ค้นหา

จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 1. ชื่อโครงการ การประชุมเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (International Meeting on Underwater Cultural Heritage Site Protection 2016) เพื่อสนับสนุนอนุสัญญา ปี 2001 ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ 2. วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์หลักของการประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ เพื่อดำเนินการสานต่อการประชุมเมื่อปี 2001 ว่าด้วยเรื่องอนุสัญญาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ และมาตรการป้องกันการค้าโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำที่ผิดกฎหมาย 3. กำหนดเวลา การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน พ.ศ.2559 (การเดินทางไปราชการระหว่างวันที่ 20-25 กันยายน พ.ศ.2559) 4. สถานที่                     สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ห้องประชุม II และ IX อาคาร Fontenoy 5. หน่วยงานผู้จัด องค์การร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (ยูเนสโก : UNESCO ย่อมาจาก United Nations Educational; Scientific and Cultural Organization) 6. หน่วยงานสนับสนุน สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ 7. กิจกรรม วันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2559 – ห้องประชุม II 10.00 น. กล่าวยินดีต้อนรับโดย Mr. Francesco bandarin ผู้ช่วยผู้อำนวยการทั่วไปยูเนสโก กล่าวยินดีต้อนรับและข้อคิดเห็นโดย H. E. Mr. Ahmad ผู้แทนถาวรยูเนสโกแห่งสาธารณรัฐ อิสลามอิหร่าน, รองประธานที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา 2001 10.30 น. สถานการณ์ปัจจุบันของภัยคุกคามต่อมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Mr. James Delgado, สหรัฐอเมริกา · กฎระเบียบข้อบังคับของอนุสัญญาปี 2001 เกี่ยวกับการคุ้มครองแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ    โดย Ms. Ulrike Guerin, ยูเนสโก · ภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันของการลักลอบงมหาโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ    ในทวีปยุโรป โดย Mr. Michel L’Hour, ภาควิชาการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีใต้น้ำ (DRASSM), ฝรั่งเศส · กรณีศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของนักโบราณคดีในกรณีที่มีส่วนสำคัญกับการลักลอบงมหาโบราณวัตถุจาก แหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. James Delgado, องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA),สหรัฐอเมริกา · ตัวอย่างสถิติการล่าสมบัติใต้น้ำของประเทศบาฮามาส โดย Mr. Michael Pateman, นักโบราณคดีใต้น้ำ    ประเทศบาฮามาส · การยึดโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. Jean-Luc Blachon, คณะกรรมการ    กิจการกฎหมายอาญา, กระทรวงยุติธรรม, ฝรั่งเศส           · ถาม - ตอบ 11.40 น.  ปัญหาในทางปฏิบัติของการตรวจสอบแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Ms Helena Barba Meinecke, President STAB · ความท้าทายที่เราเผชิญในเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำจากล่าสมบัติ    โดย Mr. Alexandre Monteiro, มหาวิทยาลัยนิวลิสบอน, โปรตุเกส · เทคนิคการเฝ้าระวังที่ทันสมัย โดย Manuel Angel Sanchez Corbi, หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกลาง    รักษาความปลอดภัย (Unidad Central Operativa, Guardia Civil), สเปน · ความท้าทายและรายละเอียดของเหรียญที่พบจำนวนมาก โดย Mr. Peter Van Alfen,    American Numismatic Society, สหรัฐอเมริกา · การเข้าถึงแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำในขณะที่การรักษาความปลอดภัย โดยSebastiano Tusa,    Sopra-Intendenza Sicily, อิตาลี · ถาม - ตอบ   13.00 น. - พักรับประทานอาหารกลางวัน   15.00 น. - บริบทที่ยากลำบากในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Augustus Ajibola, Scientific and Technical Advisory Body (STAB), ไนจีเรีย · ความเชี่ยวชาญของตำรวจอิตาลีในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ, Romano Gianpietro,    ตำรวจ, อิตาลี · บริบทที่ยากลำบากในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. Ricardo Duarte,    E. Mondlane University, โมซัมบิก · การติดตามผลของกรณีการขโมยทรัพย์สินที่สำคัญของหน่วยงานระดับชาติ – กรณีศึกษาการปล้น    พระแม่มารีย์ โดย Ms. Elisa de Cabo, Deputy Director for Heritage, สเปน · โอกาสที่ได้จากคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคในการประชุมเมื่อปี 2001    โดย Ms. Helena Barba Meinecke, President STAB, เม็กซิโก · ความรับผิดชอบและศักยภาพของหน่วยนาวิกโยธินติดอาวุธ(NATO) ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม    ใต้น้ำ โดยพลเรือตรี Denis Bigot,นาโต · บทบาทของตำรวจสากลและผลกระทบของการค้าโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ      ระหว่างประเทศ โดย Mr. Corrado Catesi, ตำรวจสากล · Preventive Archaeology : ผลการวิจัยเป็นคำตอบเพื่อการปล้นสะดมของมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ    โดย Mr Philippe Pelgas, Chief underwater activities, Inrap, ฝรั่งเศส           · ถาม – ตอบ   วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2559 ห้องประชุม IX - คณะทำงานของผู้เชี่ยวชาญ10:00 น. การปฏิบัติการป้องกันแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (การแต่งตั้ง, การเฝ้าระวัง,            สิ่งของทรัพย์สิน) ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Michel L’Hour, ฝรั่งเศส11:00 น. การบังคับใช้กฎหมาย ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Manuel Angel Sanchez Corbi, สเปน12:00 น. การดำเนินงานของการประชุมในน่านน้ำสากล 2001 ผู้ดำเนินรายการโดย Ms. Ulrike Guerin,             ยูเนสโก13:00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน15:00 น. ความเป็นไปได้ของการยึดโบราณวัตถุที่ได้มาจากการลักลอบงมจากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม            ใต้น้ำและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Marnix Pieters, เบลเยียม16:00 น. แนวทางการซื้อขายโบราณวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Caesar Bita,             เคนยา18:00 น. ยอมรับของการเสนอแนะ และปิดการประชุม 8. คณะผู้แทนไทย           1. นายเอิบเปรม วัชรางกูร          ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ           2. นางสาวมาลีภรณ์  คุ้มเกษม     หัวหน้ากลุ่มนิติกร สำนักบริหารกลาง           3. นายอาภากร เกี้ยวมาศ          หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี 9. สรุปสาระของกิจกรรม เป็นการรับทราบถึงกิจกรรมในด้านมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (UCH : Underwater Cultural Heritage) ของประเทศสมาชิก โดยทำความเข้าใจและซักถามข้อสงสัย ทั้งในที่ประชุมและนอกการประชุม สำหรับประเทศไทยไม่พบปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับอนุสัญญาคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ (The 2001 UNESCO – Convention on the Protection of the Underwater Cultural Heritage) และประเทศไทยยังได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาอยู่แล้วเป็นการภายในครบถ้วนทุกข้อ โดยยังมิได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว 10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                    ให้มีการติดตามผลการดำเนินงานของการประชุมเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำของยูเนสโกต่อไป                                                                                                        นายเอิบเปรม วัชรางกูร                  ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ           


บทความความความรู้จากงานจดหมายเหตุ จาก หจช. สงขลา ลำดับที่ ๐๐๒ ปัจจุบันสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ หรือ (โควิค-๑๙) ที่แพร่ระบาดหนักในประเทศจีน และอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต และเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก   หากย้อนไปในอดีตจากข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุพบว่าเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคได้เกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย ตัวอย่างเช่นดังบทความที่นำเสนอนี้   บทความความรู้จากงานจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ลำดับที่ ๐๐๒ เรื่อง จดหมายเหตุว่าด้วย โรคติดต่อร้ายแรง ไข้มาลาเรีย ตอนที่ ๑ "ยุงร้ายกว่าเสือ"   ไข้มาลาเรีย สิ่งที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าไข้ป่าหรือไข้จับสั่น เป็นโรคที่แพร่ระบาดในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ป่าเขา เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ไข้มาลาเรียเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ของประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิต กว่า ๕๐,๐๐๐ คนหรือเท่ากับ ๓๕๑.๑ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ด้วยความร้ายแรงของไข้มาลาเรียซึ่งมียุงเป็นพาหะนำโรค ทำให้สมัยนั้นมีคำเปรียบเปรยที่ว่า "ยุงร้ายกว่าเสือ"   ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นปีแรกที่มีการดำเนินงานควบคุมไข้มาลาเรีย จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเหลือ ๓๐,๐๐๐ คน และต่อมาหลังจากได้มีการดำเนินงานควบคุมมาลาเรียทั่วประเทศ จำนวนผู้เสียชีวิตได้ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้มาลาเรียลดลงเหลือเพียง ๔,๐๐๐ คนต่อปี หรือเท่ากับ ๙.๗ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน   เพื่อให้การเผยแพร่ความรู้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด กองมาลาเรียจึงมีการประชาสัมพันธ์ผ่านรายการมาลาเรียเพื่อประชาชน ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในภูมิภาคต่าง ๆ มีการอ่านบทความที่เกี่ยวกับไข้มาลาเรีย และขอให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไข้มาลาเรียมีประสิทธิภาพมากที่สุด   ซึ่งปรากฎในเอกสารจดหมายเหตุ ที่กล่าวถึงรายการมาลาเรียเพื่อประชาชน ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ ๖/๒๔ วันอาทิตย์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ หน่วยมาลาเรียที่ ๕ นครราชสีมา ในเอกสารชุด ศูนย์มาลาเรียเขต ๔ สงขลา ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา   นอกจากนี้ในบทความยังกล่าวถึง สาเหตุการแพร่ระบาด การควบคุมไข้มาลาเรีย   รายละเอียดสามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙ โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒ E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/


ลำดับที่ ๐๐๓ เรื่อง จดหมายเหตุว่าด้วย โรคติดต่อร้ายแรง ตอนที่ ๒ ปัจจุบันสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ หรือ (โควิค-๑๙) ที่แพร่ระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทวีความรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิต และเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก   หากย้อนไปในอดีตจากข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุพบว่าเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคได้เกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย ดังที่ได้นำเสนอไว้ในตอนที่ ๑   สำหรับสัปดาห์นี้ เสนอ บทความความรู้จากงานจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ลำดับที่ ๐๐๓ เรื่อง จดหมายเหตุว่าด้วย โรคติดต่อร้ายแรง ตอนที่ ๒ กำจัดยุง กำจัดไข้มาลาเรีย   ไข้มาลาเรียมีการติดต่อแพร่เชื้อโดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค การควบคุมไข้มาลาเรียไม่ให้มีการแพร่ ขยายออกไป จึงจำเป็นต้องตัดวงจรชีวิตยุงก้นปล่องให้ได้มากที่สุด ด้วยการพ่นเคมี ดี.ดี.ที.   แม้ว่าการพ่น ดี.ดี.ที. จะช่วยกำจัดยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรียได้ แต่ประชาชนบางส่วนยัง ไม่มั่นใจว่าการพ่น ดี.ดี.ที. จะช่วยลดการแพร่ระบาดของไข้มาลาเรียได้ และเกรงว่าจะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย และอาคารบ้านเรือน   หน่วยมาลาเรียที่ ๕ สุราษฎร์ธานี ศูนย์มาลาเรียเขต ๔ สงขลา จึงออกใบประกาศ ประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้มาลาเรีย การปฏิบัติงานของทาง ราชการ และขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการพ่นเคมี ดี.ดี.ที.   นอกจากนี้ หน่วยมาลาเรียที่ ๑ ตาก ศูนย์มาลาเรียเขต ๑ พระพุทธบาท มีบทความออกอากาศทางสถานี วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยแม่สอด จังหวัดตาก ครั้งที่ ๖๕/๓/๒๕๒๔ ประจำวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๔ ในรายการมาเลเรียเพื่อประชาชน ได้มีการอ่านบทความเกี่ยวกับไข้มาลาเรีย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ แก่ประชาชน และมีการนำบทกลอนที่เขียนถึงไข้มาลาเรียอ่านออกอากาศ   รายละเอียดสามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙ โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒ E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/


อาคารรุกกำแพงดินยังไม่ได้รื้อ ติดเจ้าของอุทธรณ์สู้-รอชี้ขาดอีกรอบ 17 ก.พ. ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการกรณีเอกชนก่อสร้างอาคารรุกล้ำแนวกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโบราณสถานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนารักษ์ ศิลปากร และเทศบาลนครเชียงใหม่ จะต้องมีการดำเนินการโดยยึดถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ยอมรับว่าในส่วนของภาครัฐเองคงต้องรับผิดชอบด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายเอกชนเองก็สมควรที่จะทราบว่าสิ่งใดสามารถกระทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการในกรณีนี้จะต้องยึดข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาและไม่เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นมาอีก พร้อมทั้งอยากวิงวอนให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาโบราณสถานที่เป็นสมบัติของเชียงใหม่และของชาติให้คงอยู่ โดยไม่เกิดปัญหาการบุกรุกทำลายอีก เพราะหากเกิดขึ้นแล้วแก้ไขยาก “กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ยอมรับว่าส่วนหนึ่งต้องเป็นความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่ปล่อยปละละเลย ทำให้ปัญหานี้เกิดการหมักหมมมานานจนยากที่จะแก้ไข แต่ยืนยันว่าจะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาและเป็นตัวอย่าง ไม่ให้มีการปล่อยให้เกิดกรณีปัญหาอย่างนี้ซ้ำซากอีก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขหากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าว ขณะที่ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่กล่าวว่า หลังจากที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้มีคำสั่งรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำพื้นที่กำแพงดินทั้งสองแห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรมของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง และอาคารพาณิชย์ ค.ส.ล.3 ชั้น จำนวน 4 คูหาของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง โดยให้เข้าของอาคารทั้งสองรายทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามพ.ร.บ. ควบคุมอาคารนั้น ในขณะนี้ได้ครบกำหนดระยะเวลาแล้วนั้น ตามหลักปฏิบัติหากเจ้าของอาคารไม่ปฏิบัติตาม ทางเทศบาลจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย โดยฟ้องร้องผ่านศาลเพื่อให้มีการพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาหลังจากมีคำสั่งออกไปแล้ว เจ้าของอาคารทั้งสองแห่งยังคงเพิกเฉยและไม่ได้ทำการรื้อถอนตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารทั้งสองแห่งได้ทำเรื่องอุทธรณ์มายังทางเทศบาล โดยอ้างว่าคำสั่งของเทศบาลที่ให้รื้อถอนอาคารนั้นไม่ชอบธรรม ทางเทศบาลจึงจำเป็นจะต้องนำคำอุทธรณ์เสนอต่อคณะกรรมการของจังหวัดเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ด้านนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานในส่วนของสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ธ.ค.53 ทางกรมศิลปากรโดยอธิบดีกรมศิลปากรได้ลงนามหนังสือคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างแจ้งไปยังเอกชนเจ้าของอาคารให้ทราบแล้ว ซึ่งต่อมาทางเอกชนเจ้าของอาคารได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมาที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แต่ทางสำนักฯ ไม่มีอำนาจที่จะรับอุทธรณ์ดังกล่าวได้ ทางผู้ร้องต้องยื่นอุทธรณ์ไปที่กรมศิลปากรเอง ซึ่งยังไม่ทราบว่าทางเอกชนมีการดำเนินการไปแล้วหรือไม่อย่างไร สำหรับการจะดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างรุกล้ำแนวกำแพงดินโบราณเมืองเชียงใหม่นั้น ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ยอมรับว่า การดำเนินการอาจจะต้องใช้เวลามากพอสมควร เพราะหากเอกชนเจ้าของอาคารที่เป็นกรณีปัญหา มีการยื่นคำร้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อีกมากมาย จนกว่าจะถึงที่สุดว่าศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างไรกับกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนว่าที่ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่กล่าวถึงการดำเนินการล่าสุดในเรื่องปัญหาการรุกล้ำแนวกำแพงดินว่า สำหรับบริเวณอาคารโรงแรมบริเวณฝั่งตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิงที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่นั้น หลังจากมีคำสั่งให้รื้อถอน ทางเจ้าของอาคารได้ทำเรื่องอุทธรณ์ พร้อมทั้งระบุว่ายินดีที่จะปรับปรุงพื้นที่ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในบริเวณพื้นที่เช่าให้กลับสู่สภาพเดิม ต่อกรณีดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายแรกเห็นว่าหากมีคำสั่งรื้อถอนแล้วควรจะทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ออกให้หมด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหากรื้อถอนและปรับสภาพในจุดที่รุกล้ำให้เหมือนกับเมื่อก่อนที่จะมีการรุกล้ำน่าจะเป็นธรรมต่อทางเจ้าของอาคารด้วย โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของอาคารยินดีและพร้อมที่จะปฏิบัติตามอยู่แล้ว เพราะถ้าเลือกให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดแล้ว หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี พื้นที่ที่ได้คืนมาก็อาจจะถูกรุกล้ำอีกในอนาคตได้ หรือหากฝ่ายเจ้าของอาคารรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องก็จะต้องเข้าสู่การพิจารณาและสู้คดีกันในชั้นศาล ซึ่งจะกินระยะเวลายาวนานกว่าจะได้ข้อสรุป ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย ทางธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมธนารักษ์ พร้อมกับประสานให้กรมธนารักษ์สอบถามต่อไปยังกรมศิลปากรด้วยว่ามีความเห็นต่อแนวทางทั้งสองแนวทางอย่างไร และหากมีการดำเนินการตามแนวทางที่สองจะมีข้อขัดข้องหรือไม่ น่าจะได้ข้อสรุปในการประชุมติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาการก่อสร้างอาคารรุกล้ำแนวกำแพงดิน ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ผลสรุปที่ได้จากการประชุมน่าจะถือเป็นที่สิ้นสุด โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2554 22:35 น. http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000020454


กิจกรรมทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และเวียนเทียนรอบพระอุโบถ สถูปเจดีย์พุทธสถานในวันอาสาฬหบูชาหรืออาสาฬหปูรณมีบูชา เป็นศาสนพิธีที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในประเทศไทยนั้นปรากฏหลักฐานการประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา และการประกอบพิธีอาสาฬหบูชาในพุทธศักราช 2501 การประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาของประเทศไทย ได้ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุ ชุดกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รหัสเอกสาร ศธ.15.12/11 เรื่อง พิธีอาสาฬหบูชา ใจความสำคัญว่า คณะสังฆมนตรีได้พิจารณาและออกประกาศสำนักสังฆนายกกำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา พร้อมทั้งกำหนดแบบแผนการประกอบพิธีอย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เนื่องจาก วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 อาสาฬหมาส เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นปฐมเทศนา และเป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นวันที่บังเกิดรัตนะครบองค์สาม คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งในพระศาสนา สมควรกระทำการบูชาเพื่อเตือนใจพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้ซาบซึ้งในคุณพระรัตนตรัย สำนักสังฆนายกจึงได้ออกประกาศกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาไว้ ดังนี้ ก่อนถึงวันพิธีอาสาฬหบูชา ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ให้เจ้าอาวาสทุกวัดแจ้งแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาในวัดให้ทราบล่วงหน้าว่าวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันทำพิธีอาสาฬหบูชา เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ให้ภิกษุสามเณรตลอดจนศิษย์วัด คนวัด ช่วยกันทำความสะอาด ปัดกวาด ปูลาดเสนาสนะ จัดตั้งเครื่องสักการะ ถวายน้ำใช้น้ำฉัน ประดับธงธรรมจักรรอบพระอุโบสถเท่าที่สามารถจะจัดได้ เพื่อประกาศวันธรรมจักรให้ปรากฏแก่มหาชน เตือนใจให้ระลึกถึงสัจธรรมอันวิเศษที่ทรงแสดงไว้ในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร วันพิธีอาสาฬหบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 มีธรรมสวนะ เวลาค่ำให้ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถหรือพระเจดีย์ จุดธูป เทียน แล้วถือรวมกับดอกไม้ ยืนประนมมือสำรวมจิต พระสงฆ์ผู้เป็นประธานนำกล่าวคำบูชา จบแล้วทำประทักษิณ (เวียนขวา) สามรอบ จากนั้นภิกษุสามเณรเข้าในพระอุโบสถบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรค่ำ แล้วสวดพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร จบแล้วหยุดพักให้อุบาสก อุบาสิกา ทำวัตรค่ำ พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตร หากภิกษุสามเณรในวัดสามารถสวดสรภัญญะได้ ก็ให้สวดสรภัญญะเพื่อเจริญศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน จากนั้นจึงให้พุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัยกุศล สวดมนต์และสนทนาธรรมตามเหมาะสม โดยดำเนินพิธีการให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 24 นาฬิกา เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นเทศกาลเข้าปุริมพรรษาของพุทธศาสนิกชนและเป็นวันประชุมอธิษฐานพรรษาของพระสงฆ์ (วันเข้าพรรษา) ทั้งนี้ ภายหลังจากประกาศดังกล่าว พลเอก ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการชักธงชาติ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เพื่อแก้ไขความในข้อ 8 กำหนดให้ชักและประดับธงชาติ ณ อาคารและยานพาหนะ ในวันอาสาฬหบูชา เพิ่มเติมเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้รับรองให้เป็นวันสำคัญของทางราชการ พิธีอาสาฬหบูชานั้น คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยยังคงปฏิบัติสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้างตามยุคสมัยและตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมั่นคงเสมอมาคือความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ผู้เรียบเรียง นางสาวณัฐณิชา พูลสุมล เจ้าพนักงานจดหมายเหตุปฏิบัติงาน -------------------- อ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารจดหมายเหตุชุดกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศธ.15.12/11 เรื่อง พิธีอาสาฬหบูชา (14 - 24 ก.ค. 2501) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ภาพเหตุการณ์ร่วมสมัย ฉ/จ/28769 เรื่อง พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา (2514) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ภาพเหตุการณ์ร่วมสมัย ฉ/ร/223 เรื่อง พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา (2519) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ภาพเหตุการณ์ร่วมสมัย ฉ/ร/5381 เรื่อง พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา (2535) #จดหมายเหตุ


ชื่อเรื่อง                     โรเมโอและจูเลียตผู้แต่ง                       เชกส์เปียร์ วิลเลียมประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณคดีอังกฤษเลขหมู่                      822.33 ช693รสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 บรรณาคารปีที่พิมพ์                    2515ลักษณะวัสดุ               264 หน้าหัวเรื่อง                     ละครอังกฤษ                              เชกส์เปียร์ วิลเลียม                              มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกโรเมโอและจูเลียตเป็นบทละครอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลและประพันธ์ขึ้นในภาษาไทย กล่าวถึงเรื่องราวคู่รักกลายเป็นวีระชนผู้ยอมเสียสละทุกสถานการณ์


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ วันนี้ (17 ก.พ.) หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหา กรณีเอกชนก่อสร้างอาคารบริเวณแนวกำแพงเมือง-คูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ อาคารศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวเป็นการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหากรณีที่เอกชน 2 ราย ก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่แนวกำแพงดิน ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปิดเผยเรื่องราวผ่านทางสื่อมวลชน หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือ และกำหนดมาตรการแก้ไข โดยล่าสุด ได้มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ที่เป็นปัญหาทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรม บริเวณตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง ของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี และอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 4 คูหา ข้างร้านเต้ยติ่มซำ ของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง ในที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีที่ นางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ แจ้งต่อที่ประชุมว่า เรื่องการยื่นอุทธรณ์ของนางสาวเพ็ญสินี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัด ส่วนนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แจ้งว่า ทางสำนักได้แจ้งให้ นางสาวเพ็ญสินี ทราบแล้วว่าการยื่นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นไปที่กรมศิลปากร แต่การยื่นอุทธรณ์นั้นจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก นางสาวเพ็ญสินี ได้แจ้งมาในคำร้องอุทธรณ์ ว่า ยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เปลี่ยนแปลงต่อเติมใหม่จากอาคารของเดิมที่มีอยู่ และจะปรับสภาพอาคารที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า ประกอบกับผู้ตรวจราชการ นางสาวจินตนา กิจจำนง ได้ให้ความเห็นภายหลังการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ควรจะพิจารณาเรื่องการรื้อถอนให้รอบคอบ เนื่องจากหารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกทั้งหมดแล้ว ในอนาคตหากไม่มีการปรับปรุงพื้นที่ก็อาจมีปัญหาถูกรุกล้ำอีก ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จึงได้ทำหนังสือขอให้กรมธนารักษ์ประสานกับกรมศิลปากร เพื่อหารือว่าจะขอปรับสภาพอาคารที่มีการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับคืนอยู่ในสภาพเดิม ก่อนที่จะมีการจัดให้เช่า จะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ที่ประชุมจะยังไม่มีข้อสรุปในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามแนวทางที่ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน ก็คือ จะรอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัดพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างไรก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ขณะที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงคำสั่งต่างๆ ของกรมศิลปากรนั้นเป็นอำนาจของอธิบดี แต่ในเบื้องต้นหน่วยงานเห็นควรให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้ออกไปแล้ว เช่นเดียวกับ หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้ให้ความเห็นว่าควรปล่อยให้เรื่องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟูสภาพแนวกำแพงดินในส่วนที่ยังคงสภาพอยู่ โดยสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้เสนอพื้นที่ช่วงถนนกำแพงดิน บริเวณตรงข้ามวัดช่างฆ้องจนถึงสี่แยกถนนกำแพงดินตัดกับถนนลอยเคราะห์ ให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการบูรณะฟื้นฟูแนวกำแพงดินส่วนที่ยังคงสภาพ ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นจุดตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ความสนใจในแนวทางดังกล่าว และมีความเห็นว่า ให้สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ไปศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว โดยอาจจะใช้วิธีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับประชาชนส่วนที่ยังอยู่ในพื้นที่ ส่วนธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ และสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะดูในส่วนของการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ และให้เทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลในส่วนของการก่อสร้างและงบประมาณ ซึ่งในส่วนของงบประมาณอาจจะขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2554 15:40 น http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000021498


หลังจากปิดชั่วคราวกว่า 2 เดือน กรมศิลปากรเปิดแหล่งเรียนรู้ในสังกัด อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 22 พ.ค.นี้ พร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด   นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. ได้มีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 กรมศิลปากรจึงจะเปิดให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถานที่เก็บค่าเข้าชม หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมถึงหอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และหอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ หลังจากปิดชั่วคราวกว่า 2 เดือน พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรจะต้องดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” จาก www.ไทยชนะ.com และติดตั้ง QR CODE ให้ผู้รับบริการลงทะเบียน เพื่อเก็บข้อมูลการเข้าออกในพื้นที่ สำหรับมาตรการหลักที่แจ้งให้ถือปฏิบัติ ได้แก่ จัดระบบการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิทั้งเจ้าหน้าที่และผู้รับบริการ หากมีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะให้เจ้าหน้าที่งดการปฏิบัติหน้าที่และงดจำหน่ายบัตรให้กับผู้ขอรับบริการดังกล่าว สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา บริการเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ ที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น บริเวณจุดจำหน่ายบัตร ส่วนให้บริการ ห้องสุขา พร้อมทั้งทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ทุก 2 ชั่วโมง จัดระบบการเข้าชมให้มีระยะห่างระหว่างบุคคลไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร และไม่ให้มีความหนาแน่นภายในพื้นที่จัดแสดง สำหรับกรณีการเข้าชมแบบหมู่คณะ จำกัดเข้าชมได้ไม่เกิน 10 คนและให้ประสานงานล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการจัดระบบดูแล งดบริการนำชม การจัดบรรยาย และสัมมนาภายในแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากร ทั้งนี้ ขอให้ผู้เข้ารับบริการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด   “นอกจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้แต่ละแห่งจะต้องประสานงานกับจังหวัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการย่อยของแต่ละจังหวัดที่จะต้องประเมินความเสี่ยงของสถานที่ต่างๆ อีกครั้ง และรายงานสถานการณ์ของจังหวัดอันเป็นที่ตั้งให้กรมศิลปากรทราบทุกสัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์ในการเปิดให้บริการ” นายประทีป อธิบดีกรมศิลป์ กล่าว


      ชื่อเรื่อง : วิตามินกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย       ผู้เขียน : อภิรัตน์ ศุภธนาทรัพย์        สำนักพิมพ์ : สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช      ปีพิมพ์ : ๒๕๖๒      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๑๖-๑๘๐๗-๐      เลขเรียกหนังสือ : ๖๑๓.๒๘๖ อ๒๖๒ว      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑ สาระสังเขป : วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ (Organic compound) ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเพื่อป้องกันวิตามิน หากเกิดการขาดวิตามินแต่ละชนิดจะส่งผลให้เกิดอาการที่เฉพาะแตกต่างกันไป จึงนับว่าวิตามินเป็นสารจำเป็นสำหรับชีวิตของคนเราอย่างยิ่ง "วิตามินกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย" เป็นการนำเสนอความรู้เรื่องวิตามินมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัยและทุกภาวะสุขภาพ โดยนำเสนอเนื้อหาที่ครอบคลุมเรื่องของวิตามิน ประกอบด้วย (๑) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิตามิน ได้แก่ การจำแนกวิตามิน ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้วิตามินของร่างกาย การขาดวิตามิน ภาวะได้รับวิตามินเกิน สถานการณ์การขาดวิตามินในประเทศไทย และการค้นพบวิตามิน (๒) วิตามินในอาหารประเภทต่างๆ และปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณวิตามินในอาหาร ได้แก่ แหล่งของวิตามินในอาหาร ตัวอย่างปัจจัยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง และปริมาณวิตามินในอาหาร (๓) วิตามินที่ละลายในน้ำต่อสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย เช่น วิตามินซีกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย โรโบฟลาวินกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย กรดแพนโทเทนิกกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย โฟเลทกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย และ ไบโอตินกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย เป็นต้น (๔) วิตามินที่ละลายในไขมันต่อสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเคกับสุขภาพและภาวะเจ็บป่วย (๕) การประเมินภาวะวิตามิน ได้แก่ การประเมินทางโภชนาการ และการประเมินภาวะวิตามิน และ (๖) อันตรกิริยาระหว่างยากับวิตามิน ได้แก่ อันตรกิริยาระหว่างยาและสารอาหาร และอันตรกิริยาระหว่างยาและวิตามิน ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจด้านอาหาร โภชนาการและวิตมิน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและต่อยอดด้านการศึกษาต่อไป     


     ชื่อเรื่อง :  กล้วยไม้ของ...พ่อ      ผู้เขียน :  -      สำนักพิมพ์ : ม.ป.ท.      ปีพิมพ์ : ม.ป.พ.      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ :  -      เลขเรียกหนังสือ : ๖๓๕.๙๓๔๔ ก๒๘๘ฮ      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป       ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑สาระสังเขป : กล้วยไม้ของ...พ่อ เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในงานพิธีฌาปนกิจศพของคุณพ่อฮุยควน แซ่เล้า ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจกล้วยไม้ ทั้งในแง่มุมของศาสตร์และศิลป์ที่ใช้เวลามากกว่า ๔๐ ปี ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้อย่างจริงจัง อดทน มุมานะและตั้งใจจริง ด้วยเจตนารมณ์ที่จะถ่ายทอดและนำเสนอเรื่องราวของกล้วยไม้ที่ท่านได้สร้างพันธุ์ใหม่ๆ มากมายหลายพันธุ์ และส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการนำเสนอรายละเอียดชื่อพันธุ์ของกล้วยไม้แคทลียาพันธุ์ต่างๆ และมีบทกลอนเกี่ยวกับดอกกล้วยไม้นั้นๆ อย่างสั้นๆ  พร้อมภาพสีประกอบจำนวนกว่า ๑๐๐ ภาพ  ซึ่งภาพดอกกล้วยไม้ที่นำมาแสดงในหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่ท่านสร้างสรรค์ ด้วยความรู้ความสามารถและจินตนาการ อีกทั้งยังมีเรื่องกล้วยไม้ไทยในเวทีโลก สถานการณ์กล้วยไม้ไทย แหล่งผลิต พันธุ์กล้วยไม้  เนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิต การใช้ภายในประเทศ การส่งออก การปลูกเลี้ยงแคทลียา ลักษณะธรรมชาติและการเติบโต การดูแลรักษา โดยทางผู้รวบรวมและจัดพิมพ์มุ่งหวังเผยแพร่เป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจจะเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกหรือเป็นอาชีพต่อไป       


จดหมายเหตุ ว่าด้วยแรกมี สถานีน้ำมันจันทบุรี พุทธศักราช ๒๔๗๓ สถานการณ์ราคาน้ำมัน ในปัจจุบันของไทย มีราคาสูงขึ้นตามลำดับ ทั้งเบนซินและดีเซล ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงมากขึ้น หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ จันทบุรีขอเกาะกระเเสเกี่ยวกับน้ำมันในช่วงนี้ ในการสืบค้นเรื่องราวในอดีตของจันทบุรี เกี่ยวกับเรื่องของน้ำมัน การตั้งสถานีน้ำมันในอดีตว่ามีเอกสารใดกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้บ้าง ทำให้ได้พบเอกสารจดหมายเหตุที่เป็นหลักฐานเเสดงเรื่องราวการก่อเกิดสถานีน้ำมันในยุคเเรกของจันทบุรี เอกสารที่เก่าที่สุดในเรื่องน้ำมันในมณฑลจันทบุรี สามารถย้อนกลับไปถึงปี ๒๔๗๓ ก่อนที่จะยุบเลิกมลฑลเทศาภิบาลจันทบุรี มีการขออนุญาตประกอบการตั้งสถานีสูบน้ำมันเบนซิน ของบริษัทเอเชียติ๊กปีโตรเลียม(สยาม)จำกัดสินใช้ (บริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทรอยัลดัทช์/เชลล์) โดยขออนุญาตต่อพระยาศรีเสนา สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี เพื่อเป็นสถานีจำหน่ายน้ำมันเบนซินแบบสูบโดยมีถังน้ำมันฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีความปลอดภัยกว่าแบบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นคือการจำหน่ายแบบบรรจุใส่แกลอน โดยมีสถานีตั้งอยู่ในตลาดจันทบุรี(ดูตามผังเอกสารแนบ) ซึ่งสมุหเทศาภิบาลได้อนุญาตให้ตั้งสถานีได้ เป็นสถานีจำหน่ายน้ำมันขนาดเล็ก ด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในสมัยนั้นยังมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งมีการสำรวจในปี ๒๔๖๐ ปรากฏว่าในมณฑลจันทบุรี มีรถยนต์ ๑๑ คันและรถจักรยานยนต์เพียง ๒ คันเท่านั้น บริษัทเอเชียติ๊กปีโตรเลียม(สยาม) จำกัดสินใช้ ถูกก่อตั้งขึ้นในครั้งแรกเพื่อจำหน่ายน้ำมันก๊าด ตรามงกุฏ ในประเทศไทย และต่อมาได้สร้างคลังน้ำมันที่บางประกอก เพื่อเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของบริษัทและได้เริ่มขยายออกไปตามต่างจังหวัดใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ที่จันทบุรียังมีสถานที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวน้ำมันในยุคแรกของจันทบุรี ซึ่งหลายท่านที่ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟ คงมีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการและเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์เชลล์(อยู่ในร้านกาแฟ) ที่บริเวณปั้มน้ำมันเชลล์ศักดิ์ชัย ๑ ที่ได้มีการจัดแสดงของสะสมที่เกิดมาจากแรงบันดาลใจของสองพ่อลูก คุณชูศักดิ์ โกศการิกา และคุณชัยเลิศ โกศการิกา อาทิ ปั๊มหัวจ่ายน้ำมัน ป้ายโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเชลล์ เครื่องมืออุปกรณ์น้ำมันต่าง ๆ สินค้าส่งเสริมการขาย ของบริษัทเชลล์ ตั้งแต่ยุคแรกต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน เรียบเรียง อดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. (๑๓)มท ๑.๒.๓/๒๗ เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี เรื่องบริษัทเอเชียติ๊ก (สยาม) จำกัด ขออนุญาตตั้งสูบน้ำมันเบนซินที่โฮเต็ลและร้านขายเครื่องประป๋องของนายเฟ ที่ตลาดจันทบุรี (๒๓ – ๓๐ มกราคม ๒๔๗๓) หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. (๑๓)มท ๒.๒.๔/๕๗ เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี เรื่องขอทราบจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในมณฑลจันทบุรี (๑๐ – ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๖๐) อ้างอิงภาพจาก https://www.museumthailand.com/.../Info-Shell-Museum-Cafe


          หนังสือ : คู่มือเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉิบหายขั้นสุด = The worst-case scenario survival handbook           ผู้เขียน :  โจชัว ไพเวน และ เดวิด โบร์เกนิซต์            ผู้แปล : พรเลิศ อิฐฐ์ เวลาดูภาพยนตร์ที่ต้องหนีตายจากฉลาม จระเข้ เคยสงสัยไหมคะ ว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้น เราต้องทำอย่างไรถึงจะรอด หนังสือเล่มนี้จะช่วยไขข้อสงสัยดังกล่าว (แต่ไม่รับประกันความปลอดภัย) โดยผู้เขียนทำการรวบรวมวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น วิธีหนีออกจากรถที่กำลังจม วิธีป้องกันตัวจากฉลาม วิธีสลัดให้หลุดจากจระเข้ วิธีกระโดดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกฟ้าผ่า ฯลฯ สรุปเป็นขั้นตอนที่กระชับ เข้าใจง่าย มีภาพประกอบ ให้เราพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์  คำเตือน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน             ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ           เลขหมู่ : 363.34 พ994ค


13 พฤษภาคม 2565 “วันพืชมงคล และวันเกษตรกร” วันสำคัญของเกษตรกรวันหนึ่ง คือวันพืชมงคล เพราะจะมีการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาขวัญ และพระโคกินเลี้ยง เสี่ยงทายว่าในปีนั้นๆพืชผลจะอุดมสมบูรณ์ไหม น้ำจะเพียงพอไหม เป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร วันพืชมงคล เป็นวันที่กำหนดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ พระราชพิธีพืชมงคลนั้นประกอบ พระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้นจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลท้องสนามหลวง ในปี พ.ศ. 2565 นี้ วันพืชมงคล ตรงกับวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลท้องสนามหลวงตามปกติ หลังจากปี 2564 ต้องว่างเว้นไปเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปี พ.ศ. 2565 นี้ นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา ส่วนพระโคที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีฯ นั้น ในปีนี้ กรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโค เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2 คู่ เป็นพระโคแรกนาขวัญ 1 คู่ คือ พระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 225 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 214 เซนติเมตร อายุ 10 ปี พระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 238 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 209 เซนติเมตร อายุ 10 ปี พระโคสำรอง 1 คู่ คือ พระโคเพิ่มและพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน มีสีผิวขาวอมชมพู ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำหรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว เป็นลำเทียน เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวง สีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า สำหรับการเสี่ยงทายในพระราชพิธีฯ จะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ ซึ่งแต่ละปีนั้น ประกอบด้วย 2 ช่วง คือ ช่วงแรก พระยาแรกนาจะตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไป เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ 6 คืบ 5 คืบ และ 4 คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุมเพื่อให้พระยาแรกนาหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดนั้นจะมีคำทำนาย ไปตามนั้น ในปีนี้พระยาแรกนาหยิบผ้าได้ 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่ม อาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ และอีกหนึ่งพิธีเสี่ยงทาย ที่ต้องลุ้นกันทุกปี คือ การเสี่ยงของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า เมื่อพระโคกินของสิ่งใดโหรหลวงจะถวายคำพยากรณ์ ผลปรากฏว่าในปีนี้ พระโคกินน้ำกับหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ,พระโคกินถั่ว ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และ พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศจะดีขึ้น เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


           กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และมีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่ กรุงธนบุรีมีอายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด เพราะการก่อกำเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละและจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของพระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ พระองค์ทรงตรากตรำทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อนำพาเหล่าบรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากรำศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ของคนไทยจนนำไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง           พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าทำลายจนพินาศย่อยยับได้สำเร็จ และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อยกว่าปีในปัจจุบัน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติและความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้เอกราช เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและวีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง หากปราศจากพระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้           ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก พระราชภารกิจสำคัญลำดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไปด้วยความยาก ลำบากแสนสาหัส ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น การที่จะทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน ประกอบกับภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค มีการตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้นำชุมนุมต่างๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ในลำดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ายก็พยายามจะแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพกำลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อมิใช่น้อย            สิ่งที่สร้างความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหารภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกรำศึกเพื่อกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ พระองค์ทรงเริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ เหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลักของประชาชนคือการทำสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน้ำ ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่าละเมาะ ลักษณะการทำสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง เป็นลักษณะการทำสวนแบบชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว           ในเมืองธนบุรีมีการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี สินค้าสำคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการทำไร่ทำนาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าวและรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเสมอ..”(๓)           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือสำเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร ชาวบ้านที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ทำให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก เพราะพระองค์ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดยต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครองอำนาจ ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่ ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔)           ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็นเกวียนละ ๒ ชั่ง อาณาประชาราษฎรขัดสน จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทำนาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมทำนาพื้นที่ฝั่งซ้ายขวา กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก ทางตะวันออกพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้ แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับราชสำนักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม-------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์-------------------------------------------------------------เชิงอรรถ ๑ ปรากฏชื่ออยู่ในกฎหมายตราสามดวงว่า “เมืองธนบุรียศรีมหาสมุทร”ซึ่งแปลว่า“เมืองแห่งทรัพย์อันเป็นศรีแห่งสมุทร” ๒ จุมพฎ ชวลิตานนท์. การค้าส่งออกของอยุธยาระหว่างพ.ศ.๒๑๕๐-๒๓๑๐.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.๒๕๓๑. หน้า๔๓. ๓ ศิลปากร,กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๗ ๔ สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง. (กรุงเทพฯ : หจก.อรุณการพิมพ์) ๒๕๕๙. น. ๒๒๓. ๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).(กรุงเทพ : มปท. มปป.) ๒๕๐๖. น. ๔๐. ๖ ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๗ ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน. วารสารศิลปากร ๒๕ (พค.-กค.๒๕๒๓) น.๕๕. --------------------------------------------------------------


ความเป็นมา          ภาวะความเสี่ยงจากนักล่าสมบัติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลเป็นสาเหตุให้องค์การยูเนสโกเริ่มการดำเนินการทางนิตินัยและพฤตินัยเพื่อส่งเสริมการปกป้องแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ จึงได้เกิดการประชุมองค์กรระหว่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องการร่างอนุสัญญาคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ (The 2001 UNESCO – Convention on the Protection of the Underwater Cultural Heritage) ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก ประเทศฝรั่งเศส          โดยการประชุมพิจารณาร่างอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ได้จัดให้มีขึ้นหลายครั้งและกรมศิลปากรได้ส่งผู้แทนจากกลุ่มนิติกรและกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำเข้าร่วมประชุมมาโดยตลอด การประชุมมีการถกเถียงและอภิปรายอย่างกว้างขวางในการรับร่างอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ได้มีการแก้ไขปรับปรุงโครงร่างและรายละเอียดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศภาคีสมาชิก กอปรกับแนวทางในการดำเนินการในอนุสัญญาฯ ที่ประชุมกำหนดให้มีทิศทางในการสงวนรักษาและอนุรักษ์ทางวิชาการซึ่งตรงกับมาตรฐานการดำเนินงานของกรมศิลปากร          ผู้แทนกรมศิลปากรพิจารณาแล้วเห็นว่าอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่อยู่ใต้น้ำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยที่จะได้รับประโยชน์ในการประกาศคุ้มครองตามอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ อีกทั้งเนื้อหาสาระสำคัญเป็นการคุ้มครองในทางวิชาการโบราณคดีใต้น้ำ จึงได้ลงคะแนนเสียงให้รับร่างอนุสัญญาฉบับดังกล่าวปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ซึ่งมีข้อตกลงและข้อพึงปฏิบัติร่วมกันระหว่างประเทศภาคีสมาชิกในการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทั้งยังมีการติดตามผลงาน ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่องตามอนุสัญญาองค์การยูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ค.ศ. ๒๐๐๑ กล่าวถึงการคุ้มครองที่บรรลุวัตถุประสงค์ ควรมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นแนวคิดให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในเขตภูมิภาคต่างๆ          เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ คณะผู้ประสานงานจากสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมชมกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี และแจ้งว่า คณะผู้ประสานงานได้มีโอกาสเยี่ยมชมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในประเทศต่างๆ ในเขตภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกแล้ว พบว่าที่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำมีความเหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุด ทั้งด้านแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่เหมาะกับการฝึกอบรม บุคลากร ประสบการณ์ในการทำงานและเครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติงานใต้น้ำ องค์การยูเนสโกจึงเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์โครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกครั้งนี้เป็นโครงการระยะสั้น มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ และสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ภายหลังได้มีการขยายเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ วัตถุประสงค์          ตามอนุสัญญาองค์การยูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ค.ศ. ๒๐๐๑ กล่าวถึงการคุ้มครองที่บรรลุวัตถุประสงค์ ควรมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นแนวคิดให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในเขตภูมิภาคต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้          ๑. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการปกป้องและการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำในระดับภูมิภาคผ่านหลักสูตรการฝึกทักษะภาคปฏิบัติที่แหล่งโบราณคดีใต้น้ำจริง          ๒. เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคสมาชิกที่มีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและการเผยแพร่วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งหมายถึงการรณรงค์ให้เกิด ความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การจัดการมรดกร่วมกัน          ๓. เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคีสมาชิกในการให้สัตยาบันและการดำเนินการตามอนุสัญญาปี ค.ศ. ๒๐๐๑ และภาคผนวกของอนุสัญญาฯองค์การยูเนสโกได้เสนอให้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ณ อาคารปฏิบัติการทางทะเล ท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี โดยกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร มีประสบการณ์การทำงานโบราณคดีใต้น้ำที่ยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทั้งยังเคยร่วมกับกองทัพเรือไทย, ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ สำหรับองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO - SPAFA) และคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำให้กลุ่มประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้วหลายครั้ง          ด้วยเห็นถึงความพร้อม ความเหมาะสมและความเป็นไปได้มากที่สุด ทั้งด้านแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่เหมาะกับการฝึกอบรม บุคลากรของกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำที่มีประสบการณ์ ความรู้ในการทำงานโบราณคดีใต้น้ำ และเรือปฏิบัติการในทะเลพร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงานใต้น้ำที่ทันสมัย อีกทั้งอาคารสถานที่สามารถปรับใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมฯ ได้ทันที และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวี การทำงานโบราณคดีใต้น้ำ แบบเรือจำลองและโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อประกอบการฝึกอบรมและการศึกษาวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฯ การดำเนินงาน          การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เพื่อส่งเสริมศักยภาพของแต่ละประเทศในการปกป้องมาดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำและการจัดการแหล่งโบราณคดีใต้น้ำผ่านโครงการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำ โดยมีการฝึกอบรมดังนี้          ๑. หลักสูตรขั้นพื้นฐาน (Foundation Course on Underwater Cultural Heritage) มุ่งรับผู้เข้าร่วมจากทั่วภูมิภาคและจากหลากหลายสาขาเพื่อการบ่มเพาะแบบสหวิทยาการเรื่องโบราณคดีใต้น้ำและการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์           หัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน มีดังนี้•Introduction to Archaeology •Site Types•Dating Methods•Right & Responsibilities (Legislation & UNESCO Convention)•Introduction to 2D Survey principle session (2D Dry practical / 2D Wet practical)•Drawing up session•Case Studies: Project strategies, research designs •Diving safety and project logistics•Area Search and survey methods•Finds handling / problems with waterlogged material•Introduction to 3D site surveying•Dry 3D survey task•Survey Data Processing•Documentation, Recording and Dissemination•Data Management• Asian Ship Technology•Iron and steel ship construction and site formation•Desk Based Assessments•Significance Assessments•Material Culture Analysis•Asian Ceramics Analysis•Finds handling / Conservation•Archaeological Publication•Ethnographic Boatbuilding Practical•Museology Story Boards Theory and Practice•Arch Resource•Managing Underwater Cultural Heritage •In-Situ Protection•GIS for Archaeology          การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นพื้นฐานได้เสร็จสิ้นแล้ว ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ถึง ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ประกอบด้วย กัมพูชา, ลาว, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, และไทย ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ถึง ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย กัมพูชา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, บรูไน, บังคลาเทศ, ปากีสถาน และไทย ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ถึง ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย กัมพูชา, คีกิสถาน, เคนย่า, บังคลาเทศ, ฟิจิ, ฟิลิปปินส์, ลาว, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ศรีลังกา และไทย          ๒.หลักสูตรขั้นสูง (Advanced Training Course on Underwater Archaeology) มุ่งเน้นการฝึกอบรมกลุ่มหัวหน้าหน่วยงานทางโบราณคดีใต้น้ำและผู้จัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำระดับอาวุโสในหัวข้อเฉพาะทาง โดยคณะกรรมการวิชาการระหว่างประเทศว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำแห่งสภาโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Committee on Underwater Cultural Heritage of the International Council on Monuments and Sites : ICOMOS- ICUCH) จะเป็นผู้กำหนดหัวข้อในการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงนี้ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการจัดการมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ เช่น การจัดการข้อมูลแหล่งโบราณคดีใต้น้ำด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS : Geographic Information System) , เครื่องบันทึกภาพพื้นผิวท้องทะเล (Side Scan Sonar), เครื่องมือตรวจหาชั้นตะกอน (Sub - bottom profiling), เครื่องมือวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก (Magnetometer) เป็นต้น โดยหลักสูตรการฝึกอบรมนี้จะใช้เวลาการฝึกอบรมระยะสั้นๆ ประมาณ ๑ – ๒ สัปดาห์          ๒.๑ การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๑ คือ Advanced Training course on Geographic Information System on Underwater Cultural Heritage ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ ๒๐ ถึง ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยหัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๑ มีดังนี้•Overview of GIS•Application of GIS (in Archaeology)•Application of GIS (in UCH in Asia)•GIS data, database and mapping issues•Practical -Introduction to Arc GIS software•Underwater GIS-es -MACHU experiences•Using GIS• Experiences from MACHU•Database and GIS•Practical – working with table•GIS data management – practical•Analysis with Arc GIS tools – practical•Practical -Working with UCH data•Sharing information - MACHU experiences•Sharing information: all the possibilities and difficulties, CMS – practical exercise•Field data collection•Uploading GPS data into GIS – practical•Data presentation, map layout – practical•Constructing a Pan Asian GIS          ๒.๒ การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๒ คือ Advanced Training course on In Situ Preservation Underwater Cultural Heritage ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ ๑๙ ถึง ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยหัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๒ มีดังนี้•In Situ first option to consider? •The UNESCO Convention. •Reasons for in situ preservation. •Reasons for not doing in situ preservation. •What is needed to make in situ successful? •Protection by law.•What is needed to start in situ preservation? •What are you trying to protect against? •What are your enemies (threats)? •What are the disadvantages of physically protecting this wreck?•What is the environment like? •How can you obtain information about this? •What will be the positive side?•Different environments, different reasons to protect: •Different methods of in situ preservation. •Brief explanation of different protection techniques. •More into detail of sandbagging.•In detail explanation of using Geotextileon site.•In detail explanation of using debris netting on site.•Detailed explanation of using artificial seagrass on site.•Monitoring as part of in situ preservation.•What to monitor?•How to monitor: State of the art and simple cost effective methods           การดำเนินงานดังกล่าว UNESCO เป็นผู้ดูแลภาพรวมและรับผิดชอบในการติดต่อประสานงานกับผู้บริจาคทุนสนับสนุน และรายงานผลการดำเนินงานให้แก่ประเทศสมาชิกรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง          ส่วน Nautical Archaeology Society (NAS) และ ICOMOS – ICUCH จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรการอบรมขั้นพื้นฐาน อีกทั้งจัดหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์การฝึกอบรม นอกจากนี้ ICOMOS – ICUCH จะให้คำแนะนำแก่ประเทศสมาชิกที่ต้องการก่อตั้งหน่วยงานในการดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมใต้น้ำอีกด้วย  ------------------------------------------------------------


black ribbon.