ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ

พระคง พระคง เป็นหนึ่งในพระพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองลำพูน วัสดุเป็นดินเผา รูปทรงมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัย พระเศียรโล้น ไม่มีพระเกตุมาลา ครองจีวรห่มคลุมเรียบบางแนบพระวรกาย  ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานมีกลีบบัวที่คลี่คลายเป็นลายจุดไข่ปลาขนาดเล็ก รองรับด้วยฐานเรียบอีกชั้นหนึ่ง รอบพระวรกายมีประภาวลี หรือรัศมีที่เป็นเส้นรอบพระวรกาย เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มปรกโพธิ์ ลักษณะรูปแบบของพระคง เป็นพระพิมพ์ขัดสมาธิเพชรที่อาจได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปในศิลปะพุกามที่มีอิทธิพลจากพระพุทธรูปในศิลปะอินเดียแบบปาละและคุปตะปรากฏในงานศิลปกรรม เช่น พระพุทธรูป และพระพิมพ์ชนิดอื่นๆในวัฒนธรรมหริภุญไชย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ พระคง ตามประวัดิที่กล่าวถึงส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่า พบที่วัดพระคงฤๅษี อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน นอกกำแพงเมืองลำพูนไปทางทิศเหนือ ตามตำนานที่เขียนขึ้นในสมัยหลัง กล่าวถึงการสร้างอารามของพระนางจามเทวี คือวัดอาพัทธาราม ด้านทิศเหนือของเมืองหริภุญไชย แต่จากสภาพปัจจุบันของวัดได้รับการบูรณะใหม่แล้ว ในบริเวณวัดแห่งนี้เคยมีการขุดพบพระพิมพ์ดินเผาเป็นจำนวนมากในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ที่บริเวณฐานเจดีย์ประธาน และปี พ.ศ. ๒๔๙๙ พบเป็นจำนวนมากที่บริเวณหลังวัด นอกจากการพบพระคงในบริเวณวัดนี้แล้ว ยังมีการขุดพบในแหล่งโบราณสถานเวียงกุมกาม วัดกานโถมหรือวัดช้างค้ำ ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ราว พ.ศ.๒๕๒๗  ร่วมกับพระพิมพ์ศิลปะหริภุญไชยรูปแบบอื่นๆ อ้างอิง บัณฑิต  เนียมทรัพย์. “พระพิมพ์ที่พบในจังหวัดลำพูน” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.ผาสุข อินทราวุธ. รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาร่องรอยอารยธรรมโบราณจากหลักฐานโบราณคดีในเขต จ.ลำพูน ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๖.                                             สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๗           อัศวี ศรจิตติ. “พระพิมพ์สกุลลำพูน”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑.


         นายปอล เปลลิโยต์ (Paul Pelliot) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาดําเนินการขุดค้นทางโบราณคดีร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้ให้ข้อสันนิษฐานเป็นบุคคลแรกว่าเจ้าของ วัฒนธรรมทวารวดีเป็นชาวมอญ ทําให้ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (G. Cedes) ซึ่งให้ความสนใจและศึกษาเกี่ยวกับชนชาติมอญในอินโดจีน ได้ ทําการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งค้นพบหลักฐานจารึก ภาษามอญโบราณ ที่วัดโพธิ์ (ร้าง) จังหวัดนครปฐม อันเป็นจารึกภาษามอญ ที่เก่าที่สุดเท่าที่สํารวจพบในปัจจุบัน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จึงมี ความมั่นใจและสรุปว่า ชนชาติมอญที่เคยมีความสําคัญทางด้านประวัติ ศาสตร์พม่านั้น น่าจะเป็นผู้เผยแผ่วัฒนธรรมอินเดียทางตอนกลางของ อุษาคเนย์ รวมถึง ศาสตราจารย์ปิแอร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont) ภัณฑารักษ์ และนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ผู้ทําการขุดค้นโบราณสถานสําคัญสมัย ทวารวดีที่นครปฐม ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๓ จํานวน ๓ แห่งคือ เนิน พระ วัดพระเมรุ และเจดีย์จุลประโทน ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน จึงนําเสนอ ผลการศึกษาค้นคว้าเป็นวิทยานิพนธ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ และตีพิมพ์เผยแพร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ในชื่อเรื่อง โบราณคดีมอญแห่งอาณาจักรทวารวดี (L'Archéologie Mône de Dvâravatî)                    นักวิชาการรุ่นหลังบางท่านให้ความเห็นว่า แม้ประชาชนชาวทวารวดี ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทย จะใช้ภาษามอญโบราณควบคู่ไปกับภาษาบาลีและสันสกฤต แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะเป็นชนกลุ่มเดียวกับชาวมอญที่ตั้งถิ่นฐานในประเทศ พม่าตอนล่างหรือไม่ เนื่องจากรัฐทวารวดีมีความเก่าแก่กว่ารัฐมอญในพม่า และมีพัฒนาการมาจากชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคกลาง ตอนล่างของประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยอ้างถึงคําอธิบาย ของนักภาษาศาสตร์ว่า กลุ่มภาษามอญ-เขมรที่เป็นสาขาหนึ่งของภาษา ตระกูลออสโตรเอเชียติคนั้น เป็นภาษาเก่าแก่ของชุมชนในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ จึงพบว่ามีการใช้กันอยู่ในกลุ่มชนหลายกลุ่มในภูมิภาคนี้ รวมถึง กลุ่มชนในรัฐทวารวดีด้วย อย่างไรก็ดีนักวิชาการบางท่านกลับเสนอแนวคิด อีกประเด็นหนึ่งว่า วัฒนธรรมทวารวดีอาจเป็นอารยธรรมระยะต้นของกลุ่ม ชนชาวมอญ ที่ขยายตัวเข้าไปยังตอนกลางของประเทศพม่า ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ เรื่องของกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมทวารวดีจึง ยังไม่เป็นที่ยุติในปัจจุบัน  


พระพิมพ์กลีบบัว    พระพิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมมน ตรงกลางเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับขัดสมาธิราบบนฐานบัว ครองจีวรห่มคลุม อุษณีษะทรงกรวย ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม พระโอษฐ์หนา พระนาสิกแบน  ประทับนั่งขัดสมาธิบนฐานบัวมีกลีบขนาดใหญ่ รอบพระวรกายมีแนวเส้นรอบเรียกว่า ประภาวลี หมายถึงรัศมีหรือแสงที่ปรากฏกายของพระพุทธเจ้า ขนาบด้วยสถูปทรงหม้อน้ำยอดแหลมสูง ถัดขึ้นไปเป็นเครื่องสูงชนิดต่างๆ เช่น  แส้ พัด และกลด  เหนือพระเศียรกางกั้นด้วยฉัตร หรือร่ม  พระพิมพ์ ๒ องค์นี้ พบในวัดจามเทวี(กู่กุด) จังหวัดลำพูน และเวียงมโน ซึ่งปัจจุบันอยูในพื้นที่ต.หนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีการสันษฐานว่าเป็นเมืองบริวารของหริภุญไชย พบศิลาจารึกอักษรมอญโบราณ เครื่องปั้นดินเผา แนวคันดินที่ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว ลักษณะของพระพิมพ์องค์นี้ คล้ายกับพระพิมพ์และพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่พบในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำหนดอายุไว้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งเป็นยุคทวารวดีตอนปลาย ที่แพร่ขยายมาจากภาคกลางของประเทศไทย สอดคล้องกับการพบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ เช่น ตุ๊กตาคนจูงลิง และหม้อมีสันที่บริเวณเจดีย์เชียงยัน วัดพระธาตุหริภุญชัย  อ้างอิง โขมสี แสนจิตต์. “เมืองโบราณหริภุญไชยจากหลักฐานโบราณคดี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๗. กรมศิลปากร. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. ศิลปะทวารวดี : ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๒.


      พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล สมัยทวารวดี       พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง       พระพิมพ์ดินเผา ขนาดกว้าง ๓ เซนติเมตร ยาว ๔.๓ เซนติเมตร ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนโค้งมน ด้านหน้าค่อนข้างลบเลือนมาก จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับพระพิมพ์ที่มีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่ามีภาพพระพุทธเจ้าแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) นั่งห้อยพระบาทอยู่ตรงกึ่งกลาง ขนาบข้างด้วยรูปบุคคลยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) ที่อาจเป็นพระโพธิสัตว์หรือเทวดา ด้านล่างมีรูปธรรมจักรหันด้านสันออกมาด้านหน้าขนาบข้างด้วยรูปสถูป ด้านบนมีภาพพระพุทธเจ้าแสดงปางสมาธิเรียงกัน ๓ องค์ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)        พระพิมพ์รูปแบบคล้ายคลึงกันนี้พบจากแหล่งโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น วัดพระเมรุ พระปฐมเจดีย์ และที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะที่เจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แตกต่างเพียงพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแทนนั่งห้อยพระบาท นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปะศรีวิชัยรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย เช่น ถ้ำเขาอกทะลุ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง และควนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น แสดงถึงความสัมพันธ์และการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศรีวิชัย ซึ่งเจริญขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน      นักวิชาการสันนิษฐานคติการสร้างออกเป็น ๒ แนวทาง คืออาจสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบนเขาคิชฌกูฏ หรือยอดเขาแร้ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน หรืออาจแสดงถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคัมภีร์ชาดกอรรถกถาภาษาบาลี ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็เป็นได้   เอกสารอ้างอิง  ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน: กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์. “พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔. สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, ม.ล. “การศึกษาพระพิมพ์ภาคใต้ของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต  สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๘.


          ศิลาจารึกปุษยคีรี (หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่มที่ ๑ เรียกว่า จารึกเขาปุมยะคีรี เลขทะเบียน รบ.๓) พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก ๑ ด้าน ๑ บรรทัด ด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต เป็นชื่อเฉพาะ แปลว่า “ปุษยคิริ” (ปุษย หมายถึง ดอกไม้ และ คิริ หมายถึง ภูเขา) พิจารณาจากรูปแบบอักษรสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ราว ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) นักวิชาการได้ศึกษาและตีความจารึกดังกล่าว มีประเด็นสำคัญในการศึกษา แบ่งเป็น ๓ ประเด็น ดังนี้          ๑. คำอ่านและคำแปลจารึก นักวิชาการได้อ่านและแปลจารึกแผ่นนี้เป็น ๒ แนวทาง ได้แก่ อ่านว่า “ปุมฺยคิริ” แปลว่า ปุมยคิริ หรือ เขาปุมยะ และ “ปุษยคิริ” แปลว่า ปุษยคิริ หรือ เขาปุษยะ ทั้งนี้ หากแปลว่า “ปุษยคิริ” น่าจะตรงกับการเทียบเคียงรูปแบบตัวอักษรสมัยหลังปัลลวะ และการแปลความหมายในภาษาสันสกฤตมากกว่า          ๒. การตีความชื่อเขาปุษยคีรีกับหลักฐานด้านภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีในเมืองโบราณอู่ทอง โดยนักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าชื่อ “ปุษยคีรี” ที่ปรากฏในจารึกดังกล่าว หมายถึงเขาทำเทียม ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งพบโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา รวมทั้งมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้คงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองมายาวนาน ตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงสมัยอยุธยา โดยอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นผสมผสานกับความเชื่อที่แพร่หลายเข้ามาจากวัฒนธรรมอินเดีย และอาจเป็นภูเขาที่ใช้เป็นหลักหมาย (landmark) ในการเดินทางของนักเดินทาง          ๓. ความสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมอินเดีย มีผู้เสนอว่า การพบจารึกปุษยคีรีในดินแดนไทย เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียมายังประเทศไทย เนื่องจากมีความพ้องกับชื่อภูเขาศักดิ์สิทธ์ ได้แก่ ปุษฺปคีรี ในรัฐโอริสสา ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๗๐ – ๓๑๑) ทรงสถาปนา และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้ในเมืองโบราณอู่ทองยังไม่พบหลักฐานที่มีอายุเก่าไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเขาปุษยคิริ ในอินเดียคงเป็นชื่อมงคลที่ส่งอิทธิพลมาถึงการเรียกชื่อสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ให้มีความเกี่ยวข้องกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ก็เป็นได้          จารึกปุษยคีรี จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ ซึ่งสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ภูเขาปุษยคีรีอาจเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา ---------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง---------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙. นพชัย แดงดีเลิศ, จารึกทวารวดี : การศึกษาเชิงอักขรวิทยา, วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๒. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ปุษยคิริ : เขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองที่ถูกลืมเลือน”, วารสารดำรงวิชาการ, ๑๓,๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๓ – ๑๕๘. ที่มาของสำเนาภาพจารึก กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙, หน้า ๓๑๐.


"เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ”  เหรียญโบราณที่พบในแหล่งโบราณคดีภาคใต้ของไทย   ภาคใต้ของไทยมีการค้นพบเหรียญโบราณที่มีรูปสัญลักษณ์มงคลของอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็น “เงินตรา” หรือเป็น “สื่อกลาง” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางการค้าในสมัยโบราณ โดยพบมากบริเวณเมืองท่าและเมืองโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา   สำหรับเหรียญที่นำมากล่าวถึงในองค์ความรู้ชุดนี้ คือ “เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ” พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔  ลักษณะเป็นเหรียญทรงกลมแบน ทำจากโลหะเงิน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย ๓ เซนติเมตร พบทั้งเหรียญที่มีสภาพสมบูรณ์ และเหรียญที่มีการตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ (สองส่วนและสี่ส่วน) ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการตัดแบ่งเหรียญเพื่อให้เป็นหน่วยย่อยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระอาทิตย์ มีเส้นรอบวงและลายไข่ปลาล้อมรอบ ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นรูปศรีวัตสะ และมีสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลล้อมรอบ ประกอบด้วย ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) สวัสดิกะ พระจันทร์ และพระอาทิตย์   รูปพระอาทิตย์ และศรีวัตสะ เป็นสัญลักษณ์มงคลตามคติความเชื่อของชาวอินเดีย มีการศึกษาพบว่าสัญลักษณ์ที่มักปรากฏบนเหรียญโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ ศรีวัตสะ สังข์ และวัวมีโหนก ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัญลักษณ์ของมงคล ๘ ประการ (อัษฏมงคล) และกลุ่มสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการ (อัฏฐุตตรสตะมงคล) ของอินเดีย และเป็นสัญลักษณ์ที่เคยปรากฏมาก่อนบนเหรียญและตราประทับของกษัตริย์อินเดียสมัยราชวงศ์สาตวาหนะ (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๘) สมัยราชวงศ์คุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๑) และสมัยราชวงศ์ปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔)   ความหมายของสัญลักษณ์รูป “พระอาทิตย์” (Rising Sun) ที่ปรากฏบนเหรียญ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และความเป็นมงคล ซึ่งการบูชาพระอาทิตย์ในฐานะเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และพืชพันธ์ธัญญาหารมีมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์จะพบมากบนเหรียญประเภทเหรียญตอกลาย (punch-marked coins) ของกษัตริย์อินเดียโบราณ โดยมักปรากฏอยู่ด้านหน้าของเหรียญ ส่วนสัญลักษณ์รูป “ศรีวัตสะ” (Srivatsa) แปลตามรูปศัพท์ว่า “ที่ประทับของศรี” เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศรีหรือลักษมีในรูปคชลักษมีหรืออภิเษกของศรี ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง มีการสันนิษฐานว่ารูปศรีวัตสะที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบมาจากรูปศรีวัตสะที่ปรากฏบนเหรียญของกษัตริย์อินเดียราชวงศ์ศาสวาหนะ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๔-๘) ต่อมาเมื่อรูปศรีวัตสะมาปรากฏบนเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งผลิตโดยกษัตริย์ท้องถิ่น จึงมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรอบศรีวัตสะทำให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สำหรับสัญลักษณ์ที่ล้อมรอบศรีวัตสะ ได้แก่ ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) มีความหมายสื่อถึงการสร้างโลก และเป็นสัญลักษณ์ที่มักปรากฏอยู่ในพระหัตถ์ของพระศิวะ ส่วนสัญลักษณ์รูปสวัสดิกะ ถือเป็นหนึ่งในอัษฏมงคล ในพระราชพิธีราชาภิเษก   จากการศึกษาพบว่า เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชดังกล่าวมานี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์ - ศรีวัตสะที่พบแพร่หลายในเมืองโบราณสมัยทวารวดีเกือบทุกแหล่งในทางภาคกลางของไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม เมืองไบถาโน เมืองศรีเกษตร และเมืองฮาลิน ประเทศพม่า ส่วนในภาคใต้ของไทยพบเหรียญลักษณะเดียวกันนี้ เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี    ที่น่าสนใจคือพบว่ามีการค้นพบแม่พิมพ์เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ (และแม่พิมพ์รูปสังข์ – ศรีวัตสะ) ในเมืองโบราณสมัยทวารดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ จึงมีการสันนิษฐานว่าเหรียญดังกล่าวน่าจะมีการผลิตขึ้นเองในรัฐทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย โดยนำเอาสัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อของอินเดีย ซึ่งสื่อความหมายถึงความเป็นมงคล ความอุดมสมบูรณ์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์มาใช้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการผลิตเหรียญสำหรับใช้เป็นเงินตรา เพื่อที่จะควบคุมค่าเงินในการค้าขายกับชุมชนภายนอก    ดังนั้น การค้นพบเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ ที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณภาคใต้ กับรัฐทวารวดีทางภาคกลางของไทย รวมถึงบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ จากบ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังกล่าว เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช   เรียบเรียง/กราฟิก: นภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช   อ้างอิง ๑.ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์. เหรียญกษาปณ์ในประเทศไทย .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๖. ๒.ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๒. ๓.อนันต์ โพธิ์กลิ่นกลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบของตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี,” วิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิตสาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ๔.J.Allan. Catalogue of Coins of Ancient India in the British Museum. New Delhi : Oriental Book Reprint Coration, ๑๙๗๕.  ๕.Kiran Thaplyal. Studies in Ancient India Seals . Lucknow : Prem Printing Press, ๑๙๗๒.


ชื่อวัตถุ พระพิมพ์ดินดิบ ทะเบียน ๒๗/๒๔๖/๒๕๕๕ อายุสมัย ศรีวิชัย(?) วัสดุ(ชนิด) ดินดิบ สีน้ำตาลเทา แหล่งที่พบ แหล่งโบราณคดีเขานุ้ย หมู่ ๑๒ ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง นายถนอม อินทรภิรมย์ ๑๙ หมู่ ๙ ตำบลนาวงอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง มอบให้วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “พระพิมพ์ดินดิบ” พระพิมพ์ดินดิบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดโค้งมน ด้านหน้าตรงกลางเป็นพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทใต้ซุ้มขนาดเล็กซึ่งทำเป็นลายใบไม้ ขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งสองด้าน เหนือซุ้มขึ้นไปเป็นรูปธรรมจักรหันด้านข้างซึ่งขนาบข้างด้วยรูปบุคคล ด้านหลังพบจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อ่านว่า “เย ธรฺมาฯ” ซึ่งเป็นจารึกหลักธรรม “อริยสัจสี่” จำนวน ๔ บรรทัด อ่านและแปลได้ว่า ทุะข (ทุกข์) สมุทย (สมุทัย) นิเราธ (นิโรธ) มารคค (มรรค)กำหนดจากรูปแบบจากตัวอักษรอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖ (อ่านและแปลความโดยนางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์) พระพิมพ์เป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ ศาสตราจารย์อัลเฟรด ฟูเช่ (Alfred Foucher) ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาศาสนาพุทธ กล่าวว่า การสร้างพระพิมพ์ในช่วงแรกทำขึ้นเพื่อเป็น “ของที่ระลึกในการเดินทางไปยังสังเวชนียสถาน” ซึ่งเป็นสถานที่ ๔ แห่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า หากผู้ใดเดินทางมายังสถานที่ทั้งสี่ด้วยใจศรัทธาจะถึงสุคติโลกสวรรค์ ชาวพุทธจึงนิยมเดินทางไปจาริกแสวงบุญ ณ สถานที่ทั้ง ๔ แห่ง คือ สถานที่ประสูติ(เมืองลุมพินี) สถานที่ตรัสรู้(เมืองพุทธคยา) สถานที่แสดงปฐมเทศนา (เมืองสารนาถ) และสถานที่ปรินิพพาน(เมืองกุสินารา) ต่อมาได้มีการเพิ่มสถานที่แสวงบุญอีก ๔ แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในพุทธประวัติ คือ สถานที่ปราบช้างนาฬาคีรี(เมืองราชคฤห์) สถานที่รับบาตรจากพระยาวานร(เมืองเวสาลี) สถานที่แสดงมหาปาฏิหาริย์หรือยมกปฎิหาริย์(เมืองสาวัตถี) และสถานที่เสด็จลงจากดาวดึงส์ (เมืองสังกัสสะ) เมื่อพุทธศาสนิกชนได้เดินทางไปยังสังเวชนียสถานแล้ว คงมีผู้คิดทำพระพิมพ์เพื่อเป็นของที่ระลึกถึงการเดินทางมาจาริกแสดงบุญในครั้งนั้น ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พบพระพิมพ์ที่มีจารึกคาถา “เย ธรฺมาฯ” ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า นักวิชาการเชื่อว่าการจารึกคำสอนนี้เป็นคติที่เกี่ยวข้องกับคำทำนายที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์บางเล่ม อาทิ มิลินทปัญหา ซึ่งได้กล่าวถึงคำทำนายที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ ความว่า “ดูกรอานนท์ พระสัทธรรมของตถาคด จะตั้งอยู่นานประมาณกำหนด ๕๐๐๐ ปี” ด้วยคำทำนายนี้ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ (George Coedes) จึงได้เสนอความคิดเห็นว่า พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมลงเมื่อครบอายุ จึงคิดทำพระพิมพ์และได้นำไปฝังในถ้ำหรือสถูปต่างๆ เป็นจำนวนหลายพันองค์ โดยหวังว่าในอนาคตอาจมีผู้บังเอิญขุดพบพระพิมพ์ที่มีรูปของพระพุทธเจ้าหรือหลักธรรมของพระองค์ พระพิมพ์นั้นอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสและเชื่อถือในศาสนาพุทธอีกครั้ง สำหรับพระพิมพ์องค์นี้พบที่แหล่งโบราณคดีเขานุ้ย จังหวัดตรัง ซึ่งได้พบพระพิมพ์จากการดำเนินงานทางโบราณคดี จำนวนมากกว่า ๔๐๐ องค์ ถูกฝังอยู่ในพื้นของถ้ำ พระพิมพ์ที่พบจากถ้ำเขานุ้ยจึงถือเป็นตัวแทนในการสืบทอดพระพุทธสาสนา ตามคำทำนายที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ เอกสารอ้างอิง - ธราพงศ์ ศรีสุชาติ. “ตะกั่วป่า : ชุมชนโบราณ,” สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ ๓ (๒๕๔๒): ๒๕๓๕ –๒๕๕๖. -บริบาลบุรีภัณฑ์, หลวง (ป่วน อินทุวงศ์).“เรื่องของพระพิมพ์,” เรื่องโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ รุ่งเรืองรัตน์, ๒๕๐๓. -พิริยะ ไกรฤกษ์. “พระพิมพ์ : ที่พบในภาคใต้ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๐,” สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ ๑๐ (๒๕๔๒): ๕๐๔๑ – ๕๐๖๓. -ภานุวัฒน์เอิ้อสามาลย์. ปฏิบัติการขุดกู้พระพิมพ์ดินดิบเขานุ้ย จังหวัดตรัง ปี ๒๕๕๕. (เอกสารยังไม่พิมพ์เผยแพร่). -สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, หม่อมหลวง. “การศึกษาพระพิมพ์ภาคใต้ของประเทศไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๘.


เครื่องถ้วยจีน พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี  ณ โบราณสถานวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ----- จากการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี โบราณสถานวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญหลายประการ เช่น แนวอิฐ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ชิ้นส่วนเครื่องแก้วสีเขียว อิฐบัว อิฐดินเผา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินมีลายกดประทับ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้ง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐) เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒) ที่น่าสนใจคือพบว่าชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่โบราณสถานที่ต่อเนื่องยาวนานหลายสมัย จากการขุดค้นพบเครื่องถ้วยจีนทั้งหมด ๑๐๖ ชิ้น สามารถกำหนดอายุได้ ๓ สมัย ได้แก่   ๑. สมัยราชวงศ์สุ้ง พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียว มีแหล่งผลิตจาก “เตาถงอัน มณฑลฝูเจี้ยน” และ “เตาหลงเฉวียน มณฑลเจ้อเจียง” โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคกลางของประเทศไทย ๒.  สมัยราชวงศ์หยวน พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียว มีแหล่งผลิตจาก “เตาหลงเฉวียน มณฑลเจ้อเจียง” โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยมากกว่าภาคใต้ ซึ่งก็สอดคล้องกับจำนวนเครื่องถ้วยจีนที่พบในหลุมขุดค้นที่มีปริมาณน้อยสุดในบรรดาราชวงศ์ต่าง ๆ ที่กำหนดอายุได้ ๓. สมัยราชวงศ์หมิง พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาประเภทลายคราม โดยมีแหล่งผลิตจาก “เตาผิงเหอ มณฑลฝูเจี้ยน” และ “เตาจิ่งเติ๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี” โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย   จากการขุดค้นพบเครื่องถ้วยจีนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างโบราณสถานวัดหลง กับจีนสมัยราชวงศ์สุ้งถึงสมัยราชวงศ์หมิง รวมทั้งชุมชนโบราณร่วมสมัยแห่งอื่น ๆ ทั้งในอำเภอไชยา และในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย เช่น โบราณสถานวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา คลองท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเมืองสทิงพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการค้นพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้งและสมัยราชวงศ์หยวน นอกจากนี้ ด้วยลักษณะทำเลที่ตั้งของโบราณสถานวัดหลงซึ่งตั้งอยู่ริมเส้นทางน้ำ ยังเหมาะสมต่อการตั้งชุมชน (โดยพบว่าชุมชนสำคัญในไชยามักตั้งถิ่นฐานอยู่บนแนวสันทรายไชยา และแนวลำคลองไชยา เช่น วัดพระบรมธาตุไชยาฯ วัดแก้ว วัดเวียง และวัดศาลาทึง) และเอื้อต่อการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ ทั้งในอำเภอไชยา และชุมชนภายนอกจากที่เข้ามาทางฝั่งทะเลตะวันออก โดยมีแหลมโพธิ์เป็นเมืองท่าการค้าสำคัญซึ่งสามารถติดต่อกับต่างชาติได้โดยตรง เนื่องจากอยู่ริมชายฝั่งทะเล และมีบริเวณที่เป็นอ่าวขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การจอดเรือสินค้า ทำให้มีโอกาสรับวัฒนธรรมที่หลากหลายจากบ้านเมืองภายนอกเข้ามา ดังปรากฏจากหลักฐานโบราณสถาน และโบราณวัตถุทั้งที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนา และโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น สินค้าจากจีน (ดังมีการค้นพบเครื่องถ้วยจีนหลากหลายสมัยในวัดหลง และชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ ในอำเภอไชยา) อินเดีย และตะวันออกกลาง ด้วยความเหมาะสมด้านทำเลที่ตั้งและการเข้ามาของวัฒนธรรมจากต่างชาติดังกล่าว จึงส่งผลให้ชุมชนโบราณไชยามีพัฒนาการและเจริญรุ่งเรืองขึ้นจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและศาสนาที่สำคัญในสมัยศรีวิชัย และมีการใช้พื้นที่สืบมาจนถึงสมัยหลัง ----- เรียบเรียง/กราฟิก : นางสาวโสมสินี สุขเกษม นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ----- อ้างอิง ๑. กรมศิลปากร. รายงานการปฏิบัติงานโครงการขุดแต่งและบูรณะวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. กรุงเทพฯ : หน่วยศิลปากรที่ ๑๔ กองโบราณกรมศิลปากร, ๒๕๒๕ ๒. กรมศิลปากร. แหลมโพธิ์ แหล่งเศรษฐกิจของศรีวิชัย. กรุงเทพฯ : กองโบราณกรมศิลปากร, ๒๕๓๑ ๓. ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์. การศึกษาเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังถึงสมัยราชวงศ์สุ้งที่พบในการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองขีดขิน ตำบลบ้านหมอ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี. ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐ ๔. บุณญฤทธิ์ ฉายสุวรรณ. ทุ่งตึกจุดเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมทางทะเล. สงขลา : ทริโอ ครีเอชั่น, ๒๕๕๒ ๕. เพลงเมธา ขาวหนูนา. พัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนโบราณในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร), ๒๕๕๗ ๖. สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช. โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช เล่ม ๒ : สุราษฎร์ธานี. นครศรีธรรมราช : สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช, ๒๕๕๔


11 คำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้ เกี่ยวกับห้องสมุด  RU library's WebmasterNovember 11, 20210webpac, การค้นหาข้อมูล, ฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด, เทคนิคค้นหาข้อมูล, แนะนำฐานข้อมูล สำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีบริการหลากหลายรูปแบบ และมีหลากหลายฐานข้อมูลออนไลน์สำหรับให้บริการ หนึ่งในนั้น คือ ภาพหน้าจอฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) (เข้าใช้งานได้ที่ https://library.lib.ru.ac.th) ภายในฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) ผู้ใช้บริการทั่วไป สามารถค้นหาข้อมูลของทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีให้บริการภายในอาคารสำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง เช่น หนังสือ ชื่อวารสาร วิทยานิพนธ์ สื่อต่างๆ รวมถึงค้นหาดรรชนีบทความวารสารและเอกสาร โดยมีความพิเศษในหน้าจอแสดงผลการค้นหา คือ ชมภาพปกและสารบัญของหนังสือได้ โดยคลิกที่ “Web Resource” หรือ “ปกและสารบัญ” ดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ และงานวิจัยมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับเต็ม (Full Text) ได้ โดยคลิกที่ “RU eResearch” หรือ “ดุษฎีนิพนธ์ฉบับเต็ม (Full Text)” หรือ “วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม (Full Text)” ในหน้าจอสำหรับค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) มี 11 คำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้ เกี่ยวกับห้องสมุด ดังนี้ ภาพคำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้ เกี่ยวกับห้องสมุด ที่พบในหน้าจอฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) 1. Keyword (คำสำคัญ)เป็นการสืบค้นโดยการกำหนดคำสำคัญที่ใช้แทนเนื้อหาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ 2. Subject (หัวเรื่อง)เป็นการสืบค้นโดยใช้คำที่กำหนดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อใช้แทนเนื้อหาของทรัพยากรสารสนเทศ 3. Title (ชื่อเรื่อง)เป็นการสืบค้นด้วยชื่อเรื่อง เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อนวนิยาย ชื่อวิทยานิพนธ์ ชื่องานวิจัย เป็นต้น 4. LC Call No.เลขหมู่หนังสือระบบรัฐสภาอเมริกัน ที่สำนักหอสมุดกลางใช้ในการจัดหมวดหมู่ทรัพยากรสารสนเทศประเภทหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและการค้นหา 5. ISBNคือ เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (International Standard Book Number) เป็นเลขที่กำหนดขึ้นสำหรับสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือทั่วไปเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของหนังสือแต่ละชื่อเรื่อง 6. ISSNคือ เลขมาตรฐานสากลประจําวารสาร (International Standard Serial Number) เป็นเลขที่กำหนดขึ้นสำหรับสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารแต่ละชื่อเรื่อง เพื่อใช้สำหรับการค้นข้อมูลวารสารการแลกเปลี่ยน และการติดต่อต่าง ๆ เกี่ยวกับวารสารให้ถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว 7. Author (ชื่อผู้แต่ง)เป็นการสืบค้นโดยใช้ชื่อบุคคลนามปากการ่วมถึงชื่อหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ 8. Advance Search (การค้นหาขั้นสูง)เป็นการกำหนดขอบเขตการค้นหาให้แคบลง เพื่อให้ได้ผลการสืบค้นที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น 9. Locationตำแหน่งของทรัพยากรสารสนเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรสารสนเทศนั้น ๆ ถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด 10. Other Call No.เลขหมู่หนังสือระบบพิเศษที่สำนักหอสมุดกลาง ใช้สำหรับการจัดหมวดหมู่ทรัพยากรสารสนเทศลักษณะพิเศษ ได้แก่ ตำราเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง นวนิยาย เรื่องสั้น สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง สิ่งพิมพ์รัฐบาล และสิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษอื่น ๆ 11. Statusสถานะของทรัพยากรสารสนเทศ เพื่อแสดงรายละเอียดสถานะร่วมถึงความพร้อมที่จะใช้บริการของทรัพยากรสารสนเทศ ภาพคำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้ เกี่ยวกับห้องสมุด ที่พบในหน้าจอฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) คำศัพท์น่าสนใจทั้ง 11 คำเหล่าที่แนะนำไว้ข้างต้น หากผู้ใช้บริการทราบความหมายแล้ว จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด (WebPAC) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการดีมากยิ่งขึ้นแน่นอน คลิกดาวน์โหลด ภาพ Infographic เรื่อง 11 คำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้ เกี่ยวกับห้องสมุด ที่มาRamkhamhaeng University Library. (11 พฤศจิกายน 2564). CAT. STORY เรื่องนี้ที่อยากเล่า (11.11คำศัพท์ที่ผู้ใช้บริการควรรู้เกี่ยวกับห้องสมุด). ค้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.facebook.com/ramlibrary/posts/4993235314022767. ข้อมูลโดย ทีม CAT. Story จากหน่วยวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ ฝ่ายจัดการทรัพยากรสารสนเทศ


ชื่อวัตถุ ลูกปัดแก้วอำพันทอง ทะเบียน ๒๗/๑๓/๒๕๕๘ อายุสมัย แรกเริ่มประวัติศาสตร์ วัสดุ(ชนิด) แก้ว แหล่งที่พบ เป็นของกลางตามคดีอาญาเลขที่ ๑๒๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ ของสถานีตำรวจภูธรคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.คลองท่อม สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต มอบให้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “ลูกปัดแก้วอำพันทอง” ลูกปัดแก้วอำพันทองมีลักษณะเป็นลูกปัดทรงกลมเรียงต่อกัน ด้านนอกเป็นแก้วใส่ด้านในเป็นสีทอง ลูกปัดลักษณะนี้เรียกว่า “ลูกปัดแก้วอำพันทอง” (false gold-glass beads) ลูกปัดแก้วอำพันทองมีที่มาจากความนิยมลูกปัดแก้วทองคำ (gold-glass bead)ซึ่งเป็นลูกปัดติดกันหลายลูกทำโดยการใช้แก้วใส ๒ ชั้นประสานกัน แก้วชั้นในมีการหุ้มแผ่นทอง (gold foil)แล้วจึงเคลือบด้วยแก้วชั้นนอก ต่อมาความนิยมในลูกปัดแก้วทองคำมีมากขึ้น ส่งผลให้มีการผลิตลูกปัดลอกเลียนแบบโดยไม่ใช้แผ่นทองหุ้มลงไป แต่ทำให้ลูกปัดมีลักษณะคล้ายสีทองหรือสีอำพันเรียกว่า “ลูกปัดแก้วอำพันทอง” ซึ่งเป็นลูกปัดที่เนื้อแก้วมีความเปราะบางและอาจแตกเป็นชั้นๆ ได้ง่าย แหล่งผลิตของลูกปัดรูปแบบนี้อยู่ที่เมืองชีราฟ (Shiraf)ประเทศอิหร่าน เบเรนิเก (Berenike)ประเทศอียิปต์ ซึ่งในประเทศอินเดียได้มีการนำเข้าลูกปัดแก้วอำพันทองในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๘ ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบลูกปัดแก้วอำพันทองที่แหล่งโบราณคดีซูไงมัส (Sugai Mas)ประเทศมาเลเซีย แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก (เหมืองทอง) จังหวัดพังงา แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ จังหวัดสุราษฎ์ธานี และแหล่งโบราณคดีเพิงผาทวดตาทวดยาย จังหวัดสงขลา สำหรับลูกปัดแก้วอำพันทองชิ้นนี้พบที่แหล่งโบราณคดีคลองท่อม (ควนลูกปัด) ซึ่งเป็นเมือง- ท่าโบราณในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ ลูกปัดแก้วอำพันทองจึงถือเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการค้ากับต่างแดน ซึ่งลูกปัดแก้วอำพันทองคงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าในสมัยนั้น เอกสารอ้างอิง - ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖. - พรทิพย์ พันธุโกวิท และคณะ. โครงการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลาและสตูล. กรุงเทพฯ : บริษัท บางกอกอินเฮ้า จำกัด, ๒๕๕๗.


ชื่อเรื่อง : อักษรฝักขามที่พบในศิลาจารึกภาคเหนือ ผู้แต่ง : กรรณิการ์ วิมลเกษม ปีที่พิมพ์ : 2527 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร           อักษรฝักขามที่พบในศิลาจารึกภาคเหนือ เป็นวิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงตัวอักษรฝักขามที่อยู่ในศิลาจารึกภาคเหนือ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น อักษรธรรมล้านนา อักษรฝักขาม และอักษรไทยนิเทศหรืออักษรขอมเมือง ซึ่งตัวอักษรเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของชนชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่องค์ความรู้ประจำเดือนพฤศจิกายน เรื่อง "นางอัปสรา ประติมากรรมปูนปั้นซุ้มปราสาทเฟื้อง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง"    รูปนางอัปสราที่ปรากฏภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงอยู่ที่บริเวณฐานของซุ้มปราสาทเฟื้อง นางอัปสรา หรือนางอัปสร (Apsara) มาจากคำว่า อัป ในภาษาสันสกฤต หมายถึง “น้ำ” และคำว่า สรา หมายถึง “เคลื่อนไหว” เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า “ผู้เคลื่อนไหวในน้ำ”  บางครั้งเรียกว่า “สุรสุนทรี” หรือ “วิทยาธนี”   ในคัมภีร์ปุราณะของฮินดูเล่าว่า นางอัปสราเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าทวยเทพและอสูร เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤต โดยก่อนที่จะได้น้ำอมฤตนั้นบังเกิดสิ่งของมากมายหลายอย่าง  หนึ่งในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นคือนางอัปสรานับหมื่นนับแสน ทั้งหมดล้วนเป็นหญิงงาม ประดับด้วยเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อย่างอลังการ แต่ไม่มีเทวดาองค์ใดหรืออสูรตนใดยอมรับเป็นคู่ครอง ด้วยเหตุนี้ พวกนางจึงกลายเป็นของกลางมีหน้าที่ขับกล่อมดนตรีและบำเรอกามให้แก่เหล่าเทพและอสูร นอกจากนี้ นางอัปสรยังมีหน้าที่นำวิญญาณของวีรบุรุษที่ตายในสนามรบขึ้นสู่สรวงสวรรค์และถวายรายงานต่อเทพเจ้าด้วย  การประดับรูปนางอัปสรา คงต้องการแสดงนัยยะว่าเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ อันเป็นที่สถิตของเหล่านางอัปสราและเทวดาทั้งหลาย  ประติมากรรมปูนปั้นรูปนางอัปสราที่ประดับอยู่ที่ส่วนฐานของซุ้มปราสาทเฟื้องนี้มีลักษณะใบหน้าเหลี่ยม หน้าผากกว้าง ท่าทางและเครื่องทรงแบบศิลปะเขมร  ประกอบด้วย กระบังหน้าและเครื่องประดับศีรษะ สวมสร้อยคอ พาหุรัด กำไลข้อมือ และกำไลข้อเท้า จากการศึกษาผ้าทรงของนางอัปสรา พบว่า ด้านหน้าผ้าทรงและด้านหลังประดับชายผ้านุ่งข้างหน้าพับซ้อนกันและส่วนล่างของชายก็ขยายออกเป็น ชายหางปลา  หรือที่เรียกว่า ผ้าหางไหลพับซิกแซก  มีความคล้ายคลึงกับผ้าทรงของนางอัปสราในศิลปะเขมร แต่เนื่องจากมีลักษณะบางประการของนางอัปสราบนฐานซุ้มปราสาทเฟื้องนี้ ที่ผ้าพบเป็นเส้นขีดเป็นริ้วบริเวณส่วนปลายผ้าชายหางปลา และปลายผ้าห้อยหน้าของผ้าทรงนางอัปสรา ซึ่งเป็นริ้ว เป็นลักษณะที่ไม่นิยมในศิลปะเขมร แต่พบในผ้าทรงแบบสุโขทัยประยุกต์ที่นิยมกันตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นไป ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าเป็นผลงานของสกุลช่างสุโขทัยที่จำลองมาจากศิลปะเขมร โดยมีอายุร่วมสมัยกันประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐  นอกจากนี้ยังพบศิลปกรรมการนุ่งผ้าทรงที่ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรเช่นเดียวกันในอาณาจักรสุโขทัย เช่น ผ้าทรงเทวดาในจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม วัดศรีสวาย และวัดเจดีย์สี่ห้อง เป็นต้น  บรรณานุกรมบันลือ ขอรวมเดช, รูปแบบศิลปะบนแผ่นภาพจารึกลายเส้นเรื่องชาดกของวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย.  (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร), ๒๕๓๓.วรารักษ์ ชะอุ่มงาม, การวิเคราะห์ผ้าทรงในศิลปะสุโขทัยและล้านนาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร), ๒๕๕๗. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑.สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ศิลปะขอม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๗.อรุณศักดิ์ กิ่งมณี, ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๕.Monier Monier-Williams, Sir. A Sanskit-English Dictionary (Oxford: Oxford University) ๑๘๘๙.


ชื่อวัตถุ ลูกปัดแก้วสีส้ม ทะเบียน ๒๗/๑๗/๒๕๕๘ อายุสมัย แรกเริ่มประวัติศาสตร์ วัสดุ(ชนิด) แก้ว แหล่งที่พบ เป็นของกลางตามคดีอาญาเลขที่ ๑๒๒/๒๕๕๗ลงวันที่ ๙เมษายน๒๕๕๗ของสถานีตำรวจภูธรคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.คลองท่อมสำนักศิลปากรที่ ๑๕ภูเก็ต มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เมื่อวันที่ ๑๑มีนาคม ๒๕๕๘ สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “ลูกปัดแก้วสีส้ม” ลูกปัดแก้วทรงกระบอกสีส้ม เป็นลูกปัดที่มีขนาดเล็กมากและมีขนาดที่แตกต่างกัน ลูกปัดรูปแบบนี้นิยมเรียนว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค (Indo-Pacific Beads)”หรือ “ลูกปัดลมสินค้า”(Trade winds beads)เนื่องจากได้มีการค้นพบลูกปัดรูปแบบนี้กระจายตัวอยู่ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค โดยพบตามเมืองท่าโบราณต่างๆ ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกปัดแก้วเหล่านี้คงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่มากับเรือเดินสมุทรซึ่งต้องอาศัยลมมรสุมในการเดินทาง อันเป็นที่มาของชื่อ “ลูกปัดลมสินค้า” ลูกปัดแก้วสีส้มขนาดเล็กเหล่านี้ทำด้วยวิธีการนำแก้วมาหลอมโดยใช้ความร้อน จากนั้นจึงนำมาดึงยืดเป็นเส้นและตัดที่ละลูกจึงทำให้ลูกปัดมีขนาดที่ต่างกัน ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคมีแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตหลักในประเทศอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ และได้แพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออก สำหรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบที่ประเทศอินโดนีเซียที่เกาะสุมาตรา มาเลเซีย เวียดนาม สำหรับในประเทศไทยพบในหลายพื้นที่ อาทิ ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นต้น ในพื้นที่ภาคใต้พบกระจายตัวอยู่ตามแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ เช่น แหล่งโบราณคดีคลองท่อม (ควนลูกปัด) จังหวัดกระบี่ ภูเขาทอง จังหวัดระนอง เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร โคกทอง จังหวัดสงขลา และยังได้พบลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคในแหล่งโบราณคดีซึ่งมีลักษณะที่เป็นเพิงผาและถ้ำต่างๆ เช่นเขาตาหมื่นนี ถ้ำถ้วย จังหวัดชุมพร เพิงผาปาโต๊ะโระ จังหวัดสตูล และที่เพิงผาทวดตาทวดยาย จังหวัดสงขลา โดยได้พบโครงกระดูกซึ่งมีลูกปัดแก้วเม็ดเล็กสีส้มวางบนโครงกระดูก ซึ่งเป็นหลักฐานว่าคนในสมัยก่อนได้นำลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคมาใช้เป็นเครื่องประดับร่างกาย ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคจึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการความนิยมการสวมใส่ลูกปัดเป็นเครื่องประดับกายของคนในอดีต การพบลูกปัดรูปแบบนี้ในพื้นที่ที่เป็นถ้ำและเพิงผายังประเด็นที่น่าสนใจซึ่งอาจเป็นหลักฐานการติดต่อระหว่างกลุ่มคนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามถ้ำและเพิงผาต่างๆ และกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณเมืองท่าต่างซึ่งมีการกับต่างแดนและการผลิตลูกปัด ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรศึกษาเพิ่มเติมต่อไป เอกสารอ้างอิง - ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖ - สารัทชลอสันติสกุล และคณะ. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ชุมพร. นครศรีธรรมราช : สำนักศิลปากรที่ ๑๔นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร, ๒๕๕๗. - พรทิพย์ พันธุโกวิท และคณะ. โครงการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลาและสตูล.กรุงเทพฯ : บริษัท บางกอกอินเฮ้าจำกัด, ๒๕๕๗.


องค์ความรู้สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง "พระพุทธรูปของสมเด็จพระยาสารผาสุม : หลักฐานร่องรอยราชวงศ์พูคาปกครองเมืองน่าน"เรียบเรียงโดย : นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่.     ราชวงศ์พูคาเป็นราชวงศ์ชาวกาวที่ปกครองเมืองน่านอย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ตามตำนานมีปฐมกษัตรย์คือขุนฟอง ราชวงศ์พูคาเดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปัว (วรนคร) และมีการย้ายเมืองมายังเวียงพูเพียงแช่แห้งในรัชสมัยพญาครานเมือง (กานเมือง) ราวปี พ.ศ.1908 ต่อมาในสมัยพญาผากองย้ายเมืองน่านจากเวียงพูเพียงแช่แห้งมายังเวียงน่านริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน เมื่อปี พ.ศ.1911 ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนาในปี พ.ศ.1992 ตรงกับรัชสมัยพญาผาแสง และสิ้นสุดอำนาจในการปกครองอย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ.2004 หลังจากพญาผาแสงสิ้นพระชนม์ และราชสำนักเชียงใหม่ได้ส่งขุนนางปกครองเมืองน่านแทน.     ในช่วงที่ราชวงศ์พูคาปกครองเมืองน่านมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ่นกับอาณาจักรสุโขทัย โดยรับเอารูปศิลปสถาปัตยกรรมจากศิลปะสุโขทัยมาค่อนข้างมาก เช่น เจดีย์ช้างล้อม วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์องค์เก่าของวัดสวนตาล เป็นต้น และหนึ่งในงานศิลปกรรมที่สำคัญอีกกลุ่มที่ถือเป็นหลักฐานแสดงการมีอยู่จริงของราชวงศ์พูคาและเป็นงานศิลปะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยอย่างสวยงามประณีตคือ พระพุทธรูปของสมเด็จพระยาสารผาสุม ทั้ง 5 องค์.     พระพุทธรูปของสมเด็จพระยาสารผาสุม เป็นกลุ่มพระพุทธรูปที่สมเด็จพระญางั่วฬารผาสุมหรืองั่วฬารผาสุมกษัตริย์นครน่านแห่งราชวงศ์พูคา องค์ที่ 15 ขึ้นครองราชย์ในราวปี พ.ศ. 1969 พระองค์ทรงให้หล่อขึ้นประกอบด้วยพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยทั้งสองพระหัตถ์ (ห้ามสมุทร) จำนวน 1 องค์ และพระพุทธรูปปางลีลาจำนวน 4 พระองค์ โดยส่วนใหญ่แล้วมีลักษณะพุทธศิลป์เหมือนกับพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ หากแต่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางประการเช่น การแสดงออกของสีหน้าพระพักต์ พระวรกายที่อวบอ้วนมากยิ่งขึ้น หรือชายขอบจีวรซ้อนกันสองเส้น เป็นต้น นอกจากนี้ที่ฐานของพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ มีจารึกที่มีเนื้อความเดียวกันเกี่ยวการสร้างพระพุทธรูปของสมเด็จเจ้าพระญางั่วฬารผาสุม หากแต่ข้อความมีความสมบูรณ์เพียงหนึ่งองค์ ความว่า          "สมเด็จพระยาสารผาสุมเสวยราชย์ในนันทปุระ สถาบกสมเด็จพระเป็นเจ้า 5 พระองค์ โพระจะให้คงในศาสนา 5 พันปีนี้ ตั้งเป็นพระเจ้าในปีมะเมีย เพื่อบุญจุลศักราช 788 มหาศักราช 1970 เดือน 6 วันพุธ เดือน 7 ยาม ปราถนาทันพระศรีอาริยไมตรีเจ้า".     จากข้อความในจารึกข้างต้นสามารถกำหนดอายุสัมบูรณ์ของพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ ไว้ที่ พ.ศ. 1970 หรือปลายพุทธศตวรรษที่ 20 โดยจะขอยกตัวอย่างพุทธศิลป์ของพระพุทธรุปางห้ามสมุทร 1 องค์ และปางลีลา 1 องค์ ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายในพระวิหาร วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ดังนี้     - พระพุทธรูปสำริด ประทับยืน ปางประทานอภัยทั้งสองพระหัตถ์ (ปางห้ามสมุทร) เป็นพระพุทธรูปสำริดประทับยืน พระพักต์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโค้ง งุ่มลงเล็กน้อย พระหนุเป็นปม ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มคลุม มีผ้าจีบหน้านาง ประทับยืนตรง แสดงปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ เป็นที่น่าสังเกตว่าการแสดงปางประทานอภัยทั้งสองพระหัตถ์และการมีผ้าจีบหน้านางประดับ มักพบในศิลปะอยุธยา  อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาด้วยอีกทางหนึ่ง ลักษณะพระพุทธรูปางห้ามสมุทร เป็นการแสดงอิริยาบถตามเรื่องราวในพุทธประวัติ 2 เรื่อง คือเรื่องแรกเป็นการแสดงปาฏิหารย์ของพระพุทธองค์เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิของเหล่าพี่น้องตระกูลชฎิล เมืองพาราณสี โดนพระองค์แสดงปาฏิหาริย์หยุดน้ำฝนมิให้ตกหนักในบริเวณริมแม่น้ำเนรัญชรา แขวงอรุเวฬา เมื่อเหล่าพี่น้องตระกูลชฎิลเห็นจึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ขอเข้าบรรพชาอุปสมบทพร้อมกับบริวารจำนวน 1,000 คน และพระพุทธองค์ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่หมู่พี่น้องตระกูลชฎิลทั้งสามและบริวารจนบรรลุพระอรหันต์ ส่วนเรื่องที่สองคือพระพุทธองค์ทรงห้ามพระประยูรญาติแห่งราชวงศ์ศากยะที่กำลังวิวาทะแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณีใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ นิโครธาราม     - พระพุทธรูปสำริด ปางลีลา เป็นพระพุทธรูปสำริด ประทับยืน พระพักต์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง งุ้มลงเล็กน้อย แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย พระหนุเป็นปม ขวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา ชายสังฆาฐิพาดผ่านพระอังสาซ้ายตกลงเสมอพระนาภี ปลายแตกเป็นเขี้ยวตะขาบ แสดงปางลีลา โดยพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระ ใต้พระกรจีวรมีลักษณะเป็นริ้วพลิ้วไหวตามธรรมชาติ พระหัตถ์ขวาทิ้งลงข้างพระวรกาย พระบาทซ้ายดำเนินเยื้องไปข้างหน้า ส่วนพระบาทขวาอยู่ข้างหลังยกขึ้นเล็กน้อย แสดงออกถึงลักษณะทรงดำเนิน.     สำหรับพระพุทธรูปลีลาของนครน่านนั้นได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่ หากแต่มีลายละเอียดแตกต่างออกไปบ้างเช่นการแสดงออกของสีพระพักตร์ พระวรกายที่อวบอ้วนมากยิ่งขึ้น ชายผ้าจีวรบางองค์ทำเป็นลายเส้นสองเส้นทับซ้อนกันและเว้า ที่สำคัญคือชายจีวรส่วนล่างที่ตกลงและตัดเป็นเส้นทแยงมุมซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะสุโขทัย  ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปลีลาช่างสุโขทัยได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากศิลปะพม่าหรือลังกาในพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดางดึงส์หลังทรงโปรดพุทธมารดาอีกทอดหนึ่ง และยังมีแรงบันดาลใจจากงานศิลปะภายในดินแดนประเทศไทยโดยเฉพาะศิลปะทวารวดีที่ปรากฏลักษณะของจีวรที่ตกจากพระหัตถ์ที่ยกขึ้น เห็นเป็นริ้วคลื่น เป็นต้น  ส่วนเมืองน่านนั้นได้รับการถ่ายทอดลักษะทางศิลปกรรมดังกล่าวจากราชสำนักสุโขทัยผ่านทางความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง------------------------------------อ้างอิง-ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1 เล่ม 1  (กรุงเทพฯ : มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิ้ลยู ทอมป์สัน, 2534), 87.สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา (กรุงเทพฯ :เมืองโบราณ,2542), 143.วิสันธนี โพธิสุนทรและเมธินี จิระวัฒนา, พระพุทธรูปปางต่างๆ (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2552), 44.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, พระพุทธรูปในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการและความเชื่อของคนไทย (กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556), 195.พรชัย พฤติกุล, ประติมานวิทยาของพระพุทธรูปลีลาในศิลปะสุโขทัย (วิทยานิพนธ์ ระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ, 2549), 26-28.สรัสวดี อ๋องสกุล, พื้นเมืองน่าน : ฉบับวัดพระเกิด. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2539.


ความเป็นมาของการสร้างอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) ความคิดเรื่องการสร้างอนุสาวรีย์ผู้ตั้งเมืองอุบลราชธานี เริ่มมาตั้งแต่สมัยนายเลียง ไชยกาล เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย สมัยนี้ได้มีการโฆษณาเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชน และรวบรวมเงินได้เจ็ดหมื่นกว่าบาท เพื่อใช้เป็นทุนในการก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าพระวอเจ้าพระตาขึ้นทีเมืองอุบลราชธานี นายเลียง ไชยกาล จึงนำเรื่องเข้าสู่สภาจังหวัดเพื่อพิจารณาได้มีการถกเถียงโต้แย้งกันอย่างรุนแรง จากสมาชิกสภาผู้รู้ประวัติศาสตร์ จากผู้อาวุโสรุ่นเก่าชาวเมืองอุบลราชธานี และจากทางฝ่ายสงฆ์ มีการถกเถียงโต้แย้งว่าเจ้าพระตาเจ้าพระวอ (วรราชภักดี) ไม่ใช่ผู้มาสร้างเมืองอุบลราชธานี แต่ผู้สร้างเมืองที่แท้จริงนั้นคือ “เจ้าคำผง” ผู้เป็นโอรสของเจ้าพระตาจึงทำให้โครงการดำริสร้างอนุสาวรีย์เจ้าพระตาเจ้าพระวอ ในสมัยนั้นต้องระงับไป แต่เนื่องจากเงินที่ได้รับบริจาคไว้นั้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ นายเลียง ไชยกาล จึงได้นำเงินไปมอบให้ทางโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดอุบลราชธานี สร้างตึกคนไข้ขึ้น ชื่อว่า “ตึกพระวอพระตา” มาจนกระทั่งบัดนี้ อนุสาวรีย์ผู้สร้างเมืองอุบลราชธานี ดำเนินการต่อไปใน พ.ศ.2524 เริ่มคิดสร้างอนุสาวรีย์ครั้งใหม่ สมัยนั้นผู้นำทางฝ่ายสงฆ์ที่เอาใจใส่ในเรื่องอนุสาวรีย์ คือท่านเจ้าพระคุณพระโพธิญาณมุนี (สุทธี ภัทริโย) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดเลียบ มีผู้นำทางฝ่ายฆราวาสคือ นายหมุน โสมฐิติ นายเคลือบ รอนยุทธ นายเชย จันสุตะ นายบำเพ็ญ ณ อุบล ได้เริ่มประชุมปรึกษาหารือกันดำริจะพากันสร้างอนุสาวรีย์ “เจ้าคำผง” ผู้สร้างเมืองอุบลราชธานีขึ้นให้ได้ จึงตกลงประกาศในวงการคณะธรรมสวนะสามัคคี ขอความร่วมมือช่วยกันบริจาคโลหะเงิน ทองเหลือง ทองแดง นาก เพื่อรวบรวมหล่อรูปเจ้าคำผงตั้งขึ้นเป็นอนุสาวรีย์ เกิดศรัทธาทั่วไปต่างก็บริจาคโลหะเป็นจำนวนมาก ในจำนวนโลหะนี้มีเงินมากมายจึงคัดเอาเฉพาะเงินหล่อพระพุทธรูปเงินขึ้นองค์หนึ่ง ตกลงก็ได้ทำพิธีหล่อพระพุทธรูปเงินและพิธีพุทธาภิเษกขึ้นที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ถวายพระนามว่า “พระพุทธเจ้าจอมเมือง” ต่อมาจึงได้มอบพระพุทธเจ้าจอมเมืองให้แก่ทางจังหวัด ในปีพ.ศ.2526 คณะธรรมสวนะสามัคคีมอบให้นายเชย จันสุตะ นายบำเพ็ญ ณ อุบล นายณรงค์จำปีศรี จัดทำโครงการยื่นขออนุมัติต่อจังหวัด นายบุญช่วย ศรีสารคาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มอบให้นายประจวบ ศรีธัญญรัตน์ นายกเทศมนตรีเมืองอุบลราชธานีในขณะนั้นนำเรื่องไปติดต่อประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย ได้ความว่าอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ให้รอไว้ก่อน คณะธรรมสวนะจึงเกิดความคิดจะทำรูปปั้นอนุสาวรีย์ขึ้นเอง โดยความร่วมมือเจ้าของโรงหล่อนิรันดร์อุบล ยินดีจะหล่อรูปปั้นให้ฟรี นายมนัส สุขสาย ก็รับอาสาปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้ ให้ขนาดใหญ่เท่าคนธรรมดา แต่เมื่อเกิดปัญหาว่าการสร้างอนุสาวรีย์ต้องเกิดจากการเห็นชอบของทุกฝ่ายทั่วทั้งจังหวัด เพราะจำเป็นต้องจัดตั้งไว้เป็นสง่าในที่เปิดเผย รวมทั้งโครงการอนุมัติจะต้องถูกต้องตามระเบียบการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ จึงจำเป็นต้องพักเรื่องอนุสาวรีย์ไว้อีกครั้ง ต่อมาในปีพ.ศ.2528 คณะธรรมสวนะไม่สิ้นความพยายาม จึงมอบหมายหน้าที่ให้นายมนัส สุขสาย กับนายเรียมชัย โมราชาติ เป็นผู้นำโครงการไปติดต่อกรมศิลปากร โดยนำหนังสือจดหมายส่วนตัวจากนายวสันต์ ธุลีจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดไปถึงผู้อำนวยการกองหัตถศิลป์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และได้รับคำแนะนำว่า “หุ่นขี้ผึ้งต้องหารูปใบหน้าของบุคคลเก่าแก่ของตระกูลเจ้าคำผง เป็นแบบอย่างเทียบเคียง ทั้งเครื่องแต่งกาย อาวุธประจำกายของแม่ทัพโบราณทางอีสานด้วย ต้องมีแบบแปลนและหุ่นจำลองจริงๆประกอบโครงการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยื่นผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและได้รับอนุมัติจากจังหวัดแล้ว จึงจะไปถึงกรมศิลปากรเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป ในปลายปีพ.ศ.2527 เรือตรีดนัย เกตุศิริ ย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คณะธรรมสวนะจึงได้มอบโครงการจัดตั้งอนุสาวรีย์ให้จังหวัดดำเนินการรับเป็นเจ้าของโครงการ เพราะเหตุผลที่ว่า “การสร้างอนุสาวรีย์ระดับเจ้าผู้ครองเมืองจะใช้เพียงความคิดเห็นของคนเพียงกลุ่มธรรมสวนะสามัคคีกลุ่มเดียวคงไม่ได้ เรื่องนี้สมควรเป็นงานระดับจังหวัดโดยความร่วมมือจากทุกสถาบันจากชาวอุบลราชธานีทั่วทั้งจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล หมู่บ้านจึงจะสัมฤทธิ์ผลได้” จึงมีการทำหนังสือโอนมอบโครงการให้ทางจังหวัดตามหนังสือลงวันที่ 25 มิถุนายน 2529 โดยมีนายเชย จันสุตะ เป็นประธานผู้ลงนาม ประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ.2532 ก็มีข่าวออกมาทางวิทยุและทางหนังสือแจ้งว่ากรมศิลปากรจะให้นำรูปที่หล่อแล้วนั้นมาส่งทางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทำพิธีบวงสรวงและพุทธาภิเษก ที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ในเช้าวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2532 เมืองอุบลราชธานีจึงมีอนุสาวรีย์สมดังปรารถนา การไปรับพระรูปในครั้งนี้จากคำกล่าวของคุณพ่อบำเพ็ญ ณ อุบล ผู้เป็นลูกเป็นหลาน เครือญาติเจ้านายเมืองอุบลราชธานีแสดงถึงความภาคภูมิใจในเชื้อสายบรรพบุรุษ “ข้าพเจ้านายบำเพ็ญ ณ อุบล พร้อมท่านอาจารย์มหาเชย จันสุตะ และคุณสุวิช คูณผล เป็นผู้ได้รับมอบหน้าที่ให้ไปรับเอาพระรูปทั้งสามองค์ โดยไปค้างแรมที่โรงแรมจำชื่อไม่ได้อยู่ที่ซอยหน้าวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ รุ่งเช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2532 จึงได้ไปที่โรงหล่อของกรมศิลปกร ที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ใกล้กับพุทธมณฑล ข้าพเจ้าเห็นรูปของยาพ่อเฒ่า เจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (คำผง) ตั้งยืนสง่าอยู่ข้าพเจ้าไปใกล้พระรูปแล้วกราบลง 3 ครั้ง จึงกล่าวว่า “ยาพ่อเฒ่าเอยการที่หลานคิดสร้างพระรูปได้สำเร็จลงแล้ว กว่า 200 ปีแล้วจึงได้มีพระรูปของญาพ่อเฒ่ากลับไปบ้านเมือง ของเราปกปักษ์รักษาลูกหลานบ้านเมืองญาพ่อเฒ่าสืบไป แล้วเอาพวงมาลัยคล้องพระกรแล้วก้มกราบลง ขณะนั้นข้าพเจ้าดีใจว่าความคิดสำเร็จแล้ว ได้รูปญาพ่อเฒ่าขึ้นมาเป็นรูปร่างอย่างสง่างาม ดีใจและปลื้มใจเป็นอย่างที่สุดที่จะกล่าวออกมาได้แต่นั่งสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลซึมและก้มลงกราบหมอบร้องไห้อยู่คนเดียวตั้งนานแม้ทุกวันนี้ นึกถึงตอนนั้นก็ยังอดที่จะร้องไห้ไม่ได้” (นายบำเพ็ญ ณ อุบล,2551 : สัมภาษณ์) ในที่สุดปี พ.ศ.2532 จังหวัดอุบลราชธานีก็ได้มีอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เจ้าคำผง” ช่วงวันที่ 9-10 พฤศจิกายน ของทุกๆปี จะมี “พิธีบวงสรวงและสดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง)” หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือร่วมใจกันจัดงานขึ้นเพื่อรำลึกถึงเกียรติคุณและวีรกรรมของวีรบุรุษผู้สร้างเมือง โดยงานพิธีสดุดีอดีตเจ้าเมืองอุบลราชธานีนี้เริ่มจัดครั้งแรกในปีพ.ศ.2539 และต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลอ้างอิง : ปวีณา ป้องกัน. “การเมืองเรื่องพื้นที่และการสร้างตัวตน ของสายตระกูลอดีตเจ้านายเมืองอุบลราชธานี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์และการพัฒนา : มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2552. ที่มาของภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี


black ribbon.