple of Literature) และ Ha Long Bay
๘.๓ การสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “Authenticity of Electronic Records” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม Hanoi Daewoo
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การประชุม The 19th SARBICA General Conference and 20th SARBICA’s Executive Board’s Meeting เป็นการประชุมผู้บริหารของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประเทศสมาชิกมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสรุปผลการดำเนินด้านต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมาและชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณของคณะกรรมการชุดนี้ การคัดเลือกประธาน SARBICA และรองประธาน โดย Mr Mustari Irawan, Director General of National Archives of Indonesia ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และ Mr. Azemi Abdul Aziz, Director General of National Archives of Malaysia ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการพร้อมทั้งเลขานุการและเหรัญญิกซึ่งเป็นนักจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย สำหรับการคัดเลือกเจ้าภาพในการจัดประชุมและสัมมนาทางวิชาการครั้งต่อไป ที่ประชุมมีมติคัดเลือกประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพการประชุม ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ การประชุมนี้ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และนักจดหมายเหตุทุกคนได้เข้าร่วมประชุมด้วย
๙.๒ การศึกษาดูงานสถานที่ต่าง ๆ
๙.๒.๑ สถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของ UNESCO ตามโครงการความทรงจำแห่งโลก
(Memory of the World) ในเมืองฮานอย คือ เอกสารของราชวงศ์ Nguyen ที่จัดเก็บที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมายเลข ๑ (National Archives Center No1) และ Stone Steles Records of Royal Examinations ของราชวงศ์ Le และราชวงศ์ Mac ที่จัดเก็บที่วิหารวรรณกรรม (Temple of Literature)
๙.๒.๒ สถานที่ที่ UNESCO ประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ คือ Ha Long Bay
๙.๒.๓ สถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมในเมืองฮานอย คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (History Museum) และวัดเนินหยก (หง็อกเซิน Ngoc Son)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมายเลข ๑ (National Archives Center No1)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติหมายเลข ๑ ตั้งอยู่ในกรุงฮานอย จัดเก็บเอกสารราชวงศ์ Nguyen ซึ่งปัจจุบันหอจดหมายเหตุแห่งชาติหมายเลข ๑ เก็บรักษาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในสมัยราชวงศ์ Nguyen ประมาณ 7 ร้อยฉบับ โดยได้นำมาจัดนิทรรศการ “พระบรมราชโองการการโปรดเกล้าฯในสมัยราชวงศ์ Nguyen 1802-1945” ประกอบด้วย พระบรมราชโองการ การโปรดเกล้าและการลงปรมาภิไธยของบรรพกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์ Nguyen ที่ชี้นำการแก้ไขปัญหาทางการเมือง การทหาร การทูต เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคมซึ่งถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติ และองค์การยูเนสโกได้รับรองพระบรมราชโองการในสมัยราชวงศ์ Nguyen เป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลก
(Memory of the world)
วิหารวรรณกรรม (Temple of Literature)
วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) เป็นวัดขงจื้อในฮานอย อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๖๑๓ สมัยพระเจ้าหลีแถงห์โตง (Ly Thanh Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรัน (Trấn) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน” แบ่งออกเป็น ๕ ชั้น ประตูทางเข้าด้านหน้าทำเป็น ๒ ชั้น มีประตูรูปวงโค้ง คล้ายก๋งจีน สลักชื่อวิหารวรรณกรรมอยู่ชั้นบนสุด เมื่อลอดซุ้มประตูด้านหน้าเข้ามาจะพบต้นไม้ใหญ่ สองข้างทางมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ๒ บ่อ เมื่อเดินผ่านมาถึงอาคารชื่อตึกดาวลูกไก่ เคววันกั๊ก (Khue Van Cac) เป็นที่นักอักษรศาสตร์มาท่องบทกวี มีประตูกำแพงใหญ่ได๋แถงห์โมน (Dai Thanh Mon) สัญลักษณ์ของกรุงฮานอย กับสระน้ำขนาดใหญ่ตรงกลางลานด้านหลังประตูชื่อ สระแสงงาม เทียนกวางติงห์ (Thien Quang Tinh) เวลาแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องจะสะท้อนเข้าสู่ประตูใหญ่ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง บริเวณสองข้างสระแสงงามมีอาคารชั้นเดียว ๕ หลัง ภายในประดิษฐานแผ่นหินจารึกรวม ๘๒ แผ่น ซึ่งหลงเหลือจากของเดิมที่มี ๑๑๗ แผ่น แผ่นหินเหล่านี้จะตั้งอยู่บนหลังเต่าทำด้วยหิน จารึกชื่อ ผลงาน ประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาหลักสูตร ๓ ปี เพื่อเข้ารับราชการเป็นขุนนาง ระหว่างพุทธศักราช ๑๙๘๕ ถึงพุทธศักราช ๒๓๒๒ หลายคนจึงเรียกว่า “แผ่นหินจารึกชื่อจอหงวน”
ฮาลองเบย์ (Ha Long Bay)
อ่าวหะล็อง (Vịnh Hạ Long) เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด ๑,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว ๑๒๐ กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก ๑๗๐ กิโลเมตร ชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง" ในอ่าวหะล็องมีเกาะหินปูนจำนวน ๑,๙๖๙ เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ) หรือชื่อเดิมว่า "กร็อตเดแมร์แวย์" (Grotte des Merveilles) ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าว เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง
๓ โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว ๒ เกาะ คือ เกาะกั๊ตบ่าและเกาะต่วนเจิว ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา เช่น เกาะช้าง (Voi Islet) เกาะไก่ชน (Ga Choi Islet) เกาะหลังคา (Mai Nha Islet) เป็นต้น อ่าวหะล็อง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๑๘ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๗ ที่ภูเก็ต ประเทศไทย
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (History Museum)
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียดนามเรียกว่า Bao Tang Lich ในอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรทิศ (Ecole Hrancaise d’ Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ สร้างใหม่ปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียดนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เช้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชามและเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ ๑๓ พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน
วัดเนินหยก (หง็อกเซิน, Ngoc Son)
วัดเนินหยกหรือวัดหง็อกเซิน (Ngoc Son Temple) ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของทะเลสาบคืนดาบ (Hoan Kiem Lake) บริเวณกลางใจเมือง วัดเนินหยกถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เพื่ออุทิศแด่วีรบุรุษทั้งสามคนที่มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้แก่ เฉิน ฮัง โด๋ว (Tran Hung Dao) หวัน เซิง (Van Xuong) และ
La To กำแพงของถนนที่ทอดยาวไปสู่ทะเลสาบถูกตกแต่งด้วยงานเขียนของเวียดนามแบบดั้งเดิม
๙.๓ การสัมมนาทางวิชาการแบ่งเป็น ๓ ช่วง ประกอบด้วยการบรรยาย และการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ Authenticity of Electronic Records จากวิทยากรประเทศต่างๆ ได้แก่
SESSION 1 หัวข้อ Theoretical Basis of the Authenticity of Electronic Records ประกอบด้วย
- Viewpoint on Authenticity of Born Digital Records โดย Ms. Susan Corrigall, Head of Electronic Records Unit, National Records of Scotland
- Authenticity and Legal Value of Electronic Records โดย Mr. Steve Knight, Program Director Preservation Research & Consultancy, National Library of New Zealand
- Viewpoint on Electronic Record’s Authenticity and Emerging Issues โดย Ms. Nguyen Thi Ha, Chief of Division of Guidance for Central Archives and Records Management, The State Records and Archives Department of Vietnam
- Experience and Practice in Ensuring Authenticity of Electronic Records in National Archives of Republic of Indonesia โดย National Archives of Indonesia
สำหรับ Session 1 นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของที่ประชุม สรุปประเด็นสำคัญของผู้บรรยาย และคำถามคำตอบ
SESSION 2 หัวข้อ Practical Basis in Ensuring Authenticity of Electronic Record ประกอบด้วย
- Experience of the German Federal Archives with Methods to Ensure Authenticity of Electronic Data โดย Mr. Michael Ucharim, Director Sub-project “Temporary Digital Archives”, German Federal Archives
- Experience and Practice in Ensuring Authenticity of Electronic Record in National Archives of Singapore โดย Mr. Eric Chin Sze Chong, Director, National Archives of Singapore
- Experience and Practice in Ensuring Authenticity of Electronic Record in National Archives of Malaysia โดย Ms. Rusniza Hamdan, National Archives of Malaysia
SESSION 3 หัวข้อ Solution to Ensure Authenticity of Electronic Record
- The Electronic Records and Archives of Japan: Approaches to Ensuring Authenticity at the National Archives โดย Mr. Yoshiyuki KAZAMA, Chief of the Electronic Records Section, National Archives of Japan
- Solution Ensuring Security for Stored Records and Data โดย Mr. Nguyen Trong Binh, Military Bank of Vietnam
- A Watermark Scheme Based on Most Significant Bit for Public Copyright Protection for Relational Databases โดย Dr. Luu Thi Bich Huong, Faculty of Information Technology, Hanoi Pedagogical University No2
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเข้าร่วมโครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๑๐.๑ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรสนับสนุนให้บุคลากรได้เพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประสานงาน การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศสมาชิกในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น
๑๐.๒ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรเข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ SARBICA อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลวิชาการจดหมายเหตุ และประสบการณ์มาพัฒนางานด้านจดหมายเหตุของไทยให้ก้าวหน้าต่อไป และมีส่วนร่วมในการพัฒนางานจดหมายเหตุของภูมิภาค ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัดควรให้ความสำคัญกับการประชุมดังกล่าวและสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีนโยบายให้นักจดหมายเหตุรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพโดยการเข้าร่วมการประชุม SARBICA และการประชุมนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรได้เรียนรู้งานจากการการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการรับรู้ข้อมูลวิชาการจดหมายเหตุที่ทันสมัย สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนางานจดหมายเหตุของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์
นางสาวณัฏฐา กล้าหาญ ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศกัมพูชา
๑. ชื่อโครงการ
โครงการศึกษาความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๒. วัตถุประสงค์ของคณะเดินทาง
๒.๑ สำรวจและศึกษาเปรียบเทียบโบราณสถานในประเทศกัมพูชาที่มีอิทธิพลต่อการก่อสร้างศาสนสถานในประเทศไทย
๒.๒ เพื่อสำรวจร่องรอยการกระจายตัวของศาสนสถานเขมรในพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ มีนาคม ๒๕๕๗
๔. สถานที่
จังหวัดพระวิหาร จังหวัดสตึงเตรง และจังหวัดรัตนคีรี
๕. หน่วยงานผู้จัด
๑. องค์การอัปสรา
๒. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
๓. กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
๗. กิจกรรม
เป็นการสำรวจทางโบราณคดีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องโครงการศึกษาความเชื่อมโยงทางวัฒน ธรรมในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทำการสำรวจค้นหาและศึกษาร่องรอยโบราณสถานในเขตประเทศเวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และสหภาพเมียนมาร์ ในการสำรวจรอบนี้มุ่งทำการสำรวจในพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาเนื่องจากเป็นเขตที่มีการสำรวจศึกษาน้อยเนื่องจากเป็นพื้นที่รกร้าง ยากแก่การเข้าถึง แต่มีความสำคัญในสถานะที่ปรากฏหลักฐานในสมัยก่อนเมืองพระนครอย่างหนาแน่น มีกิจกรรมการดำเนินงาน ดังนี้
๗.๑ การวางแผนการสำรวจ การจัดหาภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ และการจัดเตรียมแผนผังการสำรวจและการนำทาง การจัดเตรียมยานพาหนะ ได้แก่ จักรยานยนต์ รถฟาร์มเกษตร การจัดเตรียมเสบียง น้ำดื่มเพื่อเดินสำรวจระยะทางไกล
๗.๒ การสำรวจและวิเคราะห์หลักฐาน
๗.๒.๑ บันทึกข้อมูลทั่วไปของสถานที่ที่พบ ได้แก่ เส้นทางการเดิน (Tracks) พิกัดภูมิศาสตร์ (WGS84) ระยะเวลา ความเร็ว ความสูงของพื้นที่ ความลาดเอียงของภูมิประเทศ รวมทั้งอุณหภูมิ
๗.๒.๒ บันทึกข้อมูลด้านกายภาพ ได้แก่ ชื่อ ที่ตั้ง เขตการปกครอง รูปแบบสิ่งก่อสร้าง วัสดุการก่อสร้าง สภาพความเสียหาย รูปแบบศิลปะ อายุสมัยการก่อสร้าง ความสัมพันธ์ด้านตำแหน่งที่ตั้งกับโบราณสถานใกล้เคียง ร่องรอยอิทธิพลของรูปแบบศิลปะต่างถิ่น
๗.๓ การสรุปข้อมูลศึกษาและจัดทำแผนที่ ทำการพล็อตตำแหน่งโบราณสถานที่สำรวจพบลงบนแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียม และศึกษาความสัมพันธ์ด้านตำแหน่งกับโบราณสถานข้างเคียง
๘. คณะผู้แทนไทย
นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์
๙. สรุปสาระของกิจกรรม การสำรวจในครั้งนี้มีความมุ่งหมายศึกษาร่องรอยศิลปะแบบถาราบริวัติที่ปรากฏหนาแน่นในเขตจังหวัดสตึงเตรง แต่ได้ทำการสำรวจในพื้นที่จังหวัดพระวิหาร จังหวัดรัตนคีรีซึ่งเป็นเขตที่ยังมีการสำรวจไม่มากพอ และส่วนมากได้พบโบราณสถานขนาดเล็กในสภาพพังทลายเหลือแต่ชั้นฐานคล้ายกับในประเทศไทย ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข ๑ ในเขตจังหวัดพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับถนนโบราณจากเมืองพระนครไปวัดภู แขวงจำปาศักดิ์ สปป.ลาว โดยได้พบสะพานก่อด้วยศิลาแลงในบริเวณนี้ด้วย
ถาลาบริวัติ
เป็นชื่อเมืองบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามกับที่ตั้งตัวจังหวัดสตึงเตรง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซซานที่มาบรรจบกับแม่น้ำโขง บริเวณที่ตั้งเมืองถาลาบริวัติแม่น้ำนี้มีความกว้างประมาณ ๑.๔ กิโลเมตร การข้ามฝั่งไปยังตัวจังหวัดต้องอาศัยแพขนานยนต์ ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำพบโบราณสถานกระจายทั่วทั้งบริเวณ ปัจจุบัน Piphal Heng นักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาไวอิ แห่งมานัว กำลังทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่นี้ภายใต้การควบคุมของ ศาสตราจารย์ มิเรียม สตาร์ก โดยได้ทำการบันทึกตำแหน่งโบราณสถานที่กระจายทั้งพื้นที่ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของพื้นที่ที่มีสิ่งก่อสร้างอย่างหนาแน่น และทำการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาลำดับสมัยทางวัฒนธรรมโดยอาศัยรูปแบบภาชนะดินเผาเป็นเกณฑ์ในการจำแนก โดยในขณะนี้ได้พบภาชนะแบบกุณฑีมีพวยเป็นรูปแบบเด่นมีการตกแต่งประณีตที่ระบุถึงการอยู่อาศัยในสมัยก่อนเมืองพระนคร ในขณะที่กลุ่มเครื่องถ้วยจีนแบบชิงไป๋และเครื่องถ้วยกุเลน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ เป็นหลักฐานการอยู่อาศัยในสมัยเมืองพระนคร ดังนั้นวัตถุทางวัฒนธรรมที่พบ ณ เมืองถาลาบริวัติซึ่งถูกจัดเป็นศิลปะแบบก่อนเมืองพระนครนั้นยังได้พบการอยู่อาศัยต่อเนื่องมายาวนาน การขุดค้นในบริเวณซากโบราณสถานยังพบร่องรอยการก่อสร้างซ้อนทับเป็นทางเดิน พื้นอิฐ นอกจากนั้นยังพบร่องรอยแนวอิฐ ชั้นพื้นอิฐอยู่ทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง
ศิลปะแบบถาราบริวัติ
ในพื้นที่ที่ปรากฏร่องรอยสิ่งก่อสร้างอย่างหนาแน่นแสดงรูปแบบศิลปะแบบเอกลักษณ์และถูกจัดให้เป็นอีกสมัยหนึ่งในช่วงก่อนเมืองพระนครในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ มีรูปแบบที่สำคัญปรากฏบนทับหลังซึ่งค้นพบในประเทศไทยด้วยจำนวน ๔ แผ่น มีลักษณะที่สำคัญประกอบด้วยวงโค้ง ๒ วงอยู่ตรงกลางทับหลัง มีมกร ๒ ตัวหันหน้าเข้าหากันอยู่ที่ปลายวงโค้งทั้งสองด้าน มกรมีรูปร่างเตี้ย อ้วน ศีรษะใหญ่ มีหางม้วนเป็นลายใบไม้ เท้าสั้นพับอยู่ด้านหน้า บางตัวเหลือแต่ศีรษะและเท้า งวงใหญ่ม้วนขึ้นด้านบนปลายม้วนเข้าด้านใน ริมฝีปากบนมีเขี้ยวคล้ายงาช้าง ฟันอาจแสดงเป็นรอยหยัก มีเขาประกอบอยู่กับนัยน์ตา มกรนี้บางครั้งมีคนขี่และไม่มีฐานรองรับ วงโค้งมักประดับด้วยแนวลายประคำเป็นขอบมีลายดอกไม้กลมขนาดใหญ่หรือลายดอกไม้เล็กๆท่ามกลางลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและลายก้านขดเล็กๆ หน้าปากมกรมีลายเส้นโค้งหรือเส้นตรงอาจประดับด้วยลูกประคำ เหนือวงโค้งมีลายใบไม้ม้วนพร้อมกับลายพวงมาลัยคู่หรือเดี่ยว ระหว่างลายพวงมาลัยมีพวงอุบะคั่นอยู่ลายวงรูปไข่มักมีขอบสองชั้นเป็นลายแนวลูกประคำหรือลายเส้นนูนและมีลายใบไม้ม้วนอยู่รอบนอก มีรูปบุคคลยืนอยู่ภายในวงรูปไข่บางครั้งเป็นครุฑถืองู
รูปแบบศิลปะถาลาบริวัติค้นพบในประเทศไทยเป็นทับหลังจำนวน ๒ ชิ้นที่วัดทองทั่ว จังหวัดจันทบุรี วัดบนเขาพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี และที่วัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี
รูปแบบศิลปะที่เก่าแก่กว่าศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกสมัยของพระเจ้าอีสาณวรมัน ในบริเวณจังหวัดกำปงธม ทางตะวันออกฉียงใต้ของเมืองพระนคร ทำให้นักวิชาการสันนิษฐานว่าในบริเวณเมืองถาราบริวัติเป็นที่ตั้งของเมืองภวปุระซึ่งเป็นที่พำนักของพระเจ้าภววรมันกษัตริย์แห่งเจนละผู้ซึ่งเข้าทำลายอาณาจักรฟูนันจนต้องย้ายราชธานีจากวยาธปุระ (บาพนม) ไปยังอังกอร์บอเรยหรือนครบุรี จารึกในสมัยพระองค์พบเพียงไม่กี่หลักได้แก่จารึกพนมบันทายนางกล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ และจารึกวังไผ่ใกล้เมืองศรีเทพซึ่งมีการอ้างถึงพระนามของพระเจ้าภววรมัน ต่อมาพระเจ้าจิตรเสนได้ขึ้นครองราชย์ในราวพ.ศ.๑๑๕๐ และมีการสร้างจารึกปักอยู่ทั่วไปจนถึงลุ่มแม่น้ำมูล หลังจากรัชกาลพระเจ้าจิตรเสน โอรสของพระองค์คือพระเจ้าอีสาณวรมันได้ขึ้นครองราชย์ต่อแต่ได้ย้ายไปประทับที่อีสาณปุระ หรือสมโบร์ไพรกุกในเขตจังหวัดกำปงธมในปัจจุบัน
จังหวัดรัตนคีรี
เป็นจังหวัดที่อยู่ห่างไกลอยู่ติดพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามและเป็นเขตที่พบโบราณสถานเพียงไม่กี่แห่งและเข้าถึงได้ยากในอดีตมีสภาพเป็นป่ารกทึบเต็มไปด้วยสัตว์ป่าแต่ปัจจุบันป่าถูกทำลายไปมากและเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มเจียลายซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การรบระหว่างชาวเขมรและจาม การสำรวจได้เดินทางไปยังปราสาทยะนางซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Drang ซึ่งไหลมาจากเวียดนามเข้ามาฝั่งกัมพูชา ปราสาทยะนางมีขนาด ๖.๒x๘ เมตร เป็นศาสนสถานก่อด้วยอิฐหลังเดี่ยว เป็นอาคารผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขยื่นออกด้านหน้า ผนังอาคารเซาะเป็นร่องตามแบบศาสนสถานจาม และมีการเตรียมผนังไว้สำหรับประดิษฐานรูปเคารพ หรือส่วนประติมากรรมประดับผนังอาคาร ภายในห้องครรภคฤหะไม่ปรากฏรูปเคารพ สภาพทั่วไปอยู่ในสภาพทรุดโทรม ชั้นหลังคาพังทลายโครงสร้างผนังแยก ทรุด บางส่วนถูกเจาะทำลาย การปรากฏศาสนสถานแบบจามด้านตะวันตกสุดของอาณาจักรจามปาและอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการขนส่งสินค้า ของป่า จากกลุ่มชนเจียลายซึ่งมีถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้เพื่อป้อนสู่ศูนย์กลางที่เมืองวิชัย
๑๐. ข้อเสนอแนะ
ไม่มี
นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
เรื่อง EQ แนวภูมิปัญญาไทย
ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ สภาวะการศึกษาเล่าเรียน การงาน เศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์บ้านเมืองและสิ่งแวดล้อม ต่างพากันบีบคั้นให้เร่งรีบ แข่งขัน จนเกิดความกังวล เครียด เป็นทุกข์ทั้งทางกายและใจ
คนที่ไม่มีความฉลาดทางอารมณ์จะไม่สามารถควบคุมความคิดของตนเอง จึงคิดปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยในขณะนั้น เมื่อคิดไม่ดี จึงเป็นผลให้พูดไม่ดี ทำไม่ดีตามความคิดในขณะนั้น จิตใจก็สกปรก ขุ่นมัว เป็นทุกข์ และอารมณ์ไม่ดี
คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะสามารถควบคุมความคิดของตนเอง ให้คิดดี จึงเป็นผลให้พูดดี และทำดีตามความคิดในขณะนั้น จิตใจก็จะมีความบริสุทธิ์ผ่องใส และเป็นคนมีอารมณ์ดี สามารถศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติงาน และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส
ความฉลาดทางอารมณ์เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ฝึกบริหารความคิดในชีวิตประจำวันได้โดยง่าย กล่าวโดยสรุปแล้วมี ๖ องค์ประกอบหลักที่สำคัญด้วยกัน คือ องค์ประกอบของจิต ปัญหา สาเหตุ ประโยชน์ วิธีบริหารความคิด และการประเมินผล
-------------------------
แนะนำโดย นางโสภี เฮงสุดผล บรรณารักษ์ชำนาญการ
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต