ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,207 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.644/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 206 (94-105) ผูก 2 (2568)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.701/1คห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ชาดทึบ-ทองทึบ-ลานดิบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 223 (270-279) ผูก 1ค (2568)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.776/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 240 (437-451) ผูก 2 (2568)หัวเรื่อง : มหานิปาต --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมละครโทรทัศน์ ย้อนวันวานละครไทยในอดีต ในวันศุกร์ เวลา 13.30 น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สำหรับวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 นี้ รับชมละครโทรทัศน์ ปากกาทอง ตอน “นางเอกของข้าพเจ้า” บทประพันธ์ โดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ (รับจำนวนจำกัด 100 ที่นั่ง) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2280 9828 - 32 สามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ของหอสมุดแห่งชาติ ได้ทาง Facebook : National Library of Thailand https://www.facebook.com/NationalLibraryThailand
กรมศิลปากร ชวนเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมายยามราตรี ชมการประดับไฟแสงสีสุดอลังการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ย้อมสีปราสาทด้วยแสงไฟที่ปรับเปลี่ยนโทนสีได้ สัมผัสความงาม ความรู้สึก จินตนาการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่อันน่าประทับใจ ระหว่างเวลา 17.30 – 21.00 น. ทุกคืนวันศุกร์ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569
กิจกรรมท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Night Light Up ปีที่ 3 นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมปราสาทพิมายยามค่ำคืน, ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม โดยเยาวชนโคราชรุ่นใหม่, เดินชิมอาหารตลาดย้อนยุค, นั่งดูหนังกลางแปลงในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย, รับชม Mini Light & Sound, ประกวดภาพถ่ายปราสาทพิมายยามค่ำคืน
อัตราค่าเข้าชมโบราณสถาน ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4447 1568 หรือทางเฟซบุ๊ก “อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Historical Park” https://www.facebook.com/PhimaiHistoricalParkFAD
เศียรพระพุทธรูปหินทราย
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
จัดแสดง ณ โซนวัฒนธรรมทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
เศียรพระพุทธรูปสลักจากหินทราย แบบลอยตัว ขนาดสูง ๓๖.๕ เซนติเมตร พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม ชำรุดเหลือเพียงส่วนพระขนงและพระเนตร พระขนงเป็นเส้นหยักโค้งต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปนเหลือบต่ำ ขมวดพระเกศาขนาดใหญ่มาก
แม้ว่าเศียรพระพุทธรูปองค์นี้จะชำรุดไม่สมบูรณ์ หากลักษณะที่ปรากฏนั้น สามารถกำหนดอายุสมัยว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐-๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) โดยลักษณะที่นำกำหนดอายุได้คือ พระขนงที่ต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปน และมีขมวดพระเกศาขนาดใหญ่ อันเป็นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี แต่รูปแบบดังกล่าวนี้ก็มีความแตกต่างจากพระพุทธรูปสมัยทวารวดีภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะทวารวดีแบบภาคกลางและลักษณะเฉพาะแบบท้องถิ่น จนเกิดเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน
นอกจากพระพุทธรูปองค์นี้ ในพื้นที่ที่ห่างจากบ้านดงสิงห์ไปเพียง ๓๐ กิโลเมตรยังมีเมืองโบราณสมัยทวารวดีอีกเมืองหนึ่งคือ เมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งพบพระพุทธรูปสลักหินสมัยทวารวดีรูปแบบและขนาดใกล้เคียงกันอีกองค์หนึ่ง (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดข้าวหลาม อำเภอกมลาไสย) แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ระหว่างแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์และเมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งเป็นเมืองในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน
จากหลักฐานการพบพระพุทธรูปสลักหิน ศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน ที่บ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้น่าจะเคยเป็นชุมชมสมัยทวารวดี แต่มีอายุหลังจากสมัยทวารวดีในภาคกลาง เนื่องจากรูปแบบพระพุทธรูปเริ่มพัฒนามาเป็นรูปแบบท้องถิ่น แตกต่างจากพระพุทธรูปทวารวดีในภาคกลางแล้ว โดยรูปแบบพระพุทธรูปดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองทวารวดีในอีสาน ที่ใกล้เคียงกันอย่างเมืองฟ้าแดดสงยางด้วย
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. (๒๕๔๑). เมืองร้อยเอ็ด. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (๒๕๕๘). ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : มติชน.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๖๒). ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมือง
ข้อมูลอาคารจัดแสดงที่ 1 เมืองโบราณโนนเมือง
อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
เรียบเรียงโดย
นายเหมณัฐ โจทก์มีชัย
ปฏิบัติงานด้านรวบรวมข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลวิชาการวัฒนธรรม
กรมศิลปากร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์: จุดบรรจบแห่งองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม” เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีของการส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกมายังราชอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2568) และ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (พ.ศ. 2569) ระหว่างวันที่ 9 - 30 มิถุนายน 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.30 น. ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์และอังคาร) ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
นิทรรศการนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française de l’Extrême-Orient หรือ EFEO) สถาบันภาษาและวัฒนธรรมตะวันออกแห่งชาติ (Institut national des langues et civilisations orientales) หรืออินัลโก (INALCO) มูลนิธิของสถาบัน กรมศิลปากร และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยมีมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นพันธมิตรหลัก รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส และภาคธุรกิจชั้นนำของไทยและฝรั่งเศส
อาคารถาวรวัตถุ หอสมุดวชิราวุธ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ ประการแรกมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างสถานที่เรียนที่เหมาะสมสำหรับมหาธาตุวิทยาลัย (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ซึ่งพระองค์โปรดฯให้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2432 ณ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)
อีกประการหนึ่งประจวบกับที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 ซึ่งโดยราชประเพณีจะต้องทำพระเมรุขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศ ณ ท้องสนามหลวงแต่พระองค์ไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์และยากลำบากแก่คนเป็นจำนวนมากจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้บัญชาการก่อสร้างอาคารหลังนี้ขึ้น ณ บริเวณกุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นที่เชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร มาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณาทานเสร็จแล้วจึงจะเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานณพระเมรุมาศน้อย ณ ท้องสนามหลวงเพื่อพระราชทานเพลิงส่วนอาคารหลังนี้จะพระราชอุทิศถวายเป็นสถานที่เรียนสำหรับมหาธาตุวิทยาลัยต่อไป แต่การยังมิทำสำเร็จสมพระราชประสงค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างต่อมาจนแล้วเสร็จพระราชทานให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร โดยโปรดฯใหย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจากที่ตั้งเดิมในพระบรมมหาราชวังมาตั้งที่อาคารแห่งนี้และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในหอพระสมุดส่วนพระองค์มาเพิ่มเติมในหอพระสมุดสำหรับพระนครปริมาณหนังสือมากขึ้นจึงโปรดฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสุมดวชิราวุธโดยโปรดฯให้หอพระสมุดวชิรญาณไปตั้งที่พระราชวังบวรสถานมงคล
รูปแบบสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5-6 อาคารหอพระสมุดวชิราวุธ หรือถาวรวัตถุ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอม มุงกระเบื้องกาบูสีคล้ำ ประดับด้วยบราลีสีเดียวกัน ตอนกลางอาคารมีลักษณะแบบครรภธาตุของพระปรางค์ถึง 3 หลัง ซึ่งน่าจะเป็นแบบที่ดัดแปลงจากยอดปรางค์ 3 ยอดเดิม และสุดปีกของอาคารมีเรือนธาตุแบบนี้อีกทั้งสองข้าง ปั้นลมอาคารประดับลายปูนปั้น เฉพาะหลังกลางหน้าบันลด 3 ชั้น นอกนั้นลด 2 ชั้น ลายที่หัวเสาและฐานเสาประดิษฐ์จากฐานกลีบบัว ประตูเฉพาะประตูกลางของเรือนกลางเป็นรูปโค้งแหลมแบบสถาปัตยกรรม Gothic นอกนั้นเป็นประตูสี่เหลี่ยมธรรมดา ทางเข้าออกอยู่กึ่งกลางของปีกซ้ายของอาคาร ซุ้มประตูรูปโค้งแหลมสูงจรดหลังคา หน้าบันมีเพียงชั้นเดียว ซึ่งกึ่งกลางปีกขวาของอาคารก็จะตกแต่งด้วยหน้าบันแบบเดียวกันนี้ อาคารด้านหลัง ประดับหน้าบันเหมือนด้านหน้า มีระเบียงตลอดความยาวของอาคาร ตัวอาคารยกพื้นสูง ฐานอาคารก่ออิฐถือปูนแบบฐานปัทม์ มีบันไดขึ้นทั้งหน้าและหลังเป็นระยะๆ ตลอดความยาวของอาคาร และมีบันไดขึ้นสู่ระเบียงจากทางเข้าออก สนามด้านหน้าและด้านหลังเป็นแนวแคบขนานไปกับอาคารปูหญ้าและปลูกไม้ดอก เฉพาะสนามด้านหน้ามีรั้วเหล็กโปร่งล้อม
ประเด็นข่าวสำคัญ
- พิพิธภัณฑ์บูรณะห้องจัดแสดง
- บูรณะครั้งใหญ่ ปลียอดทองคำองค์พระบรมธาตุเจดีย์
- CHANGING THE FUTURE TO PRESERVE THE PAST
- วธ.ตั้งศูนย์พัฒนาหนังสือไทยเอกสารเเนบ