ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

จารึกวัดบุนบาน พ.ศ. ๒๐๔๖ ลพ.๒๐ จารึกวัดบุนบาน ทำจากหินทราย จารึกด้วยอักษรฝักขาม มีด้านเดียว จำนวน ๑๙ บรรทัด ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ - ๑๐ โดยเฉพาะส่วนข้อความช่วงต้นบรรทัดกระเทาะหายไป ทำให้การอ่านจารึกไม่สมบูรณ์ เนื้อหาจารึกสามารถสรุปใจความได้ว่าเมื่อศักราช ได้ ๘๖๖ ตัวตรงกับปีพุทธศักราช ๒๐๔๖ ตรงกับรัชกาลพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาในราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๐๓๘-๒๐๖๘ ได้มีพระสงฆ์ ๒ รูป ได้แก่ พระมหาเถรเจ้าจุล....(ข้อความขาดหาย) อยู่วัดท่าแพ กับ มหาเถรผาสาทหรือมหาเถรปราสาท และเจ้าพันนาหลัง  สันนิฐานว่าเป็นชื่อของขุนนางท่านหนึ่ง ได้ถวายข้าคนไว้อุปฐากวัดบุนนาน อัน “มหาราชตนพ่อ” ได้สร้างไว้ ซึ่งมหาราชตนพ่อนี้ สันนิษฐานว่าเป็นการกล่าวถึงวัดนี้สร้างโดยพระเจ้ายอดเชียงราย กษัตริย์ล้านนาพระองค์ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์มังราย อันเป็นพระชนกของพระเมืองแก้ว ครองราชย์ใน พ.ศ. 2030-2038 ข้อความจารึกตอนท้าย กล่าวถึงการถวายทองคำสำหรับวัดแห่งนี้ มีการระบุชื่อขุนนางในตำแหน่งต่างๆ เช่น เจ้าหมื่น พัน แสน และพระสงห์ในตำแหน่งต่างๆ เช่น พระมหาสังฆราชา  พระมหาสามี มหาเถร เพื่อเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ จารึกวัดบุนบาน เรียกตามชื่อวัดที่ให้สร้างตามที่ปรากฏในจารึก ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถระบุได้ว่าอยู่ในบริเวณใด แต่เดิมอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งมณฑลพายัพ วัดพระธาตุหริภุญชัย มีเพียงข้อมูลทะเบียนที่ระบุว่าได้มาจากวัดกู่เส้า ปัจจุบันมีชื่อว่าวัดกู่เรือง ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ห่างออกไปจาตัวเมืองลำพูนทางทิศใต้ราว ๑๕ กิโลเมตร อ้างอิงก่องแก้ว วีระประจักษ์  (และคนอื่นๆ). จารึกล้านนา ภาค ๒ เล่ม ๑-๒ : จารึกจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ :กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.คงเดช ประพัฒน์ทอง, วิเคราะห์ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๒.


วัสดุ หินทราย อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 ปีมาแล้ว) ตัวอักษร อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต สถานที่พบ พบจากการขุดแต่งบรรณาลัยด้านทิศตะวันตก กู่คันธนาม อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อ ปี 2545 จารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สาระสำคัญเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านการก่อสร้างโรงพยาบาลหรืออโรคยศาลทั่วพระราชอาณาจักรขอม 102 แห่ง ข้อความคล้ายกับจารึกที่ พบในอโรคยาศาลแห่งอื่นๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ ด้านที่ 1 จารึกข้อความกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้ายอพระเกียรติและพระปณิธานในพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ด้านที่ 2 มีข้อความต่างกันเล็กน้อยในแต่ละหลักโดยกล่าวถึงการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ในอโรคยศาล ด้านที่ 3 กล่าวถึงเครื่องบูชาและปริมาณสิ่งของที่มอบให้กับอโรคยศาลแต่ละแห่ง ด้านที่ 4 กล่าวถึงผู้ประกอบยัญกิจและโหราจารย์ รายการเครื่องอุปโภคบริโภคที่มอบแก่ผู้ประกอบยัญกิจและโหราจารย์ในรอบปี ซึ่งอโรคยศาลแต่ละแห่งได้รับไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึง พระราชกุศลและพระปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในการสถาปนาอโรคยศาล


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ  กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ..................................................           ๑. ชื่อโครงการ งานฉลองครบรอบ ๑๐ ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน  ที่อินโดนีเซีย            ๒. วัตถุประสงค์               ๒.๑   ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-อาเซียนและไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านมิติทางวัฒนธรรม                 ๒.๒ ร่วมฉลองงานครบรอบ ๑๐ ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน  เพื่อ ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้รู้จักมากขึ้นในกลุ่มอาเซียนและประเทศหุ้นส่วน                    ๒.๓ เพื่อเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านอื่นๆและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น           ๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖           ๔. สถานที่                กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย           ๕. หน่วยงานผู้จัด                กระทรวงการต่างประเทศ           ๖. หน่วยงานสนับสนุน                ๑. คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย                ๒. สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย                 ๓. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม            ๗. กิจกรรม                 วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖                 ๐๖.๐๐น.   คณะพร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (check in สัมภาระพร้อมกัน)                 ๐๘.๒๐น.   เดินทางไปยังกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 433                 ๑๑.๕๕น.   เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โนฮัตตา ณ กรุงจาการ์ตา                              (เจ้าหน้าที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ให้การต้อนรับ)                 ๑๒.๓๐น.   ร้อยโท จอมพละ เจริญยิ่ง อัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน                                ณ กรุงจาการ์ตา เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันคณะนาฏศิลป์ไทย                                ณ ภักตาคาร SUHARTI         ๑๔.๐๐น.   เดินทางไปยังโรงแรม JW Marriott โรงแรมที่พัก(พักผ่อนตามอัธยาศัย)                       ๑๙.๐๐น.   ร้อยโท จอมพละ เจริญยิ่ง อัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ คณะผู้แทนถาวรไทยประจำ                                อาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับคณะนาฏศิลป์ไทย                                ณ ห้องอาหาร PENANGHISHO                 ๒๑.๐๐น.   พักผ่อนตามอัธยาศัย                 วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖                 ๐๘.๓๐น.  อาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก                 ๑๐.๐๐น.  เยี่ยมชมสินค้าพื้นเมือง ณ ตึกTAMARIND                             ๑๔.๐๐น.  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องจัดเลี้ยงสำหรับนักแสดง ภายในโรงแรม JW Marriott                 ๑๕.๐๐น.  ซ้อมการแสดง ณ เวทีการแสดง ภายในห้องจัดงานของโรงแรม JW Marriott ๑๗.๓๐น.  นักแสดงไทยแต่งกายชุดไทยประจำชาติ ร่วมกับนักแสดงชาติอื่นๆ  พร้อมให้การต้อนรับ                               ประธานและแขกรับเชิญที่มาร่วมงาน บริเวณโถงด้านหน้าห้องจัดงาน                 ๑๘.๓๐น.  ประธานกล่าวเปิดงาน เริ่มการแสดงในงานเลี้ยงรับรอง                                ช่วงแรก คณะนาฏศิลป์ไทย แสดงเป็นลำดับที่ ๓ ชุดระบำตารีกลีปัสออกยอเก็ตปาหัง                  ๒๐.๐๐น.  ช่วงหลัง คณะนาฏศิลป์ไทย แสดงเป็นลำดับที่ ๒ ชุดเซิ้งไทภูเขาออกเซิ้งกะโป๋                  ๒๑.๐๐น.  คณะนักแสดงทั้งหมดร่วมรับประทานอาหารค่ำภายในงานเลี้ยงรับรอง                  ๒๒.๓๐น.  พักผ่อนตามอัธยาศัย                  วันอังคารที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖                  ๐๘.๓๐น.  อาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก  ๐๙.๔๕น.  คณะนาฏศิลป์เตรียม check out                  ๑๐.๓๐น.  คณะออกเดินทางจากโรงแรม JW Marriott ไปยังสนามบินท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์                                 โนฮัตตา ณ กรุงจาการ์ตา                  ๑๒.๐๐น.  อาหารกลางวันตามอัธยาศัย                  ๑๓.๐๕น.  คณะเดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 434                  ๑๖.๓๕น.  เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ             ๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จำนวน ๔ คน คือ                   ๑. นางนพวรรณ  จันทรักษา  นาฏศิลปินชำนาญงาน หัวหน้าคณะและนักแสดง                   ๒. นางพรทิพย์ ทองคำ         นาฏศิลปินชำนาญงาน เลขาคณะและนักแสดง               ๓. นายวัลลภ พรพิสุทธิ์        นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง               ๔. นายเอก  อรุณพันธ์         นาฏศิลปินปฎิบัติงาน   นักแสดง                     ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                     สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ คณะผู้แทน  ถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา โดยได้นำการแสดงศิลปวัฒนธรรมในชุดการแสดงที่เน้นความสนุกสนาน รื่นเริงเพื่อร่วมฉลองงานครบรอบ ๑๐ ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน  ทั้งนี้เพื่อ ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้รู้จักมากขึ้นในกลุ่มอาเซียนและประเทศหุ้นส่วน    ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยได้จัดชุดการแสดงนาฏศิลป์ไทยดังนี้                   ๑. ชุดระบำตารีกลีปัสออกยอเก็ตปาหัง                   ๒. ชุดเซิ้งไทภูเขาออกเซิ้งกะโป๋            ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม   ๑. ควรให้การสนับสนุนการจัดงานในลักษณะนี้อย่างสม่ำเสมอ เพราะผลของการดำเนินงานเผยแพร่เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบ ๑๐ ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน สามารถส่งผลต่อการความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศ และการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนมากขึ้น เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมของไทย ตลอดจนการขยายความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมของไทย ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนของประเทศกลุ่มอาเซียนและประเทศหุ้นส่วนได้เป็นอย่างดี                ๒. ผลดีในการร่วมการแสดงกับประเทศในกลุ่มอาเซียนหรือหุ้นส่วน จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางยิ่งขึ้น                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          (นางพรทิพย์ ทองคำ)                                                                                                        นาฏศิลปินชำนาญงาน                                                                                                               เลขาคณะ                                                                                                  ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                                                                     


สำรวจเส้นทาง "กฐินพระราชทาน" กับ กลุ่มอำนวยการและประสานราชการ (กอป.) ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิษณุโลก       อธิบดีกรมศิลปากร  (นางโสมสุดา ลียะวณิช) ได้มอบหมายคณะทำงานฝ่ายพิธีการ ประกอบด้วย นายพีระพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 และเจ้าหน้าที่กลุ่มอำนวยการและประสานราชการ ดำเนินการสำรวจพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิษณุโลก เพื่อจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ในวันที่ 29 ตุลาคม 2554 โดยมีพระครูถาวรธรรมโกวิท เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เจ้าคณะอำเภอ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายพีระพน พิสณุพงศ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  จากการสำรวจพื้นที่และร่วมประชุมหารือ จึงได้ข้อสรุปดังนี้ นายพีระพน  พิสณุพงศ์ ประธานฝ่ายฆาราวาส กล่าวถึงการจัดงานถวายกฐินพระราชทาน โดยมีกำหนดการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๕๔                 ดังนี้                 วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ พิธีสมโภชองค์กฐินพระราชทาน เริ่มเวลา ๑๘.๐๐ น. วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน  เริ่มแห่องค์กฐิน เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ถวายผ้าพระกฐิน เวลา ๑๐.๐๐ น.                                                                                           ๑.   สถานที่จัดตั้งองค์กฐินพระราชทาน ใช้สถานที่ศาลาการเปรียญของวัดพระแท่นศิลาอาสน์                                        ๒. สถานที่เจริญพระพุทธมนต์ ใช้สถานที่ภายในศาลาการเปรียญที่เดียวกันกับที่ตั้งองค์กฐิน                                        ๓. สถานที่จัดแสดงโขน ใช้สถานที่บริเวณด้านหน้าพระวิหารหลวงของวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งเป็นพื้นใช้จัดงานประจำปีของทางวัดและจัดกิจกรรมต่าง ๆ                                        กำหนดการ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๕๔ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ .....................................   วันศุกร์ที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔           ตรงกับวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๒         เวลา ๑๐.๐๐ น.          - อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานพร้อมเครื่อง                                            อานิสังสบริวาร ประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ                                            วัดพระแท่นศิลาอาสน์                     เวลา ๑๗.๓๐ น.        - แขกผู้มีเกียรติ ข้าราชการ ประชาชนพร้อมกัน                                           ณ ศาลาการเปรียญ วัดพระแท่นศิลาอาสน์         เวลา ๑๘.๐๐ น.         - ประธานฯ เดินทางมาถึงบริเวณพิธี                                         - ประธานฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย                                         - พิธีกรอาราธนาศีล                                         - พระสงฆ์ ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์                                         - ประธานฯ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์                                         - พระสงฆ์อนุโมทนาวิธี                                         - ประธานฯ กรวดน้ำ รับพร         เวลา ๑๙.๐๐ น.         - เริ่มพิธีสมโภชองค์พระกฐิน                                         - ชมการแสดงของกรมศิลปากร วันเสาร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๔          ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๒         เวลา ๙.๐๐ น.           - ท่านผู้มีเกียรติ ข้าราชการ ประชาชน พร้อมกัน                                          ณ บริเวณศาลาการเปรียญ วัดพระแท่นศิลาอาสน์         เวลา ๐๙.๑๙ น.         - เริ่มขบวนพิธีแห่ผ้าพระกฐินพระราชทาน ไปยังวิหารหลวง                                            วัดพระแท่นศิลาอาสน์         เวลา ๑๐.๐๐ น.         - ประธานฯ (อธิบดีกรมศิลปากร) เดินทางถึงวิหารหลวง                                               วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (ปี่พาทย์บรรเลงมหาฤกษ์มหาชัย)                                         - ประธานฯ ถวายคำนับพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จ                                                พระเจ้าอยู่หัว เปิดกรวยดอกไม้ ประคองผ้าพระกฐิน                                                พระราชทาน ปี่พาทย์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี                                                จบแล้วถวายคำนับพระบรมสาทิสลักษณ์                                         - ประธานฯ เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานเข้าไปในวิหารหลวง                                                  วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐิน                                                พระราชทาน                                         - พระสงฆ์ประกอบพิธีกรรม                                         - ถวายเครื่องบริวารพระกฐิน                                         - ถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม                                         - พิธีกรรายงาน ประกาศจำนวนเงินบริจาคโดยเสด็จ                                                พระราชกุศลบำรุงพระอาราม                                         - เชิญประธานฯ ถวายเงินพระราชกุศลและสิ่งของต่าง ๆ                                           แก่ วัดพระแท่นศิลาอาสน์                                                 - พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ประธานสงฆ์ถวายอดิเรก                                         - ประธานฯ ลุงขึ้นไปกราบพระประธานเสร็จแล้วไปกราบลา                                                                                                พระสงฆ์องค์ผู้เป็นประธาน                                         - เสร็จพิธีการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน   ………………………….     หมายเหตุ      ผู้เข้าร่วมพิธีแห่องค์พระกฐินพระราชทาน แต่งกายชุดปกติขาว สวมหมวก                   ผู้ร่วมงานแต่งกายชุดสุภาพ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐอิตาลี ๑. ชื่อโครงการ การประชุมสมัยสามัญของศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา อนุรักษ์ และการบูรณปฏิสังขรณ์มรดกทางวัฒนธรรม (General Assembly of International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property : ICCROM) ครั้งที่ ๒๘ ๒. วัตถุประสงค์                     เพื่อประชุมสมัยสามัญประจำปีตามระเบียบวาระการประชุมที่กำหนด และเลือกตั้งสมาชิกสภา ICCROM ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๒๗ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ๔. สถานที่       สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ๔. หน่วยผู้จัด   ศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา อนุรักษ์ และการบูรณปฏิสังขรณ์มรดกทางวัฒนธรรม(ICCROM)  ๖. กิจกรรม      ประชุมสมัยสามัญประจำปีตามระเบียบวาระการประชุมที่กำหนด ๗. ผู้เข้าร่วม           ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศภาคีสมาชิก จำนวน ๘๙ ประเทศ ได้แก่ ๑. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย ๒. สาธารณรัฐแองโกลา ๓. สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ๔. สาธารณรัฐอาร์เมเนีย ๕. ประเทศออสเตรเลีย ๖. สาธารณรัฐออสเตรีย ๗. สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ๘. ราชอาณาจักรบาห์เรน ๙. สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ๑๐ ราชอาณาจักรเบลเยียม ๑๑. ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ๑๒. สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ๑๓. ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ๑๔. สาธารณรัฐบัลแกเรีย ๑๕. สาธารณรัฐแคเมอรูน ๑๖. ประเทศแคนาดา ๑๗. สาธารณรัฐชาด ๑๘. สาธารณรัฐชิลี ๑๙. สาธารณรัฐประชาชนจีน ๒๐. สาธารณรัฐโคลอมเบีย ๒๑. สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ (ไอวอรี่โคสต์) ๒๒. สาธารณรัฐโครเอเชีย ๒๓. สาธารณรัฐไซปรัส ๒๔. สาธารณรัฐเช็ก ๒๕. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ๒๖. สาธารณรัฐโดมินิกัน ๒๗. สาธารณรัฐเอกวาดอร์ ๒๘. สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ๒๙. สาธารณรัฐเอสโตเนีย ๓๐. สาธารณรัฐฟินแลนด์ ๓๑. สาธารณรัฐฝรั่งเศส ๓๒. สหพันธรัฐรัสเซีย ๓๓. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ๓๔. สาธารณรัฐกานา ๓๕. สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) ๓๖. สาธารณรัฐกัวเตมาลา ๓๗. สาธารณรัฐเฮติ ๓๘. สาธารณรัฐอินเดีย ๓๙. สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ๔๐. สาธารณรัฐอิรัก ๔๑. ประเทศไอร์แลนด์ ๔๒. รัฐอิสราเอล ๔๓. สาธารณรัฐอิตาลี ๔๔. ประเทศญี่ปุ่น ๔๕. ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ๔๖. สาธารณรัฐเคนยา ๔๗. สาธารณรัฐลัตเวีย ๔๘. สาธารณรัฐเลบานอน ๔๙. ราชอาณาจักรเลโซโท ๕๐. สาธารณรัฐลิทัวเนีย ๕๑. ราชรัฐลักเซมเบิร์ก ๕๒. สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ๕๓. สาธารณรัฐมอลตา ๕๔. สหรัฐเม็กซิโก ๕๕. ราชรัฐโมนาโก ๕๖. ราชอาณาจักรโมร็อกโก ๕๗. สาธารณรัฐโมซัมบิก ๕๘. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ ๕๙. ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ๖๐. ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ๖๑. รัฐสุลต่านโอมาน ๖๒. สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ๖๓. สาธารณรัฐปารากวัย ๖๔. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ๖๕. สาธารณรัฐโปแลนด์ ๖๖. สาธารณรัฐโปรตุเกส ๖๗. รัฐกาตาร์ ๖๘. สาธารณรัฐเกาหลี ๖๙. สาธารณรัฐรวันดา ๗๐. ประเทศซาอุดีอาระเบีย ๗๑. สาธารณรัฐสโลวัก  ๗๒. สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ๗๓. ราชอาณาจักรสเปน ๗๔. สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ๗๕. สาธารณรัฐซูดาน ๗๖. ราชอาณาจักรสวีเดน ๗๗. สมาพันธรัฐสวิส (สวิตเซอร์แลนด์) ๗๘. ประเทศไทย ๗๙. สาธารณรัฐมาซิโดเนีย ๘๐. สาธารณรัฐตูนิเซีย ๘๑. สาธารณรัฐตุรกี ๘๒. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ๘๓. สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ๘๔. สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ๘๕. สหรัฐอเมริกา ๘๖. สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา ๘๗. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ๘๘. สาธารณรัฐเยเมน ๘๙. สาธารณรัฐซิมบับเว ประเทศผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ๑. นครรัฐวาติกัน ๒. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ๓. ประเทศยูเครน องค์กรเครือข่าย ๑. Academia Istropolitana Nova (AIN0VA) ๒. American University in Rome ๓. Associazione Herculaneum ๔. Centro Universitario Europeo per i Beni Culturali ๕. Commissione Nazionale Italiana Per L’UNESCO     ๖. Consiglio Nazionzle delle Ricerche, Institute for the Conservation and Enhancement of Cultural Heritage ๗. Council of Europe     ๘. Cultural Heritage protection Cooperation Office Asia/Pacific Cultural Center for UNESCO – Accu Nara Office ๙. Deutsches Archäologisches Institut – Abt. Rom ๑๐. European Confederation of Conservator-restorers’ Organizations - ECCO   ๑๑. Herity Italy and Herity International ๑๒. International Committee for the Conservation of Mosaics (ICCM) ๑๓. Icomos Italia ๑๔. Icomos Serbia ๑๕. Italian Geographical Society ๑๖. Kunsthistorisches Institut der Universität Bonn ๑๗. La Sapienza University ๑๘. Musei Vaticani ๑๙. OECD ๒๐. Organization of World Heritage Cities ๒๑. Romualdo Del Bianco Foundation – Life Beyond Tourism ๒๒. Trust for African Rock Art (TARA) ๒๓. UNESCO ๒๔. UNESCO Regional Office for Science and Culture in Europe ๒๕. University of Montreal       ๒๖. University of Nova Gorica, Economic and Techniques for the Conservation of the Architectural and Environmental Heritage       ๒๗. World Association for the Protection of Tangible and Intangible Cultural Heritage in Times of Armed Conflict (Watch)     ๘. สรุปสาระของกิจกรรม           การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยวาระการประชุม ๒๘ วาระ ดังนี้           ระเบียบวาระที่ ๑ การเปิดประชุมอย่างเป็นทางการ           ระเบียบวาระที่ ๒ การรับรองผู้สังเกตการณ์ (Acceptance of the Observers)           ระเบียบวาระที่ ๓ การต้อนรับประเทศสมาชิกใหม่ (Welcome to New Member States)          ระเบียบวาระที่ ๔ การเลือกตั้งประธานและรองประธาน สำหรับการประชุมสมัยสามัญของ ICCROM ครั้งที่ ๒๘ (Election of the President and three Vice- Presidents for the XXVIII Session of the General Assembly)           ระเบียบวาระที่ ๕ การเลือกตั้งคณะกรรมการในการประชุม (Election of the Committees) ระเบียบวาระที่ ๖ การรับรองระเบียบวาระการประชุมชั่วคราว   (Adoption of the Provisional Agenda) ระเบียบวาระที่ ๗ การมอบรางวัล ICCROM Award ระเบียบวาระที่ ๘ ถ้อยแถลงและการแสดงความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สังเกตการณ์ใน ประเด็นทั่วไป (Statements and interventions of Delegates and Observers on general issues) ระเบียบวาระที่ ๙ รายงานของคณะกรรมการตรวจตราสารแต่งตั้ง                      (Report of the Credentials Committee) ระเบียบวาระที่ ๑๐ รายงาน เรื่อง การค้างชำระค่าบำรุงของประเทศสมาชิก                        (Report of ICCROM Member States in Arrears with Contributions) ระเบียบวาระที่ ๑๑  รับรองรายงานการประชุมสมัยสามัญ ICCROM ครั้งที่ ๒๗ (Adoption of the Minutes of the XXVII Session of the General Assembly) ระเบียบวาระที่ ๑๒  รายงานจากสภา ICCROM (Report of the ICCROM Council) ระเบียบวาระที่ ๑๓  รายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้งสมาชิกสภา ICCROM                          (Report of the Committee on Candidatures for the Council) ระเบียบวาระที่ ๑๔  การนำเสนอผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ICCROM                         (Presentation of Candidates for Council) ระเบียบวาระที่ ๑๕  รายงานสถานการณ์ปัจจุบันด้านที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ ICCROM                         (Report on current situation of ICCROM’s new premises) ระเบียบวาระที่ ๑๖  การไว้อาลัย (In Memoriam) ระเบียบวาระที่ ๑๗  รายงานโครงการดำเนินงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖                         (Report on Implementation of the Programme 2012-2013) ระเบียบวาระที่ ๑๘  ต่อเนื่องจากระเบียบวาระที่ ๑๗ และรับรองรายงานการดำเนินงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖  (Item 17 continued and Adoption of the Report on Implementation of the Programme 2012-2013) ระเบียบวาระที่ ๑๙ และ ๒๐  พิจารณาโครงการและงบประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘ (Provisional Programme and Budget 2014-2015 and Approval by the General Assembly) ระเบียบวาระที่ ๒๑  พิจารณาร่างการแก้ไขกฎ ICCROM                          (Proposed Amendments to the ICCROM Statutes) ระเบียบวาระที่ ๒๒  การเลือกตั้งสมาชิกใหม่ของสภา ICCROM                         (Election: New Members of Council) ระเบียบวาระที่ ๒๓ และ ๒๔ ถ้อยแถลงและการแสดงความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สังเกตการณ์ (Statements of Delegates and Observers) ระเบียบวาระที่ ๒๕  ผลการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ของสภา ICCROM                         (Results of the Election: New Members of Council) ระเบียบวาระที่ ๒๖  การเลือกตั้งผู้แทน ICCROM เป็นคณะทำงานด้านเงินสงเคราะห์ร่วมกับองค์การสหประชาชาติ  (Election of ICCROM representatives to the United Nations Joint Staff Pension Fund) ระเบียบวาระที่ ๒๗  เรื่องอื่น ๆ (Other Business) ระเบียบวาระที่ ๒๘  การรับรองรายงานการพิจารณาตามวาระต่าง ๆ ของการประชุมสมัยสามัญ ICCROM ครั้งที่ ๒๘ (Adoption of the Report Setting Forth the Decisions of the XXVIII Session of the General Assembly)           นอกจากการประชุมตามวาระการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้รับเชิญเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง ICCROM-ATHAR Regional Centre for the Protection of Cultural Heritage in the Arab States  ณ Egyptian Academy in Rome ในวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดร่วมกันระหว่าง Egyptian Academy และ ICCROM  การบรรยายพิเศษดังกล่าวเป็นการแนะนำให้รู้จักศูนย์ ICCROM-ATHAR Regional Centre for the Protection of Cultural Heritage in the Arab States ที่ได้ดำเนินการก่อตั้งขึ้นที่รัฐชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงกิจกรรมของศูนย์แห่งนี้ที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งนำเสนอโดย Dr. Zaki Aslan ๙. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รู้จัก ICCROM ดีขึ้น ได้รับทราบองค์ประกอบของศูนย์ ICCROM  กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในความดูแลของ ICCROM  ตลอดจนแนวคิดในการดูแลรักษาและอนุรักษ์โบราณสถาน และประเด็นสำคัญที่วงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกำลังให้ความสำคัญ เช่น การบริหารความเสี่ยงที่มีต่อโบราณสถานอันเกิดจากภัยธรรมชาติและภัยสงคราม การป้องกันและการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหนืออย่างรวดเร็วภายหลังจากการเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังเห็นความตั้งใจของ ICCROM ที่พยายามอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั้งประเภทที่จับต้องได้ (Tangible Heritage) และประเภทที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) โดยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมของชุมชนและเพื่อชุมชน  ดังนั้น จึงควรจัดส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำงานของ ICCROM และมีประสบการณ์ในการประชุมระดับนานาชาติ                                                                                                                                                                                             (นายสถาพร  เที่ยงธรรม)                                                                                             นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ     ................................................. (นายศิริชัย  หวังเจริญตระกูล) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์        ผู้จัดทำรายงานการเดินทาง


หอสมุดแห่งชาติขอนำเสนอรายการ “หนังสือเก่าเล่าเรื่อง” ซึ่งเป็นการนำหนังสือหายากของหอสมุดแห่งชาติมาสรุปเนื้อหาให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี   วันนี้ขอนำเสนอหนังสือเรื่อง “ตำนานเรื่องวัตถุสถานต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา” จัดพิมพ์ในงานพระศพ พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ครบศตมาห​ ณ​ วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.​ 2472 โดย นางสาวอุดมพร เข็มเฉลิม บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ   วัตถุสถานซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาทั้งที่ทรงสร้างใหม่ และที่ทรงปฏิสังขรณ์นั้นมี 4 ประเภท คือ สำหรับบำรุงพระพุทธศาสนา สำหรับพระราชอิสสริยยศ สำหรับรักษาพระราชอาณาเขตต์ และสำหรับบำรุงบ้านเมือง   วัตถุสถานสำหรับบำรุงพระศาสนาพระอารามที่ทรงสร้างขึ้นใหม่ ได้แก่ วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี ทรงอุทิศถวายพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนี วัดเทพธิดาราม สร้างพระราชทานพระเกียรติยศพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นอับสรสุดาเทพ และวัดราชนัดดาราม สร้างพระราชทานพระเกียรติยศพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดีพระอารามที่ทรงบูรณะทั้งสิ้น 17 แห่งได้แก่ (1) วัดราชโอรส เดิมชื่อวัดจอมทอง อยู่ริมคลองด่านใกล้บางขุนเทียน ทรงสร้างถวายรัชกาลที่ 2 ในครั้งเสด็จไปขัตตาทัพพะม่าที่กาญจนบุรี (2) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงบูรณะทั่วทั้งพระอาราม ที่สำคัญคือ พระอุโบสถ ผนังด้านนอกเดิมเป็นลายรดน้ำพื้นสีแดง แกเป็นลายปั้นปิดทอง พื้นประดับกระจก ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต โปรดให้สร้างชั้นเบญจาหนุนบุษบกให้สูง (3) วัดพระเชตุพน ขยายเขตพระอาราม สร้างวิหารพระนอนเดิมเป็นที่วังกรมหลวงนรินทรเทวี รื้อกุฎีสงฆ์ซึ่งเดิมเป็นเครื่องไม้แล้วก่อเป็นตึก สร้างพระมหาเจดีย์นามว่า พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมนิทาน และพระมหาเจดีย์มุนีปัตตบริขาร (4) วัดอรุณ ทรงสร้างพระปรางค์เป็นที่ปรากฎมาถึงทุกวันนี้ (5) วัดกลางเมืองสมุทรปราการ (6) วัดนางนอง (7) วัดพระพุทธบาท เกิดไฟไหม้พระมณฑปน้อยในสมัยรัชกาลที่ 2 ถึง ร.3 ได้ทรงสร้างพระมณฑปน้อยขึ้นแทน (วัดมหาธาตุ เดิมชื่อวัดสลัก ทรงสร้างศาลารายรอบระเบียงด้านละ 4 หลัง สร้างศาลาเรียนหนังสือด้านตะวันออก (9) วัดโมลีโลก เดิมชื่อวัดท้ายตลาด ทรงโปรดให้หล่อรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) กับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไว้สักการะหน้าหอพระเจ้าในพระบรมมหาราชวังส่วนรูปสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไว้ที่วัดแห่งนี้ (10) วัดยานนาวา เดิมชื่อวัดคอกควาย ทรงสร้างสำเภาที่หลังพระอุโบสถ (11) วัดระฆังโฆสิตาราม เดิมชื่อวัดบางว้าใหญ่ ถึง ร.3 เกิดไฟไหม้ โปรดให้สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ (12) วัดราชสิทธิ์ เดิมชื่อวัดพลับ (13) วัดศาลาปูน อยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ทรงสร้างกุฎีตึกพระราชทานพระธรรมราชานุวัต (คุ้ม) (14) วัดสระเกศ เดิมชื่อวัดสระแก อยู่ปากคลองมหานาค โปรดให้สร้างพระวิหารประดิษฐานพระอัฏฐารสอัญเชิญมาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก ทรงสร้างเจดีย์ภูเขาทองแต่ไม่สำเร็จ เพราะดินทรุด (15) วัดสุทัศน์เทพวราราม อยู่ถนนบำรุงเมือง ทรงสร้างพระวิหารหลวง ทรงหล่อพระพุทธรูปพระประธานด้วยกลักฝิ่น สร้างสัตตมหาสถาน และได้มีการนิมนต์พระไปอยู่ประจำต่อมา (16) วัดสุวรรณดาราราม อยู่ริมป้อมเพ็ชร พระนครศรีอยุธยา (17) วัดสังกระจายอยู่คลองบางวัวทองหรือคลองลำเจียกน้อย เมื่อครั้งสร้างพระอุโบสถใน ร.1 พบพระกัจจายกับสังข์ตัวหนึ่ง จึงพระราชทานนามว่า วัดสังข์กัจจาย ต่อมาคนเรียกชื่อเป็น วัดสังกระจาย   วัดที่ทรงอุปการะและปฏิสังขรณ์ มีทั้งสิ้น 33 แห่ง ได้แก่ (1) วัดกัลยาณมิตร เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) สร้างขึ้นถวายเป็นพระอาราม ร.3 ทรงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ ถวายพระนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก (2) วัดกาญจนสิงหาศน์ คลองบางพรหม เดิมชื่อวัดทอง สมเด็จพระรูปสิริโสภาคย์มหานาคนารีทรงสถาปนา (3) วัดคฤหบดี ริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกใต้บ้านปูน พระยาราชมนตรี (ภู่) สร้างขึ้น ร.3 พระราชทานพระพุทธแทรกคำซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันท์เป็นพระประธาน (4) วัดคูหาสวรรค์ คลองบางจาก เดิมชื่อวัดศาลาสี่หน้า ร.1 เชิญพระประธานวัดนี้มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพน นามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร (5) วัดคงคาราม เมืองเพชรบุรี (6) วัดเครือวัลย์วรวิหาร คลองมอญฝั่งใต้ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธ์) กับเจ้าจอมเครือวัลิ เป็นผู้สร้าง (7) วัดจักรวรรดิราชาวาส เดิมชื่อวัดสามปลื้ม เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิง สิงหเสนี) สถาปนาขึ้น ร.3 ทรงอัญเชิญพระบางจากเวียงจันท์มาประดิษฐาน ถึง ร.4 คืนพระบางไปไว้ที่เมืองหลวงพระบาง ให้มีพระวิหารและรูปจำลองพระบางจนถึงทุกวันนี้ (วัดจันทาราม ปากคลองบางยี่เรือ เดิมชื่อวัดบางยี่เรือกลาง พระยาสุรเสนาสร้าง (9) วัดชนะสงคราม ถนนจักรพงศ์ เดิมชื่อวัดตองปุ สมเด็จฯ กรมพระราชวังมหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างขึ้น (10) วัดดุสิดารามอยู่ลำแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เหนือปากคลองบางกอกน้อย เดิมชื่อวัดเสาประโคน กรมหลวงศรีสุนทรเทพ ทรงสถาปนา (11) วัดทองธรรมชาติ (12) วัดหนัง (13) วัดนาคกลาง เดิมชื่อวัดกลาง ภายหลังได้รวมเข้ากับวัดนาค จึงเรียกว่าวัดนาคกลาง (14) วัดบพิตรพิมุข เดิมชื่อวัดตีนเลน หรือวัดเชิงเลน (15) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเชิญพระพุทธชินสีห์จากเมืองพิษณุโลกมาประดิษฐาน และทรงสร้างตำหนักพระปั้นหยาพระราชทานแก่เจ้าฟ้ามงกุฎในครั้งผนวช (16) วัดบวรมงคล เดิมชื่อวัดลิงขบ (17) วัดปรินายก ริมถนนราชดำเนินนอก เดิมชื่อวัดพรหมสุรินทร์ ร.3 ทรงหล่อพระประธาน (18) วัดปากน้ำ ริมคลองด่าน (19) วัดประทุมคงคา ถนนสำเพ็ง เดิมชื่อวัดสำเพ็ง (20) วัดพระยาทำ (21) วัดภคินีนาถ เดิมชื่อวัดบางจาก (22) วัดมหรรณพาราม ถนนบ้านตะนาว (23) วัดรังษีสุธาวาส (24) วัดราชบุรณะ ถนนพาหุรัด เดิมชื่อวัดเลียบ (25) วัดรัชฎาธิฐาน คลองบางพรหม เดิมชื่อวัดเงิน (26) วัดสมอราย เจ้าฟ้ามงกุฎผนวชและประทับที่วัดแห่งนี้ (27) วัดสังเวชวิษยาราม เดิมชื่อวัดบางลำภู (28) วัดสัมพันธวงศาราม ถนนสำเพ็ง เดิมชื่อวัดเกาะแก้วลังการาม (29) วัดสุวรรณาราม คลองบางกอกน้อย เดิมชื่อวัดทอง (30) วัดเศวตฉัตร บางลำภู (31) วัดอมรินทราราม ริมคลองบางกอกน้อย เดิมชื่อวัดบางว้าน้อย (32) วัดอับสรสวรรค์ คลองด่าน เดิมชื่อวัดหมู ร.3 พระราชทานฉันสมอไปประดิษฐาน (33) วัดอัมพวันเจติยาราม เหนือปากคลองอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม   ทรงสร้างพุทธเจดีย์ดังต่อไปนี้   ทรงสร้างพระพุทธรูปยืน ถวายพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สูง 6 ศอก หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์แล้วหุ้มทองคำ ทรงเครื่องต้นอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ ประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเลือกพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ พระพุทธเจษฎา พระพุทธราชาภิเษก พระพุทธชินสีห์ตรีโลกนาถ พระพุทธชินราชรังสรรค์ ทั้ง 4 องค์เป็นพระทรงเครื่องลงยาราชาวดีปางห้ามสมุท ประดิษฐานในหอพระน้อยหน้าหอพระสุราลัยพิมาน นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระพุทธรูปชัยวัฒนะ เป็นพระพุทธรูปเท่าจำนวนพระชันษา พระพุทธนิมิต พระพุทธรังสรรค์ เครื่องทรงพระแก้วมรกต ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับระดูร้อน ระดูฝน และระดูหนาว พระประธานทรงโปรดให้หล่อขึ้น 3 องค์ คือ พระประธานในพระอุโบสถ วัดราชโอรส ร.4 ถวายพระนามว่า พระพุทธอนันตคุณ พระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม ร.4 ถวายพระนามว่า พระพุทธตรีโลกเชษฐ และพระประธานในพระอุโบสถวัดราชนัดดา หล่อด้วยทองแดงได้มาจากเมืองจันทึก นครราชสีมา ร.4 ถวายพระนามว่า พระพุทธมหาโลกาภินันท์สร้างพระพุทธรูปต่าง ๆ ตามเรื่องพุทธประวัติด้วยทองแดงซึ่งได้มาจากเมืองจันทึก พระโตในพระวิหารวัดกัลยาณมิตร สร้างตามแบบอย่างวัดพระเจ้าพนัญเชิง ร.4 ทรงถวายพระนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก ทรงสร้างพระนอน 2 องค์ คือ พระนอนในพระวิหารวัดพระเชตุพน เป็นพระใหญ่ที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ กับพระนอนในวิหารวัดราชโอรส พระสมุทรเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ไม้สิบสอง อยู่กลางเกาะ ร.3 โปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่กองสร้างตามพระราชดำริของ ร.2 ทรงสร้างบรมบรรพตในคราวปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ เป็นเจดีย์ใหญ่อย่างภูเขาทองที่พระนครศรีอยุธยา แต่สร้างไม่แล้วเสร็จ ถึง ร.4 โปรดฯ ให้ทำการที่ค้างอยู่ พระราชทานนามว่า บรมบรรพต สำเภาวัดยานนาวา สร้างขึ้นในคราวปฏิสังขรณ์วัดคอกกระบือ เป็นพระเจดีย์มีฐานเป็นสำเภาเท่าขนาดเรือจริง ในสำเภานี้มีรูปหล่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์กับรูปชาลีกัณหาอยู่ที่ห้องท้ายบาหลี พร้อมกับให้ขนานนามวัดใหม่ว่า วัดยานนาวา โลหปราสาท เป็นเจดีย์ตามแบบลังกา พระราชทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระปรางค์วัดอรุณ โปรดให้ก่อเสริมพระปรางค์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพื่อเป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร สูง 33 วาเศษ ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ 4 องค์ คือ พระเจดีย์ศรีสรรเพ็ชดาญาณ สร้างในสมัย ร.1 ถึง ร.3 ทรงสร้างพระเจดีย์เคียงข้างละองค์ นามว่า พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมนิทาน และพระมหาเจดีย์มุนีปัตตบริขาร ถึง ร.4 ให้ถ่ายอย่างพระเจดีย์วัดสวนหลวงสบสวรรค์ที่พระนครศรีอยุธยามาสร้างขึ้นอีกองค์หนึ่ง   วัตถุสถานที่ทรงสร้างเฉลิมพระราชอิสสริยยศ ได้แก่ พระราชมนเทียรในหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เดิมมุงกระเบื้องดีบุกเปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้องเคลือบ พระมหามนเทียรหมู่พระที่นั่งจักพรรดิพิมานในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเดิมเป็นเสาไม้ เปลี่ยนเป็นเสาใหญ่ก่ออิฐ ทำซุ้มแกลด้านนอก ผนังด้านในพระที่นั่งไพศาลทักษิณโปรดให้เขียนรูปต่าง ๆ ตำหนักข้างในพระบรมมหาราชวัง รื้อตำหนักทั้งปวงสร้างเป็นตึกทั้งหมด ย้ายตำหนักเขียวของกรมพระยาเทพสุดาวดีสร้างเป็นกุฎิสงฆ์ที่วัดอมรินทาราม และรื้อตำหนักแดงของกรมพระศรีสุดารักษ์ย้ายมาปลูกถวายสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีที่พระราชวังเดิม พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดิมเป็นพลับพลาเครื่องไม้ เรียกว่า พลับพลาสูง โปรดให้รื้อสร้างเป็นปราสาทพระราชทานนามว่า พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และเปลี่ยนนามใหม่ว่า พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ใน ร.4 ศาลาลูกขุน คลัง ห้องเครื่อง ทิมดาบ เหล่านี้เป็นเครื่องไม้ รื้อใหม่ทำเป็นตึก สร้างโรงปืนใหญ่ในพระราชวัง เป็นโรงก่ออิฐถือปูนฝาไม้ไว้ประตูวังประตูละคู่ เลือกปืนใหญ่ของงามตั้งประจำไว้โรงละกระบอก ประตูพระราชวัง เปลี่ยนรูปทรงเป็นซุ้มฝรั่งตามอย่างวังหลวงที่พระนครศรีอยุธยา   วัตถุสถานทรงสร้างสำหรับรักษาพระราชอาณาเขตต์สร้างป้อมรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัย ร.2 โปรดฯ ให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) สร้างเมืองสมุทรปราการ ให้มีป้อมปราการอยู่ทางทิศตะวันออก 4 ป้อมคือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ และสร้างบนเกาะกลางน้ำอีก 2 ป้อมคือ ป้อมผีเสื้อสมุทร กับป้อมนาคราช และให้ขุดคลองปากลัดจากเมืองนครเขื่อนขันธ์มายังกรุงเทพฯ ถึง ร.3 หลังจากทรงปราบกบฎเวียงจันท์แล้ว ได้เกิดสงครามกับญวน จึงโปรดให้สร้างป้อมเพิ่มที่สมุทรปราการชื่อ ป้อมปีกกา อยู่ต่อจากป้อมประโคนชัย กับป้อมตรีเพ็ชร สร้างที่บางจะเกรง และต่อมาได้สร้างป้อมคงกระพันที่บางปลากด ทางฝั่งตะวันตกเหนือเมืองสมุทรปราการ พ.ศ. 2388 โปรดให้กรมหลวงรักษ์รณเรศรเป็นแม่กองสร้างป้อมเพิ่มที่นครเขื่อนขันธ์คือ ป้อมมหาสังหารกับป้อมเพ็ชรหึง ได้มีการทำป้อมปีกกาต่อป้อมนาคราชลงไป เรียกว่า ปีกกาพับสมุทร ให้ถมศิลาปิดปากอ่าวที่แหลมฟ้าผ่าไว้เป็นทางเรือเดินเป็นช่วง ๆ เรียกว่า โขลนทวาร ถึง พ.ศ. 2391 โปรดให้จมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) สร้างป้อมใหญ่ที่ตำบลมหาวงศชื่อ ป้อมเสือซ่อนเล็บ   ป้อมรักษาปากน้ำอื่น ๆ คือ ป้อมวิเชียรโชฎึก รักษาปากน้ำท่าจีนที่เมืองสมุทรสาคร ป้อมพิฆาฏข้าศึก รักษาปากน้ำเมืองสมุทรสงคราม และป้อมรักษาปากน้ำบางปะกง เมืองฉะเชิงเทรา แต่ไม่ปรากฎชื่อ   สร้างเมืองหน้าศึกมีป้อมปราการ 3 เมือง คือ ที่ตำบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี ที่ปากน้ำเมืองจันทบุรี มีป้อมชื่อ ป้อมไพรีพินาศกับป้อมพิฆาฏปัจจามิตร์ และที่ตำบลบ่อยาง เมืองสงขลา   สร้างเรือรบ ทรงสร้างเรือรบทั้งอย่างเก่าและอย่างใหม่ มี 3 ประเภทคือ (1) เรือสำหรับแม่น้ำ เป็นพวกเรือยาวมีเรือกิ่ง เรือเอกไชย เรือศรี เรือกราบ เป็นเรือสำหรับกระบวนเสด็จพยุหยาตรา เป็นยานพาหนะสำหรับยกกองทัพทางชลมารคแบบโบราณ มีทั้งสิ้น 24 ลำ (2) เรือรบสำหรับอ่าวทะเล เรียกว่า กำปั่นแปลง หัวเรือเป็นเรือปากปลา ท้ายเรือเป็นกำปั่น เจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นผู้คิดแบบต่อขึ้น ร.3 พระราชทานนามลำแรกว่า เรือมหาพิไชยฤกษ์ และมีการต่อเรือขึ้นอีก 31 ลำ และได้ปลูกโรงรักษาเรือนี้ไว้ริมคลองบางกอกใหญ่ กับคลองมหานาค(3) เรือกำปั่นแล่นในทะเล มีทั้งสิ้น 12 ลำ   สร้างปืนใหญ่ โปรดให้หาช่างชำนาญการหล่อเหล็กเข้ามาจากเมืองจีนและหล่อขึ้น มี 2 แบบเรียกว่า ปืนรักษาศาสนา และปืนสัมมาทิษฐิเดิมได้ทำโรงหลังคาช่อฟ้าที่ลานข้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตอนนี้อยู่สนามหน้ากระทรวงกลาโหม   วัตถุสถานทรงสร้างสำหรับบำรุงบ้านเมือง ทรงตั้งเมืองทั้งสิ้น 25 เมือง คือในท้องที่ฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นมณฑลนครราชสิมา และมณฑลอุดร 19 เมือง กับตั้งในท้องที่ฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นมณฑลปราจิณบุรี 6 เมือง ขุดคลอง ได้แก่ คลองสุนัขหอน จังหวีดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ตรงน้ำชนเข้าไปในทุ่งโพธิ์ คลองบางบอน จังหวัดธนบุรี ตั้งแต่วัดปากน้ำถึงบางขุนเทียน กับตั้งแต่บางขุนเทียนถึงวัดเลา และคลองบางขนาก ตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนาก   ผู้สนใจสามารถอ่านหนังสือ "ตำนานเรื่องวัตถุสถานต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา" ได้ที่ห้องหนังสือหายาก ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ   บรรณานุกรม   ราชบัณฑิตยสภา. ตำนานเรื่องวัตถุสถานต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2472. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ครบศตมาหณวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2472) 


การดำเนินงานทางโบราณคดี บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)    การดำเนินงานทางโบราณคดีในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ โดยดำเนินการสำรวจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังบวรสถานมงคลและขุดค้นควบคู่กันไป ภายใต้กรอบแนวคิด ดังนี้   กรอบความคิดในการดำเนินงาน   - สำรวจ รวบรวม ศึกษาข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ทั้งของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพื้นที่/สถาปัตยกรรมของพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้   - นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา สรุปเป็นเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคล และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทั้งทางด้านประวัติความเป็นมา พัฒนาการของพื้นที่ และจัดทำรูปแบบสันนิษฐาน   - จัดทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในรูปแบบของนิทรรศการชั่วคราวในแหล่ง รวมถึงการมีส่วนร่วมขณะปฏิบัติงานทางโบราณคดี   - เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคลและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตลอดการดำเนินโครงการเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ รายงาน เอกสารเผยแพร่ การสัมมนาทางวิชาการ และนิทรรศการ   - นำข้อมูลที่ได้รับมาสังเคราะห์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนการจัดทำพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม   - นำเสนอโบราณสถานพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งบริเวณ ในรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสม (เช่น การเปิดแนวโบราณสถานที่ได้จากการขุดค้น การจัดทำแบบจำลอง ป้ายแสดงผังพร้อมคำอธิบาย ฯลฯ)


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศเวียดนาม ๑. ชื่อโครงการ Inauguration Ceremony of Southeast Asia Museum ๒.วัตถุประสงค์                    ๑) เพื่อร่วมในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                    ๒) เพื่อประชุมระดมความคิดในการสร้างความร่วมมือในการงานพิพิธภัณฑสถานระหว่างผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึง ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๔. สถานที่       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์เวียดนาม           ๕. หน่วยงานผู้จัด Vietnam Museum of Ethnology ๖. หน่วยงานสนับสนุน                    ๑. กรมศิลปากร                    ๒. Vietnam Museum of Ethnology                    ๓. ศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SPAFA)  ๗. กิจกรรม                    ๑) การศึกษาเยี่ยมชมนิทรรศการและอาคารจัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                    ๒) การประชุมระดมความคิดเรื่องความร่วมมือในงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและพิพิธภัณฑสถานชาติพันธ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                    ๓) พิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๘. คณะผู้แทนไทย                    ๑) นางอมรา ศรีสุชาติ  ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ) สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม                    ๒) ม.ร.ว. รุจยา  อาภากร  ผู้อำนวยการศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SPAFA) ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                    ๑) การศึกษาเยี่ยมชมนิทรรศการและอาคารจัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                                                                                                                พิพิธภัณฑ...                      - พิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาคารขนาดใหญ่ มี  ๓  ชั้น ชั้นที่ ๑  จัดแสดงนิทรรศการถาวรแล้วเสร็จ  เป็นการจัดแสดงภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ผ่านศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศ โดยไม่แบ่งแยกประเภท แต่แบ่งหัวเรื่องตามหัวข้อที่ตรงกัน เช่น ความเชื่อในลัทธิศาสนา  เสื้อผ้าอาภรณ์ พิธีกรรม เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้นที่ ๒ กำลังจะได้งบประมาณจัดในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จะจัดแสดงcollection ของเอกชนที่มอบให้ ๓ รายซึ่งเป็นcollectionวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ละcollection จำนวน ๕๐๐ – ๖๐๐ รายการ ชั้น ๓ เป็นโถงโล่ง เตรียมไว้เพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทรรศการพิเศษของประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน พื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ตารางเมตร                     ๒) การประชุมระดมความคิดเรื่องความร่วมมือในงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและพิพิธภัณฑสถานชาติพันธ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                     - ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยอธิบดีกรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือผู้แทน ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ได้แก่           Professor Vō Quang Trong        ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์ เวียดนาม           Professor Dr Nyugen Duy Thieu รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์ เวียดนาม                                                         Professor Dr Vi Wan An            รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์ เวียดนาม        Dato’ Ibrahim Bin Ismail         อธิบดีกรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาเลเซีย           Miss Ju smam                        ภัณฑารักษ์ กรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาเลเซีย           Dr Jeremy Barns                     ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ฟิลิปปินส์           Mr Ngwe Tun Myint                 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า Mrs Phetmalaivanh Keobounma ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนลาว           Mrs Tara Gujadhur                   ผู้อำนวยการร่วมศูนย์ศิลปะและชนเผ่าวิทยา สาธารณรัฐ                                                      ประชาชนลาว Mr Pudarno bin Binchin            ภัณฑารักษ์ด้านชาติพันธ์และผู้บริหารจัดการพิพิธภัณฑสถาน                                         พิพิธภัณฑสถานเทคโนโลยีมาเลย์ กรมพิพิธภัณฑสถาน บรูไน                ประเทศบรูไนดารุสลาม                                                          Mr Haji Mahrin bin Haji Abus     ภัณฑารักษ์ กรมพิพิธภัณฑสถาน บรูไน           Mrs Sri Suharni                       ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินโดนีเซีย           Mr. Iswan Zulkzranan               ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินโดนีเซีย           Mr. Junaidi Ismail                    ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินโดนีเซีย           Mrs Heidi Tan                        หัวหน้าภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานอารยธรรมเอเชีย    ประเทศสิงคโปร์                                                                                        Mr Szan Tan                       ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานอารยธรรมเอเชีย                                                                                        ประเทศสิงคโปร์           Mrs Lily Samuel                  ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานการไปษณียากร ประเทศสิงคโปร์           Mr Kong Vireak                            ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพนมเปญ ประเทศกัมพูชา         นอกจากนี้ผู้บริจาคโบราณวัตถุ - ศิลปวัตถุ รายใหญ่ ๒ ราย ให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์แห่งเวียดนาม  คือ  Mrs Roselli Mariono  อดีตประธานมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์  สาขากรุงเทพฯ   และ Professor Dr. Kaneko Kazushige  อดีตผู้แทนญี่ปุ่นประจำสหประชาชาติในฐานะที่ปรึกษาเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้  ได้เข้าร่วมประชุมด้วย           - ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์แห่งเวียดนาม เสนอให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาใช้พื้นที่ชั้น ๓ ซึ่งมีอยู่ ๑,๐๐๐ ตารางเมตรเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ที่ประชุมเห็นว่าควรจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันก่อน เพื่อหาหัวข้อเรื่องที่เป็นประเด็นร่วมที่ น่าสนใจและโดดเด่นที่ทุกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันนำวัตถุมาจัดแสดงเพื่อให้เป็นนิทรรศการที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศอาเซียน และยังเป็นการดำเนินงานร่วมกัน ส่วนเรื่องงบประมาณนั้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์ควรเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ และประเทศต่างๆสามารถสนับสนุนในความเป็นไปได้ในการจัดนิทรรศการ  อย่างไรก็ดีกรณีที่ประเทศใดที่มีความพร้อมจะนำนิทรรศการมาจัดแสดงเผยแพร่ของประเทศตน  ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์เวียดนามก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ทั้งนี้จะเป็นข้อตกลงระหว่าง ๒ ประเทศ คือเวียดนาม และประเทศที่ประสงค์จะนำนิทรรศการ  มาจัด ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งสามารถหารือทำข้อตกลงเป็นทวิภาคีได้           - ที่ประชุมมีความเห็นว่านอกจากการดำเนินการความร่วมมือเรื่องนิทรรศการ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ควรมีการทำความตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน กรณีที่เกิดการสูญหายจากการโจรกรรม หรือนำออกไปโดยผิดกฎหมาย           ๓) พิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้           - พิธีเปิดเริ่มตอนเย็นของวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เวลา ๑๖.๐๐ น. ประธานในพิธีคือ ประธานบัณฑิตสถานด้านสังคมศาสตร์ (Vietnamese Academy of Social Science)  ซึ่งเป็นสถาบันขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญประกอบด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงวัฒนธรรมและในบัณฑิตสถานด้านสังคมศาสตร์  เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ  พร้อมภริยา       มาร่วมงานกว่า ๑๐ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยและลาว ได้รับการติดต่อในการประสานให้นำนาฏศิลป์ของไทยและลาวมาแสดง  เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอยได้ติดต่อนำคณะจากวิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพมหานคร มาแสดง ๔ ชุด   และเอกอัครราชทูตลาวประจำกรุงฮานอย   นำคณะนาฏศิลปะจากลาว  มาแสดง ๔ ชุด เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการแสดงเต้นสิงโตและมังกรของคณะนาฏศิลปะกรุงฮานอย                                                                                                           ๑๐.ข้อ....... ๑๐. ข้อเสนอแนะของกิจกรรม           ๑๐.๑ กระทรวงวัฒนธรรมประเทศไทย  ซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องหลักในการจัดการแสดงนิทรรศการ/พิพิธภัณฑสถานด้านศิลปวัตถุ เช่น กรมศิลปากร ควรดำเนินการทำความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Vietnam Museum of Ethnology  เนื่องจากพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดแสดงนิทรรศการ  และการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อนำมาซึ่งการจัดแสดงนิทรรศการ  และมีความสัมพันธ์กับพิพิธภัณฑสถานลักษณะเดียวกันนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแลกเปลี่ยนนิทรรศการ หรือนำนิทรรศการจากประเทศไทยไปจัดแสดง ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้แจ้งความประสงค์ว่ายินดีให้ความร่วมมือโดยสามารถสนับสนุนเรื่องสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ การจัดแสดง ส่วนงบประมาณอื่นใดในการดำเนินการสามารถหารือกันเพื่อทำความตกลงระหว่าง ๒ หน่วยงาน (กรมศิลปากรกับ Vietnam Museum of Ethnology) เป็นเฉพาะกรณีได้           ๑๐.๒ การบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของเวียดนาม มีข้อมูลและวิธีการดำเนินการที่น่าสนใจเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยดังต่อไปนี้           - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของเวียดนามมีทั้งหมด  ๖  แห่ง  ๕  แห่งอยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประวัติศาสตร์เวียดนาม  พิพิธภัณฑสถานทหารและ การรบ พิพิธภัณฑสถานวิจิตรศิลป์ พิพิธภัณฑสถานจามที่ดานัง พิพิธภัณฑสถานโฮจิมินห์  มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์แห่งเดียวที่อยู่ภายใต้บัณฑิตสถานด้านสังคมศาสตร์ (Vietnamese Academy of Social Science) ซึ่งเป็นสถาบันขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อพิพิธภัณฑสถานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดดำเนินการก็จะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งที่ ๗ และจะทำให้มีพิพิธภัณฑสถาน ๒ แห่งภายใต้บัณฑิตสถานด้านสังคมศาสตร์           - บัณฑิตสถานด้านสังคมศาสตร์แห่งเวียดนาม (Vietnamese Academy of Social Science)  มีหน่วยงานภายใต้สังกัด จำนวน ๒๘ หน่วยงาน การบริหารการจัดการในรูปสถาบันการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำมาซึ่งความรู้ การส่งเสริมความรู้และเผยแพร่  จึงวางรูปแบบการบริหารจัดการให้มีการพัฒนาบุคลากร และเน้นผลงานการวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาความรู้และเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบของพิพิธภัณฑสถาน การจัดนิทรรศการ และการจัดพิมพ์อกสารวิชาการ ดังนั้นจึงมี ข้อดี ดังนี้ ๑) บุคลากรสามารถนำเสนอผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการเพื่อปรับตำแหน่งตนเองขึ้นไปเฉพาะตัวโดย ไม่ปิดกั้น จะเห็นว่า ผู้มีผลงานวิชาการ เริ่มจากตำแหน่ง นักวิจัย-นักวิจัยอาวุโส-ผู้ช่วยศาสตราจารย์-รองศาสตราจารย์-ศาสตราจารย์ ทำให้บุคคลตั้งใจทำงานและเร่งสร้างงานวิจัยที่มีคุณค่าและเผยแพร่ความรู้ทำให้เกิดความรู้ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ๒) เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่เน้นผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการด้านความรู้จึงมีความคล่องตัวและมีระเบียบปฏิบัติพิเศษที่สามารถรับทุนสนับสนุน หรือวางแผนการวิจัยร่วมกับประเทศต่างๆ การให้ทุนนักวิจัย ไปดำเนินการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ หรือการสร้างสรรค์โครงการร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมการวิจัยและงานที่จะนำมาซึ่งความรู้ เช่น การจัดประชุมสัมมนา การจัดนิทรรศการพิเศษ อย่างไรก็ดี มีข้อด้อย ดังต่อไปนี้ ๑) เนื่องจากไม่ได้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีภารกิจด้านพิพิธภัณฑสถานโดยตรง จึงไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการพัฒนาหรือการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานจากกระทรวงวัฒนธรรม ๒) ขาดบุคลากรด้านพิพิธภัณฑวิทยา (museology)  เช่น ตำแหน่ง ภัณฑารักษ์ (curator) นักอนุรักษ์โบราณวัตถุ (conservator) ในพิพิธภัณฑสถาน เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานในพิพิธภัณฑสถาน เป็นตำแหน่งนักวิจัย (researcher) รัฐบาลจึงมิได้จัดสรรตำแหน่งด้านภัณฑารักษ์ และนักอนุรักษ์มาให้โดยตรง           - การแก้ปัญหาของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพันธ์วิทยาในเรื่องการขาดแคลนบุคลากรตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยวางแนวทางการับอาสาสมัคร (Volunteer) เข้ามาทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ โดยจัดงบประมาณในการฝึกอบรมอาสาสมัคร กอปรกับรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาเตรียมความพร้อมผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยให้มีการผ่านงานก่อนรับสมัครเข้าทำงาน ดังนั้นนักศึกษามหาวิทยาลัยจึงเข้ามาสมัครเป็นอาสาสมัคร เมื่อผ่านการอบรมแล้ว จึงได้รับการรับรองให้ทำงานอาสาสมัคร อาสาสมัครเหล่านี้ ไม่ได้รับค่าจ้าง แต่ได้รับอาหารกลางวัน และ/หรืออาหารเย็นกรณีทำงานล่วงเวลาถึงกลางคืน กรณีที่มีกิจกรรมเฉพาะสำคัญและต้องทำงานยาวนาน และเป็นโครงการพิเศษของพิพิธภัณฑฯ ก็จะได้รับค่าพาหนะเดินทางตอบแทนบ้าง  การประกาศรับอาสาสมัครมีกระบวนการดังนี้ ประกาศรับสมัครทางออนไลน์-สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือก-เข้ารับการอบรม-ปฏิบัติงานตามภารกิจที่พิพิธภัณฑฯ มอบหมาย           - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของประเทศเวียดนาม  เน้นการรับบุคลากรเข้าทำงานที่จะต้องมีคุณสมบัติที่จะทันโลกและสามารถติดต่อระดับนานาชาติได้ จึงเน้นวิชาการสอบเข้ารับราชการในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๓ วิชาคือ วิชาเฉพาะที่ต้องใช้ความรู้ตามความต้องการ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคอมพิวเตอร์           - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์เวียดนาม  เก็บค่าเข้าชมประมาณ ๖๐ บาท ทั้งคนเวียดนามและชาวต่างประเทศ กรณีที่ติดต่อล่วงหน้าเพื่อการเข้าชมเป็นกลุ่มจะลดค่าเข้าชมให้ คนสูงอายุ เก็บค่าเข้าชมเพียงครึ่งเดียว คือ ๓๐ บาท เด็กนักเรียนเก็บค่าเข้าชม ๑๐ บาท ไม่มีการยกเว้น ปัจจุบันมีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาติพันธ์ปีละ ๕๐๐,๐๐๐ คน  การบริหารจัดการที่มีคนเวียดนามและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมจำนวนมาก มาจากการรณรงค์ให้พิพิธภัณฑสถานฯ เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รัฐบาลสนับสนุนให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนรู้และแผนแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องให้ทุกบริษัทการท่องเที่ยวมามาเยี่ยมชมเมื่อมาสู่ฮานอย           ข้อเสนอแนะ จากความรู้ที่ได้จากการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานของเวียดนามข้างต้น ดังนี้           ๑. กรมศิลปากรควรมีแนวทางในการพัฒนาหรือการจัดรูปหน่วยงานด้านพิพิธภัณฑสถานให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ที่สามารถมีงบประมาณในการบริหารจัดการโดยเฉพาะการพัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ความสามารถที่สามารถสื่อสารหรือเผยแพร่งาน/ความรู้ได้ในระดับสากลเพื่อให้ทันกับการเปิดประชาคมอาเซียนและการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในการใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นสากล                                                                                   ๒. กรมศิลปากรควรมีนโยบายให้มีการจัดตั้งและบริหารจัดการการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ากับอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในการดำเนินงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเช่นการประกาศรับนักศึกษา กำหนดหลักสูตรอบรม การให้ประกาศนียบัตรการผ่านงาน ฯลฯ และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนให้อาสาสมัคร เพื่อให้นักศึกษามาเป็นอาสาสมัครทำงานให้พิพิธภัณฑ์ฯและสามารถใช้ประโยชน์ในการเพิ่มความรู้และคุณสมบัติในการสมัครงานในอนาคต           ๓. กรมศิลปากรควรมีนโยบายในการร่วมมือกับสถานศึกษาในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาหรือการผลักดันให้มีการกำหนดการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานไว้ในหลักสูตร           ๔. กรมศิลปากรควรนำเสนอกระทรวงวัฒนธรรมให้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการผลักดันให้บริษัทท่องเที่ยวกำหนดการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอยู่ในรายการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม           ๑๐.๓ กรมศิลปากรควรดำเนินการต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและการอนุรักษ์มรดกด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนที่เข้ามาประชุมครั้งนี้       ทุกประเทศ และอธิบดี หรือ ผู้อำนวยการ หรือผู้แทนของประเทศเหล่านี้ล้วนยินดีที่จะให้ความร่วมมือและประสานการดำเนินการต่อไป ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ  อธิบดีกรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาเลเซีย และผู้แทนผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบรูไน ยินดีให้ความร่วมมือและจะติดต่อให้นักวิชาการที่มีความรู้เรื่องคัมภีร์อัลกุรอาน และจัดการพิพิธภัณฑสถานอิสลามมาช่วยดำเนินการในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานมรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์เรียนรู้คัมภีร์อันกุรอาน ตามที่กรมศิลปากรกำลังดำเนินการอยู่ตามนโยบายกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศสิงคโปร์ประสงค์จะให้การสนับสนุนภัณฑารักษ์ ไปฝึกอบรมที่พิพิธภัณฑสถานในสิงคโปร์ และให้การสนับสนุนแลกเปลี่ยนนิทรรศการและแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษาค้นคว้าวิจัย ทั้งนี้สิงคโปร์กำลังดำเนินการร่าง MOU ตามที่ได้มีการประชุมระหว่างผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานสิงคโปร์และอดีตอธิบดีกรมศิลปากรเมื่อครั้งไปร่วมพิธีเปิดนิทรรศการฯ  ซึ่งสิงคโปร์ได้ยืมโบราณวัตถุ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศไทยไปจัดแสดง เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖  อธิบดี-ผู้อำนวยการ-ภัณฑารักษ์ ซึ่งเป็นผู้แทนฯของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกประเทศ เห็นสอดคล้องที่จะให้มีความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโดยการจัดตั้งเป็นสมาพันธ์ หรือสมาคมหรือองค์กรร่วมในการพัฒนางานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ                                                                   นางอมรา  ศรีสุชาติ             ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ                                                (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุศิลปวัตถุ)                                                       ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ      


รู้ไว้ใช่ว่า...ปวดบ่าปวดไหล่ ขอชวนคุยเรื่อง "ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)"ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร ? ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) คือ อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (myofascial pain syndrome) มาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้มีอาการเมื่อยหรือชาได้ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ     กลุ่มที่เสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม คนทำงานในออฟฟิศ คนกลุ่มนี้แม้ว่าจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากมาย จนเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อ แต่การนั่ง ยืน หรือค้างอยู่ในท่า ๆ หนึ่งนานเกินไป เช่น การก้มหน้าใช้งานมือถือ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อมัดที่ใช้ในอิริยาบถนั้น ๆ เกิดอาการตึงและปวด ผู้ใช้แรงงานเป็นประจำหรือนักกีฬา เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม เช่น การยกของผิดท่า การกระชากกล้ามเนื้อเร็วเกินไป การออกแรงมากเกินไป หรือต้องแบกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหรือกระดูกได้รับบาดเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรัง   พฤติกรรมเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม ทำกิจกรรมหรือทำงานลักษณะเดิม ๆ ต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน เช่น พนักงานออฟฟิศ ที่นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ค่อยลุกไปไหน พนักงานขาย ที่ต้องยืนขายตลอดทั้งวัน (โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูง) พนักงานขับรถ ที่ต้องนั่งขับรถอยู่เป็นเวลานาน ๆ ผู้ที่มีอาการปวดจากการทำงานไป 2-3 ชั่วโมง หรือบางคนตื่นเช้ามาไม่ปวด แต่ตอนเย็นจะเริ่มมีอาการปวด เมื่อย หรือชา ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท หรือโต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ มีอาการปวดเรื้อรังพอรักษาหรือยืดกล้ามเนื้อแล้วอาการก็ดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาเป็นอีก มักมีอาการบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ ต้นคอ สะบัก และส่วนหลัง อาการปวดร้าวไปยังส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ปวดร้าวไปที่ไหล่หรือแขน ปวดร้าวลงขา ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำงานที่ต้องใช้แรงเป็นประจำ เช่น งานแบกหาม งานลาก ยก หรือเข็นวัสดุสิ่งของ   อาการแบบไหนที่เสี่ยงเป็น ออฟฟิศซินโดรม ปวดกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก เมื่อนั่งทำงานท่าใดท่าหนึ่งซ้ำ ๆ นาน ๆ ปวดหลังเรื้อรัง เกิดจากการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง หรือนั่งทำงานผิดท่า นั่งหลังค่อม อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ เมื่อย เกร็งอยู่ตลอด รวมถึงงานที่ต้องยืนนาน ๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง ปวดตึงที่ขาหรือเหน็บชา อาการชาเกิดจากการนั่งนาน ๆ ทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ ปวดตา ตาพร่า เนื่องจากการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานาน มือชา นิ้วล็อก ปวดข้อมือ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์จับเมาส์ในท่าเดิม ๆ นาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดทำให้ปวดปลายประสาท นิ้ว หรือข้อมือล็อก   การป้องกันออฟฟิศซินโดรม ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กำหนดเวลาพักเป็นระยะ ทุก 2-3 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว หรือ บริหารผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ปรับเปลี่ยนท่าทาง ไม่ค้างอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป เลือกใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่เหมาะสมกับสรีระ ปรับระดับของการนั่งที่ถูกต้องและปรับท่านั่งให้ถูกต้อง คือ นั่งหลังตรง จอคอมพิวเตอร์จะต้องอยู่ในระดับสายตา ไม่ก้มหรือเงย และหัวไหล่ไม่ยกขณะทำงาน   สรุปแล้ว... ออฟฟิศซินโดรม เป็นอาการที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิต แต่สร้างความรำคาญ และสามารถลุกลามไปยังกล้ามเนื้อหรือกระดูกส่วนอื่น ๆ ได้ ยิ่งเป็นแล้วปล่อยไว้ จะยิ่งทรมานส่งผลกระทบต่อการทำงาน การใช้ชีวิต รวมถึงสภาพจิตใจได้    ขอขอบคุณบทความฉบับเต็มจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน - ออฟฟิศซินโดรม เขียนโดย ผศ. ดร. นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ  ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


 เทคนิคการอ่านอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   1. เริ่มอ่านหนังสืออย่างง่ายและสนุก   2. อ่านสม่ำเสมอทุกวันในช่วงเวลาสั้น ๆ   3. มีความตั้งใจที่จะอ่านให้เร็วกว่าเดิม   4. กำหนดเวลาในการอ่าน ๆ ให้แน่นอน เช่น 30 นาที 1 ชั่วโมง   5. จับใจความให้ได้ด้วยการทดลองทำนายเนื้อเรื่องล่วงหน้าและทดลองทำนายเนื้อเรื่อง   6. ศึกษาศัพท์ ความหมายของคำที่ใช้ คำใดที่ไม่แน่ใจควรทำเครื่องหมายไว้เพื่อกลับมาศึกษาภายหลัง   7. อย่าพยายามเคลื่อนไหวสายตาย้อนกลับ จะทำให้เกิดความสับสน   8. อ่านโดยกวาดสายตาไปเรื่อย ๆ   9. อ่านในใจ ไม่พึมพำ หรือทำปากขมุบขมิบ   10. จดบันทึกผลความก้าวหน้า   11. อย่าหยุดอ่านเพื่อจดบันทึกจนกว่าจะจบตอนหนึ่ง ๆ            เทคนิค SQ 3R ของ Dr.Francis Robinson   1. สำรวจ (Survey)ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เช่น คำนำ สารบัญ บรรณานุกรม   2. ตั้งคำถาม (Question) จากเนื้อหา   3. อ่านหาคำตอบ(Reading)   4. ระลึก(Recall) สิ่งที่อ่านผ่านมาแล้ว   5. ทบทวน(Review)            เทคนิคการอ่านตำราเรียนให้ดี   1. สำรวจหนังสือ : เพื่อรู้จักคุ้นเคย   2. อ่านแนวคิดหลัก : จับประเด็นสำคัญ   3. ตั้งคำถามขณะอ่าน : อะไร ทำไม อย่างไร ใคร เมื่อไหร่   4. เน้นประเด็นสำคัญ : ทำเครื่องหมายวรรค ตอน   5. ประสานคำบรรยายกับตำรา ; ช่วยให้เข้าใจลึกซึ้ง   6. ทบทวน: บ่อย ๆ จะจำได้ดี            การศึกษาตามหลัก SOAR        S = Survey สำรวจหรือสร้างความคุ้นเคยก่อนอ่าน        1. ที่มา คำนำ สารบัญ รูปแบบของหนังสือ หนังสืออ้างอิง ดัชนี        2. คำนำ หัวข้อสรุป ของแต่ละบท            O = organizeเรียบเรียงหรือจดสิ่งที่ได้อ่าน        1. ทำเครื่องหมายเน้นประเด็นสำคัญ ประเด็นรองเมื่ออ่าน        2. จดย่อ          A = Anticipate ทดลองทำแบบฝึกหัด ตอบคำถามหรือทดสอบ        R = Recite and Review หัดท่องจำและทบทวนเสมอ ๆ            การอ่านหนังสือประเภทต่าง ๆ           วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ; ไม่ควรอ่านตะลุยเรื่อย ๆ รวดเดียวจบเล่ม ควรอ่านแล้วหยุดพักเป็นตอน ๆ ไปเรื่อย ๆ   ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ; ควรอ่านตะลุยรวดเดียวไปจนจบเพื่อให้เรื่องราวสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน             วรรณคดี ; อ่านอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน อ่านช้า ๆ ไม่รีบเร่ง ปล่อยอารมณ์ ให้ คล้อยตามคำบรรยาย ถ้าอ่านเพื่อการศึกษาควรมีการวิเคราะห์เรื่องราวบทบาทของตัวละคร ตลอดจนส่วนอื่น ๆ ของวรรณคดี            นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ควรใช้วิจารณญาณ พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เชื่อทุกอย่างตามที่ข่าวรายงาน คงไม่ได้หมายความว่า เสร็จสิ้นการสอบแล้ว การอ่านก็หมดความจำเป็นอีกต่อไป เพราะโลกปัจจุบันนี้ เวลาไม่เคยสูญเสียไป


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศอินโดนีเซีย 1. ชื่อโครงการ : การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ PANITIA SLIMS COMMUNITY MEETUP2. วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อนำเสนอผลงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนา                           และผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทยกับประเทศ                            อินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ให้เป็นระบบของ                           ประเทศในอาเซียน 3. กำหนดเวลา : 7-8 ธันวาคม 2556 4. สถานที่   จังหวัด Bogor ประเทศอินโดนีเซีย 5. หน่วยงานผู้จัด : SLIMS Commeet ประเทศอินโดนีเซีย 6. หน่วยงานสนับสนุน   – 7. กิจกรรม : วันแรก:   7 ธันวาคม 2556 -  นำเสนอการพัฒนาและการใช้งานห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทย      วันที่สอง :  8 ธันวาคม 2556 -  เข้าร่วมประชุมแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาและผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ให้เป็นระบบของประเทศในอาเซียน 8. คณะผู้แทนไทย                        1.  นายประสิทธิชัย เลิศรัตนเคหกาล    บรรณารักษ์ชำนาญการ                          9. สรุปสาระของกิจกรรม               9.1 เนื้อหาการนำเสนอผลงานการพัฒนาและการใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย และข้อซักถามและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนา                 9.1.1 การพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan อินโดนีเซีย ในประเทศไทย                          1) พัฒนาการใช้งานเป็นภาษาไทยได้ทั้งระบบ               2) ปรับแต่ง เพิ่มเติมการใช้งานระบบบางส่วน               3)  พัฒนาระบบการสืบค้นให้สามารถสืบค้นภาษาไทยได้สมบูรณ์               4) พัฒนาระบบสืบค้นรายการออนไลน์เป็น OPAC 2.0 โดยผู้ใช้สามารถเพิ่ม                   ข้อเสนอแนะ (Suggestions) ข้อคิดเห็น (Comments) ความนิยม (Rating)                       ให้กับรายการเอกสารดิจิทัลในระบบสืบค้นรายการออนไลน์ (OPAC) ได้                 5.  คู่มือการใช้งานภาษาไทยสำหรับผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการ                 9.1.2 การนำระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan มาใช้กับห้องสมุดในประเทศไทย คือ                        1)  หอสมุดแห่งชาติส่วนภูมิภาค 11 แห่ง                        2) หอสมุดดำรงราชานุภาพ                        3) ฐานข้อมูลหนังสือจีน สำนักหอสมุดแห่งชาติ                        4) ห้องสมุด มหาวิทยาลัยเนชั่น                        5) ห้องสมุด วิทยาลัยราชพฤกษ์                        6) ห้องสมุด วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค)                        7) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี 1 แห่ง                        8) ห้องสมุดเทวสถานโบสถ์พราหมณ์               9.1.3 สรุปประเด็นข้อซักถามและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนา                       1) ความร่วมมือการพัฒนาระบบระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซีย                     2) การพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ให้เป็นระบบห้องสมุดอัตโนมัติของอาเซียน                    3) ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมไทยกับอินโดนีเซีย     9.2 ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย          9.2.1 ความร่วมมือกันในระดับมหาวิทยาลัยในการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan                  ระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Universities Indonesia) กับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ร่วมมือกันในระดับมหาวิทยาลัย         9.2.2 การร่วมสร้าง SLIMS community ในประเทศไทยเพื่อทำความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทย   11. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ                     จากการเข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงานในงานการสัมมนาระดับนานาชาติ PANITIA SLIMS COMMUNITY MEETUP ทำให้พบประเด็นสำคัญดังนี้                    1. โอกาสความร่วมมือการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติระหว่างประเทศไทยกับ                         อินโดนีเซียในระดับมหาวิทยาลัยทั้งสองประเทศ                 2. แนวทางการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ให้เป็นระบบห้องสมุดอัตโนมัติอาเซียน                3. การพัฒนระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ให้เป็นช่องทางความร่วมมือในการ                   แลกเปลี่ยนข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมไทยกับอินโดนีเซีย           4. การร่วมสร้าง SLIMS community ในประเทศไทยเพื่อทำความร่วมมือระหว่างประเทศ                สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Senayan ในประเทศไทย


นามอำเภอในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนนามอำเภอตามนามตำบลที่ตั้งที่ว่าการ เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนคำว่า เมือง ใช้เรียกตำบลที่ประชาชนเคยเรียกมานานแล้วว่า เมือง และจำกัดเพียงตำบลที่เคยเรียกว่า เมือง มาแล้วแต่เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงเมือง หรือติดต่อกับกำแพงเมืองเท่านั้น และใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศชื่ออำเภอ ทั้งที่คงชื่อเดิมและเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้ อำเภอเมือง  เปลี่ยนเป็น อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอป่ายาง เปลี่ยนเป็น อำเภอสารภี อำเภอแม่ออน เปลี่ยนเป็น อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ท่าช้าง เปลี่ยนเป็น อำเภอหางดง อำเภอแม่วาง เปลี่ยนเป็น อำเภอบ้านแม อำเภอเมืองแจ่ม เปลี่ยนเป็น อำเภอช่างเคิ่ง อำเภอเมืองฮอด เปลี่ยนเป็น อำเภอฮอด อำเภอแม่แตง เปลี่ยนเป็น อำเภอสันมหาพน อำเภอเมืองพร้าว เปลี่ยนเป็น อำเภอพร้าวอำเภอสะเมิง เรียกชื่อเดิม  อำเภอสะเมิงอำเภอสันทราย เรียกชื่อเดิม  อำเภอสันทรายอำเภอดอยสะเก็ด เรียกชื่อเดิม  อำเภอดอยสะเก็ดอำเภอแม่ริม เรียกชื่อเดิม  อำเภอแม่ริมอำเภอจอมทอง เรียกชื่อเดิม  อำเภอจอมทองอำเภอเชียงดาว เรียกชื่อเดิม  อำเภอเชียงดาวต่อมา มณฑลพายัพได้มีใบบอกมณฑลพายัพ ที่ ๑๓๐๐ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ถึงกระทรวงมหาดไทยว่า สมุหเทศาภิบาลได้สอบสวนพิจารณานามอำเภอในมณฑลพายัพนั้น ไม่ตรงกับที่ตั้งที่ว่าการ และประชาชนไม่นิยมเรียกนามอำเภอ ณ ขณะนั้น กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว เห็นว่า การขอเปลี่ยนนามอำเภอบางอำเภอในครั้งก่อนยังไม่ตรงกับความหมายในประกาศกระแสพระบรมราชโองการ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามอำเภอบางแห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนรู้จักดีขึ้น ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศ ณ ขณะนั้น) ได้ให้ความเห็นว่า คำว่า เมือง และ แม่ ไม่ควรใช้ในชื่ออำเภอ และได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำทำเนียบนามอำเภอทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนนามอำเภอในครั้งต่อไปหลังจากนั้น ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่ออำเภอ ตั้งกิ่งอำเภอ แบ่งเขตท้องที่อีกหลายครั้ง เช่น พ.ศ. ๒๔๘๑  อำเภอเมืองฝาง เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอฝาง พ.ศ. ๒๔๘๒  กิ่งอำเภอช่างเคิ่ง เปลี่ยนเป็น กิ่งอำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันมหาพน เปลี่ยนเป็น อำเภอแม่แตง อำเภอบ้านแม เปลี่ยนเป็น อำเภอสันป่าตองพ.ศ. ๒๕๐๑ ตั้งกิ่งอำเภออมก๋อย เป็นอำเภออมก๋อย ตั้งกิ่งอำเภอสะเมิง เป็นอำเภอสะเมิง พ.ศ. ๒๕๑๕ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๒๒  ตั้งกิ่งอำเภอดอยเต่า เป็นอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๓๑  แบ่งเขตท้องที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไชยปราการพ.ศ. ๒๕๓๖ ตั้งกิ่งอำเภอเวียงแหง เป็นอำเภอเวียงแหงพ.ศ. ๒๕๓๗ แบ่งเขตท้องที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแม่ออนพ.ศ. ๒๕๕๒ ตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม ๒๕๖๓) ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอสารภี อำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอหางดง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่ออน อำเภอแม่วาง อำเภอแม่แตง อำเภอดอยหล่อ อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอเชียงดาว อำเภอฮอด อำเภอพร้าว อำเภอดอยเต่า อำเภอไชยปราการ อำเภอเวียงแหง อำเภอฝาง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่อาย อำเภออมก๋อย และอำเภอกัลยาณิวัฒนาผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.๒.๔๒/๘๑ เรื่องกระทรวงมหาดไทยขอเปลี่ยนนามอำเภอในมณฑลพายัพ (๒๘ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๐)๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๙. เล่มที่ ๓๓, หน้า ๕๑-๕๓.๓. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๐. เล่มที่ ๓๔, หน้า ๔๐- ๖๘.๔. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๑. เล่มที่ ๕๕, หน้า ๖๕๘-๖๖๖.๕. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๒. เล่มที่ ๕๖, หน้า ๓๕๔-๓๖๓.๖. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๐๑. เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๕, หน้า ๓๒๑-๓๒๗๗. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๑๕. เล่มที่ ๘๙ ตอนที่ ๑๕๕, หน้า ๒๕๙๘.๘. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๒๒. เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๔๒ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑๙-๒๓.๙. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๑. เล่มที่ ๑๐๕ ตอนที่ ๕, หน้า ๑๐๗.๑๐. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๖. เล่มที่ ๑๑๐ ตอนที่ ๑๗๙ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑-๓.๑๑. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๗. เล่มที่ ๑๑๑ ตอนที่ ๔๒ง, หน้า ๑๔.๑๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๕๒. เล่มที่ ๑๒๖ ตอนที่ ๙๗ก, หน้า ๗-๙.๑๓. สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๓. บรรยายสรุปจังหวัดเชียงใหม่ (Online). http://www.chiangmai.go.th/.../D8/8D12Nov2020103220.pdf, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔.


#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเมืองชากังราวในจารึกสมัยสุโขทัย..เมืองชากังราว เป็นเมืองโบราณที่ปรากฏชื่อตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพบชื่อเมืองนี้ในศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. 1911) จัดเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือปฐมภูมิ (primary source) อันเป็นหลักฐานที่ทำขึ้นร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้น ๆ.ศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. 1911) เขียนเป็นภาษาไทยด้วยตัวอักษรไทยแบบสุโขทัย ศิลาจารึกหลักนี้เดิมอยู่เขาสุมนกูฏ (เขาพระบาทใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย) ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) (ครองราชย์ พ.ศ. 1890 - 1911) ได้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเมื่อ พ.ศ. 1902 เขาสุมนกูฏหรือสมนตกูฏ เป็นชื่อภูเขาสำคัญที่มีรอยพระพุทธบาทในศรีลังกา คือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “อาดัมสปีก” (Adam’s Peak) นั้น เขาสุมนกูฏในเมืองสุโขทัยคงเอาชื่อลังกามาสมมติเรียก สันนิษฐานว่าศิลาจารึกหลักนี้สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 1902 – 1915 .จารึกหลักนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงนำมาแต่เขาพระบาทใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2451 ขนาดสูง 90 เซนติเมตร กว้าง 31 เซนติเมตร ด้านข้าง 15 เซนติเมตร โดยจารึกหลักนี้มีจำนวน 4 ด้าน กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้.จารึกด้านที่ 1 เป็นคำสรรเสริญรอยพระพุทธบาทที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ได้ประดิษฐานไว้บนยอดเขาสุมนกูฏ.จารึกด้านที่ 2 เป็นเรื่องทำการสักการะบูชา ในเวลาที่แห่รอยพระพุทธบาทขึ้นบนเขาสุมนกูฏ.จารึกด้านที่ 3 เรื่องราวที่พออ่านได้คือพระยาศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราช พระโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ได้เสด็จไปปราบปรามหัวเมืองข้างทิศตะวันออกถึงแม่น้ำสัก แล้วเสด็จกลับมาประทับอยู่เมืองสองแคว (เมืองพิษณุโลก) และกล่าวถึงอาณาเขตเมืองสุโขทัยที่แผ่ออกไปในแผ่นดินนั้น.จารึกด้านที่ 4 ปรากฏชื่อเมือง “ชากังราว” ในบรรทัดที่ 6 – 21 ความว่า.“...มีทั้งชาวสระหลวงสองแควปากยม พระบางชากังราว สุพรรณภาว นครพระชุม เบื้องใ—เมืองพานเมือง--เมืองราด เมืองสะค้า เมืองลุมบาจายเป็นบริพาร จึงขึ้นมานบพระบาท ลักษณอันตนหากประดิษฐานแต่ก่อนเหนือจอมเขาสุมนกูฏนี้ จึงจารจารึกอันนี้ไว้อีกโสด”..ข้อความในจารึกกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏพร้อมกับชาวเมืองต่าง ๆ รวมถึงเมืองชากังราว ได้แก่ สระหลวงสองแคว ปากยม พระบาง สุพรรณภาว นครพระชุม เมืองพาน เมืองราด เมืองสะค้า เมืองลุมบาจาย ซึ่งเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรสุโขทัยในขณะนั้น และโปรดให้จารึกศิลาหลักนี้ โดยข้อความไม่ได้ระบุตำแหน่งเมืองชากังราวไว้แน่ชัดหรือแสดงการเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองใดทราบเพียงว่าเมืองชากังราวและเมืองที่กล่าวถึงเป็นกลุ่มเมืองในการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยเท่านั้น...เอกสารอ้างอิงประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวง ตรา 3 ดวง เล่ม 2 (2482). มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. (2554). นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. (2548). ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรมศิลปากร.


องค์ความรู้เรื่อง กำแพงเมืองเชียงใหม่ ปราการแห่งล้านนา โดย นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่*** พัฒนาการยุคแรกเริ่มของมนุษย์ มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยอยู่ตามถ้ำ ป่าเขาลำเนาไพร จากนั้นมนุษย์จึงได้พัฒนาจากต่างคนต่างอยู่มารวมตัวเป็นกลุ่มเป็นชุมชน ด้วยเกิดมีหลายชุมชน จึงเกิดการรวมกลุ่มเป็นเมือง เพื่อการปกป้องคุ้มครองตนเอง มนุษย์คิดวิธีการป้องกันตนเองด้วยการขุดธรรมชาติที่มีอยู่ มาล้อมเป็นปราการของตนโดยการขุดคูเมือง ดินที่ได้ก็นำขึ้นมากอง ทำให้เกิดเป็นแนวคันดิน นานวันเข้าเริ่มมีการก่ออิฐบนคันดินหรือครอบคันดิน จึงพัฒนากลายเป็นกำแพงขึ้นมา จึงก่อให้เกิดคูเมือง-กำแพงเมืองขึ้นตั้งแต่  โบราณกาล*** กำแพงเมืองที่จะหยิบยกมาบอกเล่าในวันนี้ เป็นกำแพงเมืองที่ถือว่าสำคัญและโดดเด่นที่สุดในล้านนา เพราะเป็นกำแพงแห่งเมืองหลวงของอาณาจักร “กำแพงเมืองเชียงใหม่” *** นอกจากกายภาพกำแพงเมืองเชียงใหม่ ที่หลายท่านพอจะทราบแล้วว่ามีผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส         5 ประตู 4 ป้อม ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกกำแพงเมืองเชียงใหม่ผ่านกระบวนการศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา*** เอกสารประวัติศาสตร์ ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญามังรายในปี 1839 ว่าทรงสร้างเวียงโดยมีขนาดกว้าง 900 วา ยาว 1000 วา คูเวียงกว้าง 9 วา ก่อกำแพงด้วยอิฐ ราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่ ให้รายละเอียดลงไปอีกว่า กำแพงเวียงนั้นให้ก่อตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อนและเวียนไปด้านขวาไปจนครบทั้งสี่ด้าน เนื่องด้วยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร กำแพงเมืองเชียงใหม่จึงมีความเปลี่ยนแปลงหลายช่วงเวลา จากหลักฐานเอกสารพบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อกำแพงเมืองในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมาในปี 1943 ครั้งนั้นพญากือนาสวรรคตและตั้งพระบรมศพไว้นอกเมือง ท้าวมหาพรหมจากเมืองเชียงรายยกทัพมาหวังจะชิงเอาเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงโปรดให้เจาะพังกำแพงเมืองทางทิศเหนือด้านที่ติดกับวัดพราหมณ์ อัญเชิญพระศพพญากือนาจากนอกเวียงเชียงใหม่เข้ามาประดิษฐานในเมืองเชียงใหม่แล้วก่อกำแพงนั้นให้ดีดังเดิม *** ข้อสงสัยหนึ่งเกี่ยวกับประตูเมือง คือ เนื้อความที่ย้อนแย้งกันในพงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่  โดยราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงประตูเมืองสมัยพญามังรายว่ามี ๔ ประตู สอดคล้องกับพงศาวดารโยนกที่กล่าวถึงการเจาะประตูเพิ่มที่กำแพงเมืองด้านทิศใต้ ในสมัยพญาสามฝั่งแกนชื่อประตู “สวนแร” เพื่อเป็นประตูเข้าออกของพระตำหนักสวนแรที่อยู่นอกเมือง ต่างจากความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ที่กล่าวถึงประตูเมืองว่ามี ๕  ประตู ตั้งแต่แรกสร้าง *** ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมาของกำแพงเมืองเชียงใหม่ คือ การรื้อกำแพงเมืองบริเวณมุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ในสมัยพระเจ้าติโลกราช เพื่อสร้างพระราชวังด้านนอกเมืองและสร้าง       ประตูศรีภูมิ ***ทั้งนี้การบูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ในสมัยพระเมืองแก้ว ดังปรากฏความตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “ชาวเชียงใหม่ชาวต่างเมืองปั้นดินและอิฐจักก่อเมฆเวียงเชียงใหม่ในปลีเมิงเปล้า สกราช 879ตัว ” การบูรณะกำแพงดังกล่าวใช้เวลาสืบเนื่องมาจนถึงพุทธศักราช 2063 จึงแล้วเสร็จ หลักฐานการซ่อมแซมกำแพงเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นครั้งสุดในรัชสมัยพระยากาวิละ ในปี 2344 ซึ่งในครั้งนี้มีการขุดลอกคูเมืองด้วย*** จากเนื้อความที่ระบุว่าชาวเมืองเชียงใหม่ปั้นดินและอิฐก่อกำแพงเมืองเชียงใหม่ นำมาสู่ความสงสัยว่า กำแพงเมืองครั้งแรกสร้างเป็นเพียงกำแพงคันดินแล้วมาถูกปรับปรุงก่ออิฐในสมัยพระเมืองแก้วหรือไม่     หากยังไม่นำข้อมูลของการขุดศึกษากำแพงเมืองเชียงใหม่มาพิจารณา แต่พิจารณาจากกำแพงเมืองที่ปรากฏมาก่อนเมืองเชียงใหม่ คือ เมืองเชียงแสน ที่มีการขุดศึกษาตั้งแต่ปี 2543 และ 2557 พบว่ากำแพงเมืองที่ก่อด้วยอิฐ มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 แล้ว ดังนั้นจึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่ากำแพงเมืองเชียงใหม่ครั้งแรกสร้างเป็นเพียงคันดินหรือเป็นกำแพงก่ออิฐอย่างที่เคยมีมาก่อนแล้วที่เชียงแสน และเพื่อคลายความสงสัย เรามาพิจารณาหลักฐานจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีกำแพงเมืองเชียงใหม่ เป็นอย่างไรมาชมและถกแถลงพิจารณากัน*** หลักฐานจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีกำแพงเมืองเชียงใหม่ในปี 2538 โดยกรมศิลปากร ซึ่งทำการขุดบริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ส่วนที่ต่อจากป้อมมุมเมือง และประตูเมือง(ประตูช้างเผือกและประตูสวนดอก)  และบริเวณแนวกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก (กำแพงดิน) ด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลสวนปรุง จากการขุดศึกษา สามารถตอบข้อสงสัยในประเด็นรูปแบบวิธีการสร้างกำแพงเมืองได้ว่า เป็นกำแพงอิฐที่ก่อครอบแกนดิน หรืออธิบายให้เข้าใจโดยง่ายคือ สร้างขึ้นโดยนำดินจากการขุดคูเมืองมาพูนเป็นคันกำแพงแล้วก่ออิฐหุ้ม แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือ การสร้างกำแพงเมืองและป้อมมุมเมืองเชียงใหม่ มิได้มีโครงสร้างทางวิศวกรรมที่เหมือนกันทุกจุด โดยมีการออกแบบและสร้างแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ที่ด้านทิศเหนือของเมือง ที่ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (แจ่งหัวลิน) และป้อมมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (แจ่งศรีภูมิ) และกำแพงเมืองที่ต่อจากแจ่งศรีภูมิออกไปทั้งสองข้าง มีการก่อคานฐานรากฝังลึกลงในระดับชั้นดินเดิม และยังมีการก่อคานในแนวขวางโยงยึดระหว่างคานฐานรากทั้งสองโดยบออัดดินเหนียวด้านใน แต่ที่ฐานรากกำแพงเมืองจุดอื่นกลับไม่พบลักษณะเช่นนี้ ลักษณะการก่อสร้างดังกล่าวตอบคำถามได้ด้วยข้อมูลกายภาพแวดล้อมพื้นที่ จากข้อมูลสำรวจพบว่าน้ำจากห้วยแก้วเข้าสู่คูเมืองเชียงใหม่ที่มุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(แจ่งหัวลิน) นอกจากนั้นด้านทิศเหนือของมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(แจ่งศรีภูมิ) นั้นเป็นที่ตั้งของหนองบัว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แรงกระทำของลำน้ำสองสายที่เกิดขึ้นบริเวณนี้  อาจทำให้แจ่งศรีภูมิและกำแพงเมืองบริเวณนี้มีโครงสร้างของฐานรากที่เป็นคานคู่และคานยึดโยง *** ส่วนกำแพงเมืองด้านตะวันตก การไหลของกระแสน้ำคงมีอัตราเร่งต่ำ การก่อสร้างกำแพงเมืองด้านนี้จึงดำเนินการเพียงการก่อกำแพงอิฐครอบแกนดิน โดยฐานกำแพงตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับพื้นถนนปัจจุบัน  *** อีกข้อมูลหนึ่งจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีบริเวณแจ่งศรีภูมิที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การพบหลักฐานการบูรณะที่น่าจะเกิดขึ้นสมัยพระเมืองแก้ว และความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ในราวปี 2204 ที่ระบุถึงการยิงธนูเพลิงเข้าไปในเมืองแล้วเกิดเพลิงไหม้ โดยปรากฏเป็นชั้นถ่านสีดำเหนือชั้นหลักฐานการบูรณะสมัยพระเมืองแก้ว และหลักฐานการบูรณะสมัยพระเจ้ากาวิลละที่เป็นแนวอิฐที่อยู่เหนือชั้นถ่านสีดำนี้ *** ทั้งนี้ในส่วนของกำแพงดินหรือกำแพงเมืองชั้นนอกนั้นมีผลการขุดทางโบราณคดีในปี 2538 และปี 2546 พบว่าใต้ชั้นคันดินกำแพงเมืองชั้นนอกเป็นชั้นดินที่พบภาชนะดินเผาประเภทต่างๆ จากแหล่งเตาล้านนาและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 จึงสรุปได้ว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนขนาดใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 ก่อนการเกิดขึ้นของกำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่ง หากเจาะจงระยะเวลาลงไปอีกนิด อาจสันนิษฐานได้ว่ากำแพงเมืองชั้นนอกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 1911-2060 จากการกำหนดอายุจากเครื่องถ้วยจีน และเอกสารโคลงนิราศหริภุญชัยที่น่าจะแต่งขึ้นในปี 2060 ที่เนื้อความกล่าวถึงการเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปเมืองลำพูนโดยผ่านกำแพงเมืองถึงสองชั้น *** จากข้อมูลดังกล่าวนี้ทำให้เห็นพัฒนาการของกำแพงเมืองเชียงใหม่ว่ามีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสในช่วงแรกสร้างในสมัยพญามังราย และมีการสร้างกำแพงเมืองชั้นนอกโอบรอบด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของกำแพงเมืองชั้นใน ในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ทั้งนี้ผู้เขียนมีข้อคิดเห็นในส่วนตัวว่า กำแพงเมืองชั้นนอกน่าจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการป้องกันน้ำท่วม ด้วยเหตุที่กำแพงเมืองชั้นนอกนี้มิได้โอบรอบกำแพงเมืองชั้นในครบทุกด้าน โดยพบว่า กำแพงเมืองชั้นนอกมีจุดเริ่มต้นที่มุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยบรรจบกับแจ่งศรีภูมิ และโอบรอบเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยววกมาทางใต้บรรจบกับมุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่ากายภาพของกำแพงเมืองชั้นนอกมีการวางตัวที่สอดรับกับความโค้งของลำน้ำปิงที่ตวัดเข้ามาใกล้เมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งทอดลงไปทางใต้ของเมืองเชียงใหม่ *** ในส่วนของประตูเมือง เมื่อพิจารณารูปแบบ โดยใช้หลักฐานแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ปี 2436 พบว่าประตูเมืองที่กำแพงเมืองชั้นในทั้ง 5 ประตู เป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น กล่าวคือ ประตูเมืองที่อยู่บริเวณต่อเนื่องจากกำแพงเมืองมีลักษณะแบบแนวกำแพงที่สิ้นสุดลงและเว้นไว้เป็นช่องประตู และมีการก่อขอบยื่นออกไปจากตัวกำแพงเมืองโอบล้อมออกไปด้านหน้า และมีประตูที่หน้าหน้าอีกชั้น ทำให้ประตูเมืองมี 2 ชั้น และมี 2 ประตู ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูเมืองที่กำแพงเมืองชั้นในเกือบทุกประตู มีลักษณะการทำให้เหลื่อม ไม่ตรงแนวกัน หากพิจารณาประโยชน์ใช้สอยแล้วประตูสองชั้นและช่องประตูที่เหลื่อมกันนี้อาจเป็นการออกแบบเพื่อประโยชน์ในการสงครามที่ทำให้ข้าศึกอยู่ในกรอบวงล้อมการโจมตีหากข้าศึกยกพลเข้าทางประตูเมือง ทั้งนี้การเป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น ได้รับการพิสูจน์โดยการขุดตรวจทางโบราณคดีในปี 2545 จากกรณีที่ เทศบาลนครเชียงใหม่ขุดบ่อพักน้ำพุและพบแนวอิฐโบราณที่ก่อเป็นแนวยาวที่ผนังหลุมบ่อพักด้านตะวันตก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบประตูช้างเผือกที่ปรากฏในแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ที่เป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น โดยแนวอิฐที่พบน่าจะเป็นกรอบของข่วงประตูที่ยื่นออกไปจากตัวกำแพง ที่ทำให้ประตูมีลักษณะเป็นป้อมประตูขนาดใหญ่*** จนกระทั่งปี 2561 มีงานขุดศึกษาในพื้นที่ประตูช้างเผือกอีกครั้งบริเวณกึ่งกลางข่วงประตู  จากการดำเนินการทำให้ทราบว่าบริเวณประตูช้างเผือกนี้อาจเคยมีหลังคามุงกระเบื้องในอดีต เนื่องจากพบเศษกระเบื้องมุงหลังคามากในชั้นดินใช้งาน ทั้งนี้ชั้นดินทับถมบริเวณประตูช้างเผือกมีข้อมูลประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ปรากฏชั้นดินอยู่อาศัยก่อนการสร้างประตูช้างเผือก โดยกำหนดช่วงเวลาในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 จากการพบเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาพานและเวียงกาหลง (ชั้นดินดังกล่าวมีระดับที่ต่ำกว่าฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างมาก) จึงนำมาสู่ข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่าการทำประตูชั้นที่สองยื่นออกมา อาจเป็นงานก่อสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 ซึ่งห้วงเวลาที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สุดก็คือ การบูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่ที่แล้วเสร็จในปี 2063 ซึ่งมีเนื้อความที่น่าสนใจที่ปรากฏในเอกสารชินกาลมาลีปกรณ์และพงศาวดารโยนกที่กล่าวเกี่ยวกับประตูเมืองว่า เมื่อบูรณะกำแพงเมืองแล้วเสร็จได้โปรดให้ “ยกประตูนครเชียงใหม่” ***ที่หยิบยกมาบอกเล่าในวันนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์กำแพงเมืองเชียงใหม่ ผ่านกระบวนการทำงานและหลักฐานทางโบราณคดีจากเอกสาร ชั้นดินทับถม และโบราณวัตถุ ซึ่งพบว่าบางประเด็นค่อนข้างกระจ่างชัดเจน เช่น ช่วงเวลาการเกิดขึ้นของกำแพงเมืองชั้นนอก แต่ก็ยังมีมีบางประเด็นที่ยังติดค้างเป็นข้อสงสัย คือ กำแพงเมืองสมัยพญามังรายสร้าง เป็นเพียงคันดินหรือมีการก่ออิฐแล้ว เนื่องจากการขุดค้นพบอิฐกำแพงเมืองบริเวณแจ่งหัวลินที่มีเศษเครื่องถ้วยแหล่งเตาล้านนาในก้อนอิฐ แสดงให้เห็นว่ากำแพงเมืองที่เป็นอิฐเหล่านี้เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 จึงเป็นโจทย์การศึกษาในอนาคตที่ต้องเจาะลึกลงไปเพื่อหาคำตอบในประเด็นดังกล่าวนี้


black ribbon.