ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศเนปาล
๑. ชื่อโครงการ UNESCO International Symposium "Protecting Asia's heritage: Strategies for
fighting illicit traffic of cultural property and fostering restitutions"
๒. วัตถุประสงค์
๑) เพื่อการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง Policy and legal frameworks, Present situation in South Asia, Preventive measures, Restitution strategies, mechanisms and practices แก่ผู้ปฏิบัติงานผู้ดูแลมรดกวัฒนธรรมทางวัตถุที่เสี่ยงต่อการลักลอบเอาไปโดยมิชอบและผิดกฎหมาย
๒) เพื่อประชุมระดมความคิดในการสร้างความร่วมมือในการดำเนินการต่อต้านการลักลอบให้ได้มาซึ่งมรดกวัฒนธรรมทางวัตถุและการค้าขายโดยผิดกฎหมาย
๓) เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการปฏิบัติและมาตรการในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติในเอเซียให้คงอยู่ ณ แหล่งที่มาของวัตถุนั้นๆ มิให้มีการทำลาย โจรกรรมจากแหล่งและลักลอบค้า-นำออกนอกประเทศ
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖
๔.สถานที่ ห้องประชุมกุมารี โรงแรมอันนาปูรณะ (Annapurna) กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล
๕.หน่วยงานผู้จัด UNESCO Kathmandu Office
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๑) UNESCO Head Office Paris
๒) Ministry of Culture, Tourism and Civil Aviation, Nepal
๓) กรมศิลปากร
๗. กิจกรรม
๑) การบรรยายในหัวข้อหลักทั้ง 4 หัวข้อตามวัตถุประสงค์ข้างต้น
๒) การประชุมระดมความคิดเรื่องความร่วมมือและการหาแนวทางและมาตรการร่วมกันในการต่อต้านการลักลอบเคลื่อนย้ายมรดกวัฒนธรรมโดยมิชอบ
๓) พิธีเปิดนิทรรศการNarrative of Faith and Memory Remembering the Lost Sculptures of Kathmandu
๘.คณะผู้แทนไทย
นางอมรา ศรีสุชาติ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ)
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๑. การบรรยายประกอบด้วยหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย ดังต่อไปนี้
๑.๑ Session I: Policy and legal frameworks
ผู้ทำหน้าที่ประธานและดำเนินการบรรยายและนำการอภิปราย คือ Dr Amara Srisuchat, Senior Expert in Art and Antiquity, Fine Arts Department, Thailand
ผู้บรรยายและหัวข้อการบรรยายมีดังนี้
-Edourd Planche:Thecorner stone.: THE 1970 UNESCO Convention on the Means of Prohibiting and Preventing the illicit Import, Export and Transfer of Ownership of Cultural Property
-Marina-Schneider: Improving against illicit traffic through harmonizing internationalvlaw - the 1995 UNIDROIT Convention
-Celso Coracini: Criminal justice responses to trafficking in cultural property, in particular involving organized criminal groups
-Bharat Mani Subedi: National policies and legal framework in Nepal
๑.๒ Session II: Present situation in South Asia
ผู้ทำหน้าที่ประธานดำเนินการบรรยายและนำการอภิปราย คือ Mr. Kanak Mani Dixit, Writer and Journist, Publisher Himal Khabarpatrika, Editor Himal Southasian
ผู้บรรยายและหัวข้อการบรรยาย มีดังนี้
-Zafar Painan: Afghanistan: Loot of archaeological sites in Afghanistan
- Bulbul Ahmed: Bangladesh: Illicit traffic of cultural property: Bangladesh context
-Tshewang Gyalpo: Bhutan: Protecting moveable cultural properties of Bhutan
- Afzal Abdulla: Maldives: Present situation in Maldives
-Arun Kumar Chatterjee: India: The security of cultural heritage, a fundamental concept of museology
-Ram Bahadur Kunwar: Nepal: Present status of illicit traffic of cultural property in Nepal and future strategies for the control of illegal traffic of cultural property
-Mashood Ahmad Mirza: Pakistan:Present situation in Pakistan
๑.๓ Session III : Preventive measures
ผู้ทำหน้าที่ประธานดำเนินการบรรยายและนำการอภิปราย คือ Dina Bangdel, Associate Professor of Art History, Virginia Commonwealth University in Qatar
ผู้บรรยายและหัวข้อบรรยาย มีดังนี้
-Mathilde Heaton & Hartley B. Waltman: Preventing the illicit trade in cultural property- the role of the auction house
-Francoise Bortolotti: Process and use of INTERPOL database for stolen artworks
-Gaspare Cilluffo: The role of customs: JCO Colosseum and Archeo
-Amara Srisuchat: Thailand's preventive measure: from manual operation to national single window
-Nara Hari Regmi: INTERPOL tools and services to combat illicit trafficot cultural property
-Gundegmaa Jargalsaikan: Perspective from other countries: Monaco-funded projects on illicit traffic in Mongolia
-Zhengxin Huo: Perspective from other countries: The protection of cultural heritage: A Chinese approach
๑.๔ Session IV: Restitution strategies, mechanism and practices
ผู้ทำหน้าที่ประธานดำเนินการบรรยายและนำการอภิปราย คือ Bhesh Narayan Dahal, Director General, Department of Archaeology, Nepal
ผู้บรรยายและหัวข้อบรรยาย มีดังนี้
-Juergen Schick: Following the theft in the Kathmandu valley,1981-88
-Dina Bangdel: Nepal's sacred art and loss of cultural heritage
-Kanak Mani Dixit: Towards a Nepali campagn of restitution
-Natalie Bazin: Two Nepalese stone sculptures in the Guimet Museum, Paris, France
-Edouard Planche: Alternative means of return and restitution: the ICPRCP and the mediation and conciliation procedure
๒.การประชุมระดมความคิด
ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด คือ Envisioning a roadmap for the future
Presentation of workshop outcomes/elements for a roadmap for future
ผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมระดมความคิดและการหาแนวทาง ปฏิบัติการร่วมเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าโบราณวัตถุศิลปวัตถุและการส่งกลับคืนประเทศต้นกำเนิด คือ Mr. Prasanna Gamage Director of Education, Culture and Security Aspects, South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC)
ผลการประชุม สรุปสาระดังนี้
๑) มาตรการทางกฎหมาย
- ประสานทุกประเทศให้เห็นความจำเป็นและความสำคัญในการลงนามใน 1970 UNESCO Convention และ UNIDROIT เพื่อการร่วมกันปฏิบัติการคุ้มครองปกป้องและป้องกันโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
- การตกลงความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศในการปกป้องคุ้มครองและการลักลอบค้า ตลอดจนการส่งกลับคืนฯ จำเป็นต้องดำเนินการให้มีผลชัดเจน
- แต่ละประเทศควรหาวิถีทางในการแก้ไขหรือออกกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติในการคุ้มครองการป้องกันการลักลอบค้าและการส่งคืนฯ ทั้งวัตถุของประเทศตนและของนานาประเทศ
๒) มาตรการป้องกัน
- แต่ละประเทศดำเนินการสำรวจ จัดทำทะเบียนและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่สำคัญทุกชิ้น
- แต่ละประเทศดำเนินการทำฐานข้อมูลด้วยระบบเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูลโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นแบบที่ประเทศไทยดำเนินการและจะดำเนินการร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน คือ National Single Window และ ASEAN Single Window
- รณรงค์และอบรมคนในประเทศโดยเฉพาะเยาวชนให้ร่วมกันปกป้องคุ้มครอง มีจิตสำนึกที่จะอนุรักษ์รักษา ทั้งมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้
- พัฒนาองค์กรที่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพและมีความร่วมมือกันอย่างจริงจัง เช่น หน่วยงานที่ดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมที่เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ (เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณคดี) และหน่วยงานช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้า การนำเข้า-ส่งออกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เช่น ตำรวจ รวมถึงตำรวจสากล ศุลกากร
๓) การส่งคืน หรือการให้ได้กลับคืนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ถูกนำออกจากแหล่งต้นกำเนิด
- ความตกลงร่วมมือทางการทูตระหว่างประเทศ
- ความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้าวัตถุหรือการประมูลวัตถุในการจัดทำแคตาลอกให้กับประเทศต่างๆตรวจสอบก่อนดำเนินการค้าหรือการประมูล
- สร้างความร่วมมือหรือเครือข่ายเชื่อมโยงตำรวจสากล ศุลกากรสากล โดยการนำระบบไอทีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รณรงค์การเรียกร้องให้เกิดทัศนคติในการส่งคืนหรือมอบวัตถุคืนกลับประเทศต้นกำเนิด เช่น การให้ประกาศเกียรติคุณ มากกว่าการตำหนิ
๓.พิธีเปิดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง Narrative of Faith and Memory Remembering the Lost Sculptures of Kathmandu ดำเนินการโดย Joy Lynn Davis จัดแสดง ณ Patan Museum, Lalitpur ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก จัดแสดงระหว่างวันที่ ๑๕ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ พิธีเปิดเริ่มคืนวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น
ข้อเสนอแนะ
๑) ระยะเวลาการประชุมสั้นมาก ทำให้มีการบรรยายที่ต้องรวบรัดเฉพาะเนื้อความ ผู้ฟังมีโอกาสถามไม่เต็มที่ หรือยังแสดงความคิดเห็นไม่เต็มที่ การประชุมเรื่องสำคัญลักษณะเช่นนี้ควรขยายเวลาเป็น ๓ วัน
๒) ไม่มีรายการภาคปฏิบัติที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะได้เห็นแหล่งที่ถูกโจรกรรม หรือกรณีศึกษาที่ด่านศุลกากร เว้นแต่กิจกรรมการไปร่วมเปิดนิทรรศการซึ่งแสดงแนวคิดการรณรงค์ให้ได้วัตถุที่ถูกลักลอบโจรกรรมไปจากแหล่งกลับคืนเท่านั้น
๓) เรื่องที่จัดครั้งนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญและมีผลกระทบกับประเทศในเอเชียแทบทุกประเทศ แม้ว่าผู้จัดคือ UNESCO พยายามที่จะเชิญผู้แทนประเทศต่างๆ ให้มาประชุม แต่งบประมาณจำกัด Session ที่เป็นการบรรยายนำเสนอปัญหาของแต่ละประเทศจึงไม่ครอบคลุมทุกประเทศ UNESCO น่าจะดำเนินการโดยเชิญแต่ละประเทศเข้าร่วมเพื่อการรับฟัง โดยออกค่าใช้จ่ายเองได้ด้วย นอกเหนือจากการเลือกเฟ้นเฉพาะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้บรรยายให้ความรู้เท่านั้น สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่มีผู้แทนจากกลุ่มประเทศนี้ไปร่วมเลย มีเพียงนางอมรา ศรีสุชาติ ซึ่งได้รับเชิญ เพื่อเป็นวิทยากรในการบรรยายตามหัวข้อที่ UNESCO กำหนดไว้เพื่อให้เป็นตัวอย่างและให้ความรู้เพิ่มเติมกับผู้ฟัง ตลอดการเชิญให้รับหน้าที่ประธานในที่ประชุมใน session เรื่องกฎหมายฯ
๔) บทบาทของผู้แทนไทย (นางอมรา ศรีสุชาติ) ที่ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่ประธาน และผู้นำการอภิปรายใน session เกี่ยวกับกฎหมาย นโยบายและกฎบัตรสากลต่างๆ และการบรรยายในเรื่องมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะการนำเสนอระบบ National Single Windowและ ASEAN Single Window ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และอยู่ในแนวโน้มใหม่ที่จะเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการนำมาใช้สำหรับทุกประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ นั้น ที่ประชุมให้ความสนใจมาก เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญและเรื่องใหม่ แต่ที่ประชุมเห็นว่า ทาง UNESCO เนปาล ให้เวลาน้อยเกินไป และยังเปิดโอกาสให้ซักถามได้ไม่เต็มที (ต้องมาสอบถามผู้บรรยายนอกเวลาเป็นส่วนใหญ่) เมื่อเทียบกับเวลาใน session เรื่องปัญหาการลักลอบค้าวัตถุของประเทศเนปาลเอง ซึ่งผู้ฟังชาวเนปาลทราบดี อยู่แล้วในหลายหัวข้อ และบางหัวข้อก็บรรยายเกินเวลา ไม่รักษาวินัยทางเวลา
๕) ผู้แทนจาก UNESCO Bangkok Office (Ms JODY) เห็นว่า น่าจะมีการเตรียมการจัดสัมมนาลักษณะนี้ในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้าง โดยจะนำวิธีการและรูปแบบตลอดจนบทเรียนที่ได้จากการจัดการประชุมครั้งนี้มาเป็นแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งจะต้องประสานกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กรมศุลกากร ตำรวจสากลที่มีสาขาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการต่อไป
๖) Mr Bhesh Narayan Dahal, Director General, Department of Archaeology, Nepal แจ้งให้ทราบว่า กรมโบราณคดี (ซึ่งมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรวมอยู่ด้วย) มีความประสงค์จะทำความร่วมมือกับประเทศไทย โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เช่น กรมศิลปากร ในการปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม และการพัฒนางานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร่วมกัน ทั้งนี้ Mr Bhesh Narayan Dahal จะประสานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกาฐมาณฑุ และสถานเอกอัครราชทูตเนปาล ณ กรุงเทพมหานคร ในเรื่องนี้เพื่อให้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการความร่วมมือต่อไป
๗) ปัจจุบันเป็นที่ทราบว่า แม้ประเทศไทยยังมิได้ลงนามในกฎบัตรทั้ง ๒ ฉบับ คือ 1970 UNESCO Convention และ UNIDROIT แต่ประเทศไทยก็ได้ดำเนินการปฏิบัติตามกฎบัตรทั้ง ๒ ฉบับอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม ควรดำเนินการผลักดันให้เกิดการลงนามในกฎบัตรทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพื่อมิให้เกิดข้อกังขา และให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศในความตั้งใจจริงของประเทศไทย ในการร่วมปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมของทุกประเทศ
นางอมรา ศรีสุชาติ
ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ
(ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ)
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
ปราสาทพนมวัน ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ปรากฏการใช้งานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 สืบเนื่องถึงปัจจุบัน โดย ประเด็นที่จะหยิบยกมาเล่าในวันนี้ คือ จารึกทั้ง 8 หลัก ที่พบจากปราสาทพนมวัน ซึ่งกำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-17 นั่นเอง
จากการดำเนินการบูรณะปราสาทพนมวัน ด้วยวิธีอนัสติโลซิส ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2543 นั้น เราได้ค้นพบ #จารึก ที่ปราสาทพนมวัน จำนวน 8 หลัก โดยปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา 1 หลัก (จารึกหลักที่ 7) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 2 หลัก (จารึกหลักที่ 1 และ ส่วนอีก 5 หลัก ปัจจุบันยังอยู่ที่ตำแหน่งกรอบประตูตัวข้างของปราสาทประธาน (ดูแผนผังประกอบ)
ผลการศึกษาวิเคราะห์และการกำหนดอายุจารึกปราสาทพนมวันจารึกปราสาทพนมวัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่1 ได้แก่ จารึกหลักที่ 1 มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ.1420 – พ.ศ.1432) และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ.1432 – พ.ศ.1443)
กลุ่มที่2 ได้แก่ จารึกหลักที่ 2 และหลักที่ 5 มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545 – พ.ศ.1593) และ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593 – พ.ศ.1609)
กลุ่มที่3 ได้แก่ จารึกหลักที่ 3 จารึกหลักที่ 4 จารึกหลักที่ 6 จารึกหลักที่ 7 และจารึกหลักที่ 8 มีอายุอยู่ในช่วงต้น – กลางพุทธศตวรรษที่ 17 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487 – พ.ศ.1511) พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (พ.ศ.1623 – พ.ศ.1650)
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างภาพจารึกและข้อความ จึงขออนุญาตนำข้อมูลรายละเอียดจารึกทั้ง 8 หลัก แยกใส่ไว้ในรายละเอียดภาพของแต่ละภาพเลย
จารึกปราสาทพนมวัน 1 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ระบุ ศักราชตรงกับพุทธศักราช 1433 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 6 บรรทัด บนส่วนของ ทับหลังกรอบประตูรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 109 เซนติเมตร สูง 25 เซนติเมตร ศิลาจารึกหลักนี้ พบเมื่อกรมศิลปากรบูรณะขุดแต่งโบราณสถานปราสาทหินพนมวัน เมื่อปีพุทธศักราช 2513 พบอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังรวมกับหินอื่น ๆ บริเวณด้านทิศใต้นอกปราสาท ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา สรุปเนื้อหาในคำแปลจารึก กล่าวว่า
“มหาศักราช 812 (พ.ศ.1433) ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 มีพระราชโองการของพระกัมรเตงอัญยโศวรมัน สั่งให้โขลญพนม วาบโค โขลญพิษ และวาบศรีประติปรัตยะ จัดการฉลองปะรำพระเพลิงและ พระตำหนัก ขอให้ปฏิบัติตามพระราชโองการของพระกัมรเตงอัญอินทรวรมันและพระกมรเตงอัญยโศวรมัน
ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชโองการจะต้องได้รับความไม่ดีที่ตนทำไว้ สำหรับผู้ปฏิบัติตามพระราชโองการ จะต้องได้รับความดีความชอบหลายอย่าง ตามที่สร้างตะกรุดไว้ในลิงคบุรีและเมื่อสร้างตะกรุดถวายพระกัมรเตงอัญเสร็จแล้ว จึงเอาตะกรุดนั้นซัดเข้าไปในพระเพลิงอีกโดยแยกตีเอาไปเก็บไว้ข้างบนเพื่อให้รวมอยู่กับเครื่องกระยา”
จารึกปราสาทพนมวัน 2 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมรและสันสกฤต ระบุศักราชตรงกับพุทธศักราช 1598 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 45 บรรทัด พบที่กรอบประตูห้องมุขด้านตะวันออกของปราสาทประธาน บนส่วนของกรอบประตูตัวข้างด้านใต้ สรุปเนื้อหาสำคัญในคำแปลจารึก กล่าวว่า
“ขอความนอบน้อม จงมีแก่พระศิวะผู้มีรัศมีอันรุ่งโรจน์ ผู้ประเสริฐ ผู้อันพราหมณ์ เป็นต้นบูชา•••••ศรีสูรยวรมัน ผู้มีพระบาทบงกชเหนือเศียรเกล้าแห่งพระราชาทั้งหลายที่มานอบน้อม•••••ทรงประกอบด้วยธรรมอันสมบูรณ์ ทรงสืบเชื้อสายมาจาก ศรวรสกุล (ทรงบัญชาให้) พระราชาที่เป็นศัตรู กระทำตามพระราชโองการของพระองค์โดยไม่ผิดพลาด•••••บุรุษผู้มีความดีนั้น ผู้บริสุทธิ์ ผู้เต็มไปด้วยความภักดีต่อ พระเจ้าศรีสูรยวรมัน ซึ่งมีนามว่า วีรวรมัน เป็นนักรบด้วยความภักดี•••••พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานโภคะต่าง ๆ เสลี่ยงยูงทองและงาเป็นอันมากแก่เขา เพราะความภักดีต่อเจ้านาย ท่านจึงได้รับนามว่า กฤตัชญวัลลภ และได้สร้างเทวรูปไว้ในเมืองสุขาลัย อันน่ารื่นรมย์•••••ได้ถวายทาสชายหญิง 200 คน แก่เทวรูปองค์นี้ ได้ถวายที่ดิน ปศุสัตว์ อันประกอบด้วยกระบือตัวผู้และตัวเมียเป็นต้น ได้ทำเขตของอาศรมนั้นไว้ทั้ง 8 ทิศ พร้อมด้วยชาวบ้านและญาติทั้งหลายในทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ สตุกกทัมพกะ ทิศตะวันตกพนมพระ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือชื่ออังเวง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือชื่อณทาหกะ ตั้งแต่หมู่บ้าน สวาทเยา มาจำนวน 23 หมู่บ้าน ได้รับการซ่อมแซมใหม่ ให้สวยงาม น่าชมเป็นอย่างยิ่ง•••••ต่อจากนั้น ก็เป็นสมัยของพระเจ้าศรีอุทยาทิตยวรมัน ซึ่งทั้งนักประพันธ์และ ผู้มีชื่อเสียงเกียรติยศ ยังมีความภักดีสืบต่อกันมา พิธีเกี่ยวกับดินแดนแห่งสวาทเยา ซึ่งมีมาแล้วตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าพรหมโลก (หรรษวรมันที่ 2) และการก่อตั้งดินแดนแห่งอำเวง เพื่อจะให้ข้าราชบริพารของพระเจ้าสูรยวรมันอยู่ที่นั่น”
จารึกปราสาทพนมวัน 3 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ระบุศักราชตรงกับพุทธศักราช 1625 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 42 บรรทัด บนส่วนของกรอบประตูตัวข้างด้านตะวันตกของประตูห้องครรภคฤหะด้านใต้ปราสาทประธาน สรุปเนื้อหาสำคัญ ในคำแปลจารึก เป็นเรื่องราวของการจารึกขึ้นในปีพุทธศักราช 1625 พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือพระบาทบรมไกรวัลยบท (พ.ศ.1623 – 1650) ทรงมีพระราชโองการให้บรรดาพระกมรเตงอัญ คนอื่น ๆ ช่วยกันดูแลอาศรมและให้ถวายสิ่งของแก่กมรเตงชคตเป็นประจำ นอกจากนี้ยังทรงถวายทาสและสิ่งของอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกทาสนั้น ทรงมีพระบรมราชโองการห้ามอยู่ใต้การบังคับบัญชาของผู้ใดและทรงห้ามพวกทาสเหล่านี้ทำพิธีกรรมอื่น ๆ อีกด้วย
จากภาพเป็นจารึกหลักที่ 3 ส่วนบน
จารึกปราสาทพนมวัน 4 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ระบุศักราชตรงกับพุทธศักราช 1625 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 3 บรรทัด พบที่กรอบประตูห้องครรภคฤหะด้านใต้ของปราสาทประธาน บนส่วนของกรอบประตูตัวข้างด้านตะวันออก จารึกมีข้อความสืบเนื่องจากปราสาทหินพนมวัน 3 แต่เส้นอักษรลบเลือนมาก อ่านจับใจความได้เพียงเล็กน้อยว่า
“ข้าวสาร 1 ภาชนะ•••••ม้าตัวผู้หนึ่งตัว อีกตัวหนึ่งสีขาว 2 ถลวส•••••
จารึกปราสาทพนมวัน 5 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ระบุศักราชตรงกับพุทธศตวรรษที่ 17 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 19 บรรทัด พบที่กรอบประตูห้องมุขด้านตะวันออกของปราสาทประธาน บนส่วนของกรอบประตูตัวข้างด้านเหนือ สรุปเนื้อหาสำคัญในคำแปลจารึกได้ดังนี้
บรรทัดที่ 1-7 มีบุคคลอาจเป็นกฤตัชยวัลลภ กล่าวถึงตนเอง แต่อาจจะกล่าวถึงผลประโยชน์ต่างๆ ที่ตนได้รับและแสดงความปรารถนาบางประการเกี่ยวกับสกุลของตน
บรรทัดที่ 7-14 กล่าวถึงหมู่บ้าน 23 แห่ง และจบลงด้วยข้อความที่ห้ามแก่หัวหน้าหมู่บ้าน โดยมีอยู่ ข้อหนึ่งให้ทำบางสิ่งบางอย่างอยู่ ซึ่งแสดงโดยข้อความที่ไม่อาจเข้าใจได้
บรรทัดที่ 14-17 สัญญาที่แสดงความยินดีในชีวิตเบื้องหน้า แก่ผู้ที่ประพฤติดีและแก่ครอบครัวของเขา ที่จะงดเว้นไม่แสดงความรังเกียจแก่เทวาลัย และทำให้เจริญ แก่ครอบครัวของผู้สร้างซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นั่น
บรรทัดที่ 17-19 คำขู่ถึงนรก 32 ขุม โดยไม่มีการละเว้น แก่คนวิกลจริต คนโลภและครอบครัวของเขาที่ทำลายเทวาลัยแห่งนี้
จารึกปราสาทพนมวัน 6 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ระบุศักราชตรงกับพุทธศตวรรษที่ 17 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 1 ด้าน มี 2 บรรทัด พบที่กรอบประตูห้องมุขด้านใต้ของปราสาทประธาน บนส่วนของกรอบประตูตัวข้างด้านตะวันตก จารึกนี้มีสภาพชำรุดมาก ปรากฏรูปอักษรให้เห็นเพียง 2 บรรทัด อ่านและแปลได้ว่า
“•••••วันเสาร์เดือนอ้ายสงกรานต์•••••กมรเตงชคต”
จารึกปราสาทพนมวัน 7 จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมรและสันสกฤต ระบุศักราชตรงกับพุทธศตวรรษที่ 17 ปรากฏตัวอักษรบนจารึกจำนวน 2 ด้าน ด้านที่ 1 มี 6 บรรทัด ด้านที่ 2 มี 6 บรรทัด เป็นแผ่นรูปส่วนหนึ่งของใบเสมา พบจากการขุดแต่งบริเวณปราสาทหินพนมวัน พร้อมกับจารึกปราสาทหินพนมวัน 1 ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา ขนาดของจารึกมีขนาดกว้าง 12 เซนติเมตร สูง 18 เซนติเมตร หนา 7 เซนติเมตร ข้อความในจารึกมีข้อความไม่ต่อเนื่อง ด้านที่ 1 จารึกเป็นภาษาสันสกฤต ได้กล่าวว่า พระอาทิตย์บนท้องฟ้าแห่งนี้ เป็นต้นวงศ์ของศรีกัมพุช ส่วนด้านที่ 2 จารึกเป็นภาษาเขมร ได้บอกพระนามของพระเจ้าราเชนทรวรมันหรือพระบาทศิวโลก
หลักฐานจารึกปราสาทพนมวัน 8 เป็นจารึกฐานเทวรูป พบจากการขุดตรวจพื้นภายในห้องมุขตะวันออกของมณฑปปราสาทประธาน ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ได้รับการอ่านแปลโดยนายชะเอม แก้วคล้าย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2543 เป็นภาษาเขมร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 กล่าวถึงการถวายสิ่งของบูชาเทวรูปในอาศรมและพระศิวะ
--------------------------------------------------------
ข้อมูลโดย : นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา--------------------------------------------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
พงศ์ธันว์ บรรทม. ปราสาทพนมวัน. กรุงเทพฯ: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา. 2544.
๑. ชื่อโครงการ
โครงการศึกษาความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๒. วัตถุประสงค์ของคณะเดินทาง
๒.๑ สำรวจและศึกษาเปรียบเทียบโบราณสถานในประเทศเวียดนามที่มีอิทธิพลต่อการก่อสร้างศาสนสถานในประเทศไทยและกัมพูชา
๓. กำหนดเวลา
วันที่ ๒๒ – ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖
๔. สถานที่
ภาคกลางของประเทศเวียดนาม ได้แก่ ดานัง บิ่ญดิ่น ซาหูญ กวางนัม กวางไน ฝูเยน
๕. หน่วยงานผู้จัด
๑. องค์การอัปสรา
๒. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
๓. กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
๗. กิจกรรม
รายละเอียดการศึกษา ณ โบราณสถานในเขตภาคกลางของประเทศเวียดนาม
Chien Dan Group
อยู่ในเขตหมู่บ้าน Tam An จังหวัดกวางนัม ประมาณ ๖๐ กิโลเมตรทางทิศใต้จากดานัง ศาสนสถานประกอบด้วยอาคารก่อด้วยอิฐ ๓ หลัง หันหน้าทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นสมัยคริสตศตวรรษที่ ๑๑ และมีการซ่อมแซมในศตวรรษที่ ๑๒ สมัยพระเจ้าชัยหริวรมัน อาคารหลังกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด การตกแต่งนอกจากเซาะร่องยาวเป็นกรอบแคบๆตลอดพื้นผนังตัวอาคาร ยังพบภาพประติมากรรมนูนต่ำที่ส่วนฐานอาคารโดยสลักเป็นรูปบุคคลฟ้อนรำ ภาพบางตอนในมหากาพย์รามายณะ ภาพช้าง เป็นต้น ส่วนของอาคารที่มีความสำคัญเชิงโครงสร้างใช้หินทรายเป็นวัสดุ การขุดค้นในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ ค้นพบชิ้นส่วนประติมากรรมนับร้อยชิ้น และมักเป็นชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม เช่นหน้าบันจำหลักรูปบุคคลถืออาวุธ พระอิศวรทรงโค นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมรูปอัปสร ครุฑ หงส์ นาค มกร เป็นต้น
Khuang My
อยุ่ในเขตบ้าน Tam My เมือง Tam Ky จังหวัดกวางนัม
ประกอบด้วยปราสาทสามหลังเรียงกันตามแนวเหนือใต้หันหน้าทางทิศตะวันออกปราสาทแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญในศิลปะจามโดยมีรูปแบบศิลปะที่หลากหลายและโดดเด่นและมีความสำคัญในฐานะที่เป็นศาสนสถานในยุคของเมืองอมรวติของ จามปาที่ปรากฏในจังหวัดกว่างนัมปราสาทหลังทิศใต้มีขนาดใหญ่ที่สุดและไม่ได้รับความเสียหายเท่าที่ควรโครงสร้างส่วนบน คือหลังคาโดยเฉพาะส่วนยกเก็จหลังคาชั้นแรกและชั้นที่สองยังมีสภาพดีแต่วัสดุเป็นอิฐเนื้อละเอียดไม่มีส่วนผสมขนาดใหญ่ปนจะมีผลต่อความแข็งแรงทนทานต่ำกว่าอาจมีการเสริมความมั่นคงที่ผิวผนังอาคารในสมัยหนึ่งและได้ผลแต่ไม่สามารถหยุดการ เสื่อมสภาพและสึกกร่อนจากภายในดังนั้นผิวนอกอิฐจึงมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ เฉพาะส่วนที่มีการใช้น้ำยาเคลือบไว้
ประติมากรรมของที่นี่ส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์เมืองดานัง อาทิ ฐานประติมากรรมสลักรูปดอกบัว กฤษณะโควรรธนะ ศิวนาฎราช กำหนดอายุได้ประมาณคริสตศตวรรษที่ ๗ และ ๑๐
ย่านแหล่งวัฒนธรรมซาหูญ
เขตจังหวัดกวางไน แหล่งวัฒนธรรมซาหูญ ประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตรงกับสมัยเหล็ก เป็นย่านที่พบแหล่งโบราณคดีตลอดแนวชายฝั่ง มีภาชนะดินเผาตกแต่งลายกดจุดในเส้นขนานแบบภาคกลาง บ้านเชียง คาลาไน ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นความสัมพันธ์ด้านรูปแบบที่มีการติดต่อและอาจเป็นรากฐานให้วัฒนธรรมรุ่นหลัง ๆ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาและหมดสภาพ
Thap Banh It
อยู่ในเขตบ้าน Nhon Hoa อำเภอ An Nhon จังหวัดบิญดิ่น โบราณสถานตั้งอยู่บนยอดเขาริมฝั่งแม่น้ำคอน ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เป็นกลุ่มโบราณสถานที่มีความสำคัญที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางอาณาจักรวิชัย ในปัจจุบันปรากฏเพียงโบราณสถานจำนวน ๔ หลังซึ่งเดิมมีมากกว่านี้และมีตำแหน่งตามแกนทิศเรียงอยู่ ณ จุดที่ลดหลั่นลงเป็นขั้นบันไดโดยมีอาคารที่เป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้านปราสาทประธานสร้างขึ้นตามรูปแบบเดียวกับอาคารหลังอื่น ๆ มีสภาพเสื่อมโทรมประกอบด้วยมุขยื่นออกมาด้านหน้าชั้นหลังคาซ้อนลดชั้นสอบขึ้นไปถึงยอด รูปแบบการสกัดตกแต่งลวดลายเป็นแบบนิยมของศิลปะจามปาในคริสตศตวรรษที่ ๑๑ ถึง ๑๒ เหนือประตูทางเข้าปราสาทเป็นชุดหน้าบันซ้อนกันสองชั้นสลักภาพพระอิศวรทรงโคทางทิศตะวันออกส่วนหน้าบันเหนือซุ้มประตูทิศอื่นสลักภาพบุคคลซึ่งลบเลือนไปมาก ชั้นฐานอาคารไม่มีลวดลายการตกแต่งแต่มีรูปทรงคล้ายฐานปัทม์ในส่วนบัวรัดเกล้าเหนือสุดของผนังเป็นหินทรายที่สกัดวางอย่างแนบสนิทและยังเชื่อมต่อกับโครงสร้างอิฐได้อย่างเรียบร้อยตัวปราสาทมีหลังคาเป็นยอดลดชั้นขึ้นไปสามชั้นและมีส่วนประดับที่มุมซึ่งมีรูปแบบเหมือนกับที่อื่น ๆ ในบิญดิ่น โดยมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมบนฐานจตุรัสมีชั้นลวดบัวเป็นเส้นต่อกับรูปสามเหลี่ยม มีลวดลายสลักรูปสิงห์ในแนวลวดบัวทางด้านทิศใต้
ห้องคลัง ตั้งอยู่ด้านข้างปราสาทประธานได้รับการยอมรับว่าเป็นงานก่อสร้างชิ้นเอกในศิลปะจามมีลวดลายประดับงดงาม มีลักษณะภายในเป็นห้องยาวมีประตูทางทิศเหนือ หลังคาทรงประทุนเรือ ที่ผนังมีหน้าต่างด้านตะวันออกและทิศใต้ การตกแต่งประดับตัวอาคารทั้งหลังเป็นลายพรรณพฤกษา ที่ส่วนฐานสลักรูปสิงห์แบกเป็นแถว
กลุ่มศาสนสถานแห่งนี้ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เพียงพอต่อการศึกษาวิวัฒนาการของศิลปะจามภายหลังสมัยการย้ายเมืองหลวงจากเมืองตราเกียวไปจาบันเมื่อประมาณพันปีที่แล้ว และยังปรากฏร่องรอยจุดเปลี่ยนของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบกวางนัมกับแบบบิญดิ่นซึ่งลวดลายประดับสถาปัตยกรรมเป็นแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้และเป็นช่วงที่เริ่มนิยมการสร้างศาสนสถานบนภูเขาในราวคริสตศตวรรษที่ ๑๑ ซึ่งศาสนสถานแห่งนี้คงก่อสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๑ หรือในทันทีที่มีการย้ายศูนย์กลางอาณาจักรอมราวตีมายังเมืองวิชัย
ในแถบนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเป็นเมืองท่าสำคัญรองจากฮอยอาน ซึ่งเจิ้งเหอเคยบันทึกไว้ ที่แหล่งนี้พบพระพุทธรูปสำริดปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญ ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเป็นจุดรับของป่าจากเขตพื้นที่สูงทางตะวันตกและส่งออกทางท่าเรือที่อยู่ด้านตะวันออกแบบเดียวกับการเคลื่อนย้ายทรัพยากรของป่า สินค้าจากแหล่งกำเนิดออกสู่ท่าเรือที่เมืองเวียงสระ ควนพุนพิน ที่มีการควบคุมเส้นทางการลำเลียงก่อนไปยังเมืองท่า การเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและกระจายสินค้าป้อนเข้าสู่ระบบการค้าทางทะเลทำให้เมืองเติบโต
Thap Doi
ตั้งอยู่ในเขต ดองดา Quy Nhon city จังหวัดบิ่ญดิ่น ประกอบด้วยศาสนสถานก่อด้วยอิฐสองหลัง หันหน้าทางตะวันออกอยู่บนที่ราบลุ่มใกล้ชายฝั่งทะเล ตามบันทึกของปาร์มองติเยร์ ศาสนสถานแห่งนี้เคยมีสามหลังแต่อาคารด้านทิศเหนือพังทลายลงทั้งหมด องค์ประกอบของศาสนสถานนอกจากปราสาทสามหลัง ยังปรากฏสิ่งก่อสร้างอื่นได้แก่ มณฑปของปราสาท สระน้ำสี่เหลี่ยมจตุรัสสองแห่งและกำแพงแก้ว
ในมุมมองทางด้านศิลปะ ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มโบราณสถานนี้คือรูปทรงหลังคาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรสมัยพระนครและเป็นสมัยเดียวที่ปรากฏร่วมกับศิลปะจาม ลักษณะทั่วไปของอาคารหลังกลางมีขนาดสูงใหญ่กว่าหลังอื่นในกลุ่ม มุขทางเข้าพังทลายทั้งหมด ส่วนฐานเป็นหินทรายสลักเป็นฐานบัวประดับด้วยรูปสิงห์ ช้างและรูปบุคคล ชั้นเรือนธาตุมีผังรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่ผนังมีเสาติดผนังที่มุมอาคารบัวหัวเสาเป็นหินทรายและมีครุฑประดับที่มุม ส่วนหลังคาสร้างซ้อนลดชั้นขึ้นไป ๖ ชั้น แต่ละชั้นมีรูปจำลองหน้าบันประดับ ที่มุมประดับด้วยเศียรนาคสลักจากหินทราย ศาสนสถานแห่งนี้แสดงร่องรอยความสำเร็จของช่างในการประยุกต์ศิลปเขมรให้เป็นแบบพื้นถิ่น
Thap Duong Long
หรือปราสาทงาช้าง ตั้งอยู่ในเขตบ้าน Binh An อำเภอ Tay Son จังหวัดบิญดิ่น ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๒ ถึง ๑๓ ประกอบด้วยอาคารสามหลังหันหน้าทางตะวันออก ผังอาคารย่อมุมจนไม่เหลือพื้นที่ให้ทำผนังเซาะร่องตามแบบนิยม ส่วนยอดทำเป็นชั้นเชิงบาตรแบบเขมร และใช้ศิลาแลงประกอบส่วนฐานใช้หุ้มเป็นกรอบของฐานก่ออิฐ ตกแต่งชั้นลวดบัวส่วนฐานด้วยเต้านมเป็นแถวเป็นสัญลักษณ์ของเทพีอุโรชะ เทพผู้คุ้มครองอาณาจักร ลวดลายการตกแต่งนี้เป็นแบบนิยมของศิลปะจามปาในช่วงสมัยนี้ ส่วนหลังคาของปราสาทประธานหลังกลางซ้อนลดชั้นทำเป็นชั้นเชิงบาตรแบบเขมร ๔ ชั้น ชั้นบนสุดประดับด้วยบัวยอดปราสาท
Thap Canh Tien
อยู่ในบริเวณหมู่บ้าน Nhon Hau จังหวัดบิญดิ่น อายุประมาณ คริสตศตวรรษที่ 13-14 เมื่อประมาณ ๑๐๐๐ ปีมาแล้ว กษัตริย์แห่งวิชัยทรงย้ายเมืองหลวงมายังตอนใต้อาณาจักรอมรวตีเรียกว่าป้อมชาบันปรากฏอยู่จนถึงค.ศ. ๑๔๗๑ อยู่ในบริเวณจังหวัดกวางนัมปัจจุบัน ป้อมชาบันนี้ตั้งอยู่ระหว่างสาขาแม่น้ำโคนและปราสาทหลังนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของป้อม ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะทั่่วไปตามแบบศิลปะจามยังคงใช้หินทรายเป็นวัสดุแกะสลักลวดลายประดับอาคาร เช่นที่เสาติดผนัง ซึ่งสามารถประกอบกับการก่อเรียงอิฐผนังอาคารได้อย่างแนบสนิทและเป็นเอกลักษณ์ด้านงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบจาม รูปแบบศิลปะที่ปรากฏ ณ โบราณสถานแห่งนี้อยู่ในช่วงประมาณปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งรูปแบบเป็นส่วนที่วิวัฒนาการจากศาสนสถานไมซอน เอ ๑ ศาสนสถานโพนคร เป็นต้น เมื่อไม่นานมานี้พิพิธภัณฑสถานแห่งบิญดิ่น ได้พบประติมากรรมจามปาเป็นจำนวนมากในบริเวณป้อม เช่น ประติมากรรมรูปคชสีห์ สิงโต ช้าง ประติมากรรมรูปบุคคลอีกด้วย
Thap Nhan
สมัยคริสตศตวรรษที่ ๑๑ อยู่ในเขตเมือง Tuy Hoa จังหวัด Phu Yen ศาสนสถานตั้งอยู่บนภูเขาหนาน (Mt.Nhan) สามารถมองเห็นชายฝั่งทะเลที่อยู่ไม่ไกลประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร ปาร์มองติเยร์บันทึกไว้ว่าศาสนสถานแห่งนี้มีอาคารสองหลังแต่อาคารหลังเล็กถูกทำลายจนไม่เหลือหลักฐาน ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแต่มุขทางเข้าพังทลายลง ส่วนอีกสามด้านที่เป็นประตูหลอกก็อยู่ในสภาพเสียหาย ตังอาคารไม่ปรากฏการสลักลวดลายประดับ ชั้นหลังคาซ้อนลดชั้นขึ้นไปสามชั้น แต่ละชั้นมีรูปจำลองอาคารประดับที่มุมแต่คงเหลือให้เห็นเฉพาะด้านตะวันตกเฉียงเหนือเพียงด้านเดียว โบราณสถานแห่งนี้บูรณะด้วยด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจากเยอรมันเมื่อสิบปีที่แล้ว รูปเคารพด้านในเลียนแบบเทวสถานที่ญาตรัง สร้างถวายวิหารโพนากา ไม่พบจารึกที่วัดนี้ แต่มีความสำคัญกับประชาชนมากเนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำบาหรือดาทางเหนือของลิงบรรพต และที่นี่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนท้องถิ่น (Deo Ca) คนท้องถิ่นเรียกว่า Nui Nahn Song Da (เขาหนานแห่งแม่น้ำดา)
Thanh Ho Citadel
เมืองคูคันดินขนาด ๘๐๐x๘๐๐ เมตร มีซากสิ่งก่อสร้างในบริเวณที่สูงภายในกำแพงเมือง โครงสร้างกำแพงเมืองเป็นเป็นดินผสมอิฐหัก มีดินผสมก้อนหินเป็นแกน สูงประมาณ ๕ เมตร ตำแหน่งของเมืองอยู่ลึกเข้ามาจากเขตเมืองท่าชายทะเล ด้านทิศตะวันตกไม่มีแนวกำแพง แต่ด้านทิศใต้มีแม่น้ำบาไหลผ่าน
๘. คณะผู้แทนไทย
นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานและป้อมเมืองรวมทั้งเมืองหลวงของอาณาจักรจามปา หรือเมืองวิชัยอยู่บริเวณที่ราบชายฝั่งทะเล และบริเวณปากแม่น้ำสายสำคัญ มีบทบาทเป็นสถานีพักรับสินค้าจากกลุ่มคนจากที่สูงด้านทิศตะวันตกเรียกว่าพวกจาราย ส่งผลให้เมืองขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการติดต่ออย่างคับคั่งโดยกลุ่มพ่อค้านานาชาติโดยเฉพาะจีน ในสมัยอาณานิคม พวกอังกฤษเคยมาตั้งสถานีรับสินค้าในบริเวณนี้และใช้ต่อเนื่องมานาน ที่แหล่งนี้มีลักษณะเดียวกับในไทยที่มีจุดรับสินค้าจากชนเผ่าซึ่งมักลำเลียงสินค้าของป่ามาเป็นช่วง ๆ ในแต่ละฤดูกาล เช่น พวกเพลา อ.ไชยา จุดรับสินค้านี้จะส่งสินค้าป้อนต่อไปยังเมืองท่าหลักชายฝั่งทะเลเพื่อเตรียมการส่งออก ในไทยพบรูปแบบนี้ที่เมืองเวียงสระ สุราษฎร์ธานี หล่มเก่า เพชรบูรณ์ ที่เมืองฟูเย็นคงเป็นเมืองท่าเก่าที่มีความสำคัญในระบบการค้าทางทะเล ซึ่งได้พบหลักฐานรูปสลักพระพุทธรูปสถูปคู่ตามแบบที่เจอในเมืองท่าหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ปูจัง รัฐเคดาห์ มาเลเซีย ทำให้เห็นโครงข่ายการติดต่อทั่วทั้งอนุภูมิภาคและขณะเดียวกันยังได้พบหลักฐานของจามปาในเขตคาบสมุทรมลายู ได้แก่สถูปจามที่วัดแก้ว และวัดหลง อำเภอไชยา ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลจากศูนย์กลางจามปาในแถบบิ่นดิ่ญและเมืองใกล้เคียงมากกว่าแถบไมซอน
โบราณสถานวัดแก้ว วัดหลง กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจามที่นิยมใช้การตกแต่งผนังด้วยการเซาะร่องเป็นกรอบยาวจนเป็นเอกลักษณ์ยกเว้นสถูป Thap Duong Long ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบเขมร
หลักฐานทางวัฒนธรรมจากด้านประเทศเวียดนามมีบทบาทในประเทศไทยอย่างชัดเจน ปรากฏทั้งศาสนสถาน โบราณวัตถุแบบจามปา อาทิ ภาชนะแบบมีพวย ภาชนะทรงกระบอก จนถึงสมัยที่มีการพบเทวรูปพระโพธิสัตว์ที่โบราณสถานตุมปัง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการติดต่อผ่านระบบการค้าทางทะเลตามเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุดในอดีตตามที่มีการปรากฏวัตถุทางวัฒนธรรมร่วมสมัยกับแหล่งกำเนิดกระจายปะปนทั่วไปในแหล่งโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
เรื่อง สุข (อุดม) คติ Healthitude (Healthy+Attitude)
พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฏ์. สุข (อุดม) คติ = Healthitude (Healthy+Attitude). นนทบุรี: เอ.พี.กราฟิคดีไซน์และการพิมพ์, 2564.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 613 พ632ส
การค้นหาข้อมูลในปัจจุบันทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วแตะ ไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลด้านสุขภาพและความเจ็บป่วย เชื่อว่าหลายท่านเคยใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลเมื่อมีอาการเจ็บป่วย หรือเกิดความผิดปกติของร่างกาย แต่ข้อมูลบางส่วนก็ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแพทย์ในเรื่องความน่าเชื่อถือ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกเราหมุนไปอย่างรวดเร็วและกระแสการรักสุขภาพก็กำลังเป็นที่นิยม ข้อมูลมากมายจึงหลั่งไหลเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างอิสระ
สุข (อุดม) คติ = Healthitude (Healthy+Attitude) เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ การปรับทัศนคติที่มีต่อสุขภาพในยุคที่ข้อมูลด้านสุขภาพเข้าถึงได้ง่ายเพียงเสี้ยววินาที โดยบางข้อมูลนั้นยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ นพ.พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฏ์ จึงได้รวบรวมองค์ความรู้และงานวิจัยทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่คนในยุคนี้ต้องเข้าใจและนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพ จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีเริ่มจากทัศนคติ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Healthitude โดยผสมผสานระหว่าง Healthy (สุขภาพ) กับ Attitude (ทัศนคติ) สิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยภายใน ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน ระบบภูมิต้านทาน ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความเครียด สารพิษ สารเคมี มลภาวะต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความอ้วน ปัจจัยที่นำไปสู่ความอ้วนมาจากการเสียสมดุลฮอร์โมน อย่างที่ทราบกันดีว่าฮอร์โมนเกือบทุกชนิดมีผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงปัจจัยการใช้ชีวิต เช่น ความเครียดเรื้อรัง การอดนอน การอักเสบ ติดเชื้อ หรือแม้แต่การสะสมสารพิษจากสิ่งแวดล้อม ล้วนส่งผลต่อการเผาผลาญและการใช้พลังงานทั้งสิ้น ในยุคปัจจุบันการควบคุมน้ำหนักและความอ้วนจึงทำแบบองค์รวม นั่นคือการตรวจเช็คฮอร์โมนควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมและควบคุมอาหาร อีกหนึ่งทฤษฎีที่จะช่วยปรับสมดุลสุขภาพ คือ การเพิ่ม Active Lifestyle หมายถึงคุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหักโหมเพื่อจะมีสุขภาพที่ดี แต่ทำได้ง่ายกว่านั้น คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน หรือการใช้เวลาหลังมื้อค่ำสัก 20 นาที เพื่อเดินย่อย เพราะหากทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สุขภาพคุณดีขึ้นในระยะยาว ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)
เว็ปไซต์อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ: www.finearts.go.th/sitheppark
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์จำนวน สิบแห่งของประเทศไทยปัจจุบันที่จัดตั้งขึ้นโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ สำหรับชื่อเรียก“ศรีเทพ” นั้นเป็นการอนุโลมตามพระวินิจฉัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ที่ได้ทรงสันนิษฐานไว้ในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. ๒๔๔๗
การเดินทางเข้าเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปัจจุบันซึ่งมีระยะทางจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๒๔๐ กิโลเมตรนั้น สามารถกระทำได้โดยสะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารประจำทาง โดยเดินทางตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑ (กรุงเทพฯ – สระบุรี – เพชรบูรณ์) แล้วแยกขวาเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๑๑ หน้าที่ว่าการอำเภอศรีเทพ อีกประมาณ ๙ กิโลเมตรก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ สำหรับรถโดยสารประจำทางก็จะมีทั้งรถโดยสารประจำทางปรับอากาศชั้น ๑ รถโดยสารประจำทางปรับอากาศชั้น ๒ และรถโดยสารประจำทางธรรมดา จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต ๒ จตุจักร) ซึ่งวิ่งขึ้น – ล่องตลอดทั้งวัน แล้วลงที่ตลาดอำเภอศรีเทพ (บ้านกลาง) และต่อรถรับจ้างเข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
พื้นที่ที่มีการตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพนั้น นับเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยปัจจุบัน เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ที่ปรากฎร่องรอยหลักฐานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรตามลำดับ ซึ่งรวมระยะเวลาที่มีความเจริญรุ่งเรืองถึงกว่า ๘๐๐ ปี ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไปด้วยสาเหตุโรคระบาดร้ายแรงหรือปัญหาภัยแล้งประการใดประการหนึ่งหรือทั้งสองประการ ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นช่วงก่อนที่วัฒนธรรมสุโขทัยและอยุธยาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก และมีการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยอย่าง ต่อเนื่องมาจนเท่าถึงปัจจุบัน
บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นพื้นที่ในส่วนเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒,๘๘๙ ไร่ หรือประมาณ ๔.๗ ตารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบแบบเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี ที่ยังคงสามารถรักษารูปแบบแต่เดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุดโดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแห่งหนึ่งของประเทศไทย แบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองเมืองที่นับได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะที่พบไม่มากนักในเมืองร่วมสมัยเดียวกันที่พบในปัจจุบัน โดยเมืองในมีพื้นที่ประมาณ ๑,๓๐๐ ไร่ เป็นเมืองรูปเกือบกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร มีช่องประตูเมือง ๖ ช่องทางและมีโบราณสถาน ซึ่งได้รับการขุดแต่งและบูรณะแล้วทั้งหมดประมาณ ๔๐ แห่ง อันมีโบราณสถานเขาคลังใน โบราณสถานปรางค์สองพี่น้องและโบราณสถานปรางค์ศรีเทพเป็นกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งมีสระน้ำและหนองน้ำขนาดใหญ่จนถึงเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปประมาณ ๗๐ สระ ในขณะที่ เมืองนอกมีพื้นที่ประมาณ ๑,๕๘๙ ไร่ เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อออกไปทางด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีช่องประตูเมือง ๖ ช่องทางและมีโบราณสถานซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและยังไม่ได้มีการขุดแต่งและบูรณะทั้งหมดประมาณ ๕๔ แห่ง รวมทั้งมีสระน้ำขนาดใหญ่จนถึงเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปประมาณ ๓๐ แห่ง มีสระขวัญเป็นสระน้ำสำคัญที่มีขนาดใหญ่และตั้งอยู่กลางเมืองและ ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งเท่าที่สามารถสำรวจได้ในปัจจุบันนั้นมีโบราณสถานที่ยังมิได้มีการขุดแต่งและบูรณะประมาณ ๕๐ แห่งและส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเมืองโบราณศรีเทพ โดยมีโบราณสถานเขาคลังนอกที่เป็นสถาปัตยกรรมเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดีเช่นเดียวกันกับโบราณสถานเขาคลังใน และโบราณสถานปรางค์ฤาษีที่เป็นสถาปัตยกรรมเนื่องในวัฒนธรรมเขมรเช่นเดียวกันกับโบราณสถานปรางค์สองพี่น้องและโบราณสถานปรางค์ศรีเทพ เป็นโบราณสถานสำคัญ
นอกจากนั้น บริเวณนอกเมืองโบราณศรีเทพไม่สุภาพงไปทางด้านทิศตะวันตก ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ยังมีโบราณสถานที่ถ้ำเขาถมอรัตน์เป็นภาพสลักบนผนังถ้ำ เป็นรูปพระพุทธรูป และพระโพธิ์สัตว์ ที่สร้างขึ้นตามความเชื่อของพุทธศาสนาลัทธิมหายานเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ อันมีความเกี่ยวพันที่ใกล้ชิดกับคติความเชื่อของผู้คนในเมืองโบราณศรีเทพในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย
สำหรับเส้นทางการท่องเที่ยวและการศึกษาภายในอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างความรู้ความเข้าใจสามารถเดินทางเข้าชมเข้าศึกษาตามลำดับได้ดังนี้
ศูนย์บริการข้อมูลเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองโบราณศรีเทพ รวมทั้งการอนุรักษ์ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ภายในประกอบด้วยห้องประชุม หรือบรรยายสรุปก่อนการเข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ ห้องนิทรรศการถาวรด้วยสื่อทันสมัย ห้องสร้างเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ส่วนจำหน่ายหนังสือ เครื่องดื่มและของที่ระลึก และอาคารปฏิบัติการทางโบราณคดีที่ใช้จัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และบริเวณใกล้เคียง
อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเป็นอาคารจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูก ช้าง ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยโครงกระดูกมนุษย์และสิ่งของเครื่องใช้ที่พบร่วมกันนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในระยะแรกเริ่มสมัยก่อนประวัติศาสตร์ภายในเมืองโบราณศรีเทพที่มีมากว่า ๒,๐๐๐ ปี ก่อนที่จะมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมเมืองโดยการรับวัฒนธรรมทวารวดีและเขมรตามลำดับ ส่วนโครงกระดูกช้างนั้นนับเป็นหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการใช้สอยโบราณสถานเนื่องใน วัฒนธรรมทวารวดีสืบเนื่องมาถึงวัฒนธรรมเขมรในทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากมีการพบอยู่ในระดับเดียวกันกับฐานโบราณสถานชั้นล่างสุด
อาคารวิชาการและห้องสมุด เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดี รวมทั้งกิจกรรมด้านการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภายในประกอบด้วยห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนและห้องสมุด
ปรางค์สองพี่น้อง เป็นสถาปัตยกรรมเนื่องในวัฒนธรรมเขมร มีลักษณะเป็นปราสาทที่ก่อด้วยอิฐสององค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทั้งสององค์ส่วนยอดพังทลายไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่องค์เล็กยังหลงเหลือทับหลังศิลาทรายที่มีสภาพสมบูรณ์ประดับอยู่จำหลักเป็นรูปอุมามเหศวร (พระอิศวรอุ้มนาง ปารพตี (อุมา) ประทับนั่งอยู่เหนือโคอศุภราชหรือนนทิ) จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุที่พบทำให้อนุมานได้ว่าปรางค์สองพี่น้องนี้คงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยเนื่องในศาสนาฮินดู(พราหมณ์)ลัทธิไศวนิกายในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แล้วต่อมาจึงได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายานในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - ๑๗๖๐)
ทั้งนี้ บริเวณทางเดินรูปกากบาทด้านหน้าปรางค์สองพี่น้องที่ต่อเชื่อมกับทางเดินโบราณนั้นได้มีการค้นพบเทวรูปพระอาทิตย์หรือสุริยเทพผู้เป็นเทพแห่งแสงสว่างและความอบอุ่น สลักจากศิลาทรายที่มีกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งเมื่อนับรวมกับที่เคยพบมาก่อนแล้วอีก ๕ องค์ ทำให้มีการพบทั้งหมดถึง ๖ องค์ ซึ่งทั้งหมดมีกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (ปัจจุบันจัดแสดงและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓ องค์ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นอร์ตัน ไซมอน สหรัฐอเมริกา จำนวน ๑ องค์ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี จำนวน ๑ องค์ และเก็บรักษาไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จำนวน ๑ องค์) ซึ่งนับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในศาสนาฮินดูที่เคารพนับถือในพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ อันจะมีพิธีกรรมบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีมหาสงกรานต์ที่มีการพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยปัจจุบัน
ปรางค์ศรีเทพ เป็นสถาปัตยกรรมเนื่องในวัฒนธรรมเขมรมีลักษณะเป็นปราสาทที่ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางด้านตะวันตกในแนวแกนเดียวกับปรางค์สองพี่น้อง จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุที่พบโดยเฉพาะทับหลังทำให้อนุมานได้ว่าคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยเนื่องในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ลัทธิไศวนิกายในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ ต่อมาคงมีการพยายามซ่อมแซมดัดแปลงแต่ยังไม่แล้วเสร็จเพื่อใช้เป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายานในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - ๑๗๖๐) เช่นเดียวกันกับปรางค์สองพี่น้อง เนื่องจากมีการพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่เป็นเพียงโกลนอยู่เป็นจำนวนมาก
เขาคลังใน เป็นศาสนสถานสำคัญประจำเมืองที่มีขนาดใหญ่เนื่องในวัฒนธรรมทวารวดี ที่สร้างขึ้นพร้อมกับสมัยแรกสร้างเมืองในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เพื่อเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิหินยานหรือเถรวาท แล้วต่อมาจึงได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายานในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ และคงใช้สอยตลอดมา จนกระทั่งเมืองถูกทิ้งร้างไปในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีลักษณะก่อด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก บริเวณฐานด้านทิศใต้และตะวันตกยังหลงเหลือประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระที่มีศีรษะเป็นบุคคลหรือสัตว์ต่างๆ สลับกับรูปสัตว์ในท่าแบกประกอบลายพันธ์พฤกษา ซึ่งพบและหลงเหลือประดับอยู่ที่ฐานโบราณสถานเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยปัจจุบัน
ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อศรีเทพซึ่งเป็นที่เคารพเชื่อถือของชาวอำเภอศรีเทพและบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก โดยจะมีการจัดงานประเพณีบวงสรวงขึ้นทุกปีในระหว่างวันขึ้น ๒ - ๓ ค่ำ เดือน ๓ (ประมาณปลายเดือนมกราคม – ต้นเดือนกุมภาพันธ์) เดิมศาลนี้จะตั้งอยู่นอกคันดินเมืองโบราณศรีเทพ ต่อมาจึงได้ย้ายมาตั้งในบริเวณด้านในประตูแสนงอน (ประตูด้านทิศตะวันตก) ที่เป็นทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปัจจุบัน ตัวศาลมีลักษณะเป็นอาคารไม้ทรงไทยสองหลัง อาคารด้านหน้าใช้เป็นที่ประดิษฐานเจ้าพ่อศรีเทพ ส่วนอาคารด้านหลังใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สำหรับองค์เจ้าพ่อนั้นเดิมได้ใช้ประติมากรรมรูปเคารพที่ได้จากเมืองโบราณศรีเทพมาประดิษฐานเป็นองค์สมมติ แต่ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๕ องค์เจ้าพ่อนั้นได้ถูกโจรกรรมไป ประชาชนที่เคารพนับถือจึงได้แกะสลักองค์เจ้าพ่อขึ้นใหม่ตามจินตนาการและ ความเชื่อเพื่อใช้เป็นรูปเคารพประจำศาลเจ้าพ่อศรีเทพสืบมาจนเท่าถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้บริเวณด้านนอกเมืองยังมีโบราณสถานที่มีคุณค่าและน่าสนใจอีก ๒ แห่ง ได้แก่
เขาคลังนอก เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่เนื่องในวัฒนธรรมทวารวดี ตั้งอยู่นอกเมือง ไม่สุภาพงออกไปราว ๒ กิโลเมตร สันนิษฐานว่ามีลักษณะเป็นมหาสถูป มีฐานขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ประดับตกแต่งฐานด้วยอาคารจำลองขนาดต่างๆอยู่โดยรอบ ภายในทึบตัน มีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน มีสถูปก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ด้านบนล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วและซุ้มประตู สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุร่วมสมัยกับโบราณสถานเขาคลังในที่ตั้งอยู่ภายในเมือง คือ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ –๑๔ ถือได้ว่าเขาคลังนอกเป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์มากที่สุดในบรรดาศาสนสถานที่ร่วมสมัยเดียวกัน
ปรางค์ฤาษี ตั้งอยู่นอกเมืองศรีเทพ ไม่สุภาพงออกไปราว ๓ กิโลเมตร เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐไม่สอปูนตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดไม่สูงนัก และมีอาคารขนาดเล็กในบริเวณเดียวกัน ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงก่อด้วยศิลาแลง พบโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาฮินดู ได้แก่ ศิวลึงค์ ฐานประติมากรรม และชิ้นส่วนโคนนทิ
สันนิษฐานว่าปรางค์ฤาษีน่าจะมีอายุเก่ากว่า หรือร่วมสมัยกับโบราณสถานปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ที่ตั้งอยู่ภายในเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพจะเปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าชมนั้น ประชาชนชาวไทย คนละ ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศ คนละ ๑๐๐ บาท ทั้งนี้ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมให้แก่พระภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนาหรือนักบวชในศาสนาอื่น นักเรียน นิสิตและนักศึกษาในเครื่องแบบนักเรียน นิสิตและนักศึกษารวมทั้งครูอาจารย์ผู้ควบคุมในกรณีขอเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยประสานงานล่วงหน้า และแขกผู้มีเกียรติที่กรมศิลปากรหรืออุทยานประวัติศาสตร์เชิญหรือต้อนรับ
ในกรณีต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยขอวิทยากรนำชม สามารถติดต่อประสานงานได้โดยตรงที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๖๗๑๗๐ โทรศัพท์ ๐๕๖ –๙๒๑๓๒๒ โทรสาร ๐๕๖ –๙๒๑๓๑๗
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : กิจกรรมกลุ่ม -- เมื่อ 29 ปีมาแล้ว แม่บ้านเกษตรกรในแต่ละตำบลของอำเภอแม่ใจ รวมกลุ่มทำอาชีพเสริมและสร้างสรรค์ของดีของขึ้นชื่อประจำถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป. เอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เรื่อง "การรายงานการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร " เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ทำให้ทราบว่า แม่บ้านเกษตรกรตำบลต่างๆในอำเภอแม่ใจรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมหรือผลิตเครื่องอุปโภค - บริโภคจากวัตถุดิบในท้องถิ่น ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มผลิตสินค้า OTOP ที่มาก่อนกาล. ทั้งนี้ รายงานข้างต้นจำแนกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแต่ละตำบลแล้วระบุกิจกรรมที่ทำ ได้แก่ 1. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยเจริญราษฎร์ ตำบลเจริญราษฎร์ ทำหน่อไม้อัดปี๊บ พวงหรีดจากวัสดุธรรมชาติ 2. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสันสลี ตำบลเจริญราษฎร์ ทำน้ำปู ทอเสื่อ และเย็บกระเป๋า 3. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านพิจิตรพัฒนา ตำบลเจริญราษฎร์ ทำข้าวเกรียบฟักทอง 4. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรป่าแฝกใต้ ตำบลป่าแฝก ทำกล้วยฉาบ ขนมทองม้วน 5. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านป่าตึง ตำบลแม่ใจ ทำกล้วยฉาบ แชมพูสมุนไพร 6. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย ทำข้าวเกรียบฟักทอง 7. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแม่สุกพัฒนา ตำบลแม่สุก ทำแชมพูสมุนไพร หน่อไม้อัดปี๊บ 8. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแม่สุก ตำบลแม่สุก ทอผ้า 9. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเจริญใจ ตำบลศรีถ้อย เย็บหมอนพิง 10. กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแม่จว้าใต้ ตำบลแม่สุก ทำไหข้าวจากไม้ไผ่. จากรายงานนี้ พบว่ามีกลุ่มแม่บ้านบางตำบลทำกิจกรรมหรือผลิตสินค้าเหมือนกัน เข้าใจว่าในพื้นที่ตำบลนั้นๆ มีวัตถุดิบชนิดเดียวกัน กอปรกับกลุ่มแม่บ้านคงจะเลือกรับการอบรมอาชีพเสริมประเภทเดียวกันนั่นเอง. อย่างไรก็ตาม การรายงานการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มแม่บ้านนี้ พบเพียงรายงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ใจเท่านั้น สันนิษฐานว่า อำเภออื่นๆคงจะรายงานเช่นกัน เพื่อเป็นภาพรวมและสรุปผลในที่ประชุมระดับจังหวัดต่อไป. แต่เหนือสิ่งอื่นใด การรวมกลุ่มทำกิจกรรมทั้งหมดนับจากเริ่มต้น เป็นคำถามให้ชวนคิดในปีพ.ศ.นี้ว่า " กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอำเภอแม่ใจสร้าง Soft Power ขึ้นมาก่อนแล้วหรือไม่ ? ".ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1/40 เรื่อง รายงานการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรของอำเภอแม่ใจ [ 11 ก.ค. 2537 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ตามเค้าไปประชุม (เกษตร) -- เมื่อ 33 ปีก่อนนั้น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพะเยา จัดประชุมเพื่อ "ประสานการทำงานและเตรียมข้อมูลสำหรับรายงานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาติดตามผลการตรวจราชการ เขต 5 " หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดังกล่าวที่เข้าประชุม อาทิ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด พัฒนาที่ดินจังหวัด ศูนย์ขยายพันธุ์พืชฯ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด ป่าไม้จังหวัด และประมงจังหวัด เป็นต้น โดยเรื่องที่หารือร่วมกันอยู่ในวาระที่ 2 ได้แก่ เรื่องหมู่บ้านประสานแผนพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดได้คัดเลือกหมู่บ้านที่มีความพร้อมดำเนินงานไร่นาสวนผสม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทำนาเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ ภายหลังเก็บเกี่ยวแล้วจึงปลูกผักนอกแปลงนา เพาะเห็ดฟาง กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ อีกทั้งยังให้เลี้ยงปลาในนาข้าว ในบ่อ และหนองน้ำพร้อมๆกัน ถ้าหากจัดการได้ผลดีแล้วจะส่งเสริมการปลูกไม้ผลในแบบ "สวนหลังบ้าน" ต่อไป ถัดมา ยังมีพื้นที่ว่างอื่นๆอีก ได้สนับสนุนให้เลี้ยงวัวพันธุ์เนื้อลูกผสมกับไก่พันธุ์พื้นเมืองแบบจบครบเรื่องการเกษตรสำหรับหมู่บ้านหนึ่งๆ ที่ประชุมพิจารณารายละเอียดแล้วสรุปว่า ขอเลือกให้หมู่บ้านสันป่าเป้า หมู่ที่ 10 ตำบลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นหมู่บ้านประสานแผนพัฒนาการเกษตร ประจำปี พ.ศ.2534 - 2536 เพราะเกษตรกรมีศักยภาพเพียบพร้อม สามารถผลิตพืชผักสวนครัวต่อวันเป็นจำนวนไม่น้อย นอกจากข้อสรุปข้างต้นแล้ว ที่ประชุมยังได้กำหนดการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในมหามงคลสมัยพระชนมายุครบ 90 พรรษา โดยแบ่งสถานที่ปลูกต้นไม้ 2 แห่งคือ บริเวณถนนจากหมู่บ้านสันจกปก หมู่ที่ 9 ตำบลดอกคำใต้ ไปยังลำน้ำอิง และแนวถนนบ้านสันป่าเป้า หมู่ที่ 10 ตำบลดอกคำใต้ ไปยังลำน้ำอิงเช่นกัน ทั้งนี้ระบุวันทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 ฉะนั้น จึงเป็นอันว่าการประชุมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครั้งนี้ ได้มติร่วมกันสองเรื่องสำคัญ ซึ่งโดยรวมแล้วคือการพัฒนาทั้งอาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม และถวายความจงรักภักดี นับว่าคุ้มค่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่งผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1.2/4 เรื่อง รายงานการประชุมผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพะเยา ครั้งที่ 1/2534 [ 5 มิ.ย. 2534 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : มองสุโขทัยผ่านสายตาคนนอก -- เมื่อปี พ.ศ. 2471 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ลงบทความข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปในจังหวัดสุโขทัย โดยผู้เขียนซึ่งมิใช่ชาวสุโขทัย หากแต่มาพักอาศัยอยู่ในจังหวัดสุโขทัย บทความข่าวชิ้นนี้ทำให้เราทราบถึงสภาพบ้านเมืองของจังหวัดสุโขทัยในขณะนั้น ตลอดจนมุมมองต่อจังหวัดสุโขทัยในสายตาของ “คนนอก” ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากมุมมองในสายตาของชาวสุโขทัยเอง โดยในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2471 ได้ตีพิมพ์บทความชื่อว่า “ข่าวจังหวัดสุโขทัย” โดยผู้เขียนบทความนี้ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อหรือนามปากกา ได้บรรยายถึงลักษณะโดยทั่วไปตลอดจนกิจการด้านต่างๆ ของจังหวัดสุโขทัย เอาไว้ดังนี้.สภาพทั่วไป จังหวัดสุโขทัย (ต้นฉบับสะกดว่า “ศุโขทัย”) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 250 กิโลเมตร มีเรือกลไฟเดินรับ-ส่งจากปากน้ำโพถึงสุโขทัยเฉพาะฤดูน้ำ ส่วนทางรถไฟนั้นไปสิ้นสุดที่จังหวัดสวรรคโลก ต้องโดยสารรถยนต์ต่อไปยังสุโขทัย ภูมิประเทศเป็นที่ราบต่ำ มีน้ำท่วมทุกปี ตลาดมีขนาดเล็ก มีร้านค้าประมาณ 50 หลังคาเรือน ขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ อาหารการกินไม่บริบูรณ์แถมยังราคาแพง.การสุขาภิบาล ผู้เขียนระบุว่า จังหวัดสุโขทัยในขณะนั้นไม่มีการสุขาภิบาล ทำให้ไม่มีทะนุบำรุงบ้านเมืองให้สะอาดเรียบร้อย ถนนหนทางเต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบไม้แห้งและมูลสัตว์ ผิวถนนก็ไม่เรียบร้อย เมื่อเกิดฝนตก ถนนจะมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อและมีความลื่นทำให้เดินไม่สะดวก สถานที่ราชการหลายแห่งก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกและขาดความสะอาด ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการคอยสอดส่องดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร ถ้าสามารถจัดตั้งสุขาภิบาลได้ก็ควรจัดการ หากขัดข้องทำไม่ได้ก็ให้นำนักโทษในเรือนจำออกมาช่วยทำความสะอาดตามสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ควรติดตั้งโคมไฟตามท้องถนนเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้สัญจรไปมาในเวลากลางคืน.การทำมาหากิน สินค้าสำคัญของจังหวัดสุโขทัยคือ ไม้ขอนสัก ข้าว ผักและผลไม้ โดยการทำป่าไม้นั้นส่วนมากเป็นของบริษัทฝรั่งที่มีฝรั่งเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้า ในขณะที่คนไทยเป็นแค่เสมียนหรือกรรมกร ส่วนการทำนานั้นมีผู้ทำกันมากจนสามารถส่งข้าวลงไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ปีละจำนวนมาก ผักและผลไม้ในเขตอำเภอธานี (ปัจจุบันคืออำเภอเมืองสุโขทัย) บางครั้งมีมาก บางครั้งก็หายาก ผักผลไม้ที่มีมาจำหน่ายจะนำมาจากอำเภอคลองตาล (ปัจจุบันคืออำเภอศรีสำโรง) แทบทั้งสิ้น จึงทำให้มีราคาแพง กิจการค้าขายในท้องตลาดเป็นของคนจีนเช่นเดียวกับที่อื่น.ตลาดสด ตลาดสดของจังหวัดสุโขทัยตั้งอยู่หน้าวัดราชธานี มีลักษณะเป็นร้านประมาณ 3-4 หลัง มุงด้วยหญ้าคา เนื่องจากเป็นร้านที่บรรดาแม่ค้าสร้างขึ้นมาเองจึงทำให้ดูไม่เป็นระเบียบและสกปรก ผู้เขียนเสนอว่าควรจัดตั้งตลาดให้เป็นที่เป็นทางและปลูกสร้างเป็นอาคารถาวร ถูกต้องตามลักษณะสุขาภิบาล โดยจะใช้ทุนของรัฐบาลหรือพระคลังข้างที่ หรือจะให้ราษฎรรับไปดำเนินการทั้งหมดเองก็ได้.การปกครองท้องที่ ผู้เขียนได้สรุปว่า การปกครองของจังหวัดสุโขทัยคงยังไม่เรียบร้อยดี เพราะปรากฏมีการปล้นสะดมลักเล็กขโมยน้อยอยู่เสมอ และตั้งแต่ที่ผู้เขียนมีพำนักอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น ก็แทบไม่พบเจอตำรวจเลย แม้แต่ในตลาดที่ควรจะมีตำรวจคอยตรวจตราเหตุการณ์ก็ไม่มี จึงทำให้บรรดานักพนันได้ใจจนเกิดบ่อนการพนันหลายแห่ง รวมทั้งการลักขโมยและทำร้ายร่างกายก็มีมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้ให้เป็นแบบนี้ ราษฎรก็จะเดือดร้อนจนไม่เป็นอันทำมาหากิน. บทความข่าวชิ้นนี้ยังมีการลงต่อเนื่องในฉบับต่อไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าพบบทความข่าวในเอกสารจดหมายเหตุเพียงแค่ที่มาจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ฉบับเดียว แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นภาพของจังหวัดสุโขทัยเมื่อเกือบร้อยปีผ่านมุมมองของ “คนนอก” ที่พยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาในหลากหลายประเด็น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อหวังว่าจะทำให้จังหวัดที่เขาพักอาศัยอยู่นั้นมีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดอื่นมากยิ่งขึ้นผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ร.7 ม 26.5 ก/17 เรื่อง จังหวัดสุโขทัย [ 17 พ.ค. 2471 – 7 ต.ค. 2472 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
- ระบบชลประทานเมืองสุโขทัย -.เมืองโบราณสุโขทัยตั้งอยู่บริเวณขอบของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน เป็นบริเวณที่ปรากฏภูเขาขนาดย่อมก่อนจะลาดลงเป็นที่ราบสม่ำเสมอทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองโบราณแห่งนี้ปรากฏแนวคูน้ำคันดินขนาด ๑,๖๐๐ × ๑,๘๐๐ เมตร ล้อมรอบ โดยมีเทือกเขาประทักษ์ทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ เป็นระยะทางกว่า ๒๙ กิโลเมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมือง จากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่า เทือกเขาประทักษ์นี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่มีบทบาทสำคัญในการอุปโภคบริโภคของชุมชนเมืองสุโขทัยในสมัยโบราณ.- สรีดภงส์และแหล่งต้นน้ำในอดีต -. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้กล่าวถึง “สรีดภงส์” ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ทำนบ สรีดภงส์ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองสุโขทัยไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร มีลักษณะเป็นแนวคันดินเชื่อมต่อระหว่างเขากิ่วอ้ายมาและเขาพระบาทใหญ่ ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงคันดินตามระบบชลประทาน รับน้ำจากพื้นที่หลังคารับน้ำบนเทือกเขาประทักษ์ เขาค่าย เขาเจดีย์งาม ไหลลงมาเป็นลำธารหรือโซกต่างๆ มารวมกันในพื้นที่รับน้ำ ก่อนจะไหลตามคลองเสาหอและเข้าสู่แนวคูน้ำล้อมรอบเมืองสุโขทัย บริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้.สรีดภงส์ ๒ (ทำนบกั้นน้ำโคกมน) ตั้งอยู่ที่บ้านมนต์คีรี ห่างจากกำแพงเมืองสุโขทัยด้านทิศใต้ไปตามแนวคันดินถนนพระร่วง ประมาณ ๗.๖ กิโลเมตร คันดินนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเขานาย่าและเขากุดยายชี ตรงกลางทำนบเจาะเป็นช่องระบายน้ำเมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไป.นอกจากคันดินต่าง ๆ แล้ว แนวเทือกเขาประทักษ์ยังปรากฏร่องรอยโซกน้ำตก ได้แก่ โซกเป็ด และโซกขี้เหล็ก ฯลฯ ลำธารของน้ำตกมีหินกรวดทับถมเป็นชั้นหนาถึง ๑.๐๐-๑.๕๐ เมตร แสดงถึงการทับถมของหินที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาทับถมเป็นเวลานาน น้ำจากน้ำตกนี้จะไหลไปหาคันดินถนนพระร่วง แล้วระบายไปทางทิศตะวันออกสู่บริเวณที่ราบแม่น้ำยม.- การทดน้ำมาใช้ใน-นอก เมืองเก่าสุโขทัย -. ภายในเมืองสุโขทัยมีสระน้ำประมาณ ๑๗๕ สระ มีทั้งแบบขุดลงไปในดิน และกรุผนังด้วยอิฐหรือศิลาแลง มีคลองส่งน้ำจากบริเวณเมืองชั้นในทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ส่งน้ำจากตระพังตระกวนเข้ามายังตระพังสอ. คูน้ำและคันดินที่เป็นแนวกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองโบราณสุโขทัย นอกจากทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันข้าศึกแล้วยังใช้เป็นคันดินบังคับน้ำมาใช้ภายในเมือง โดยเป็นน้ำที่ไหลมาจากสรีดภงส์ ผ่านคลองเสาหอเข้าสู่คูเมืองที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีท่อเชื่อมสู่คูเมืองชั้นใน ทั้งนี้มีการขุดพบท่อน้ำดินเผาขนาดต่าง ๆ ใกล้ขอบสระและคูน้ำล้อมรอบวัดอยู่เสมอๆ เช่นที่ วัดพระพายหลวง วัดมหาธาตุ วัดเชตุพน เป็นต้น . นอกจากนี้ยังมีทำนบกั้นน้ำอื่นๆ ที่ก่อสร้างไว้เพื่อส่งน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในเมือง ทำนบที่สำคัญได้แก่ ถนนพระร่วง ๑ (สุโขทัย-กำแพงเพชร) ยาวประมาณ ๗๓ กิโลเมตร ถึงเมืองกำแพงเพชร และแนวคันดินถนนพระร่วง ๒ (สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย) เริ่มต้นตั้งแต่ประตูศาลหลวงมุ่งขึ้นไปถึงเมืองศรีสัชนาลัย แนวคันดินเหล่านี้นอกจากใช้เป็นถนนแล้ว ยังใช้เป็นแนวบังคับน้ำที่ไหลมาจากทางทิศตะวันตกเพื่อใช้ประโยชน์และผันน้ำไปสู่แม่น้ำยม.- การชลประทานในเขตชุมชนวัดพระพายหลวง -. ชุมชนวัดพระพายหลวงเป็นชุมชนแรกเริ่มก่อนการสร้างเมืองสุโขทัย ตั้งอยู่ใกล้กับคลองแม่ลำพัน มีรูปแบบการสร้างเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู. ศูนย์กลางการปกครองและศาสนาของชุมชนวัดพระพายหลวง ตั้งอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ในขณะที่พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจของชุมชน มีการสร้างฝายน้ำล้นและอ่างเก็บน้ำขึ้นเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรกรรม จากการสำรวจได้พบร่องน้ำที่ไหลมาจากช่องโซกม่วงกล้วยและเขาสะพานหินทางทิศเหนือ เข้าสู่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนวัดพระพายหลวง รวมถึงร่องน้ำที่ไหลผ่านช่องเขาสะพานหินกับเขาเจดีย์งามด้วยเช่นกัน จากระดับความสูงของแหล่งต้นน้ำที่มีความชันค่อนข้างมาก ทำให้น้ำที่ไหลลงมามีความรุนแรงจึงต้องมีการสร้างคันดินเพื่อชะลอความเร็วของน้ำในบริเวณทิศตะวันตกของวัดศรีชุม ในขณะเดียวกันคูแม่โจนที่ล้อมรอบชุมชนก็สามารถป้องกันน้ำที่ไหลล้นมาจากคันดินเข้าท่วมเมืองได้อีกชั้นหนึ่ง ก่อนระบายลงไปสู่คลองแม่ลำพัน พื้นที่บริเวณคลองซอยเหล่านี้ใช้เป็นแหล่งทำมาค้าขายและสัญจรได้ ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ เรียกบริเวณดังกล่าวนี้ว่า ตลาดปสาน ซึ่งสามารถใช้เป็นทางออกสู่ทางน้ำสายใหญ่ คือ คลองแม่ลำพัน น้ำที่ล้นจากคลองแม่ลำพันจะเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ (บาราย) ที่อยู่ทางด้านตะวันออกของวัดพระพายหลวง เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร .- อ่างเก็บน้ำโบราณเมืองสุโขทัย/ทำนบ ๗ อ. -. ทำนบ ๗ อ. เป็น ๑ ใน ๘ ของทำนบหรือคันดินบังคับน้ำที่สำคัญของเมืองสุโขทัย สร้างขึ้นเพื่อจัดการน้ำ โดยการสร้างคันดินสูงเพื่อชะลอน้ำและกักเก็บน้ำ แหล่งน้ำโบราณแห่งนี้ให้ชื่อว่า “ทำนบ ๗ อ.”(หมายถึง เป็นทำนบหรือคันดินนอกเมืองสุโขทัย หมายเลข ๗ ด้านตะวันออก) นักวิชาการบางท่านเรียก “บารายเมืองสุโขทัย” ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นทำนบเพื่อกักเก็บน้ำคันดินกว้าง ๒๕-๓๐ เมตร สูง ๒-๔ เมตร มี ๓ ด้าน ด้านทิศเหนือยาว ๑,๔๐๐ เมตร ด้านทิศตะวันออกยาว ๗๕๐ เมตร และด้านทิศใต้ยาว ๑,๐๕๐ เมตร ส่วนคันดินด้านทิศตะวันตกไม่มีเนื่องจากระดับพื้นดินสูงกว่าทั้งสามด้าน. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้ทำการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการดำเนินงานระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ – ๒๕๖๑ โดยสันนิษฐานว่า ทำนบแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระยาเลอไท - พระยางั่วนำถมซึ่งเป็นกษัตริย์ครองเมืองสุโขทัย ช่วงระหว่างพุทธศักราช ๑๘๔๒ – ๑๘๙๐ ต่อมารัชสมัย พญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ทรงครองราชย์ระหว่างพุทธศักราช ๑๘๙๐ – ๑๙๑๑ เป็นช่วงที่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีความรุ่งเรือง จึงสร้างศาสนสถานหลายแห่งบริเวณทำนบ ๗ อ. ประกอบด้วย วัดโบสถ์ วัดขโพงผี (วัดขพุงผี) วัดปากท่อเหนือ วัดปากท่อใต้ และวัดตระพังช้าง.- การชลประทานในเขตเมืองสุโขทัย -. การสร้างเมืองใหม่ในบริเวณไม่ห่างไกลจากที่ตั้งชุมชนเดิมอาจเกิดจากการขยายตัวของชุมชน หรือที่ตั้งเมืองเก่าอาจเกิดปัญหาทางธรรมชาติที่อาจเกิดความไม่เหมาะสมในทางใดทางหนึ่ง คนสุโขทัยจึงใช้ประสบการที่พบมาใช้สร้างเมืองสุโขทัยให้สมบูรณ์ มีการจัดการแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำต่างๆ อย่างเป็นระบบ. น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติบนเทือกเขาประทักษ์จะไหลผ่านสรีดภงส์มาตามคลองเสาหอ เข้าสู่บริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองสุโขทัย ถูกชักเข้าไปเลี้ยงคูเมืองโดยรอบและกักเก็บไว้ตามตระพังต่างๆ ก่อนไหลไปสมทบกับคลองแม่ลำพันทางทิศตะวันออกของเมือง และไหลลงสู่แม่น้ำยมที่อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออก ๑๒ กิโลเมตร จากการศึกษาระบบชลประทานสมัยสุโขทัย พบหลักฐานระบุถึงการชลประทานแบบเหมืองฝายจากศิลาจารึกหลักที่ ๓ หรือศิลาจารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐ ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ มีคำว่า “เหมืองแปลงฝายรู้ปรา...” และจารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร พ.ศ. ๒๐๕๓ ระบุว่า “อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้นก็ถมหายสิ้นและเขาย่อมทำนาทางฟ้า และหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมืองนาฝาย มิได้เป็นทางฟ้า...” แสดงให้เห็นว่าในสมัยปู่พระยาร่วง ซึ่งอาจเป็นพระราชวงศ์สุโขทัยได้มีการชลประทานแบบเหมืองฝายขึ้นในเขตเมืองกำแพงเพชรเช่นกัน. การชลประทานเพื่อการเกษตรในสมัยสุโขทัยนั้น เมื่อมีการขยายชุมชนเดิมจากวัดพระพายหลวงมายังชุนชนสุโขทัย ระบบการควบคุมน้ำเดิมของชุมชนวัดพระพายหลวงยังใช้การได้อยู่คือ คันดินบังคับน้ำทางตะวันออกและตะวันตกของวัดพระพายหลวง ทำให้ชุมชนสุโขทัยยังทำเกษตรกรรมได้ในพื้นที่บริเวณทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศใต้ของเมือง.- น้ำจากสระต่างๆ (ตระพัง) ในเมืองสุโขทัย -. ตระพัง เป็นภาษาเขมร หมายถึง สระน้ำ เมืองสุโขทัยมีสระน้ำที่สามารถบรรจุน้ำได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ลูกบาศก์เมตร จำนวน ๘๐ สระ โดยน้ำจากคูเมืองจะไหลเข้าสู่สระต่างๆ ตามบริเวณที่มีชุมชนอยู่อาศัย โดยมีตระพังขนาดใหญ่ จำนวน ๔ ตระพัง ได้แก่ ตระพังเงิน ตระพังทอง ตระพังตระกวน ตระพังสอ จากการขุดแต่งโบราณสถานในเมืองสุโขทัยพบท่อระบายน้ำบริเวณวัดมหาธาตุด้านทิศเหนือ เป็นท่อดินเผาเคลือบ ปลายท่อด้านหนึ่งสอบเข้า และพบอีกแห่งหนึ่งที่มุมกำแพงวัดมหาธาตุด้านใต้ พบท่อที่ขนาดเท่ากันตลอด ส่วนหัวและปลายสวมต่อกันได้ ส่วนสระน้ำเล็กๆ จะไม่มีท่อระบายน้ำส่งถึงกัน อาศัยเพียงน้ำฝนตามฤดูกาล จึงไม่มีน้ำขังอยู่ตลอดทั้งปี จำเป็นต้องมีการขุดน้ำบาดาลมาใช้อีกส่วนหนึ่งด้วย.- บ่อน้ำ หรือ ตระพังโพย -. คำว่า ตระพังโพย เป็นภาษาเขมร แปลว่า บ่อมหัศจรรย์ คงหมายถึงบ่อน้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปี. น้ำจากแหล่งน้ำบาดาลเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคในเมืองสุโขทัยโดยต้องเจาะลงไปที่ความลึกมากกว่า ๕ เมตร จากการสำรวจและปรับปรุงบ่อน้ำ พบบ่อน้ำซึมใต้ดินที่มีลักษณะเป็นบ่อกลมกรุด้วยศิลาแลง หิน และมีอิฐก่อเสริมถึงปากบ่อ กระจายตัวอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของเมืองสุโขทัย ปริมาณของบ่อน้ำน่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นๆ โดยในบริเวณทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของเมือง พบความหนาแน่นของบ่อน้ำมากกว่าในบริเวณอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันตกของวัดตระพังเงิน สำหรับในด้านตะวันออกและทิศใต้ซึ่งพบจำนวนบ่อน้ำไม่มากนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม .- สรุปการจัดการน้ำเมืองสุโขทัย -. เมืองโบราณสุโขทัยตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขา มีแนวเขาเป็นฉากบังอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ มีการสร้างคูเมืองกำแพงเมือง มีระบบการจัดผังเมือง นำความรู้ในการสร้างฝายน้ำล้นมาใช้ และมีการสร้างคันดินขวางทางน้ำที่มาจากเทือกเขาเพื่อชะลอความแรงของน้ำ รวมทั้งบังคับให้น้ำไหลไปในทิศทางที่ต้องการ มีการสร้างทำนบ หรือ สรีดภงส์ เพื่อเก็บกักน้ำและชักน้ำไปทางทิศตะวันออกผ่านคลองเสาหอเข้าสู่คูเมืองและพื้นที่ใช้ประโยชน์ต่างๆ ก่อนไหลลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม นอกจากนี้ยังมีการขุดสระน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในการเกษตรกรรมและการขุดบ่อน้ำซึมที่สะอาดจากใต้ดินมาใช้.- เอกสารสำหรับอ่านเพิ่มเติม -๑) บทความเรื่อง บารายเมืองสุโขทัย โดย ธงชัย สาโค ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๖๒ ฉบับที่ ๖ พ.ย.-ธ.ค.๒๕๖๒ หน้าที่ ๕๗-๗๕ (ดาวน์โหลดหรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finearts.go.th/.../cuPFUeeUEipwNzjJAUkML1hI1e...)๒) หนังสือ ระบบชลประทานสมัยสุโขทัย โดย เอนก สีหามาตย์และคณะ (ดาวน์โหลดหรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/.../1TYO1yCMtoodAHEXgamH.../view...)๓) รายงานการดำเนินงานทางโบราณคดีโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำโบราณเมืองสุโขทัย ทำนบ ๗ อ. (บารายเมืองสุโขทัย) โดยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ - ๒๕๖๑ (ดาวน์โหลดหรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://drive.google.com/.../1yJK3lURcVgbYexhRAN1.../view...)
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : สวรรคโลกมีข้อบังคับควบคุมการเดินเรือ -- ปี 2480 สวรรคโลกไม่ใช่อำเภอแต่เป็น " จังหวัด ". เมื่อเป็นจังหวัดจึงมีประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ " ข้อบังคับควบคุมการเดินเรือท้องถิ่น " ทำไมต้องมีข้อบังคับนี้ ? . เพราะว่าเมืองสวรรคโลกมีแม่น้ำยมไหลผ่านเมือง ในขณะนั้นนอกจากการเดินทางขนส่งด้วยรถไฟแล้ว แม่น้ำยมถือเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่สำคัญ ข้าหลวงประจำจังหวัดจึงออกข้อบังคับดังกล่าว โดยมีใจความสำคัญสรุปได้คือ. 1. ให้เรือกลไฟเรือยนต์ทุกลำแล่นช้าๆ ในบริเวณดังนี้ อำเภอบ้านไกร ระหว่างใต้อำเภอ - เหนือปากคลองบางทะเล ตำบลกง อำเภอสุโขทัยธานี ระยะทางเหนือปากคลองกระชงค์ - เหนือโรงสีไฟฮะเฮง อำเภอคลองตาล ช่วงโรงสีไฟสิงหเนติ - สุดหมู่ตลาดด้านเหนือ อำเภอวังไม้ขอน ตรงหน้าวัดสว่างอารมย์ - ใต้วัดสวรรคาราม 2. ห้ามเรือไฟเรือยนต์ลากจูงเรือเกินกำลังที่กำหนด ทั้งการแล่นตามน้ำและทวนน้ำ 3. ห้ามพ่วงเรือเทียบซ้อนลำ คือขนาบข้างเกินกว่า 2 ลำ 4. ผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับ " อาจถูกสั่งงดใช้ใบอนุญาตเดินเรือได้ ". ข้อบังคับควบคุมการเดินเรือท้องถิ่นนี้ สะท้อนความสำคัญของเมืองสวรรคโลกเป็นอย่างดี ทำให้เห็นการใช้แม่น้ำคมนาคมขึ้นล่อง ขนส่ง ค้าขายคับคั่ง เป็นหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนการเป็นจังหวัดในขณะนั้น. อย่างไรก็ตาม ข้อบังคับการเดินเรือท้องถิ่นยังมีผลบังคับใช้เรื่อยมา แม่ว่าเมืองสวรรคโลกจะกลายเป็นอำเภอของจังหวัดสุโขทัยแล้ว ดังเห็นได้จากเอกสารของสถานีตำรวจภูธรอำเภอกงไกรลาศ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2513 เรื่องขอสำเนาข้อบังคับดังกล่าวสำหรับใช้ดำเนินคดีขับเรือยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ. ดังนั้น ข้อบังคับนี้จึงไม่ล้าสมัย ไม่ว่าจะใช้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งถึงรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เพราะใจความสำคัญก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนนั่นเอง.ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานปกครองจังหวัดสุโขทัย สท 1.2.1/58 เรื่อง ขอสำเนาข้อบังคับการเดินเรือแห่งท้องถิ่น [ 7 - 27 ต.ค. 2513 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
องค์ความรู้เรื่องเวียงเจ็ดลิน : จากหลักฐานการดำเนินงานทางโบราณคดีเรียบเรียงโดย : นางสาวนงไฉน ทะรักษานักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ที่ตั้งและสภาพปัจจุบันของพื้นที่ เวียงเจ็ดลินตั้งอยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร มีสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดเชิงเขาทางทิศตะวันออกของดอยสุเทพ พื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ผังเวียงเป็นรูปวงกลม ปัจจุบันยังคงเหลือกำแพงเวียงคูเวียงบางส่วน บริเวณทางทิศเหนือในพื้นที่ของสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 ทิศตะวันตกเฉียงใต้ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เรื่อยมาจนถึงทิศใต้ในพื้นที่สวนรุกขชาติห้วยแก้ว พื้นที่ทางทิศใต้ของเมืองถูกถนนห้วยแก้วตัดผ่าน ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถมองเห็นกำแพงเวียงได้อย่างชัดเจน บริเวณเกือบกึ่งกลางเวียงค่อนมาทางทิศเหนือ มีร่องรอยทางน้ำเก่าผ่ากลางจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกของเวียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเวียงเจ็ดลิน ตำนานของล้านนาปรากฏเรื่องราวของพื้นที่เวียงเจ็ดลินว่าเป็นที่ตั้งชุมชนมาแต่ก่อนหน้าสมัยล้านนาแล้ว โดยในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมและตำนานสุวรรณคำแดงสามารถกล่าวถึงพื้นที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ซึ่งอาจเป็นพื้นที่บริเวณเดียวกับเวียงเจ็ดลิน ว่าบริเวณนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เวียงเชฏฐบุรี เป็นเวียงที่สร้างขึ้นก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งได้กระจายตัวสร้างชุมชนลงไปตามแม่น้ำปิงและรับวัฒนธรรมจากภายนอก จนสามารถตั้งศูนย์กลางระดับแคว้นได้ คือเมืองหริภุญไชย และนับถือดอยสุเทพในฐานะภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการเข้ามาตั้งถิ่นฐานชุมชนในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 และควรเป็นช่วงก่อนที่พระญามังรายจะเสด็จมาถึงแอ่งที่ราบเชียงใหม่ แต่ก็ต้องเป็นระยะเวลานานพอกระทั่งพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นที่รกร้าง เป็นป่า เพราะการสำรวจบริเวณดอยสุเทพของพระญามังรายที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่นั้น ได้กล่าวถึงพื้นที่ว่าเป็นทุ่งและราวป่า ไม่มีการอาศัยของชุมชนหนาแน่นจนมีลักษณะเป็นหมู่บ้าน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงการสร้างเวียงเจ็ดลินขึ้นในสมัยล้านนา ตามรับสั่งของพระญาสามฝั่งแกนที่ให้สร้างเวียงขึ้นบริเวณที่ได้รับชัยชนะแก่ศัตรู เนื่องจากเมื่อพญาไสลือไทได้ยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ เคยได้สรงเกศยังผาลาดหลวงแล้วทำให้เกรงกลัวกองทัพของเชียงใหม่จนต้องยกทัพหนี ซึ่งเวียงเจ็ดลินได้ถูกสร้างแปงขึ้นในปี พ.ศ.1954 เป็นปีเดียวกับที่เจ้าสี่หมื่นเจ้าเมืองพะเยาได้ถวายหมู่บ้านและที่นากับพระสุวรรณมหาวิหาร สอดคล้องกับจารึกพระสุวรรณมหาวิหาร ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ยังกล่าวอีกว่าพระญาสามฝั่งแกนมาประทับอยู่ที่เวียงเจ็ดลินเป็นปกติ จนมีการลอบวางเพลิงพื้นที่ประทับทั้งหมดในช่วงปลายรัชสมัย ชื่อของเวียงเจ็ดลินปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ในสมัยพระมหาเทวีจิรประภา เมื่อเกิดสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยาและล้านนา โดยสมเด็จพระไชยราชาทรงนำกองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกมาตีเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ.2088 พระมหาเทวีจิรประภาใช้ยุทธวิธีแต่งเครื่องบรรณาการไปถวาย และได้นำเสด็จพระไชยราชาไปสรงน้ำที่เจ็ดลิน ซึ่งน่าจะเป็นเวียงเจ็ดลินหรือดอยเจ็ดลิน ที่เป็นจุดเดียวกับที่พญาไสลือไทได้มาสรงเกศการดำเนินการทางโบราณคดีในพื้นที่เวียงเจ็ดลิน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้ดำเนินการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่เวียงเจ็ดลิน จำนวน ๓ ครั้ง ในปี พ.ศ.2541 พ.ศ.2552 และ พ.ศ.2562 โดยในปี พ.ศ.2541 ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณพื้นที่ทางทิศใต้ของเวียงหรือพื้นที่สวนรุกขชาติห้วยแก้ว ซึ่งพบหลักฐานการใช้พื้นที่ในสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 ปี พ.ศ.2552 ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี จำนวน 6 หลุม กระจายตามตำแหน่งต่างๆ ภายในเมือง ประกอบด้วย บริเวณกลางเวียง บริเวณทิศเหนือ บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณทิศตะวันตก และบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผลการขุดค้นฯในครั้งนั้นทำให้ทราบถึงการเลือกใช้พื้นที่ของเวียงเจ็ดลิน โดยพบว่าบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้พบโบราณวัตถุกระจายตัวค่อนข้างหนาแน่น แสดงให้เห็นว่าพื้นที่กิจกรรมหลักของเวียงอยู่บริเวณทิศตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ๆมีระดับความสูงมากกว่าพบหลักฐานเบาบางมาก ขณะที่พื้นที่กลางเวียงเป็นที่ลุ่มต่ำมาก มีสภาพชื้นแฉะ ชั้นดินเป็นโคลนเนื้อดินอัดกันแน่นพอสมควร และมีระดับน้ำใต้ดินที่สูงมาก ซึ่งบริเวณกลางเวียงนี้อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค โดยสงวน โชติสุขรัตน์ ได้เขียนถึงเวียงเจ็ดลินไว้ในหนังสือนำเที่ยวเชียงใหม่-ลำพูน เมื่อ พ.ศ.2514 ว่าภายในเวียงเจ็ดลินมีสระน้ำก่อด้วยศิลาแลงอย่างแข็งแรง ยังปรากฏอยู่ในบริเวณปศุสัตว์เลี้ยงโคนมของเยอรมัน น่าจะเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ปัจจุบันเป็นตาน้ำที่มีน้ำไหลตลอดปี ส่วนโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นฯ ซึ่งสามารถกำหนดอายุช่วงที่มีการใช้พื้นที่ ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาเวียงกาหลงและสันกำแพง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 อย่างไรก็ตาม การขุดค้นทางทิศเหนือของเวียงพบโบราณวัตถุประเภทเครื่องมือหินกะเทาะ ซึ่งนักโบราณคดีผู้ทำการขุดค้นได้ระบุว่าเป็นหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และไม่พบโบราณวัตถุอื่นๆ ร่วมด้วย จึงไม่จะสามารถระบุถึงช่วงอายุสมัยที่แน่ชัดของเครื่องมือหินดังกล่าวได้ ปี พ.ศ.2562 ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีจำนวน 3 หลุม ภายในพื้นที่ทางทิศเหนือของเวียง บริเวณกำแพงเวียง/คันดินทิศเหนือ และพื้นที่กลางเวียงค่อนมาทางทิศตะวันออก ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนี้ พบการใช้พื้นที่ในสมัยล้านนาเช่นเดียวกัน ราวพุทธศตวรรษที่ 19-21 โดยแบ่งได้เป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงแรกเป็นช่วงของการก่อสร้างคูน้ำคันดินเวียงเจ็ดลินซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับเรื่องราวที่พระญาสามฝั่งแกนสร้างเวียงขึ้น ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ช่วงที่สองควรจะมีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 โดยน่าจะมีการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับรัชสมัยพระมหาเทวีจิรประภา จากการดำเนินการศึกษาทางโบราณคดีทั้ง 3 ครั้งแสดงให้เห็นการใช้พื้นที่เวียงเจ็ดลินในสมัยล้านนา โดยไม่พบการใช้พื้นที่ในสมัยหริภุญไชยหรือสมัยก่อนล้านนาแต่อย่างใด มีเพียงชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบหริภุญไชย ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบแหล่งเตาที่ผลิตอย่างชัดเจน จึงยังไม่สามารถกำหนดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์นี้ได้เช่นเดียวกัน โบราณสถานที่สัมพันธ์กับเวียงเจ็ดลิน จากการสำรวจทางโบราณคดีพบโบราณสถานใกล้กับเวียงเจ็ดลินในรัศมี 1 กิโลเมตร จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ วัดหมูบุ่น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในเวียงเจ็ดลิน และ วัดกู่ดินขาว ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงเวียง/คันดินเวียงเจ็ดลินทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 700 เมตร ปัจจุบันอยู่ภายในพื้นที่สวนสัตว์เชียงใหม่ วัดกู่ดินขาว ได้รับการดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีและบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2544 พบว่าวัดแห่งนี้มีลักษณะพิเศษ คือ อิฐที่ใช้ในการก่อสร้างเจดีย์ประธานมีขนาดเฉลี่ย 26 x 55 x 15 เซนติเมตร มีน้ำหนักร่วม 50 กิโลกรัม ถือเป็นอิฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างโบราณสถานในเขตล้านนา โบราณสถานวัดกู่ดินขาว ประกอบด้วย เจดีย์ประธานซึ่งน่าจะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง สันนิษฐานจากการก่ออิฐโครงสร้างเป็นเอ็นยึดภายในเจดีย์ที่ก่อเป็นเส้นทะแยงมุมผสมช่องกากบาทตารางถมอัดดิน ทำสลับกันเป็นระยะๆในส่วนเรือนธาตุ วิหาร อยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่มีการยกเก็จหน้าและหลัง มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าทางทิศตะวันออกและทางทิศเหนือตอนหน้า มีฐานชุกชีวางตัวในแนวขนานกับวิหาร ด้านหน้ายกพื้นคล้ายเป็นที่สำหรับบูชา และมีพื้นที่ทางด้านหลัง จึงสามารถเดินประทักษิณได้ ต่างจากฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปทั่วไปที่จะวางตัวขวางตัวแนวอาคารและติดกับผนังสกัดตะวันตกของวิหาร ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานว่าภายในวิหารน่าจะเป็นมณฑปหรือโขงพระเจ้า ซึ่งพบชิ้นส่วนปูนปั้นรูปสัตว์และลวดลายตกแต่งอื่นๆ ที่ใช้ในการตกแต่งซุ้มพระ และเจดีย์รายแปดเหลี่ยม ที่พบเฉพาะส่วนฐานตอนล่าง ลักษณะเป็นฐานปัทม์แปดเหลี่ยม มีชั้นท้องไม้เตี้ยๆประดับด้วยเส้นลูกแก้วอกไก่คู่ โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นฯ ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ และพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเคลือบจากแหล่งเตาเวียงกาหลง สามารถกำหนดอายุได้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-22 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการใช้พื้นที่บริเวณเวียงเจ็ดลินสรุป จากการดำเนินการทางโบราณคดีในพื้นที่เวียงเจ็ดลินทั้ง 3 ครั้ง ยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ผลการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีร่วมกับเอกสารทางประวัติศาสตร์สามารถแบ่งช่วงเวลาของเวียงเจ็ดลิน ได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก : สมัยก่อนล้านนาหรือสมัยตำนาน โดยมีเพียงข้อมูลที่กล่าวถึงในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมและตำนานสุวรรณคำแดง ที่ปรากฏเรื่องราวของฤาษีวาสุเทพและท้าวสุวรรณคำแดง แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีไม่พบหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงหรือสอดคล้องกับช่วงเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งอุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล และพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ นักโบราณคดีผู้ทำการขุดค้น เสนอว่าเป็นการสะท้อนถึงการต่อสู้และปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวลัวะและชาวไทยโดยอาศัยเรื่องเล่า พิจารณาจากการสถาปนาชื่อเวียงเจ็ดลินเป็นเวียงเชฏฐบุรี ซึ่ง หมายถึงผู้พี่ คือชาวลัวะ ที่เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมก่อนการเคลื่อนย้ายมาของเชื้อสายชาวไทยคือท้าวสุวรรณคำแดง ช่วงที่สอง : สมัยพระญาสามฝั่งแกน คือช่วงที่มีการสร้างแปงเวียงเจ็ดลินขึ้น เป็นช่วงเวลาที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมีความสอดคล้องกัน ช่วงที่สาม : น่าจะเป็นช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 โดยน่าจะมีการทำกิจกรรมในเวียงเจ็ดลินที่เกี่ยวข้องกับรัชสมัยพระมหาเทวีจิรประภาทั้งนี้ หลักฐานทางโบราณคดียังไม่สามารถวิเคราะห์ลักษณะการใช้งานพื้นที่เวียงเจ็ดลินได้อย่างชัดเจน ทำได้เพียงสันนิษฐานเบื้องต้นว่า การสร้างเวียงเจ็ดลินมีความจำเป็นต้องสร้างคูน้ำคันดิน เพื่อผลของการควบคุมน้ำที่ไหลผ่านจากที่สูงบนเขาลงมายังที่ต่ำกว่าบริเวณเชิงเขา เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมและสำหรับการอุปโภคบริโภคภายในเวียงเจ็ดลิน เอกสารอ้างอิงห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี ดี วัสดุภัณฑ์. เสนอต่อ สวนสัตว์เชียงใหม่, รายงานการบูรณะโบราณสถานในเขตสวนสัตว์เชียงใหม่ วัดกู่ดินขาว (ร้าง) ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. เสนอ สวนสัตว์เชียงใหม่. 2544.ห้างหุ้นส่วนจำกัด โบราณนุรักษ์. รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเวียงเจ็ดลิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. 2552.ห้างหุ้นส่วนจำกัด โบราณนุรักษ์. รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเวียงเจ็ดลิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. เสนอ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่. 2562.
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : “อยากให้ย้าย” หรือ “อยากให้อยู่” : ว่าด้วยเหตุผลของคนสองจังหวัด (ตอนที่ 1) -- เมื่อเกือบร้อยปีก่อน พื้นที่จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบันเคยเป็นท้องที่ของสองจังหวัด คือ จังหวัดสุโขทัย ตั้งศาลาว่าการที่อำเภอสุโขทัยธานี และจังหวัดสวรรคโลก ตั้งศาลาว่าการที่อำเภอเมืองสวรรคโลก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2475 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการยุบรวมมณฑลและจังหวัดบางแห่ง โดยมีจังหวัดต่างๆ ที่ถูกยุบรวมตามประกาศนี้จำนวน 8 จังหวัด หนึ่งในนั้นคือจังหวัดสุโขทัย ที่ถูกยุบรวมท้องที่เข้าไว้ในการปกครองของจังหวัดสวรรคโลก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป ผลจากประกาศนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่ชาวสุโขทัย และพากันยี่นคำร้องขอให้ย้ายศาลากลางจังหวัดกลับมาที่สุโขทัยเป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างคำร้องฉบับหนึ่งในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 - รัชกาลที่ 8 ดังนี้. วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 หรือหลังจากยุบจังหวัดสุโขทัยไปแล้ว 3 เดือน ร้อยโทช้อย พรหมวิภา นายทหารนอกราชการ ได้ทำหนังสือมีใจความว่า ตนเคยรับราชการทหาร แต่ได้ลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพที่ตำบลธานี อำเภอสุโขทัยธานี จังหวัดสวรรคโลก ทราบว่ามีราษฎรอำเภอสุโขทัยธานีจำนวนมากยื่นหนังสือร้องขอให้ที่ทำการจังหวัดสวรรคโลกย้ายมาตั้ง ณ ที่ทำการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) ตนจึงขอเสนอความเห็นว่า ควรตั้งที่ทำการที่จังหวัดสุโขทัย (เก่า) โดยให้เหตุผลสรุปได้ดังนี้ 1. จำนวนพลเมืองในจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าจังหวัดสวรรคโลก ฉะนั้นเมื่อมีคนมาก ก็ย่อมต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจตราดูแลมาก และต้องให้การศึกษามาก จะส่งครูมาดูแลแค่ 3-4 คน โดยไม่มีผู้ใหญ่ตรวจตราดูแลไม่ได้ 2. จังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีอาณาเขตกว้างขวางกว่า และมีพื้นที่ราบทำนาได้มากกว่าสวรรคโลก เมื่อนาได้รับการบำรุงให้อุดมสมบูรณ์แล้ว จำนวนพลเมืองก็จะมากขึ้นจนตั้งที่ทำการจังหวัดได้ 3. เงินรายได้ของจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าสวรรคโลก สามารถบำรุงให้เกิดความเจริญได้เร็วขึ้น 4. จำนวนคดีความในจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าสวรรคโลก รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขด้วยการส่งข้าราชการมาช่วยดูแลกวดขันพลเมือง 5. ที่ทำการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) ตั้งอยู่แทบใจกลางเมือง จะทำให้พลเมืองได้รับความสะดวกในกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ 6. สถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีความกว้างขวางและงดงามกว่า และตั้งอยู่เป็นระเบียบไม่ปะปนกับบ้านเรือนของราษฎรเหมือนที่สวรรคโลก จึงสะดวกแก่การระวังรักษาและปกครองดูแล 7. บ้านพักของข้าราชการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก่อสร้างเพิ่มเติมโดยเปล่าประโยชน์. ทั้งหมดนี้คือเหตุผลในมุมของชาวสุโขทัย ที่อยากให้ย้ายที่ทำการจังหวัดกลับมาอยู่ที่สุโขทัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น และเมื่อความสะดวกของราษฎรในการติดต่อราชการ แต่กว่าที่ชาวสุโขทัยจะสมหวังได้ที่ทำการจังหวัดตนเองกลับมา ต้องรออีกเกือบ 7 ปี และต้องแลกกับการหายไปของ “จังหวัดสวรรคโลก” ซึ่งในตอนหน้าจะนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของชาวสวรรคโลกที่ไม่อยากให้ย้ายที่ทำการจังหวัดไปจากถิ่นของตน.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: 1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 – รัชกาลที่ 8 ร.7-ร.8.2 ช/822 เรื่อง นายร้อยโทช้อย พรหมวิภา ขอให้ที่ทำการจังหวัดสวรรคโลกย้ายไปตั้งที่อำเภอสุโขทัยธานี [ 17 ก.ค. – 16 ก.ย. 2475 ].2. “ประกาศ เรื่องยุบรวมท้องที่บางมณฑลและบางจังหวัด.” (2474) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 48, ตอน ก (21 กุมภาพันธ์): 576-578.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
การประเมินคุณค่าเอกสารเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ของการดำเนินงานจดหมายเหตุ เพื่อพิจารณาคุณค่าเอกสารที่รับมอบมานั้น สมควรเก็บรักษาไว้ตลอดไปในหอจดหมายเหตุแห่งชาติหรือไม่เอกสารที่รับมอบมาเมื่อนำมาจัดเก็บไว้ในระยะเวลาหนึ่งจะนำออกมาประเมินคุณค่าอีกครั้งตามขั้นตอนและวิธีการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เนื่องจากว่าเอกสารที่รับมอบจากหน่วยงานรัฐเป็นเอกสารที่ขอสงวนมาจากการพิจารณาจากบัญชีรายชื่อ ดังนั้นขั้นตอนนี้นักจดหมายเหตุจะต้องทำการประเมินคุณค่าเอกสารจากเอกสารจริง เพื่อพิจารณาตัดสินใจคัดเลือกว่าเอกสารเหล่านั้นมีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุขั้นตอนการประเมินคุณค่าเอกสารขั้นสุดท้าย1. สำรวจและรวบรวมเอกสารชุดที่จะทำการประเมินคุณค่าเอกสารให้ครบถ้วน โดยรวบรวมจากทะเบียนที่นักจดหมายเหตุได้บันทึกไว้ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกชุดดังนี้- อายุของเอกสาร- ปริมาณเอกสาร- ลักษณะทางกายภาพของเอกสาร หากมีการชำรุดมาก ควรได้รับคัดเลือกให้มาประเมินคุณค่าก่อน- ความจำเป็นและต้องการของผู้ใช้เอกสาร- เป็นเอกสารชุดที่หอจดหมายเหตุยังไม่เคยมีให้บริการ- นโยบายของกรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ว่าต้องการให้มีการประเมินคุณค่าชุดเอกสารใดก่อน2. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินคุณค่าเอกสาร นอกจากนักจดหมายเหตุแล้ว ยังประกอบไปด้วยผู้แทนหน่วยงานเจ้าของเอกสาร นักวิชาการผู้ค้นคว้าใช้บริการข้อมูล โดยคณะกรรมการมีหน้าที่ร่วมกันวิเคราะห์ กลั่นกรอง พิจารณา ประเมินคุณค่าเอกสารให้เป็นไปตามหลักวิชาการจดหมายเหตุ ตามที่ผู้ปฏิบัติงานได้ดำเนินการ ศึกษา วิเคราะห์โครงสร้าง แผนภูมิการแบ่งส่วนราชการ ภารกิจความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเอกสาร คัดแยกกลุ่มเอกสารออกตามการแบ่งโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของเอกสาร เช่นการคัดแยกออกเป็นกรม กองต่างๆ จากนั้นคัดแยกเอกสารออกเป็นหัวเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งตามประเภทเอกสารตามเรื่อง เช่น การประชุมคณะกรรมการ โครงการ แผนงาน กิจกรรม ฯลฯ ดำเนินการวิเคราะห์ ประเมินคุณค่าเอกสาร ทำสรุปสาระสังเขปแต่ละกลุ่มงาน และจัดทำบันทึกการวิเคราะห์การประเมินคุณค่า จัดการประชุมคณะกรรมการ ส่งมอบเอกสารที่ผ่านการประเมินคุณค่าแล้วเพื่อรอการจัดหมวดหมู่และทำเครื่องมือช่วยค้นเอกสารต่อไปอ้างอิง: การประเมินคุณค่าเอกสารจดหมายเหตุ, คู่มือวิชาการพื้นฐานการบริหารและจัดการงานจดหมายเหตุ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559
ชื่อผู้แต่ง กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง การพิจารณาปัญหาเรื่องเจดีย์โบราณที่อำเอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์การศาสนา
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๘ จำนวนหน้า ๑๕๒ หน้า
หมายเหตุ หนังสือเล่มนี้เป็นรายงานการประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาเจดีย์โบราณที่อำเภอ พนมทวน จ.กาญจนบุรีของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาฯ ประกอบด้วยสรุปผลการประชุม ๗ ครั้ง ประเด็นปัญหาที่หยิบยกมาพิจารณา ๓ ประเด็นและภาคผนวก เรื่อง วาดพงศาวดารเส้นทางเดินทัพและการสำรวจพื้นที่เดินทัพ