ค้นหา
จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ
เรื่อง More than words คำบันดาลใจ
แบรดชอว์, ท้อฟฟี่. คำบันดาลใจ = More than words. กรุงเทพฯ: อะไรเอ่ย, 2564.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 155.25 บ891ค
ชีวิตนั้นขับเคลื่อนด้วยพลังกายและพลังใจ ด้านร่างกายต้องอาศัยการดูแลตนเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ หาเวลาผ่อนคลายยามเหนื่อยล้า จึงทำให้มีพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป ด้านพลังใจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากว่ามีอุปสรรคปัญหาเข้ามาย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจ อาจทำให้เกิดความรู้สึกท้อหรือหมดกำลังจะสู้ต่อ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางเอาไว้
คำบันดาลใจ เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับถ้อยคำแห่งแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อส่งต่อพลังงานที่ดีถึงผู้อ่านให้เกิดพลังในการใช้ชีวิต เพราะคำพูดนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตอย่างมาก เป็นทั้งเครื่องมือสร้างสรรค์และทำลาย บั่นทอนและให้กำลังใจ และเป็นการพิสูจน์ว่า “คำพูด” มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการกระทำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้ทำตามสิ่งที่พูด นั่นจะยิ่งทำให้คำพูดมีความหมาย ชัดเจน และหนักแน่น หลายครั้งการพูดแสดงให้เห็นถึงภาวะการเป็นผู้นำเมื่อองค์กรต้องเจอกับวิกฤต ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่มีการประชุมเพื่อรับรองผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาได้เกิดเหตุโกลาหลขึ้นในรัฐสภา โจ ไบเดน ผู้ชนะในการเลือกตั้ง จึงใช้โอกาสนี้สื่อสารไปถึงชาวอเมริกันโดยเน้นอย่างหนักแน่นถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาในประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการดำเนินชีวิตของคนอเมริกันจะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ จากทวีปอเมริกาข้ามกลับมายังทวีปเอเชีย เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจปิดตัวลงไปมากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ปรับตัวและสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ได้ หนึ่งในนั้นคือร้านรสดีเด็ด บ้านคุณนพ ทางร้านสามารถปรับการขายจากหน้าร้านเป็นการขายเดลิเวอรี่ได้ทันทีที่ประกาศล็อกดาวน์ นั่นเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าจึงทำให้แก้ปัญหาได้อย่างฉับไว จะเห็นได้ว่าทั้งคำพูดและการกระทำสามารถนำมาเป็นบทเรียนและแรงบันดาลใจที่ให้แง่คิดกับเราได้เสมอผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)
พรศิริ บูรณเขตต์,โฉเฉ : ความงามที่มีเหตุผล,ศิลปวัฒนธรรม.(27):3;ม.ค.2549
โฉเฉ หรือโฉงเฉง เป็นภาชนะช้อนปลา มีรูปทรงสะดุดตา มีลายสานสะดุดใจ ดูเหมือนว่าความงามจะเด่นชัดกว่าประโยชน์ใช้สอย และเหมือนว่าถ้าจะใช้สอย ก็ไม่น่าจะใช้จับปลา
โฉเฉสานจากผิวไผ่ อธิบายง่ายๆ ว่าสานคล้ายชะลอม แต่สานด้านบนเป็นคอคอดคล้ายคอขวด ที่ปากคอขวดเป็นขดไม้ซึ่งใช้หวายรัดให้แน่น หวายที่รัดนี้เมื่อโดนน้ำจะยิ่งรัดแน่น หากใช้ตอก ตอกมักจะกรอบ
โฉเฉเป็นเครื่องมือทางเลือกแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านมีเครื่องมือหลากหลายและเลือกใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม
เครื่องมืออย่างโฉเฉใช้ในช่วงหน้าแล้งหรือหน้าฝนก็ได้ แต่ต้องใช้ยามที่ปลามีปัญหาช่วงปรับตัวกับสภาพแวดล้อม กับใช้เมื่อผู้คนสร้างสถานการณ์จับปลา
ช่วงหน้าแล้งราวๆ เดือนเมษายนถึงมิถุนายน น้ำจะลดงวด หนองบึงมีหญ้ารก ชาวบ้านจะฟันหญ้าให้เป็นวงกว้างราวๆ ๖-๗ เมตร นำหญ้าขึ้นมากองตามขอบ ใช้เท้าเหยียบย่ำให้แน่น ปลาจะอยู่ภายในวงหญ้า แล้วจึงใช้โฉเฉช้อนปลา ถ้าไม่อยากก้มบ่อยๆ บางคนจะเสริมด้ามไม้ใช้สะดวกสบายขึ้น
ชื่อผู้แต่ง เฉลียว เอี่ยมตระกูล
ชื่อเรื่อง ปรัชญาชีวิต
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๐
จำนวนหน้า ๒๐๘ หน้า
รายละเอียด
ปรัชญาชีวิตเป็นหนังสือที่สอนให้กล้าที่จะรับมือกับปัญหา หันหน้าเข้าศึกษาสาเหตุด้วยจิตใจอันมั่นคง พิจารณาสถานการณ์อย่างรอบครอบ ปราศจากความรู้สึกที่ท้อแท้หรือสิ้นหวังและช่วยกันเสริมสร้างให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็อย่าให้เลวร้ายลง ทั้งยังถือว่าเป็นหน้าที่ของเยาวชนทุกคน ที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้สังคมมั่นคงตลอดไป
เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๓๐ น.ณ โรงละครแห่งชาติ นายอนันต์ ชูโชติ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร มอบกรอบแนวคิดและแนวทางการทำงานให้แก่ผู้บริหาร ผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าหน่วยงาน และข้าราชการในสังกัดกรมศิลปากร ดังต่อไปนี้
กรอบแนวคิดและแนวทางการทำงาน
๑. การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๘
ประเด็นนโยบาย ประกอบด้วย
ส่วนที่ ๑ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์
ส่วนที่ ๒ การปฏิรูปประเทศ
ส่วนที่ ๓ การบริหารราชการแผ่นดิน
นโยบายที่ ๑ การป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
นโยบายที่ ๒ การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ
๒.๑ เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ตามแนวทางสันติวิธี ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นพหุสังคม
๒.๒ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ
นโยบายที่ ๓ การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ
๓.๑ จัดระเบียบสังคม สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาล โดยใช้ค่านิยมหลัก ๑๒ ประการ
นโยบายที่ ๔ การศึกษาและเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
รัฐบาลนำการศึกษา ศาสนาศิลปวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทยมาใช้สร้างสังคมให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม
๔.๑ ทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมตามความพร้อม
๔.๒ อนุรักฟื้นฟูและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ภาษาไทยและภาษาถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อการเรียนรู้ สร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทยนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับประชาชน ระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ
๔.๓ สนับสนุนการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมสากลและการสร้างงานศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นสากล เพื่อเตรียมเข้าสู่เสาหลักวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน และเพื่อการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก
๔.๔ ปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกที่ดี รวมทั้งการผลิตสื่อคุณธรรม เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้เยาวชนและประชาชนได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
นโยบายที่ ๕ การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน
นโยบายที่ ๖ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
๖.๑ ชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย สร้างสิ่งจูงใจและ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เกื้อกูลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวอันมีลักษณะโดดเด่นร่วมกันหรือจัดเป็นกลุ่มได้ เช่น กลุ่มธรรมชาติประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสุขภาพ
นโยบายที่ ๗ การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน
นโยบายที่ ๘ การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม
นโยบายที่ ๙ การรักษาความมั่นคงของคุณภาพทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
นโยบายที่ ๑๐ การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล และการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิธรรมในภาครัฐ
นโยบายที่ ๑๑ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๒. การดำเนินงานตามแนวทางและนโยบายของ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรม
๒.๑ ปลูกฝัง ส่งเสริม พัฒนาสังคมไทย ให้เป็นสังคมที่มีความสุข ความรัก ความสามัคคี ปรองดอง เอื้ออาทร บนพื้นฐานค่านิยมความเป็นไทย ๑๒ ประการ
๒.๒ เสริมสร้างการนำศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในการสร้างสันติสุขสมานฉันท์ในทุกพื้นที่ ทั้งระดับหมู่บ้าน ชุมชน และประเทศชาติ
๒.๓ การพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม สินค้าและบริการ
๒.๔ พัฒนาและเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ หอศิลปะและศูนย์วัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมชองชาติ
๒.๕ ส่งเสริมให้มีการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับนานาชาติ และการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของอาเซียน
๓. แนวทางการทำงานเพื่อบรรลุภารกิจของ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
๓.๑ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส การดำเนินโครงการต่างๆ ต้องให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง การบริหารบุคคลต้องยึดหลักคุณธรรมผสมผสานกับความรู้ความสามารถและศักยภาพของตำแหน่งต่างๆ
๓.๒ ร่วมมือและบูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยยืดหลักวัฒนธรรมเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน การแสดงหาความร่วมมือจากภาคเอกชนในรูปแบบของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรหรือ CSR – Corporate Social Responsibility
๓.๓ ส่งเสริมบทบาทของหน่วยงานกระทรวงวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่ส่วนภูมิภาค ให้ทำงานร่วมกับท้องถิ่นได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น
๔. นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรม ปี ๒๕๕๙ ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
๔.๑ กรอบการดำเนินงาน ประกอบด้วยจุดเน้นสำคัญ ๓ จุดเน้น คือ
๑) วิถีถิ่น วิถีไทย จุดเน้นสำคัญ คือ
- ยิ้ม ไหว้ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ
- วินัย (เน้นวินัยจราจร) น้ำใจ ไมตรี
- อาหารพื้นถิ่น
- ประเพณี การแสดงและดนตรีพื้นถิ่น
- ผ้า การแต่งกาย
- ภาษาไทย ภาษาถิ่น
๒) วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน จุดเน้นสำคัญ คือ
- ประเพณีร่วมของอาเซียน เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง
- การแสดงอาเซียน เช่น หุ่น โขน(รามายานะ) หนังใหญ่
- ผ้า การแต่งกาย
- อาหาร
- ภาษา วรรณกรรม
- กิจกรรมทางศาสนา เช่น สวดมนต์ข้ามปี วิสาขบูชา ๒ ฝั่งโขง
- ประชุมสัมมนาทางวิชาการ
๓) มรดกไทย มรดกโลก จุดเน้นสำคัญ
- มวยไทย
- อาหารไทย
- การแสดงโขนไทย
- ผ้าและการแต่งกายแบบไทย
- การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ให้เสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากบัญชีชั่วคราว จำนวน ๑ แหล่ง พิจารณาข้อมูลระหว่างเส้นทางอารยธรรมขอมกับวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
๔.๒ งานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง
สิริราชสมบัติ ครบ ๗๐ ปี
๑) บูรณะวัด ๗๐ วัด สืบต่อพระพุทธศาสนา
๒) เชิญกวี ศิลปินด้านภาษาและวรรณกรรม ๗๐ คน ประพันธ์คำกลอนเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ บท
๓) จัดทำสิ่งของที่ระลึกงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๗๐ ปี ทูลเกล้าฯในนามรัฐบาล ๔) รวบรวมและจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์สมบัติยาวนาน จำนวน ๑๐ พระองค์ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครองราชย์สมบัติ ๗๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๔.๓ งานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา
๑) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ
๒) ปลูกต้นไม้ที่เป็นไม้สำคัญ เพื่อใช้ในงานที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ในอุทยานประวัติศาสตร์ เช่น ต้นสักและต้นตะเคียน
๓) จัดทำสิ่งของที่ระลึกงานฉลองเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลทรงเจริญ พระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ทูลเกล้าฯ ในนามรัฐบาล
๔) จัดทำสิ่งของที่ระลึกงานฉลองเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลทรงพระเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ที่ประชาชนสามารถจองและเป็นเจ้าของได้
๕) พิจารณาจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่มีความแตกต่างจากหนังสือเฉลิมพระเกียรติที่เคยจัดพิมพ์มา เช่น หนังสือเกี่ยวกับพระบรมราชินีในประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือหนังสือเกี่ยวกับสตรีที่มีบทบาทในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นต้น
๕. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมมองนโยบายการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมในส่วนของกรมศิลปากร
๕.๑ เน้นการสานต่อการทำงานเดิมเป็นหลัก
๕.๒ สานต่อนโยบายของรัฐบาลตลอดจนแผนปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ของกระทรวงวัฒนธรรม
๕.๓ การจัดมาตรการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถานและแหล่งมรดกโลก
๕.๔ การพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัย
๖. กรอบแนวคิดและแนวทางดำเนินงานของ นายอนันต์ ชูโชติ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมรักษาราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร
การจัดการมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติในปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบภารกิจดังกล่าวให้
กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทั้งในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ บุคลากร งบประมาณและวิธีการดำเนินงาน กรมศิลปากรจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยให้แยกงานช่างประณีตศิลป์ เช่น การซ่อมวัดและหล่อพระ จากกระทรวงโยธาธิการ กับงานในกรมพิพิธภัณฑ์ กระทรวงธรรมการ มารวมกันตั้งเป็นกรมศิลปากร แม้ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกาศยุบกรมศิลปากรในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยให้โอนงานในความรับผิดชอบกรมศิลปากรไปขึ้นกับราชบัณฑิตยสภา แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเป็นต้นมากรมศิลปากรได้มีการเปลี่ยนแปลงส่วนราชการภายในหลายครั้ง ได้ย้ายสังกัดไปขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาธิการ จนถึง พ.ศ.๒๕๔๕ ได้มีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ กรมศิลปากรได้ย้ายสังกัดจากกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม จนทุกวันนี้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้พัฒนาความรับผิดชอบจากจุดเริ่มต้นที่รับผิดชอบ
เฉพาะงานช่างและพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะงานช่างในระยะเริ่มแรกจะเกี่ยวเนื่องกับการสร้างงานในพระพุทธศาสนา และในงานที่เกี่ยวกับราชสำนักเป็นหลักใหญ่ ตั้งแต่งานซ่อมบูรณะพระราชฐาน พระราชมณเฑียร งานประกอบพระราชพิธีและงานพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพซึ่งปลูกสร้างเป็นอาคารชั่วคราวบริเวณท้องสนามหลวง มาเป็นองค์กรหลักของประเทศที่รับผิดชอบการปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม ของชาติทั้งหมด โดยรับผิดชอบในการอนุรักษ์ สืบทอด ศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์และเผยแพร่ ทั้งงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เอกสารโบราณ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ศิลปกรรมแขนงต่างๆ และงานนาฏศิลป์ดนตรี โดยแบ่งหน่วยงานในการรับผิดชอบตามภารกิจหลัก ดังนี้
๑) งานด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีกองโบราณคดีและ กองโบราณคดีใต้น้ำและสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบ
๒) งานด้านภาษา เอกสารหนังสือ มีสำนักหอสมุดแห่งชาติ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบ
๓) งานด้านช่างศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ มีสำนักสถาปัตยกรรมและสำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้รับผิดชอบ
๔) งานด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ มีสำนักการสังคีต เป็นผู้รับผิดชอบ
๕) งานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมทุกสาขาที่อยู่ในเขตพื้นที่ภูมิภาค มีสำนักศิลปากรที่ ๑ -๑๕เป็นผู้รับผิดชอบ
การปฏิบัติตามภารกิจหลักของกรมศิลปากร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวง
วัฒนธรรม จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ทั้งสถานการณ์ภายในประเทศและภายนอกประเทศ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระบบดิจิตอลได้เข้ามามีบทบาทสูงมากในสังคมปัจจุบัน นอกจากนี้ยังต้องประเมินศักยภาพของตนเองในทุกๆ ด้านทั้งด้านบุคลากร แผนงาน/โครงการ งบประมาณและวิธีการดำเนินงานที่จะต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อที่กรมศิลปากรจะสามารถดำเนินงาน ในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งจะยังคงเป็นสถาบันหลักที่สังคมในปัจจุบันยังให้การยอมรับในการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติต่อไป
๖.๑ ค่านิยม
๑) ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้
๒) ขยัน อดทน
๓) มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ โดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ
๔) มีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะรับผิดและรับชอบต่องานที่กระทำ
๕) ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
๖.๒ วิสัยทัศน์
กรมศิลปากรเป็นสถาบันหลักด้านการอนุรักษ์ พัฒนาและสร้างสรรค์มรดกวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็ง
๖.๓ เป้าหมาย
๑) มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกแขนงได้รับการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ คงความเป็นแท้ดั้งเดิมให้สืบทอดต่อไปในอนาคต
๒) มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ได้รับการพัฒนาสร้างสรรค์บนหลักความถูกต้องทางวิชาการมีคุณภาพและมาตรฐาน สังคมและประเทศชาติได้ประโยชน์ทั้งในด้านการศึกษาเรียนรู้และด้าน การท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ
๓) มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการพัฒนาข้อมูลทางวิชาการและสร้างผลผลิตข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ
๔) สร้างเครือข่ายทั้งที่เป็นเครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน เพื่อปกป้อง คุ้มครองและเฝ้าระวังมรดกทางศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ในการทำงาน
๕) บุคลากรได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะตรงตามมาตรฐานของแต่ละงาน ตลอดจนได้รับการพัฒนาให้สามารถดำเนินงานทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน
๖) ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศในการพัฒนาบุคลากรการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
๖.๔ วิธีคิดและสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมาย
๑) พัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เป็นการสานต่องานเดิมหรือโครงการเดิมที่มีมาก่อน
๒) ค้นหาสิ่งที่ยังไม่มีแล้วทำให้มีขึ้น เป็นการคิดงานใหม่ โครงการใหม่ สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเกิดประโยชน์กับองค์กร สังคมและประเทศชาติ
๓) ประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กร งาน/โครงการที่ทำอยู่เป็นระยะๆ โดยการเปรียบเทียบกับการทำงานในอดีตและเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นประเภทเดียวกัน เพื่อหาจุดเด่น จุดด้อยและกิจกรรมที่เป็นเลิศ เพื่อสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กร
๗. แนวทางการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์
๗.๑ การพัฒนาบุคลากรและโครงสร้าง
๑) จัดทำแผนอัตรากำลังและแผนปรับปรุงโครงสร้างกรมศิลปากร (แผน ๓ ปี)
๒) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ของกรมศิลปากรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒
๓) พัฒนาคุณภาพบุคลากรในทุกสายงานให้มีทักษะและสมรรถนะตามมาตรฐาน ให้มีความเป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพในการทำงาน
๔) พัฒนาบุคลากรที่เป็นนักวิชาการในทุกสายงานให้มีทักษะภาษาอังกฤษที่สามารถจะทำงานในระดับประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
๗.๒ การปกป้องคุ้มครองและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
๑) จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรมทุกแขนงให้มีความสมบูรณ์ทันสมัยและครบถ้วน
๒) ปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม ด้านโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีอย่างเข้มแข็ง ไม่ให้มีการบุกรุกทำลาย นำโบราณสถานที่ถูกบุกรุกกลับมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน
๓) โบราณสถานที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ (บาราย) คู คลองและคูเมืองให้นำมาตรการทางกฎหมายไปใช้อย่างเข้มแข็ง ในกรณีที่มีการบุกรุกและมีการครอบครองทั้งที่ชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๔) เอกสารโบราณหรือเอกสารหายาก ทั้งในหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะต้องดำเนินการอนุรักษ์และรักษาตามหลักวิชาการให้ครบถ้วนทันต่อเวลาและสถานการณ์
๕) จัดตั้งเครือข่ายหรือนำเครือข่ายที่ได้จัดตั้งไว้แล้ว ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและการปกป้องดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้มากยิ่งขึ้น
๖) จัดทำเอกสารหรือจดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกและโบราณสถานสำคัญของชาติ
๗) บูรณาการทางวิชาการในทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ จะไม่ทำแบบแยกส่วน ให้มองภาพรวมก่อนจะทำรายละเอียด
๘) การตรวจสอบและศึกษาทางวิชาการอย่างครบถ้วน เพื่อเป็นข้อมูลการอนุรักษ์
๙) จัดทำ เสนอ ปรับปรุง พรบ. กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
๗.๓ การบริหารจัดการ
๑) การรักษาความปลอดภัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ โบราณสถานที่เป็นแหล่งมรดกโลกและโบราณสถานสำคัญ ให้มีมาตรการที่เข้มแข็งทั้งบุคลากรเทคโนโลยีและระบบดับเพลิง
๒) พัฒนาการการบริการให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลกับผู้เข้ามาใช้บริการหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
๓) พัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลให้เป็นระบบดิจิตอลเพื่อประสิทธิภาพการให้บริการ
๔) เอกสารโบราณหรือเอกสารหายากให้จัดทำเป็นระบบดิจิตอลวางระบบการบริหารจัดการให้สมดุลระหว่างการบริการอย่างมีประสิทธิภาพกับการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์
๕) งานเอกสารของหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้จัดทำบริการทางเว็บไซต์ ที่ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถสืบค้นได้ง่าย แต่ให้กำหนดมาตรการเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาตรฐานสากล
๖) ให้มีการจัดสรรหนังสือไปยังหอสมุดแห่งชาติในทุกสาขาอย่างทั่วถึง จัดงบประมาณซื้อหนังสือทุกปี
๗) วางระบบการบริการจัดการทรัพยากรหอสมุด การรับหนังสือ สิ่งพิมพ์ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว พร้อมที่จะให้บริการ
๘) พัฒนาด้านกายภาพหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้สะอาดสวยงาม เป็นระเบียบ เน้นสำคัญ ในส่วนของหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติส่วนกลาง
สำนักช่างสิบหมู่
๙) จัดทำแผนการพัฒนาบริเวณพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นทั้งส่วนปฏิบัติงานและ
แหล่งเรียนรู้ทางด้านศิลปกรรมที่เกี่ยวกับช่างสิบหมู่
๑๐) จัดสร้างอาคารหอประติมากรรมต้นแบบ เพื่อจัดแสดงงานต้นแบบในทุกแขนงของช่างสิบหมู่
สำนักสถาปัตยกรรม
๑๑) มาตรฐานในการออกแบบงานสถาปัตยกรรม งานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและการตกแต่ง ทั้งในเรื่องแบบรูปรายการ ประมาณราคา ระยะเวลาและการควบคุมงาน
๑๒) การเป็นองค์กรหลักทางด้านสถาปัตยกรรมในการให้บริการ ให้ความร่วมมือและให้ความอนุเคราะห์กับหน่วยงานภายนอก
สำนักการสังคีต
๑๓) มาตรฐานในด้านนาฏศิลป์ดนตรีให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ
๑๔) บริหารจัดการโรงละครแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลรวมไปถึงพัฒนาโรงละครแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นโรงละครชั้นนำของประเทศและของภูมิภาค
๑๕) จัดเทศกาลละคร หรือเทศกาลโขน หรือเทศกาลการแสดงที่ยิ่งใหญ่ในทุก ๆ ปี๑๖) การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การแสดงของโรงละครแห่งชาติ ให้เป็นไปในแบบเชิงรุก ฉับไว ทันท่วงที ครอบคลุมกว้างขวางและข้อมูลถูกต้อง
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๑๗) มาตรฐานในด้านประวัติศาสตร์ วรรณกรรมและจารีตประเพณี ให้เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในระดับประเทศ
๑๘) การจัดพิมพ์หนังสือหายากหรือหนังสือสำคัญที่กรมศิลปากรได้เคยจัดพิมพ์และปัจจุบันไม่มีแล้ว
๑๙) การศึกษา ค้นคว้าวิจัย ทั้งในด้านการชำระและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ต้องมีอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคม
โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี
๒๐) จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีให้ครบถ้วนสมบูรณ์เผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ คนไทย
เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เป็นโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ริเริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) กระทั่งแล้วเสร็จในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
เมื่อพ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตราธิการพิจารณาวางโครงการชลประทานในลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้สร้างเขื่อนชลประทานขนาดใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทดน้ำเข้าทุ่งนา กรมคลอง กระทรวงเกษตราธิการประมาณการว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท แต่เนื่องจากขณะนั้นต้องนำเงินงบประมาณไปใช้บริหารจัดการด้านอื่นก่อน จึงเหลือเพียงโครงการรักษาน้ำในที่ลุ่ม
ต่อมา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดฝนแล้งถึงสองปีติดต่อกัน ทำให้การทำนาและการเพาะปลูกไม่ได้ผล เกิดสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง ราษฎรเดือดร้อน กรมทดน้ำจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานโครงการสร้างเขื่อนเจ้าพระยา แต่ด้วยขณะนั้นรัฐบาลกำลังดำเนินการโครงการก่อสร้างเขื่อนป่าสักใต้และโครงการอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว และประจวบกับเกิดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาจึงต้องระงับไว้
พ.ศ. 2491 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตราธิการ ได้เสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาอีกครั้ง รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 ได้เจรจาขอกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อเป็นเงินทุนซื้อเครื่องจักรและเครื่องมือในการก่อสร้าง และใช้เงินงบประมาณของประเทศสำหรับเป็นค่าแรง ค่าวัสดุก่อสร้างที่ผลิตได้ภายในประเทศ งบประมาณโครงการรวม 1,160 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างต้นปี พ.ศ. 2495
โครงการชลประทานเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบด้วย การสร้างเขื่อนระบายและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ประตูน้ำ ช่องลัดซึ่งเป็นทางน้ำใหม่ ทำนบดินปิดลำน้ำเดิม มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว 237.50 เมตร สูง 16.5 เมตร ติดตั้งบานประตูเหล็กรูปโค้งสูง 7.50 เมตร มีช่องระบายให้น้ำไหลผ่านขนาดกว้าง 12.50 เมตร จำนวน 16 ช่อง มีโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 300 กิโลวัตต์ เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าออกได้ บนสันเขื่อนมีสะพานกว้าง 7 เมตร สามารถส่งน้ำเข้าคลองชลประทานไปยังพื้นที่นาและพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 5,700,000 ไร่ มีทางระบายน้ำล้นฉุกเฉินเพื่อช่วยระบายน้ำเมื่อเกิดอุทกภัย
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ การก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาแล้วเสร็จปลายปีพ.ศ. 2499 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพายา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 โดยมีพระราชดำรัสว่า
“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ ประเทศของเราเป็นประเทศกสิกรรม ทั้งข้าวก็เป็นอาหารหลักของประชาชนพลเมือง การอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์และความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศยังต้อง อาศัยอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกข้าวในภาคกลางนี้ รัฐบาลของเราทุกยุคทุกสมัย ดังที่นายกรัฐมนตรีแถลงมา ได้เล็งเห็นความสำคัญและสนใจในการทำนุบำรุงประเทศโดยการที่จะสร้างโครงการชลประทานเพื่อส่งเสริมช่วยการเพาะปลูกและการทำนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่น่ายินดียิ่งนักที่เขื่อนเจ้าพระยา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชลประทานที่ได้ดำริกันมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นอันก่อสร้างสำเร็จลงได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้เป็นหลักพยานอันหนึ่งถึงความเพียรพยายามที่จะดำเนินการอันจะก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติอันดีของคนไทย...
...ได้เวลาแล้วข้าพเจ้าจะได้กระทำพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ขอให้เขื่อนเจ้าพระยานี้จงสถิตอยู่ด้วยความมั่นคงถาวร ได้อำนวยบริการแก่ประเทศชาติและเพิ่มพูนประโยชน์แก่กสิกรต่อไปอย่างไพศาล สมตามปณิธานที่ได้ก่อสร้างขึ้นนั้นทุกประการ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุก ๆ คนทั่วกัน”
ผู้เรียบเรียง : นางสาวดุษฎี ชัยเพชร นักจดหมายเหตุชำนาญการ
คณะทำงานองค์ความรู้ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
--------------------------------
อ้างอิง :
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารสำนักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (3) สร0201.30.1/2 เรื่อง การออกแบบรายละเอียดเขื่อนเจ้าพระยา (5 กันยายน 2493 – 6 มกราคม 2497)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารสำนักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (3) สร0201.30.1/9 เรื่อง พิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา (17 สิงหาคม 2499 – 4 กุมภาพันธ์ 2500)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกระทรวงมหาดไทย กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มท 0201.2.1.28/69 เรื่อง รัฐพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา (พ.ศ. 2500)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ภาพจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ ฉ/ท/318, ฉ/ท/343 ภาพพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างเขื่อนเจ้าพระยา
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. ภาพกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) ภ หจภ (3) กษ1.1/1, ภ หจภ (3) กษ1.1/65, ภ หจภ (3) กษ1.2/1,3 ภาพเขื่อนเจ้าพระยา
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. สไลด์ส่วนบุคคล นายสุทัศน์ พัฒนสิงห์ ฟ หจภ สบ1.1/842 ภาพเขื่อนเจ้าพระยา
#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจดหมายเหตุ
หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา โดย “ห้องค้นคว้า” ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจภารกิจด้านการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทหินในประเทศไทย ซึ่งมิใช่เพียงงานช่าง หากเป็นการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและอธิปไตยของชาติ
หลักการบูรณะปราสาทหิน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการอนุรักษ์
การบูรณะปราสาทหินเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งโบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการอนุรักษ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
หลักการสำคัญที่สุดในการบูรณะคือการคงไว้ซึ่ง “คุณค่าดั้งเดิม” และ “ความเป็นของแท้” (Authenticity) ของโบราณสถาน โดยยึดแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล วิธีการบูรณะหลักที่ใช้กับปราสาทหินในประเทศไทย คือการบูรณะแบบ อนัสติโลซิส (Anastylosis) ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนหินเดิมที่พังทลายกลับไปประกอบในตำแหน่งเดิมให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องเสริมชิ้นส่วนใหม่ จะต้องแยกแยะจากของเดิมได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจการบูรณะในอนาคต
ก่อนการดำเนินงานบูรณะ จำเป็นต้องมีการขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีอย่างละเอียด มีการจัดทำผัง บันทึก และวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่พังทลาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการถอดแบบและฟื้นฟูรูปแบบดั้งเดิม ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทรุดตัวและการเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา
ผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีการบูรณะแบบอนัสติโลซิสเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/idtIw7enmyk?si=VEPxpQO92J2p2N-N
ปราสาทตาควาย: โบราณสถานกับมิติอธิปไตยและความมั่นคง
ปราสาทหินตาควายตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะทางทหารในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา จากการให้สัมภาษณ์ของ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า โบราณสถานในเขตชายแดน รวมถึงปราสาทตาควาย สามารถบูรณะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ และมิใช่สิ่งที่เกินขีดความสามารถของกรมศิลปากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความมั่นคงของพื้นที่และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
ในฐานะที่โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย กรมศิลปากรมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองและอนุรักษ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การบูรณะจะสามารถดำเนินการได้เมื่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับสู่ความสงบ
การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ปราสาทหินตาควายอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ว่า ปราสาทตาควายสามารถบูรณะให้กลับสู่สภาพเดิมได้ โดยใช้กระบวนการมาตรฐานเช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ได้แก่ การสำรวจ ขุดค้น จัดทำแบบ และจัดทำรายการบูรณะ ทั้งนี้ การดำเนินงานจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนยุติลง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ
ภารกิจกรมศิลปากรหลังความขัดแย้ง
ภายหลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้ง ภารกิจหลักของกรมศิลปากรคือการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ การสำรวจและประเมินความเสียหายของโบราณสถาน รวมถึงการดำเนินการอนุรักษ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
การบูรณะปราสาทหินตาควายจึงมิใช่เพียงการฟื้นฟูโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม หากเป็นบทพิสูจน์ถึงบทบาทของกรมศิลปากรและสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ในการใช้หลักวิชาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และยืนยันอำนาจหน้าที่ในการดูแลโบราณสถานบนผืนแผ่นดินอธิปไตยของไทย
เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
ออกแบบกราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
อ้างอิง
กฎหมายและระเบียบ
• พระราชบัญญัติโบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://www.finearts.go.th/.../waPq1hqGWYZrrrJg367QGOd1W1...
• "ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ." ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 115 ตอนพิเศษ 66 ง. (31 กรกฎาคม 2541): 23. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://www.ratchakitcha.soc.go.th/.../PDF/2541/E/066/23.PDF
บทสัมภาษณ์และข่าวสาร (กรณีปราสาทตาควาย)
• พนมบุตร จันทรโชติ. ‘กรมศิลป์’ ซ่อมได้!! พร้อมหนุนกองทัพ ไม่เสียแผ่นดิน ไม่สิ้นปราสาท. ไทยโพสต์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://www.facebook.com/watch/?v=1369268394642287
• ทศพร ศรีสมาน. ฟังจากสำนักศิลปากรที่ 10 ปราสาทตาควาย ซ่อมแซมได้หรือไม่ ?. อมรินทร์ทีวี. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://youtu.be/me2ZoaoD_Wg
• ทศพร ศรีสมาน. “ศิลปากรยืนยัน ‘ปราสาทตาควาย’ ซ่อมแซมได้.” สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://youtu.be/HF3QiXF0QdU
• สำนักศิลปากรที่ 10 พูดแล้ว หลังมีภาพปราสาทตาควายเกิดความเสียหายจากการสู้รบ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://today.line.me/th/v3/article/7N9ogQl
ข้อมูลบทบาทและหน้าที่
• กรมศิลปากร. บทบาทและหน้าที่. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2568, จาก: https://www.finearts.go.th/main/categorie/about
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี แนะนำหนังสือหมวดหมู่ปรัชญา หนังสือปรัชญาสาธารณะ
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
แนะนำหนังสือหมวดหมู่ปรัชญา โดย นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาขาวิชาศาสนาและปรัชญา คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ความขัดแย้งและการแบ่งสี แบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายของคนไทยในปี พ.ศ. 2558 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใครหลาย ๆ คนเริ่มรู้สึกกังวลกับการพูดคุยกับเพื่อนร่วมชาติ เนื่องจากเรื่องของการเมืองนั้น ได้กลับกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวไปเสียแล้ว มีหลายคนที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง โดยความคิดทางการเมืองในสถานการณ์ถูกแบ่งออกเป็นสองฟากใหญ่ ๆ อันมีผู้สนับสนุนมากพอกัน
ฝ่ายหนึ่งเชิดชูศีลธรรมแบบ "เสรีประชาธิปไตย" สากล เน้นเรื่องสิทธิของปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ ส่วนอีกฝ่ายเน้นเชิดชู "ศีลธรรมแบบพุทธ" กล่าวคือ เน้นคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสำคัญกว่าสิ่งใด โดยการแบ่งฟากฝั่งนี้ พอจะเปรียบได้กับการถกเถียงกันระหว่างปรัชญาสองสำนัก อันได้แก่ "เสรีนิยม" (liberalism) กับ "ชุมชนนิยม" (communitarianism) ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักในหนังสือเล่มนี้ที่ดูเผิน ๆ เหมือนปรัชญาสองสำนักนี้จะเป็น “ขั้วตรงข้าม” ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ทว่าอาจารย์ไมเคิล แซนเดล ปรมาจารย์ปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน จะพาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์ของความคิดที่หล่นหาย ผ่านคำตัดสินของศาลฎีกาอเมริกันในคดีที่เป็นประเด็นสังคมร้อนฉ่า งานของนักเสรีนิยมตกสมัย ทัศนะของนักชุมชนนิยมชั้นนำ จนถึงคำปราศรัยหาเสียงของบรรดานักการเมือง
ทั้งนี้เพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่าปรัชญาสองสำนักนี้อาจพบ "จุดร่วม" กันได้ หากแม้นนักเสรีนิยมจะเลิกยืนกรานว่าสิทธิอยู่เหนือความดีในทุกกรณี และนักชุมชนนิยมจะเลิกวางข้อถกเถียงเรื่องสิทธิไว้บนคุณค่าของชุมชนเพียงอย่างเดียว จุดร่วมนี้เองที่อาจารย์หวังว่าจะแผ้วถางทางสู่การเมืองที่เน้นเรื่องความเป็นพลเมือง ชุมชน และสำนึกพลเมืองมากขึ้น รับมือกับคำถามว่าด้วย “ชีวิตที่ดี” อย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่าเดิม
ตัวอย่างบทความที่น่าสนใจ : บทที่ 15 เกียรติกับความคับข้องใจ
การเมืองของคนโบราณเน้นเรื่องคุณธรรมและเกียรติ ทว่าคนสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและสิทธิ สุภาษิตข้อนี้มีความจริงอยู่บางส่วน แต่ก็ส่วนเดียวเท่านั้น เพราะหากมองอย่างผิวเผิน การถกเถียงทางการเมืองของเราพูดเรื่องเกียรติกันน้อยมาก เกียรติดูจะเป็นความกังวลตกยุคที่เหมาะกับโลกที่ครอบงำโดยสถานะแห่งความเป็นอัศวินและการดวลตัวต่อตัว อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่อยู่ไม่ไกลนักจากพื้นผิว กล่าวคือ การถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดของเราเกี่ยวกับความเป็นธรรมและสิทธินั้น สะท้อนความขัดแย้งฝังลึกเกี่ยวกับฐานคิดที่เหมาะสมในเรื่องการยอมรับจากสังคม (social esteem)
ข้อพิพาทเรื่องการจัดสรรเกียรติยังเป็นพื้นฐานของประเด็นร้อนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมและสิทธิด้วย ลองพิจารณาตัวอย่างจากข้อถกเถียงเรื่องโควตาชนกลุ่มน้อย อันเป็นนโยบายรับเข้าศึกษาของมหาวิทยาลัย ในกรณีนี้ บางคนก็พยายามคลี่คลายประเด็นด้วยการยกข้อโต้แย้งทั่วไปที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติเช่นกัน ฝ่ายผู้สนับสนุนโควต้าเถียงว่า เราจำเป็นต้องบรรเทาผลลัพธ์ของการเลือกปฏิบัติในอดีต ส่วนฝ่ายคัดด้านยืนกรานว่าการคัดเลือกเด็กโดยคำนึงถึงเชื้อชาติเท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติในมุมกลับ เป็นอีกครั้งที่ข้อโต้แย้งเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติมีคำถามสำคัญที่ต้องตอบ นโยบายการรับเข้าล้วนแต่เลือกปฏิบัติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประเด็นที่แท้จริงคือ การเลือกปฏิบัติแบบไหนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัย คำถามนี้นำมาซึ่งความขัดแย้ง ไม่ใช่เพราะมันตัดสินว่าเราจะกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างไรเท่านั้น แต่เพราะมันกำหนดว่าคุณความดีข้อใดบ้างที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ว่าคู่ควรกับเกียรติ ถ้าหากเป้าหมายหนึ่งเดียวของมหาวิทยาลัยคือการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการและคุณความดีของปัญญาความรู้ มหาวิทยาลัยก็ควรจะรับแต่นักเรียนที่มีแนวโน้มว่าจะช่วยบรรลุเป้าหมายนี้ที่สุด แต่ถ้าการปลูกฝังความเป็นผู้นำสำหรับสังคมพหุนิยมเป็นพันธกิจหนึ่งของมหาวิทยาลัยด้วย มหาวิทยาลัยก็ควรมองหานักเรียนที่มีแนวโน้มจะเลื่อนเป้าหมายเชิงความเป็นพลเมืองพอๆ กับเป้าหมายด้านความรู้
เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี พื้นที่หลายเขตในกรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมขังนานร่วมเดือน บางจุดท่วมนานมากกว่า 1 เดือน
เกิดจากฝนตกอย่างต่อเนื่องนานหลายวันจนส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองริมตลิ่งล้นทะลัก ประกอบกับเขื่อนกักเก็บน้ำเริ่มอุ้มน้ำไว้ไม่ไหว มีการระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่องลงแม่น้ำ 4 สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ไหลเข้ามารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดมวลน้ำก้อนใหญ่ขึ้นการระบายน้ำติดขัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และกรุงเทพมหานคร
ถนนสายสำคัญที่จะเข้าเมืองนั้นกลายเป็นคลอง เปลี่ยนจากท่ารถเป็นท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน รามอินทรา บรมราชชนนี ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี เพชรเกษม ฯลฯ ต่างจมบาดาล รถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ มีระดับน้ำสูง 20 เซนติเมตร ถึง 2 เมตร ในบางจุด
มหาอุทกภัยในปี พ.ศ.2554 ถือว่าสาหัสเพราะน้ำล้นออกจากทางเดินปกติ การระบายน้ำจึงเป็นเรื่องยากกว่าน้ำจะถูกขับลงทะเลและไหลลงแม่น้ำซึ่งใช้เวลานาน นับตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2554 และในปี 2564 นี้ สถานการณ์อุทกภัยจำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย นครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี
พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง อุบลราชธานี พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ปราจีนบุรี สระแก้ว ชัยนาท สุพรรณบุรี อุทัยธานี ระยอง และเพชรบูรณ์ ยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอุทกภัยที่เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องเพราะอิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่
ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
#ข้อมูลอ้างอิง
กี่คืน...กี่วันวาย บันทึกประวัติศาสตร์มหาอุทกภัย'54. กรุงเทพฯ : มติชน, 2555.
เลขหมู่ 363.3493 ก686
กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำสัปดาห์ในช่วงฤดูฝนปี 2564 ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2564. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://water.rid.go.th › flood › weekreportnew (วันที่ 7 ตุลาคม 2564)
BBC NEWS ไทย น้ำท่วม 2564. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.bbc.com/thai/thailand-58706897 (วันที่ 7 ตุลาคม 2564)
ชื่อเรื่อง : ไปนอก : ตำราเรียนเขียนและพูดภาษาอังกฤษแบบนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ
หัวเรื่อง : ภาษาอังกฤษ -- ตำราสำหรับชนต่างชาติ
คำค้น : ภาษาอังกฤษ
รายละเอียด : -
ผู้แต่ง : สอ เสถบุตร
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
หน่วยงานที่รับผิดชอบ : โรงพิมพ์ สอ เสถบุตร
ปีที่พิมพ์ : 2497
วันที่เผยแพร่ : 29 มกราคม 2568
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : หนังสือเล่มนี้อยู่ในชุด “ไปนอก” เล่มที่ 2 โดยผู้เขียนได้รวบรวมถ้อยคำและประโยคที่คนอังกฤษนิยมใช้โต้ตอบระหว่างกันผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้บทเรียนเข้าใจง่ายและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
เลขทะเบียน : น. 32 บ. 4628 จบ.
เลขหมู่ : 428.2495911 ส472ป
เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนา ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (Covid – 19) ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้เป็นโอกาสในวิกฤติที่คนไทยจะได้กลับมาให้ความสนใจ เกิดการตื่นตัว ต่อการรับรู้ ศึกษาค้นคว้าข้อมูลข่าวสารมากยิ่งขึ้น หอสมุดแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บ รวบรวม และเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ก็ได้ปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้นำเสนอข้อมูล โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ด้วยการอ่านหนังสือดีๆ จากห้องสมุดดิจิทัล D-Library ของหอสมุดแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเก่า หนังสือใหม่ หนังสือหายาก วารสาร หนังสือพิมพ์เก่า วิทยานิพนธ์และงานวิจัย รวมทั้ง VDOon Demand “ตำราพระโอสถพระนารายน์” เป็นหนังสือหายากที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่ง ในจำนวนหนังสือ ๑,๑๒๘ เล่ม ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจัดพิมพ์ขึ้นตั้งแต่แรกตั้งหอพระสมุดฯ เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๘ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นองค์ความรู้ที่บรรพชน ได้รวบรวมภูมิปัญญาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ต้นฉบับเดิมเป็นหนังสือส่วนพระองค์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ครั้งดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร ประทานให้แก่ หอพระสมุดฯอยู่ในคัมภีร์ใบลานเป็นหนังสือผูก ๑ ตำรานี้เรียกว่า ตำราพระโอสถพระนารายน์ เพราะมีตำราพระโอสถที่หมอหลวงได้ประกอบถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหลายขนาน ปรากฏชื่อหมอและศักราชวันคืนที่ได้ประกอบพระโอสถนั้นๆ จดไว้ชัดเจนว่าอยู่ในระหว่างปีกุน จุลศักราช ๑๐๒๑ พ.ศ. ๒๒๐๒ จนถึงปีฉลู จุลศักราช ๑๐๒๓ พ.ศ. ๒๒๐๔ คือระหว่างปีที่ ๓ - ๕ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตำราพระโอสถพระนารายน์ เป็นตำรายาที่ได้รับความนิยมจึงมีการพิมพ์ถึง ๔ ครั้ง เพราะเชื่อว่าตำราพระโอสถนี้จะเป็นยารักษาโรคได้ผลดี เล่มที่นำมาเสนอ เป็นตำรายาที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ดำรัสสั่งกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณให้เลือกหนังสือในหอพระสมุดสำหรับพระนครทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับพิมพ์พระราชทานเป็นหนังสือที่ระลึกในงานศพพระยาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดี (นาก โรจนแพทย์) หนังสือนี้ หนาถึง ๔๔ หน้า ภายในนำเสนอเนื้อหา เกี่ยวกับลักษณะเตโชธาตุ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ : ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมชองชาติ ได้ให้ความหมายของเตโชธาตุไว้ว่า เตโชธาตุ หมายถึงธาตุไฟอันมีอยู่ในร่างกาย มี ๔ อย่าง ได้แก่ ไฟสำหรับอุ่นกาย ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ไฟสำหรับเผาให้คร่ำคร่า และไฟสำหรับย่อยอาหาร โดยอธิบายลักษณะเตโชธาตุ ไว้อย่างชัดเจนว่ามีอาการร้อนปลายมือ ปลายเท้า ปวดขบมีพิษ จากนั้นเริ่มลามไปถึงบวมหน้า บวมท้อง บวมเท้า ผื่นขึ้นทั้งตัวคล้ายกับผด แล้วลามไปถึงท้อง เลือดและน้ำเหลืองมือและเท้าตาย รู้มิถึงแก้มิต้อง พร้อมด้วยโทษ ๑๕ วันตัด นอกจากนั้นเนื้อหาในตำรายังบอกถึงยาแก้เตโชธาตุพิการ จำนวน ๗ ขนานยาแก้โรคต่างๆ อีกมากมาย รวมทั้งน้ำมันนวดพระเส้นอันทพฤก น้ำมันทรงพระนขา แก้ริดสีดวง ฯลฯ ดังเช่นตำรายาน้ำมันทรงแก้พระเกศาหล่น ให้คันให้หงอก ตำราพระโอสถพระนารายน์ ได้กล่าวไว้อย่างละเอียด ดังนี้“ขนานหนึ่งให้เอาเปลือกมะขาม รากรักขาว รากชะคราม รากผักเสี้ยนผี รากชาลีขม เครือเขา อีเหมือน หว้านพระตะบะ หว้านพระตะหึง ต้นเทียนนา บรเพ็ด ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน รากลำเจียก พรรณผักกาด สมอไทย รากพิลังกาสา ผักขวง ลูกชุมเห็ด ใบมะกา เสมอภาค สับต้ม ๔ เอา ๑ กรองจงหมดกากแล้ว เอาน้ำมันงาไชยภาคหนึ่ง น้ำยาต้ม ๓ ภาค หุงให้คงแต่น้ำมัน ทรงแก้พระเกษา หล่นแลให้คันให้หงอกเพื่อพระโรคริดสีดวง” นอกจากตำราพระโอสถพระนารายน์ เล่มดังกล่าวแล้ว หอสมุดแห่งชาติ ยังนำเข้าข้อมูลองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องไว้อีกหลายเรื่อง เช่น ตำรายาครรภ์รักษา ตำราพระโอสถครั้งรัชกาลที่ ๒ ตำราลักษณะไข้ เป็นต้น จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ ได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ Read from home อ่านออนไลน์ ลดความเสี่ยง เลี่ยง Covid-19 ได้ที่เว็บไซต์ หอสมุดแห่งชาติ www.nlt.go.th บรรณานุกรม ตำราพระโอสถพระนารายน์. พิมพ์ครั้งที่ ๓. พระนคร: หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๖. (พิมพ์ ในงานปลงศพ นายปั่น ฉายสุวรรณ เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๖๖) ตำราพระโอสถพระนารายน์. พระนคร: หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๐. (สมเด็จพระบรม ราชินีนารถ พระบรมราชชนนี โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานศพพระยาแพทยพงษา (นาก โรจนแพทย์) แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ : ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ. กรุงเทพฯ: สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ, ๒๕๔๒. สำนักหอสมุดแห่งชาติ. ประชุมคำนำ คำอธิบายหนังสือ ของหอพระสมุดวชิรญาณ เล่ม ๑ กฎหมาย ตำรา การเดินทาง. กรุงเทพ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๙.
ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประกอบกับวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๓ องค์การอนามัยโลกได้มีการประกาศให้การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health emergency of international concern (PHEIC) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จึงได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.๒๕๕๘ โรคระบาดที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ในอดีตที่ผ่านมาวิกฤตโรคระบาดลักษณะนี้มิใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในฐานะที่พิพิธภัณฑ์เป็นสถาบันที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียนและก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างเช่นนี้ พิพิธภัณฑ์จะสามารถเข้ามามีบทบาทหรือส่วนร่วมเพื่อช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดไปได้อย่างไร เราจะมาศึกษากรณีตัวอย่างจากพิพิธภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงที่เกิดวิกฤตโรคระบาดกัน วัณโรคระบาดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ วัณโรค (Tuberculosis) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ โดยการไอหรือจาม หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ติดเชื้อจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ ๕๐ ในประเทศสหรัฐอเมริกาการระบาดของวัณโรคเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงต้นปี ค.ศ.๑๙๐๐ (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๓ เป็นต้นมาซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕) จากการวินิจฉัยโรคพบว่าอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้สูงถึง ๑ ต่อ ๗ ซึ่งคนยากจนที่อาศัยอยู่ในเมือง โดยเฉพาะผู้ที่อพยพมาใหม่จากต่างประเทศและอาศัยอยู่ในสภาพแออัดจะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ เมื่อเป็นโรคผู้คนกลุ่มนี้จะรักษาตนเองอยู่กับบ้าน เนื่องจากไม่ไว้วางใจโรงพยาบาลและการรักษาของแพทย์ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการระบาดของวัณโรค เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงได้ขอความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ โดยมีแนวคิดคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัณโรคโดยใช้สื่อหลายภาษา ควบคู่ไปกับการนำเสนอข้อมูลให้มีขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับสาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เดิมพิพิธภัณฑ์ถูกมองว่าเป็นคลังเก็บโบราณวัตถุหรือสโมสรสังสรรค์สำหรับชนชั้นสูง แต่จากวิกฤตวัณโรคครั้งนี้พิพิธภัณฑ์ได้มีบทบาทในการให้ความรู้และสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้โดยตรง ภาพ : เด็ก ๆ จากโรงเรียนของรัฐเข้าแถวใกล้กับทางเข้าทางทิศเหนือและทิศใต้ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (American Museum of Natural History) เพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการนานาชาติเรื่องวัณโรคในปี ค.ศ.๑๙๐๙ (พ.ศ.๒๔๕๒) จำนวนเฉลี่ย ๖,๐๐๐ คนต่อวันในระยะเวลาสองสัปดาห์ ที่มาภาพMarjorie Schwarzer. (2020). Lessons from History: Museums and Pandemics. Retrieved March 22, 2020, from https://www.aam-us.org/2020/03/10/lessons-from-history-museums-and-pandemics/ ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๐๕ - ๑๙๐๙ (พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๒๔๕๒) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันและสถาบันสมิธโซเนียนได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัณโรคจำนวนสองเรื่อง คือ สาเหตุและการแพร่กระจายของวัณโรค และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย และจัดทำแผ่นพับหลายภาษา เช่น ภาษาจีน ภาษายิดดิช และภาษาอิตาลี ที่มีภาพประกอบเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลตนเอง พร้อมป้ายสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ ว่า "ห้ามถ่มน้ำลาย" (Don’t Spit) นิทรรศการดึงดูดผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก บางท่านกล่าวว่ามีผู้เข้าชมมากกว่าหนึ่งล้านคนจนทางพิพิธภัณฑ์ต้องขยายเวลาจัดแสดงออกไป นิทรรศการเรื่อง “วัณโรค” ถือเป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ความพยายามในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการแก่สาธารณะของพิพิธภัณฑ์ในช่วงการแพร่ระบาดของวัณโรค เป็นตัวอย่างของวิธีการที่พิพิธภัณฑ์สร้างบทบาทใหม่ให้กับตนเองในฐานะของสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ภาพ : โปสการ์ดเนื่องในนิทรรศการนานาชาติเรื่องวัณโรค ปี ค.ศ.๑๙๐๙ เมืองฟิลาเดเฟีย ที่มาภาพ 1909 International Tuberculosis Exhibition Philadelphia Postcard Consumption. Retrieved March 29, 2020, from https://www.worthpoint.com/worthopedia/1909-international-tuberculosis-493487503 ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดในปี ค.ศ.๑๙๑๘ (พ.ศ.๒๔๖๑) ไข้หวัดใหญ่สเปนเป็นหนึ่งในโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่าห้าสิบล้านคน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวน สิบหกล้านคน ในประเทศสหรัฐอเมริกาไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนต้องปิดเมืองเมืองแอตแลนตา แนชวิลล์ ซอลท์เลคซิตี้เป็นการชั่วคราว การระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนเป็นเหตุให้อายุขัยของชาวอเมริกันลดลงถึง ๑๒ ปี เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและอุปกรณ์ เครื่องมือทางด้านการแพทย์เกิดความขาดแคลน ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียเจ้าหน้าที่ได้ ทำการปรับเปลี่ยนหอประชุมเทศบาลรวมถึงหอศิลป์ (ซึ่งปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์เมืองโอ๊คแลนด์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (Oakland Museum of California)) ให้เป็นโรงพยาบาลฉุกเฉินขนาด ๘๐ เตียง สำหรับพิพิธภัณฑ์พาร์ค (Park Museum) เมืองพรอวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา Mr.Harold Madison นักปักษีวิทยา ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ได้ร่วมกับ Rhode Island School of Design และห้องสมุดสาธารณะของเมือง ออกแบบหลักสูตรเพื่อการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่ถูกสั่งปิดเป็นการชั่วคราว เจ้าหน้าที่ได้จัดหัวข้อการเรียนการสอนและกิจกรรมสำหรับเด็กนับตั้งแต่เรื่องชีวิตสัตว์ไปจนถึงทิวทัศน์ในธรรมชาติ ภาพ : พยาบาลอาสาสมัครจากสภากาชาดอเมริกันดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในหอประชุมเมืองโอ๊คแลนด์ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ในปี ค.ศ.๑๙๑๘ (พ.ศ.๒๔๖๑) หอประชุมนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอศิลป์โอ๊คแลนด์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองโอ๊คแลนด์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (Oakland Museum of California) ที่มาภาพMarjorie Schwarzer. (2020). Lessons from History: Museums and Pandemics. Retrieved March 22, 2020, from https://www.aam-us.org/2020/03/10/lessons-from-history-museums-and-pandemics/ การระบาดของโรคเอดส์ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ในช่วงปลายปี ค.ศ.๑๙๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓) มีผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี(Human Immunodeficiency Virus หรือ HIV)ประมาณแปดถึงสิบล้านคน อัตราการเสียชีวิตของคนกลุ่มรักร่วมเพศ ผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน – อเมริกัน และละตินอยู่ในระดับสูง ข้อมูลเรื่องการติดต่อของโรคยังไม่มีความชัดเจนจึงเป็นเหตุให้ผู้คนต้องประสบกับความหวาดกลัว โดดเดี่ยว และทุกข์ทรมาน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในปี ค.ศ.๑๙๙๑ (พ.ศ.๒๕๓๔) ศูนย์ควบคุมโรคได้ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์จำนวนแปดแห่งและสมาคมการแพทย์อเมริกันในการจัดตั้งสมาคมNational AIDS Exhibition Consortium(NAEC) ขึ้น ซึ่งมีแนวคิดในการพัฒนานิทรรศการเพื่อให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากโรคเอดส์ และเพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก แนวคิดนี้เกิดขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์เริ่มหันมาสนใจที่จะนำเสนอเรื่องราวของผู้คน นอกเหนือไปจากด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ สมาคม NAECได้เริ่มจัดแสดงนิทรรศการเรื่องแรก คือ “What about AIDS” ณ The Franklin Institute เนื้อหานิทรรศการแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ประกอบด้วย บทนำ เอดส์คืออะไร การป้องกันตนเอง และการตอบสนองของสังคมต่อโรคเอดส์ นิทรรศการยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้ป่วยโรคเอดส์ ครอบครัว เพื่อน ผู้คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย และนักวิจัยที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายนี้ อาจถือได้ว่าสมาคม NAEC เป็นผู้บุกเบิกการจัดนิทรรศการด้านสาธารณสุขซึ่งผสมผสานประเด็นด้านมนุษยธรรม สังคม การเมือง เรื่องส่วนบุคคล หรือแม้แต่ศิลปะให้เข้ากับข้อมูลทางการแพทย์ และจัดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองและเรื่องราวระหว่างกัน ภาพ : นิทรรศการเรื่อง “What about AIDS”จัดแสดง ณ The New York Hall of Science และ The Franklin Institute เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย เปิดให้เข้าชมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ที่มาภาพ-. “What about AIDS”.HIV/AIDS Prevention Newsletter. 1993. Vol.4, No.3. 3-4. Retrieved March 26, 2020, from https://play.google.com/books/reader?id=ea2HADGS9XQC&hl=th&pg=GBS.RA7-PA6 จากวิกฤตการณ์และการรับมือกับโรคระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานด้านสาธารณสุข พิพิธภัณฑ์จึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยรับมือกับโรคระบาดเหล่านี้ อาทิเช่น การให้ใช้อาคารสถานที่สำหรับรองรับผู้ป่วย การเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาด ไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลทางด้านการแพทย์ แต่ยังครอบคลุมถึงเรื่องความสัมพันธ์ในสังคม วิถีชีวิต มนุษยธรรม ให้แก่สาธารณชนได้รับทราบ นอกจากนั้นยังพัฒนาหลักสูตรการเรียน การสอนให้แก่สถานศึกษาในช่วงที่ถูกสั่งปิดเป็นการชั่วคราวได้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนอีกด้วย ปัจจัยที่เอื้อให้พิพิธภัณฑ์สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ เนื่องจากพิพิธภัณฑ์มีความพร้อมในเรื่องของบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ องค์ความรู้ที่เชื่อถือได้ เทคนิคการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สื่อการจัดแสดงที่น่าสนใจ เครือข่ายที่เข้มแข็ง ฐานลูกค้าจำนวนหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารและบอกต่อ ภาพลักษณ์ในการเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐาน อาคารของหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยซึ่งมีภารกิจที่คล้ายคลึงกับพิพิธภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างและประยุกต์ใช้กับภารกิจของพิพิธภัณฑ์ เพื่อยกระดับให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างเหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์ ----------------------------------------------------- บทความโดย น.ส.เบญจพร สารพรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี บรรณานุกรม อนุวัฒน์ กีระสุนทรพงษ์. (๒๕๕๙). ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์. สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓, จาก https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2016/hiv-aids-infection-treatment National Archives and Records Administration. The deadly virus: The influenza epidemic of 1918. Retrieved March 25, 2020, from https://www.archives.gov/exhibits/influenza-epidemic/index.html Schwarzer, Marjorie. (2020). Lessons from History: Museums and Pandemics. Retrieved March 22, 2020, from https://www.aam-us.org/2020/03/10/lessons-from-history-museums-and-pandemics/ -. What about AIDS.HIV/AIDS Prevention Newsletter. 1993. Vol.4, No.3. 3-4. Retrieved March 26, 2020, from https://play.google.com/books/reader?id=ea2HADGS9XQC&hl=th&pg=GBS.RA7-PA6 -. 1909 International Tuberculosis Exhibition Philadelphia Postcard Consumption. Retrieved March 29, 2020, from https://www.worthpoint.com/worthopedia/1909-international- tuberculosis-493487503
พิมาย เป็นดินแดนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บริเวณเมืองพิมายในอดีตสันนิษฐานว่าครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่างๆ ในปัจจุบันคือ อำเภอพิมาย อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง อำเภอเมืองยาง อำเภอลำทะเมนชัย บางส่วนของอำเภอประทาย บางส่วนอำเภอโนนแดง บางส่วนอำเภอโนนสูง และบางส่วนอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองพิมาย ปรากฏร่องรอยของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีพัฒนาการมาตามลำดับ จนเจริญสูงสุดในสมัยวัฒนธรรมเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ มีการขยายเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีศาสนสถานอยู่กลางเมือง มีบารายนอกเมืองตามแบบเมืองในวัฒนธรรมเขมรทั่วไป และปรากฏชื่อ “วิมาย”ซึ่งเชื่อว่าเป็นคำเดียวกับพิมายอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ ในจารึกที่พบที่พิมายและที่พบในประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองพิมายและอาณาจักรเขมร ซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นร่องรอยของอารยธรรมเขมรช่วงสุดท้ายที่ปรากฏที่เมืองพิมาย เมื่ออาณาจักอยุธยาสถาปนาขึ้นในบริเวณภาคกลางเมืองพ.ศ. ๑๘๙๓ อำนาจทางการเมืองของอยุธยายังไม่เข้าครอบคลุมดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรอยู่ แม้ว่าจำนวนประชากรจะเบาบางลงและอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจลงมากแล้วก็ตาม การที่เมืองพิมาย เคยเป็นเมืองสำคัญระดับศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคแถบนี้มาก่อน จึงมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมืองและเครือญาติกับบรรดาหัวเมืองของเขมรในภาคอีสานและศูนย์กลางที่เมืองพระนคร โดยยังคงความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมื่ออยุธยาพยายามขยายอำนาจมาทางตะวันออก จะต้องเข้าควบคุมดินแดนในบริเวณต้นแม่น้ำมูลก่อน ถึงแม้ว่าอยุธยาจะสามารถทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขมรได้สำเร็จและได้ดินแดนบางส่วนมาอยู่ในความควบคุม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมดินแดนแถบนี้ได้อย่างเรียบร้อย เนื่องจากอยู่ไกลและการคมนาคมไม่สะดวก และหัวเมืองเขมรในอีสานก็อาจจะเข้ามากับเขมรเมื่อต้องทำศึกกับอยุธยา ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราชสำนักอยุธยาต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสถานภาพของเมืองใหม่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเป็นตัวแทนของราชสำนักในบริเวณนี้แทนที่เมืองพิมาย นอกจากจะเป็นการตัดกำลังของเขมรแล้ว ยัง สามารถใช้เป็นฐานกำลังของตนในการขยายอำนาจ โดยเพิ่มความสำคัญทางการเมืองให้กับเมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็นศูนย์อำนาจในระดับภูมิภาคแทน ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองนครราชสีมาได้กลายเป็นฐานกำลังของราชสำนักอยุธยาในภูมิภาคนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของราชสำนักในการควบคุมปกครองหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ และผลักดันเมืองศูนย์กลางเดิมให้มีฐานะเป็นเมืองขึ้น ชื่อเมืองนครราชสีมาปรากฏครั้งแรกในทำเนียบหัวเมือง ตามกฎหมายตราสามดวงบทพระอัยการนายทหารหัวเมืองที่ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่ปรากฏในทำเนียบเมืองสมัยอยุธยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของเมืองพิมายน่าจะคงอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา แต่เป็นเมืองขึ้นที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและคมนาคมจากเมืองนครราชสีมาไปสู่อาณาจักรเขมร และเจ้าเมืองพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจของเจ้าของเจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มเมืองนครราชสีมา –พิมาย เข้ามาใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจในส่วนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มห่างไกลจากเขมรมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนโดยเฉพาะด้านภาษาพูด แต่ในช่วงเวลานี้อำนาจของอยุธยายังคงครอบคลุมอยู่เพียงตอนต้นของแม่น้ำมูล ในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๐๐) ได้ทรงส่งช่าวชาวฝรั่งเศสมาออกแบบผังเมืองและสร้างป้อมกำแพงเมืองนครราชสีมาใหม่ ก็ปรากฏชื่อของเมืองพิมายเป็นเมืองหน้าด่านของนครราชสีมาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ เมืองพิมายได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีฐานะเป็นเมืองขึ้นของราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ พระยายมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้วางพระทัยอีกคนหนึ่งไม่ยอมอ่อนน้อมราชสำนักอยุธยาต้องใช้เวลาปราบกบฏกว่า ๓ ปี เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว เมืองนครราชสีมาได้ถูกลดบทบาทลง โดยให้หัวเมืองที่ขึ้นกับนครราชสีมาเพิ่มบทบาททางการเมืองของตนให้มากขึ้น เป็นการถ่วงดุลมิให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงเมืองเดียว ทำให้เมืองนครราชสีมาอ่อนแอลง เพราะเกิดกบฏบุญกว้างซึ่งเป็นลาว สามารถยึดนครราชสีมาได้และยกลงมาจนถึงลพบุรี จากนโยบายนี้และการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งของชาวกุยในเขตควบคุมของเมืองพิมายในปลายสมัยอยุธยาทำให้ฐานะของเมืองพิมายเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๒๖๐ ชาวกุยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่จำปาศักดิ์แถบเมืองอัดปือแสงปางได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า เขมรป่าดง (ปัจจุบันคือพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ) เข้ามาตั้งชุมชนกระจัดกระขายอยู่ทั่วไป การเข้ามาของชาวกุยทำให้เมืองพิมายต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะดินแดนเขมรป่าดงอยู่ในเขตปกครองเมืองพิมาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงเขตแดนต่อกับเมืองจำปาศักดิ์ (บริเวณห้วยขยุงในเขตจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) ดังนั้นเมืองพิมายซึ่งมีฐานะเป็นเพียงเมืองขึ้นของนครราชสีมาจึงเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเพื่อควบคุมชาวกุยเหล่านี้ ในช่วง ๑๐ ปี สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองพิมายมีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองพอๆกับนครราชสีมา เนื่องจากต้องการให้มีความเข้มแข็งสามารถควบคุมชาวกุยที่อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ๆ ได้ ปี พ.ศ. ๒๓๐๒ ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ทรงตั้งผู้นำชาวกุย ๕ คน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ทำราชการควบคุมชาวกุยในเขตชุมชนของตนโดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย เป็นการตอบแทนที่ช่วยจับช้างเผือกกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองพิมายได้เข้ามาควบคุมปกครองชาวกุยอย่างจริงจัง โดยตั้งชาวกุยออกเป็นชุมชน เป็นบ้านต่างๆ จากการปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองพิมายยังความพอพระทัยให้กับพระเจ้าเอกทัศน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วยของป่าที่มีค่าของชาวกุยได้ถูกลำเลียงไปสู่ราชสำนัก เป็นสินค้าที่มีค่าสูงในระบบการค้าต่างประเทศของอยุธยาอย่างมากมาย เช่น ช้าง แก่นสน ปีกนก นอแรด งาช้าง ต่อมาให้ยกชุมชนชาวกุยจากบ้านขึ้นเป็นเมือง คือเมืองขุขันธ์ เมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) เมืองสังขะ และเมืองรัตนบุรี เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเหล่านี้จากหลวงขึ้นเป็นพระ โดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย ทำให้เมืองพิมายมีอำนาจและบารมีเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งมีความมั่นใจที่ทำให้เมืองพิมายเป็นศูนย์กลางอำนาจท้องถิ่นแทนเมืองนครราชสีมา และประสบความสำเร็จในช่วง พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๑๑ การที่พม่ามุ่งเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทำให้หัวเมืองตะวันออกอยู่นอกเขตการรบ จึงยังคงมีกำลังทรัพย์และกำลังคนที่อุดมสมบูรณ์อยู่ เหมาะกับการที่จะใช้เป็นที่ตั้งฐานกำลังเพื่อขยายอำนาจทางการเมือง กรมหมื่นเทพพิพิธและพรรคพวกจึงยึดครองเมืองนครราชสีมาไว้ แต่ก็ถูกตีโต้จากขุนนางท้องถิ่นของเมืองพิมายจนประสบความพ่ายแพ้ เจ้าเมืองพิมายต้องการให้กรมหมื่นเทพพิพิธประทับอยู่ที่เมืองพิมายจนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมืองนครราชสีมา สถาปนากรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นเจ้ารวมทั้งจัดตั้งรัฐอิสระขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลโดยมีเขตแดนตั้งแต่หัวเมืองตะวันออกฝั่งดอนไปจรดเขตแดนของหัวเมืองลาว ใช้ชื่อว่าชุมนุมเจ้าพิมายและย้ายศูนย์กลางอำนาจจากนครราชสีมา มาอยู่ ณ เมืองพิมาย คงทิ้งกำลังทหารจำนวนหนึ่งไว้นอกเมืองนครราชสีมาเพื่อรักษาเมืองเท่านั้น พร้อมทั้งสถาปนาขุนนางน้อยใหญ่ตามแบบราชสำนักโดยให้พระพิมายเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ ตั้งบุตรพระพิมายเป็นพระยามหามนตรีและพระยาวรวงศาธิราช มีข้าราชการและผู้มีที่หนีมาจากกรุงศรีอยุธยาเข้ามาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายทีเมืองพิมายหลายแห่ง เช่น เมรุน้อยและโบสถ์เจ้าพิมาย ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว เมรุพรหมทัตและพระพุทธรูปขนาดใหญ่อีก ๒ องค์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดเดิม อำเภอพิมาย เข้าใจว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ตกอยู่กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และพรรคพวก เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่ข้าศึกที่ยึดครองอยู่บริเวณภาคกลางของไทยไปแล้ว จึงเริ่มนโยบายรวมชาติ โดยเข้าโจมตีชุมชนเจ้าพิมายในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ ชุมนุมพิมายได้จัดทัพรับแต่ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มขุนนางที่เข้าร่วมกับชุมนุมเจ้าพิมายหนีหายไป เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี และตัวกรมหมื่นเทพพิพิธถูกประหารชีวิต เป็นอันสิ้นสุดสภาพรัฐอิสระของพิมายอย่างเด็ดขาด พระเจ้าตากสินฯ ทรงจัดการปกครองหัวเมืองแถบนี้เสียใหม่ โดยให้นครราชสีมาเป็นเมืองเอกเมืองเดียวในภูมิภาคอีสีสาน แต่ก็ยังทรงทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากยังมีสงครามติดกันอยู่ และราชสำนักเอง ก็ขาดแคลนกำลังคนในการจัดการปกครองในภูมิภาค จึงต้องใช้ขุนนางในพื้นที่ แต่การแต่งตั้งเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองพิมาย ทรงกระทำด้วยความรอบครอบเพราะต้องการคนที่ไว้วางพระทัย เนื่องจากหัวเมืองแถบนี้มีกำลังคนมากและเคยจัดจั้งชุมนุมเป็นรัฐอิสระมาแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทรงแต่งตั้งให้ขุนขนะ (ต้นสกุล กาญจนาคม) ขุนนางท้องถิ่นในนครราชสีมา ที่มีความดีความชอบในการจับกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินฯอีกผู้หนึ่งในช่วงจลาจลในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ส่วนเจ้าเมืองพิมายเมืองขึ้นของนครราชสีมาจะเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ แต่มีชื่อของยกกระบัตรเมืองพิมาย (ปิ่น ต้นสกุล ณ ราชสีมา) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองพิมายและนครราชสีมาในโอกาสต่อไป-----------------------------------------------------------ข้อมูลและเรียบเรียงนำเสนอ โดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี-----------------------------------------------------------บรรณานุกรม ขจีรัตน์ ไอราวัณวัฒน์. ความสำคัญทางการเมืองของเมืองนคราชสีมา : บทบาทของเจ้าเมืองตระกูล ณ ราชสีมา ระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๘๘ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒ คุรุสภา ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๐๖ ---------.ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๐ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๒๘ ดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยา .จดหมายเหตุเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และ มณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ.๒๔๔๙ .กรุงเทพฯ:มูลนิธิสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล และพะราชธิดา,๒๕๗๘ เติม วิภาคย์พจนกิจ.ประวัติศาสตร์อิสาน.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์๒๕๓๐ ธิดา สาระยา เมืองประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๓๘ มานิต วัลลิโภดม นำเที่ยวพิมายและโบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพขุนคงฤทธิ์,กรุงเทพฯ:คุรุสภา ๒๕๑๓ ศรีศักดิ์ วัลลิโภคมโบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๒๕ ศิลปากร,กรม พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ กรุงเทพฯ ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย ๒๕๓๔๐ -----------. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาน พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้านางโสฬสนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๙ ----------. เรื่องกฎหมายตราสามดวง กรุงเทพฯ:อุดมศึกษา,๒๕๒๐ สุรัตน์ วรางครัตน์ การค้าต่างแดนของอิสานในอดีต ,วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ เล่มที่ ๒ ๒๕๒๗ สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา,นครราชสีมา :นิวส มบูรณ์การพิมพ์ ,๒๕๒๖ ----------. หมู่พงศาวดารชื่อพงศาวดารเมืองประทายสมันต์ เลขที่ ๐๐๑,๓
11 พฤศจิกายน หลายคนคงมองว่าเป็นวันคนโสดในวัฒนธรรมจีนสมัยใหม่ และเป็นวันชอปปิ้งแห่งปี ด้วยเป็นวันพิเศษที่หากเขียนเป็นตัวเลขจะมีเลข 1 เรียงกัน 4 ตัว เช่นเดียวกับทางตะวันตกที่มองว่าเลข 1111 เป็นเลขนางฟ้า หากอธิษฐานขณะที่นาฬิกาบอกเวลา 11:11 น. จะสมหวัง สมปรารถนา ดังมีทฤษฎีรองรับความเชื่อนี้อย่างหลากหลาย ส่วนประเทศไทยมีหลักฐานระบุว่าเมื่อปี พ.ศ. 2559 มีการประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวด 1 กก 1111 ได้ในราคา 25 ล้านบาท โดยถือว่าราคาที่สูงสุดในรอบ 11 ปี นอกจากนี้ 1111 ยังถูกใช้เป็นหมายเลขสายด่วนของรัฐบาลสำหรับสอบถามข้อมูลโควิด-19 ในปัจจุบันอีกด้วย วันนี้ เพจคลังกลางฯ ขอเกาะกระแส (แต่ไม่ได้เปิด CF วัตถุในคลังแต่อย่างใด) นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับกรมศิลปากรที่เกี่ยวข้องกับเลข 11
ลำดับแรก คือ “รหัส 11” เป็นหมายเลขรหัสของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน ซึ่งการเรียงเลขจะพิจารณาจากลำดับปีพุทธศักราชที่ประกาศจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา และปีที่เปิดพิพิธภัณฑสถานอย่างเป็นทางการ (เช่น รหัส 01 เป็นรหัสของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ส่วนรหัส 99 เป็นรหัสของคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยเลขรหัสดังกล่าว จะปรากฏเป็นตัวเลขชุดแรกของทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งจะเรียงลำดับคือ รหัสพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ/เลขวิ่ง/พุทธศักราช เช่น 11/11/2511 หมายถึง วัตถุนี้เป็นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน รับเข้ามาลำดับที่ 11 ปีพุทธศักราช 2511 เป็นต้น
“หลักที่ 11” เป็นหมายเลขลำดับของจารึกอักษรไทยสุโขทัยบนแผ่นหินนามว่า... ศิลาจารึกวัดเขากบ ตามประวัติระบุว่าพบอยู่บนเขากบ จังหวัดนครสวรรค์ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2464 ซึ่งปีนี้ (2564) ถือว่าครบรอบ 100 ปีแห่งการค้นพบจารึกหลักนี้ มีสาระสำคัญระบุถึงการทำบุญบำเพ็ญกุศล ณ สถานที่ต่าง ๆ และการเสาะแสวงหาพระธาตุในเมืองสำคัญ ซึ่งการเรียงลำดับจารึกแต่ละหลักในยุคแรก มีหลักฐานระบุอยู่ในหนังสือประชุมศิลาจารึกภาค 1 โดยหอพระสมุดวชิรญาณกำหนดให้เรียงเลขจารึกตามเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของสุโขทัย ด้วยช่วงนั้นเชื่อว่าสุโขทัยเป็นนครรัฐยุคแรกเริ่มของไทย
“แห่งที่ 11” เป็นหมายเลขลำดับของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งล่าสุด (พ.ศ. 2564) ในความดูแลของกรมศิลปากร คือ อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม มีสถานที่สำคัญ คือ ปราสาทรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมรนามว่า ปราสาทสด๊กก๊อกธม หมายถึง ปราสาทใหญ่ที่มีต้นกกขึ้นรกรุงรัง ตั้งอยู่ที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ได้มีโครงการปรับปรุงศูนย์ข้อมูลอุทยานฯ แห่งนี้ให้ทันสมัย เพื่อรองรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญแห่งใหม่ในภาคตะวันออก
และในลำดับสุดท้าย “หมายเลข 111” คือจำนวนปีที่กรมศิลปากรก้าวขึ้นมามีบทบาทในการธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาติ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2454 และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 111 ในปีหน้า มีพันธกิจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานฯ งานด้านภาษา เอกสาร และหนังสือ งานด้านศิลปกรรม และงานด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศาสตร์ ต่างก็มีการปรับปรุง พัฒนาให้ง่ายต่อการเข้าถึงตามสถานการณ์ปัจจุบัน
เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ และเทคนิคภาพโดย ณัฐดนัย อรุณมาศ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
รายงานผลการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๑. ชื่อโครงการ
การเดินทางสำรวจสภาพในพิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ และสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อสำรวจพื้นที่จัดแสดงบริเวณหินพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และพิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ สำหรับนำมาจัดทำแบบปรับปรุงนิทรรศการในพื้นที่ดังกล่าว
๒.๒ เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายของแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ประดิษฐาน ณ เมืองเบรวิก เพื่อนำกลับมาเป็นข้อมูลในการออกแบบปรับปรุงซ่อมแซมแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๖ – ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙
๔. สถานที่ เมืองนอร์ดแคปป์ และ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๕. หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร และกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล
๖. หน่วยงานสนับสนุน เทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์ (เมืองเบรวิกขึ้นกับเทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์)
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์ เขตเทศบาลเมือง Honningsvag
๗. กิจกรรม
วันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๒๕ น. - เดินทางถึงกรุงออสโล โดยเที่ยวบิน TG ๙๕๔
- เดินทางไปเมือง Brevik สำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ และหารือกับผู้รับเหมาท้องถิ่น
๑๖.๓๐ น. - เดินทางกลับกรุงออสโล
วันอังคารที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
- สำรวจวัสดุก่อสร้างในพื้นที่
- เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ และโอเปร่าเฮาส์
วันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๕๕ - เดินทางจากกรุงออสโล ไปเมือง Tromso โดยเที่ยวบิน SK ๔๔๐๙
๑๐.๒๕ - เดินทางจากเมือง Tromso ไปยังเมือง Honningsvag โดยเที่ยวบิน WF ๙๔๐
๑๑.๔๘ - เดินทางถึงเมือง Honningsvag
บ่าย - สำรวจพิพิธภัณฑสถานไทย ณ Nordkapp
วันพฤหัสที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๐.๐๐ น. - ประชุมสรุปงาน
๑๖.๐๐ น. - ออกเดินทางจาก Honningsvag ไปยังเมือง Alta (โดยรถยนต์)
วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๓๐ น. - เดินทางจากเมือง Alta กลับกรุงออสโล โดยเที่ยวบิน SK ๔๔๐๙
๑๐.๒๐ น. - เดินทางถึงกรุงออสโล
บ่าย - สำรวจวัสดุก่อสร้างในพื้นที่
วันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๙
- เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในกรุงออสโล
วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๔.๑๕ น. - เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยเที่ยวบิน TG ๙๕๕
๘. คณะผู้แทนไทย
นางสาววิมลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ มัณฑนากรชำนาญการพิเศษ
นายวุฒินันท์ จินศิริวานิชย์ มัณฑนากรชำนาญการ
นายดิษพงษ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
นายภราดร เชิดชู ประติมากรชำนาญการ
นายณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง สถาปนิกปฏิบัติการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองเบรวิก
คณะทำงานได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด ถ่ายภาพ สภาพความเสียหายของแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้ทำการก่อสร้างประกอบติดตั้งแล้วเสร็จ ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อระยะเวลาล่วงเลยผ่านมา ๖ ปี จากสภาพอากาศที่มีความแตกต่างจากประเทศไทยมาก อีกทั้งพื้นที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล มีไอทะเลกัดกร่อน ทำให้ส่งผลต่อเนื้อหินและวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆที่เตรียมไปจากประเทศไทย เกิดการชำรุด เปื่อย หลุดร่อน เป็นบางจุด จึงต้องดำเนินการสำรวจความเสียหายทั้งหมด เพื่อวางแนวทางและจัดทำแบบปรับปรุงซ่อมแซมโดยเร็ว โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ตลอดจนหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องจากเมืองเบรวิก และเทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ได้ร่วมสำรวจและหารือเรื่องสภาพความเสียหายทั้งหมด พร้อมทั้งได้แสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือดำเนินการให้สำเร็จ
การสำรวจสภาพความเสียหายของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และส่วนแท่นฐาน โดยการรังวัด ถ่ายภาพ ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบพกพา พบว่าพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีสนิมจับตามสภาพกาลเวลา ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดความเสียหายกัดกร่อนหรือมีชิ้นส่วนแตกหักแต่อย่างใด ส่วนแท่นฐานนั้น มีสภาพความเสียหายพอสมควร ประมาณ ๓๐% เนื่องจากเมื่อครั้งการก่อสร้างประกอบติดตั้งได้ใช้หินและวัสดุยาแนวหรือวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆ รวมทั้งกรรมวิธีการก่อสร้างจากประเทศไทย ใช้ช่างไทยเดินทางไปประกอบติดตั้งทั้งหมด โดยได้ทำการก่อสร้างประกอบติดตั้งแล้วเสร็จ ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อระยะเวลาล่วงเลยผ่านมา ๖ ปี จากสภาพอากาศของเมืองเบรวิกที่มีความแตกต่างจากประเทศไทยมาก ในรอบปีมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ -๓๐ ถึง ๒๐ องศาเซลเซียส อีกทั้งพื้นที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล มีไอทะเลกัดกร่อน ทำให้ส่งผลต่อเนื้อหินและวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆที่เตรียมไปจากประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลเกิดการชำรุด เปื่อย หลุดร่อน เป็นบางจุด โดยปูนยาแนวนั้นหลุดร่อนออกเกือบทั้งหมด อันเป็นความเสียหายเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ (หากเป็นวัสดุและกรรมวิธีการก่อสร้างแบบเดียวกันนี้ ที่ทำการก่อสร้างในประเทศไทย กว่าสภาพความเสียหายจะปรากฏก็ใช้ระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีขึ้นไป) ซึ่งด้วยสภาพอากาศ ณ เมืองเบรวิคที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงนี้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อหินและวัสดุประสานดังกล่าวภายใต้ระยะเวลาที่เร็วขึ้นกว่าการก่อสร้างในประเทศไทย จึงต้องดำเนินการสำรวจความเสียหายทั้งหมด เพื่อกำหนดแผนการทำงาน วางแนวทางและจัดทำแบบปรับปรุงซ่อมแซมเสนอตามแผนงานต่อไป
๙.๒ การสำรวจพื้นที่พิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
คณะทำงานได้เดินทางไปสำรวจ รังวัด ถ่ายภาพ และเก็บข้อมูลพื้นที่ในอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่แหลมเหนือ หรือนอร์ดแคปป์ (Nordkapp) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหินสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ รวมทั้งได้สำรวจพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตลอดจนได้สำรวจพื้นที่บริเวณ Hornvika ซึ่งเป็นจุดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่งเพื่อปีนหน้าผาและเสด็จพระราชดำเนินต่อมายังบริเวณแหลมเหนือ ทั้งหมดนี้เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาในการปรับปรุงการจัดแสดงทั้งบริเวณหินพระปรมาภิไธยและภายในพิพิธภัณฑ์
อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเป็นอาคารขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมด้านเหนือสุดของแผ่นดินประเทศนอร์เวย์ (ละติจูดที่ ๗๑ องศาเหนือ ๑๐ ลิปดา ๒๑ ฟิลิปดา) ภายในอาคารประกอบด้วยโถงต้อนรับซึ่งเป็นที่ตั้งของหินพระปรมาภิไธย จปร. เชื่อมไปสู่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ลานชมทัศนียภาพนอกอาคาร และมีชั้นใต้ดินลงไปอีกสามชั้น ทำทางเดินเป็นอุโมงค์ยาวเพื่อนำนักท่องเที่ยวลงไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ (เรียกว่า Grotto) ซึ่งเดิมเจาะเป็นช่องแสงเปิดออกสู่ด้านหน้าของผาเพื่อชมทัศนียภาพของท้องทะเล (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุง) ตลอดเส้นทางเดินลงสู่ห้องรับรองจะมีห้องฉายภาพยนตร์และพื้นที่จัดนิทรรศการเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดีและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ โดยห้องพิพิธภัณฑสถานไทยก็ตั้งอยู่บนเส้นทางดังกล่าว
หินสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ตั้งอยู่ในโถงต้อนรับภายใน ถัดจากประตูทางเข้าอาคาร มีขอบยกพื้นและตั้งเสาสแตนเลสกรุผนังกระจกใสเป็นรั้วกั้นโดยรอบก้อนหิน เป็นพื้นที่จุดหมายตาสำคัญของโถงต้อนรับ ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวโยนเหรียญลงไปในบ่อหินเป็นจำนวนมาก เงินจำนวนนี้จะถูกรวบรวมและนำไปมอบให้องค์กรการกุศลเพื่อเด็กยากไร้ทั่วโลก ตามโครงการ Children of the Earth ซึ่งก่อตั้งโดยศูนย์ท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์เอง ด้วยเหตุนี้ทางศูนย์ฯ จึงนำป้ายข้อมูลของโครงการดังกล่าวและตู้รับบริจาคอีกตู้หนึ่ง มาติดไว้ใกล้กันที่ผนังด้านหลังหินพระปรมาภิไธย ทำให้เรื่องราวของหินและประวัติศาสตร์การเสด็จฯ เยือนนอร์ดแคปป์ถูกลดความสำคัญลงและกลับกลายให้ผูกโยงกับการรับบริจาคโดยปริยาย
พิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ ตั้งอยู่เยื้องกับโบสถ์ขนาดเล็ก (St Johannes Kappel) ก่อนจะถึงห้องรับรอง บริเวณปลายอุโมงค์ เป็นห้องนิทรรศการขนาดเล็ก มีพื้นที่จัดแสดงภายในประมาณ ๒๐ ตารางเมตร หน้าห้องมีป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์และตู้จัดแสดงเรือสุพรรณหงส์จำลอง ภายในห้องด้านซ้ายมือประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดครึ่งพระองค์ พร้อมด้วยแท่นพานพุ่ม โต๊ะวางของถวายและแท่นกราบ ที่ผนังด้านในมีตู้จัดแสดงสามตู้ ตู้กลางจัดแสดงวัสดุอุปกรณ์ในวันเปิดพิพิธภัณฑ์ (สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๒) มีตู้กระจกสองตู้จัดแสดงวัตถุสิ่งของจากประเทศไทย ประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และงานประณีตศิลป์เครื่องถ้วยและเครื่องโลหะ ผนังโดยรอบตกแต่งด้วยแผงไม้แกะสลักย้อมสีและปิดทอง กรุกระจกเงาและไม้อัดสัก จัดแสดงภาพจดหมายเหตุเล่าเรื่องการเสด็จประพาสและพระราชวงศ์ของไทย
การจัดแสดงห้องพิพิธภัณฑ์นี้ เดิมทีเป็นการติดตั้งในห้องที่กั้นล้อมหินพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นบริเวณที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จฯ เปิด ในปี ๒๕๓๒ แต่ต่อมามีการปรับปรุงขยายพื้นที่โถงต้อนรับ ห้องดังกล่าวถูกรื้อถอนออกไปให้เป็นโถงต้อนรับขนาดใหญ่ ซึ่งมีหินจปร. ตั้งอยู่กลางโถง และมีการหารือกันระหว่างกำหนดพื้นที่จัดแสดงใหม่ที่ห้องด้านล่าง ครุภัณฑ์และวัตถุจัดแสดงจึงถูกเคลื่อนย้ายลงมา โดยมีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร (นายสุเทพ วิริยะบุศย์ และนางสาววิมลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เป็นมัณฑนากรผู้ออกแบบ) เดินทางไปร่วมกำหนดรูปแบบและตำแหน่งการจัดวางใหม่ โดยให้ช่างท้องถิ่นดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๐ ทั้งบริเวณหินจปร.และห้องพิพิธภัณฑ์นี้ได้รับการดูแลโดยศูนย์บริการท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์และมีการปรับปรุงซ่อมแชมเล็กน้อยอยู่เป็นระยะ ผ่านการหารือและประสานงานกับฝ่ายรัฐบาลไทย ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล
ในการประชุมสรุปงานร่วมกันระหว่างคณะเดินทางกับท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล และอัครราชทูตที่ปรึกษา รวมทั้งเจ้าหน้าที่คนไทยที่บริหารงานอยู่ภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีความเห็นตรงกันที่จะให้มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์และบริเวณหินแกะสลัก จปร. ครั้งใหญ่ โดยต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเนื้อหา การจัดหาวัตถุและสื่อจัดแสดงและเทคนิคการจัดแสดง โดยเน้นวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารเรื่องราวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริบททางประวัติศาสตร์และพื้นที่ รวมทั้งต้องพยายามฟื้นฟูการเชื่อมโยงเรื่องราวจากหินพระปรมาภิไธยกับพิพิธภัณฑสถานไทยที่ตั้งอยู่ห่างกัน และไม่ลืมที่จะสร้างความต่อเนื่องกลมกลืนของประสบการณ์โดยรวมสำหรับผู้ชม ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศซึ่งมีพื้นฐานการรับรู้และความคาดหวังที่แตกต่างกัน
สรุปรายการปรับปรุงและแผนการดำเนินงานเบื้องต้น
๑. งานปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบหินแกะสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร.
- ขอย้ายแผงนิทรรศการของโครงการ Children of the Earth และตู้บริจาค ไปไว้บริเวณอื่น (ตามที่ทางศูนย์เห็นเหมาะสม)
- ติดตั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์กับคณะตามเสด็จและช่างผู้แกะสลักหิน อัดขยายขนาดใหญ่พร้อมข้อมูลการเสด็จเยือนในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) และส่งเรื่องราวต่อไปยังห้องพิพิธภัณฑ์
- ปรับปรุงระบบแสงสว่าง โดยติดตั้งดวงโคมส่องสว่างที่ฐานหินโดยเฉพาะด้านที่แกะสลักพระปรมาภิไธย เพื่อให้เกิดแสงเงาที่สวยงามและเห็นรอยแกะสลักที่ชัดเจนขึ้น (ต้องขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่เดินสายไฟใต้พื้นมาที่ด้านข้างแท่นหิน)
๒. งานปรับปรุงห้องพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
- บริเวณผนังหน้าห้องพิพิธภัณฑ์และด้านตรงข้าม จัดแสดงข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับการเสด็จประพาส อาทิ แผนที่เส้นทางการเสด็จเยือนนอร์เวย์ ประกอบภาพถ่ายหรือเอกสารจดหมายเหตุ เพื่อเชิญชวนและทำความเข้าใจผู้ชมเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์
- ภายในห้อง ดำเนินการปรับปรุงทั้งกายภาพและเนื้อหานิทรรศการ ซึ่งภัณฑารักษ์จะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและสื่อจัดแสดงทั้งหมดก่อนแล้วจึงนำมาออกแบบกายภาพนิทรรศการต่อไป โดยโครงสร้างทางกายภาพและสิ่งจัดแสดงที่จะยังคงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่
๑) คงโครงสร้างผนังและพื้นเดิมของห้องพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของการปรับแก้งานระบบที่ซ่อนอยู่ภายในผิวอาคาร (ได้แก่ระบบป้องกันความชื้น ระบบระบายน้ำ ระบบทำความร้อน ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ของอาคาร
๒) พระบรมรูปฯ ให้ประดิษฐานไว้ดังเดิม โดยออกแบบแท่นฐานใหม่และจัดพื้นที่ถวายของให้เป็นสัดส่วน และน่าจะปรับตำแหน่งพระบรมรูปไปฝั่งตรงข้าม เพื่อให้พระพักตร์ผินไปทางประตูทางเข้า
๓) วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์
๔) ป้ายจำลองพระนาม “สิรินธร” ซึ่งทางศูนย์ท่องเที่ยวได้เก็บรักษาไว้และยังอยู่ในสภาพดี
๓. ขั้นตอนการดำเนินงานโดยสังเขป
-เนื่องจากในปี ๒๕๖๐ จะเป็นวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ เห็นควรที่จะปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาของปี ๒๕๖๐ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว อย่างไรก็ดี ทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์ มีข้อเสนอแนะว่าการดำเนินการก่อสร้างติดตั้งนิทรรศการควรให้แล้วเสร็จก่อนเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วง High Season ของทุกปี โดยจะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และอีกปัจจัยหนึ่งคือเส้นทางขนส่งวัสดุอุปกรณ์เข้าพื้นที่ จำเป็นจะต้องรอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ให้หิมะละลายไปพอสมควรและรถใหญ่สามารถวิ่งได้โดยสะดวก ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าพื้นที่ น่าจะเป็นสัปดาห์ที่สามและสี่ของเดือนพฤษภาคม โดยมีขั้นตอนการเตรียมแบบของบประมาณและการเตรียมงาน ดังนี้
สิงหาคม ๒๕๕๙
สรุปเนื้อหาเบื้องต้น กำหนดรูปแบบรายการและประมาณราคาโดยสังเขป เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถนำไปของบประมาณประจำปี รวมทั้งขอสนับสนุนจากภาคเอกชน
กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๙
จัดทำบทนิทรรศการอย่างละเอียด จัดทำแบบนิทรรศการและประมาณราคาโดยละเอียดเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง
มกราคม-มีนาคม ๒๕๖๐
จัดทำโครงสร้าง วัสดุ สื่อและอุปกรณ์นิทรรศการ ทั้งหมดในประเทศไทย
เมษายน ๒๕๖๐
ส่งวัสดุอุปกรณ์ทางเรือไปยังประเทศนอร์เวย์
พฤษภาคม ๒๕๖๐
ขนส่งวัสดุอุปกรณ์เข้าพื้นที่ บริษัทผู้รับจ้างเข้าติดตั้งและทดสอบนิทรรศการ
ตรวจสอบทะเบียนครุภัณฑ์และวัตถุส่งคืน พร้อมขนส่งไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อเตรียมเปิดให้บริการ
มิถุนายน ๒๕๖๐
ทดลองเปิดให้บริการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ กรณีการสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
งานก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ในต่างประเทศเป็นงานละเอียดอ่อน ทั้งในแง่การออกแบบ การติดต่อ ประสานงาน การวางแผนดำเนินงาน ในกรณีการก่อสร้าง ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดี เพราะถือได้ว่าเป็นพระพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ กลางแจ้งในต่างประเทศแห่งแรกๆ ที่ออกแบบโดยกรมศิลปากร แทบจะไม่มีกรณีศึกษาเทียบเคียงก่อนหน้า ปัญหาที่พบเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมากกับประเทศไทย ทำให้วัสดุและกรรมวิธีการก่อสร้างแบบประเทศไทยไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และด้วยงบประมาณอันจำกัดเมื่อครั้งดำเนินการก่อสร้าง (๕๐๐,๐๐๐ บาท) ทำให้ต้องเลือกใช้หินในประเทศไทย และต้องใช้วิธีการประกอบหินเป็นชิ้นเล็กๆ เพราะหากใช้หินชิ้นใหญ่สลัก จะมีราคาสูง ซึ่งด้วยสภาพหินและจำนวนรอยต่อ รอยยาแนวต่างๆที่มีมาก เนื่องจากเป็นการประกอบหินชิ้นเล็ก ทำให้ฝน หิมะ ไอทะเลต่างๆ กัดกร่อนทะลุเข้าไปภายในเนื้อหินตามแนวรอยต่อเหล่านี้ได้โดยง่าย เกิดการเร่งระยะเวลาความเสียหายให้เกิดขึ้นโดยเร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ในการก่อสร้างภายหน้าที่มีโครงการใกล้เคียงกับกรณีศึกษานี้ จึงเสนอการวางแนวทางในการดำเนินงานโครงการให้มีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ตั้งและเตรียมรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เช่น สามารถเลือกใช้หินหรือใช้วัสดุการก่อสร้างจากประเทศที่ตั้งได้ แม้ราคาจะสูงกว่าในประเทศไทย แต่ก็จะทำให้โครงการมีสภาพที่สมบูรณ์ขึ้น อยู่ได้นาน ยืดระยะเวลาความเสื่อมสภาพได้ และงานก่อสร้างในต่างประเทศนั้น เป็นงานที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ ทั้งด้านวิชาช่างและการติดต่อประสานงาน ซึ่งกรมศิลปากรได้มีส่วนรับผิดชอบโครงการโดยตลอด จึงเห็นควรให้มีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่บุคลากรภายใน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
๑๐.๒ กรณีการสำรวจพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
การเดินทางไปสำรวจครั้งนี้ ทำให้คณะเดินทางได้ศึกษาตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศและมีโอกาสหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจหลักและวิธีการในการพัฒนาทั้งด้านการวางแผน งานกายภาพ และงานบริหารจัดการ
-การวางแผนและการประสานงานผู้เกี่ยวข้อง
หากพิจารณาจากประวัติการก่อตั้งและรูปแบบการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์นี้มีลักษณะแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปในหลายๆ ด้าน ทั้งการที่พิพิธภัณฑ์ถูกสร้างด้วยงบประมาณของประเทศไทย แต่ต้องไปติดตั้งในต่างประเทศ ทั้งการดูแลและบริหารจัดการก็เป็นของหน่วยงานในอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ (ตั้งแต่รัฐบาลประเทศถึงระดับท้องถิ่นและองค์กรหน้างาน) รวมทั้งพิจารณาหากลไกของการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปิดใช้งานแล้ว เพื่อให้พิพิธภัณฑ์สามารถดำเนินงานได้ในระยะยาว ไม่สร้างความลำบากให้กับผู้ดูแลอาคารและสนับสนุนกิจการของพื้นที่ไปพร้อมกัน
-การติดตั้งและบริหารกายภาพพื้นที่
การติดตั้งนิทรรศการในพื้นที่ห่างไกลและมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศไทย จำเป็นต้องคิดวางแผนงานด้านกายภาพอย่างรอบคอบ พิพิธภัณฑสถาน ณ นอร์ดแคปป์ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด ทั้งในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของอาคารในพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมขนส่งไม่สะดวก รวมทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดรุนแรงเกือบทั้งปี ส่งผลต่อการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือสื่อนิทรรศการต่างๆ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในช่วงการขนส่ง ติดตั้ง และการบำรุงรักษาในระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องศึกษาไปถึงมิติอื่นๆ เช่นกฎหมายเทศบัญญัติ นโยบายการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์ด้วย
-การบริหารจัดการ “พิพิธภัณฑ์”
พิพิธภัณฑ์ของไทยที่ตั้งอยู่ต่างประเทศมีบทบาทที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ในประเทศที่มีวิธีการบริหารจัดการแบบปกติ เมื่อก่อสร้างหรือปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ณ ช่วงส่งมอบพื้นที่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนระหว่างเจ้าของเรื่อง (รัฐบาลไทย) กับเจ้าของพื้นที่ (รัฐบาลนอร์เวย์ และศูนย์ท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์) ในการทำให้พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในสภาพที่ให้บริการผู้ชมได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายกลุ่มที่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่สะท้อนวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งได้ ตลอดจนต้องวางกรอบของการจัดกิจกรรม (ทั้งฝ่ายอาคาร บริษัทนำเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ หรือชาวไทยในนอร์เวย์ เป็นต้น) ภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสม พร้อมทั้งตั้งมาตรการการจัดการกับอนาคตทั้งปัญหากายภาพและการจัดการ รวมทั้งความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ โดยกำหนดหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ ไว้อย่างรัดกุม