ค้นหา

จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ

เรื่อง "อาณาจักรหลักคำ กฎหมายเมืองน่าน"  เป็น ๑ ใน "๑๓ โบราณวัตถุต้องห้ามพลาด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน" ซึ่งเป็นบทความที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วในครั้งก่อนหน้า --- อาณาจักรหลักคำ หรือกฎหมายเมืองน่าน สร้างขึ้นและใช้ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ - ๒๔๕๑ ลักษณะเป็นพับสา มีไม้ประกับสองด้าน จำนวน ๑ เล่ม ๖๑ หน้า ขนาด กว้าง ๑๑.๘ เซนติเมตร ยาว ๓๖.๕ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร ต้นฉบับเป็นอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยยวน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้รับมอบจาก นางสุภาพ สองเมืองแก่น เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๐ --- อาณาจักรหลักคำหรือกฎหมายเมืองน่าน นอกจากจะมีความสำคัญในเมืองน่านเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันยังนับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าความสำคัญจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "เอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก" ของประเทศไทย ส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ --- คำว่า "อาณาจักรหลักคำ" มีความหมายว่า "อาณาจักร" ในที่นี้หมายถึง "กฎหมาย" ดังปรากฎข้อความตอนหนึ่งในอาณาจักรหลักคำว่า "จึ่งได้หาเอาเจ้านายพี่น้องขัตติยราชวงสา ลูกหลานและท้าวพญาเสนาอามาตย์ ขึ้นเปิกสาพร้อมกันยังหน้าโรงไชย เจ้าพระยาหอหน้าเปิกสากันพิจารณา ด้วยจักตั้งพระราชอาณาจักรนั้นตกลงแล้ว”  และในอีกนัยหนึ่ง กล่าวว่า อาณา เป็นคำบาลีตรงกับ อาชญา ซึ่งเป็นคำสันสกฤต แปลว่า อำนาจการปกครอง  จักร แปลว่า ล้อ แว่นแคว้น  รวมความแล้วจึงหมายถึง อำนาจปกครองของบ้านเมือง  ส่วนคำว่า “หลักคำ” หมายถึง หลักอันมีค่าประดุจทองคำ  คำว่า อาณาจักรหลักคำ จึงอาจหมายถึง “กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองอันมีคุณค่าประดุจดั่งทองคำ” --- อาณาจักรหลักคำ เขียนขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๔๓๔) กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะในเมืองน่าน และเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่าน เหตุที่ต้องมีการออกกฎหมายได้มีการกล่าวไว้ในตอนต้นของกฎหมายอาณาจักรหลักคำว่า บ้านเมืองในขณะนั้นเกิดความวุ่นวาย มีการลักขโมย การเล่นการพนัน ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนในเมือง เพื่อให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงได้กำหนดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา  โดยอาณาจักรหลักคำเป็นกฎหมายใช้เรื่อยมาในเมืองน่านและเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่านมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๕๑ ในสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๖๑) ได้ยกเลิกการใช้อาณาจักรหลักคำ และเปลี่ยนมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ของกรุงรัตนโกสินทร์แทน เนื่องด้วยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีนโยบายในการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จึงทรงปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพและส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาเป็นส่วนหนึ่งของเค้าสนามหลวงประจำอยู่ที่เมืองน่าน  --- อาณาจักรหลักคำ มีลักษณะเป็นกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งออกโดยเจ้าเมืองน่าน เจ้านายบุตรหลาน ขุนนาง และพ่อเมืองต่างๆร่วมกันออกตัวบทกฎหมายเพื่อใช้ภายในบ้านเมืองของตน โดยในการใช้กฎหมายนอกจากใช้ในเขตเวียงน่านโดยมีเค้าสนามหลวงดำเนินการแล้ว  ยังมีการกระจายอำนาจให้กับหัวเมืองต่างๆที่ขึ้นอยู่กับเมืองน่านให้มีอำนาจตัดสินคดีความ แต่หากคดีนั้นพิจารณาในหัวเมืองน้อยแล้วยังไม่ยอมความ สามารถที่จะฟ้องร้องต่อเค้าสนามในเวียงเพื่อพิจารณาคดีใหม่ได้   --- ในส่วนของเนื้อหากฎหมายในอาณาจักรหลักคำ อาจแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ได้แก่ กฎหมายในช่วงตอนต้นที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕  และกฎหมายในช่วงตอนหลังที่ออกใน พ.ศ. ๒๔๑๘  ๑. กฎหมายที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕ มีสาระสำคัญอยู่หลายมาตรา แต่ละมาตราจะมีรายละเอียดตัวบทกฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำความผิดแตกต่างกันไป การทำความผิดในกรณีเดียวกันอาจรับโทษหนักเบาไม่เท่ากัน เนื่องจากมีการกำหนดระดับชนชั้นของผู้ที่กระทำความผิด คือ เจ้านาย ขุนนาง หรือไพร่ ชนชั้นสูงจะเสียค่าปรับมากกว่าสามัญชน กฎหมายที่สำคัญที่ลงโทษหนัก คือ การลักควาย ซึ่งในสมัยนั้นอาจมีการลักขโมยควายไปฆ่ากินอยู่บ่อยครั้ง จึงระบุโทษว่า ผู้ลักควายไปฆ่ากินจะมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต  เนื้อหาของกฎหมายในช่วงนี้มีเพียงตัวบทกฎหมายซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน แต่ไม่มีตัวอย่างคดีความที่เกิดขึ้นจริงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายปรากฏอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อความในกฎหมายก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองการปกครอง สภาพสังคมและเศรษฐกิจของเมืองน่านในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งกฎหมายส่วนใหญ่ในช่วงตอนต้นนี้มักจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองน่านในด้านต่างๆ ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การเก็บของป่า การแลกเปลี่ยนสินค้า การประมง การแบ่งชนชั้น ตลอดจนความเชื่อค่านิยมและประเพณี ดังเนื้อความที่ปรากฏในอาณาจักรหลักคำ เช่น การทำเครื่องมือจับปลาในแม่น้ำจะต้องเว้นช่องไว้ให้เรือผ่านได้สะดวก, การห้ามฟันไร่บริเวณต้นน้ำและริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำและนำน้ำเข้าสู่ไร่นา หากฝ่าฝืนมีโทษ เฆี่ยนหลัง ๓๐ แส้ และปรับเงิน ๓๓๐ น้ำผ่า นอกจากนั้นยังมีกฎหมายห้ามฆ่าค้างคาวในถ้ำ ห้ามเบื่อปลาในน้ำ และห้ามตัดต้นไม้บางชนิด , กฎหมายห้ามปลอมแปลงเงินตรา โดยมีโทษต้องเข้าคุก ปรับไหมและเฆี่ยนตี ความว่า “...คันว่าบุคคลผู้ใดเบ้าเงินแปลกปลอมและจ่ายเงินแปลกปลอมเงินดำคำเส้านั้น คันรู้จับตัวไว้จักเอาตัวเข้าใส่ราชวัตร ไว้แล้ว...จักไหม ๓๓๐ น้ำผ่า เฆี่ยน ๓๐ แส้...” เป็นต้น ๒. กฎหมายในช่วงตอนหลัง มีลักษณะแตกต่างจากช่วงตอนแรก ประกอบด้วย กฎหมายที่ออกเพิ่มเติมขึ้นใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๘, พ.ศ. ๒๔๒๓ และบันทึกการตัดสินคดี พ.ศ. ๒๔๑๙ และบันทึกกฎหมายเก่าที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๘๗ นอกจากนี้ยังมีบันทึกเหตุการณ์ที่จดแทรกเข้ามา  ได้แก่ บันทึกเหตุการณ์เจ้าเมืองล้าส่งบรรณาการมาให้เจ้าเมืองน่าน (พ.ศ. ๒๔๒๑)  และจดบันทึกนาสักดิ์เจ้านาย ขุนนางและไพร่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงตอนหลังการบันทึกในอาณาจักรหลักคำนอกจากกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว ยังมีการจดแทรกเพิ่มเติมเรื่องอื่นไว้ด้วยโดยไม่ได้ลำดับศักราชและเหตุการณ์  อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ออกในช่วง พ.ศ. ๒๔๑๘ ก็มีความสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมให้ทันกับสถานการณ์บ้านเมือง คือ เรื่องห้ามสูบฝิ่น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ๓ ปี และกฎหมายห้ามจับควายละเลิง (ควายป่า, ควายไม่มีเจ้าของ)  ที่มาของกฎหมายห้ามสูบฝิ่น แสดงให้เห็นถึงคนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายในเมืองน่านมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่คนจีนนำเข้ามาคือการสูบฝิ่น สืบเนื่องมาจากมีเจ้านายบุตรหลานเมืองน่านผู้หนึ่งติดฝิ่น สร้างปัญหาให้กับบิดา จึงได้มีการเสนอเรื่องนี้พิจารณาในระดับชั้นเจ้า ในที่สุดเจ้าเมืองน่านจึงพิจารณาโทษเจ้านายบุตรหลาน และต่อมาก็ออกกฎหมายประกาศใช้ทั่วไป และมีหนังสือบันทึกกฎหมายใหม่ส่งไปยังหัวเมืองต่างๆในการปกครองของเมืองน่านได้รับรู้ด้วย --- ปัจจุบัน อาณาจักรหลักคำ ซึ่งถูกจัดเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้มีโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ได้บันทึกภาพอาณาจักรหลักคําไว้ในรูปไมโครฟิล์ม เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และต่อมาจึงได้มีการปริวรรตโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดในอาณาจักรหลักคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมตามเอกสารอ้างอิงได้ค่ะ เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ, ๒๕๓๗. - ชฎาพร จีนชาวนา. การวิเคราะห์สังคมเมืองน่านจากกฎหมายอาณาจักรหลักคำ (พ.ศ. ๒๓๙๕ – ๒๔๕๑). ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม. (ประวัติศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๔๙.  - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน. มรดกท้องถิ่นน่านเล่มที่ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน และโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ. น่าน: องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน, ๒๕๔๗. - สรัสวดี อ๋องสกุล. หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา. เชียงใหม่: สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๔.  ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง แต่ทุกท่านยังคงสามารถติดตามรับชมสาระความรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆจากทั่วทุกภูมิภาคของกรมศิลปากร ซึ่งได้นำเสนอองค์ความรู้ให้ทุกท่านได้รับชม ตลอดจนสามารถติดตามข่าวสารด้านการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร โดยสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทาง PAGE FACEBOOK: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร  >> https://www.facebook.com/prfinearts/


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ หีบพระธรรมลายรดน้ำ รูปแบบ : ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 24วัสดุ : ไม้ ลงรักปิดทอง ประดับกระจกประวัติ : พุทธสถานเชียงใหม่มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดแสดงลักษณะเป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือ หีบทรงสูงที่มีส่วนบนกว้าง ส่วนล่างสอบลง และมีฝาปิดครอบด้านบน ตกแต่งด้วยการลงรักปิดทอง แสดงภาพทศชาติชาดกและพุทธประวัติ ตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับกระจก มีห่วงวงกลม 4 วงรองรับเพื่อใช้สำหรับสอดไม้คานหามได้ ---------------------------------------------------ภาพเขียนลงรักปิดทองของหีบพระธรรมใบนี้ มีรูปแบบผสมอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ล้านนา และจีน โดยเห็นได้จากเครื่องทรงของตัวละครหลัก และสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี เป็นแบบอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ในขณะที่เครื่องแต่งกายและทรงผมของเหล่านางกำนัลเป็นแบบศิลปะล้านนา ส่วนฉากประกอบธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ ลวดลายที่ขอบและบนฝาหีบพระธรรม เช่น รูปมังกร ก้อนเมฆ มีอิทธิพลของศิลปะจีนผสมอยู่.ช่างได้เขียนภาพเล่าเรื่อง “ทศชาติชาดก และ พุทธประวัติ” โดยเลือกทศชาติชาดกมา 3 ชาติ คือ ชาติที่ 8 นารทชาดก, ชาติที่ 9 วิทูรชาดก และชาติที่ 10 เวสสันดรชาดก ส่วนพุทธประวัติ คือ  ตอนออกมหาภิเนษกรมณ์.- ด้านที่ 1 “นารทชาดก”เป็นชาติที่ 8 เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นท้าวมหาพรหม ชื่อว่า นารทะ ในครั้งนั้นพระเจ้าอังคติราชมีความเห็นผิดว่า นรก สวรรค์ ไม่มีจริง นารทะพรหมจึงได้เสด็จลงมาแสดงโทษแห่งความเห็นผิดให้พระเจ้าอังคติราชสดับฟัง ทำให้พระองค์คลายจากมิจฉาทิฐิละความเห็นผิด กลับมาปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากตอนที่นารทะพรหมหาบสาแหรกทองคำ เหาะลงมายังปราสาทของพระเจ้าอังคติราช โดยมีพระธิดาเข้าเฝ้าอยู่ เพื่อแสดงโทษแห่งความเห็นผิดให้พระเจ้าอังคติราชฟัง.- ด้านที่ 2 “วิทูรชาดก” เป็นชาติที่ 9 เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นอำมาตย์ ชื่อว่า วิทูระ เป็นผู้สอนอรรถและธรรมแด่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ แห่งกรุงอินทปัตถ์ เมื่อปุณณกยักษ์มาท้าพนันเล่นสกากับพระเจ้าธนัญชัย โดยมีวิทูรบัณฑิตเป็นเดิมพัน เพื่อหวังเอาหัวใจไปให้นางวิมาลาซึ่งเป็นมเหสีของพญานาค พระเจ้าธนัญชัยทรงแพ้ แม้วิทูรบัณฑิตจะรู้ดีว่า หากตอบว่าตนไม่ใช่ทาสของพระราชาก็จะพ้นจากสถานการณ์นี้ แต่ก็ยังคงตอบตามความเป็นจริงไป เพราะยึดมั่นในสัจจะฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากตอนที่ปุณณกยักษ์ปรารถนาจะได้หัวใจวิทูรบัณฑิตไปให้นางวิมาลามเหสี จึงควบม้าไปในทางที่มีต้นไม้และภูเขา โดยให้วิทูรบัณฑิตจับที่หางม้าไว้ หวังเหวี่ยงให้ร่างวิทูรบัณฑิตกระแทกต้นไม้และภูเขาตายไปโดยชอบธรรม แต่ทั้งต้นไม้และภูเขากลับแหวกทางออกให้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ.- ด้านที่ 3 “เวสสันดรชาดก”เป็นชาติที่ 10 เพื่อบำเพ็ญทานบารมี ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะทรงอุบัติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า โดยชาตินี้เสวยชาติเป็น พระเวสสันดร พระองค์ทรงตั้งปณิธานในการบริจาคทาน แม้จะมีใครขอสิ่งที่รัก สิ่งที่หวงแหนก็ทรงบริจาคเป็นทานได้ฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากในตอนของกัณฑ์ที่ 2 คือ กัณฑ์หิมพานต์ เป็นตอนที่พระเวสสันดรทรงมอบช้างปัจจัยนาเคนทร์ ช้างเผือกมงคลที่ไปที่ไหนฝนก็ตกที่นั่นให้แก่เหล่าพราหมณ์ทั้ง 8 (ในภาพวาดเพียง 7 คน) จากเมืองกลิงคราษฎร์ที่กำลังประสบปัญหาฝนแล้ง โดยพระหัตถ์หนึ่งกำลังหลั่งน้ำสิโณทก ไปที่มือของพราหมณ์ อีกพระหัตถ์จับงวงช้างไว้.- ด้านที่ 4 “ออกมหาภิเนษกรมณ์”เป็นตอนในพุทธประวัติ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ที่เทวดาแสร้งนิมิตไว้ แล้วทรงสังเวช แสวงหาอุบายแก้ทุกข์ จึงตัดสินใจออกผนวชฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากในตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จไปยังปราสาท เพื่อทอดพระเนตรพระนางพิมพา (พระมเหสี) และพระราหุล (พระโอรส) ที่เพิ่งประสูติ ซึ่งทั้งสองกำลังบรรทมอยู่ และมีเหล่านางกำนัลกำลังหลับใหล ที่ด้านนอกปราสาทมีนายฉันทะที่เตรียมม้ากัณฐกะรออยู่ เพื่อเสด็จออกจากพระนครเพื่อออกผนวช ---------------------------------------------------อ้างอิง- ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ. สมุทรปราการ : เมืองโบราณ, 2565.- วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. พุทธประวัติ เล่ม 1. พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2455.


#ปราสาทพนมวัน ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา #จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ปรากฏการใช้งานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 สืบเนื่องถึงปัจจุบัน โดย ประเด็นที่จะหยิบยกมาเล่าในวันนี้ คือ จารึกทั้ง 8 หลัก ที่เราพบจากปราสาทพนมวัน ซึ่งกำหนดอายุสมัยอยู่นช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-17 นั่นเองครับ . จากการดำเนินการบูรณะปราสาทพนมวัน ด้วยวิธีอนัสติโลซิส ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2543 นั้น เราได้ค้นพบ #จารึก ที่ปราสาทพนมวัน จำนวน 8 หลัก โดยปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา 1 หลัก (จารึกหลักที่ 7) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 2 หลัก (จารึกหลักที่ 1 และส่วนอีก 5 หลัก ปัจจุบันยังอยู่ที่ตำแหน่งกรอบประตูตัวข้างของปราสาทประธาน (ดูแผนผังประกอบ) . ผลการศึกษาวิเคราะห์และการกำหนดอายุจารึกปราสาทพนมวันจารึกปราสาทพนมวัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ #กลุ่มที่1 ได้แก่ จารึกหลักที่ 1 มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ.1420 – พ.ศ.1432) และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ.1432 – พ.ศ.1443) #กลุ่มที่2 ได้แก่ จารึกหลักที่ 2 และหลักที่ 5 มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545 – พ.ศ.1593) และ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593 – พ.ศ.1609) #กลุ่มที่3 ได้แก่ จารึกหลักที่ 3 จารึกหลักที่ 4 จารึกหลักที่ 6 จารึกหลักที่ 7 และจารึกหลักที่ 8 มีอายุอยู่ในช่วงต้น – กลางพุทธศตวรรษที่ 17 ดังปรากฏพระนามของกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487 – พ.ศ.1511) พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (พ.ศ.1623 – พ.ศ.1650) . ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างภาพจารึกและข้อความ พี่นักโบ จึงขออนุญาต นำข้อมูลรายละเอียดจารึกทั้ง 8 หลัก แยกใส่ไว้ในรายละเอียดภาพของแต่ละภาพเลยแล้วกันนะครับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ สามารถกดเข้าไปอ่านได้เลยครับ . ด้วยช่วงนี้อยู่ในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กรมศิลปากร จึงสั่งการให้ปิดแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ ในสังกัดทั้งหมด อาทิ โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์โควิดดีขึ้นแล้ว พี่นักโบ ก็ขอเชิญชวนทุกๆคน มาท่องเที่ยวและเรียนรู้กันโบราณสถานปราสาทพนมวันแห่งนี้ รวมไปถึงแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรอื่นๆ กันอีกครั้งครับ . ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ . แหล่งอ้างอิงข้อมูล พงศ์ธันว์ บรรทม. ปราสาทพนมวัน. กรุงเทพฯ: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา. 2544.


รำบวงสรวงย่าโม : นาฏยลีลาแห่งศรัทธาและวีรกรรมที่สืบทอด . เมื่อถึงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี ชาวโคราชจะร่วมใจกันจัดงาน "ฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของ ย่าโม วีรสตรีคู่บ้านคู่เมือง ในปี พ.ศ. 2568 นี้ งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หัวใจสำคัญของงาน คือ "การรำบวงสรวงย่าโม" นาฏยลีลาแห่งศรัทธาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน . จากนาฏศิลป์พื้นบ้านสู่นาฏยลีลาแห่งศรัทธา . ในอดีต งานฉลองชัยชนะท้าวสุรนารีไม่ได้มีนาฏยลีลาที่งดงามเช่นปัจจุบัน หากแต่เป็นการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน การขับขานบทบรรยาย หรือการแห่ขบวนจากหน่วยงานต่าง ๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2539 นายสุพร สุภสร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในขณะนั้น ได้มีดำริที่จะสร้างเอกลักษณ์ให้แก่งานประจำปี จึงได้ปรึกษาหารือกับนางเพ็ญทิพย์ จันทุดม ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์นครราชสีมา รังสรรค์นาฏยลีลาแห่งศรัทธาถวายแด่วีรสตรีขึ้น โดยมีนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมาและกิ่งกาชาดอำเภอต่าง ๆ นำสตรีผู้สูงศักดิ์มาร่วมรำบวงสรวง . ต่อมา เมื่อศรัทธาในย่าโมแผ่ขยายกว้างไกล สตรีชาวโคราชจากทุกสารทิศ ต่างหลั่งไหลมาร่วมรำบวงสรวงจนเนืองแน่น ได้เปลี่ยนนามเรียกขานจาก "สตรีผู้สูงศักดิ์" เป็น "สตรีชาวนครราชสีมาและสตรีผู้ศรัทธาต่อคุณย่าโม" นาฏยลีลาแห่งศรัทธานี้ได้แพร่หลายจากส่วนกลางสู่ทุกอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา . จากการศึกษาของคุณชุมพล ชะนะมา พบว่าการรำบวงสรวงท้าวสุรนารีมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ • รำลึกถึงวีรกรรมของท้าวสุรนารีและบรรพชนชาวโคราช • สร้างเอกลักษณ์ให้แก่พิธีบวงสรวงท้าวสุรนารี • ออกแบบและจัดการรำบวงสรวงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน . การรำบวงสรวงท้าวสุรนารี มิใช่เพียงมหรสพ แต่เป็นนาฏกรรมที่ผสานศิลปะและวัฒนธรรมโคราชอย่างงดงาม สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ • ภาษาโคราช : บทเพลงสดุดีวีรกรรมท้าวสุรนารี และการใช้ภาษาโคราชในบทนำของการรำ • ทำนองเพลงโคราชและวงมโหรีโคราช : ทำนองเพลงสรภัญญะ และการแบ่งกระบวนรำตามสถานการณ์ • การแต่งกาย : วิวัฒนาการจากชุดวีรสตรีไทย สู่ชุดประยุกต์จากอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี • จริยธรรมที่ดีในสังคม : การส่งเสริมคุณธรรม ความสามัคคี และการเคารพซึ่งกันและกัน • พัฒนาการและการแปรสภาพ : การปรับกระบวนลีลา ท่ารำ เนื้อหา เครื่องแต่งกาย และระบบการจัดการให้เข้ากับยุคสมัย . การรำบวงสรวงท้าวสุรนารีเป็นนาฏกรรมที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม สะท้อนถึงความศรัทธา ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของชาวโคราช ที่ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามนี้ให้คงอยู่สืบไป . สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวท้าวสุรนารีและประวัติศาสตร์โคราชเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าได้ที่ "ห้องค้นคว้า" ชั้น 2 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ซึ่งได้รวบรวมหนังสือและข้อมูลที่น่าสนใจไว้มากมาย และวันนี้จะขอแนะนำหนังสือที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับท้าวสุรนารีและการรำบวงสรวงย่าโม ดังนี้  . 1. หนังสือเรื่อง การเผยแพร่นาฎศิลป์พื้นบ้าน ระบำโคราชประยุกต์  เลขเรียกหนังสือ: ท 793.319593 บ645ก  บรรณานุกรมหนังสือ: บุษบัน ศรีสารคาม.  การเผยแพร่นาฏศิลป์พื้นบ้าน ระบำโคราชประยุกต์.  นครราชสีมา: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา วิทยาลัยครูนครราชสีมา, 2528. . 2. หนังสือเรื่อง ท้าวสุระนารี   บรรณานุกรม: ท้าวสุระนารี.  ม.ป.ท.: ม.ป.พ., [2477]. บริการอ่านออนไลน์:  https://www.finearts.go.th/nlt-korat/view/55783 . 3. หนังสือเรื่อง ท้าวสุรนารี (คุณย่าโม) วีรสตรีแห่งสยามประเทศ  เลขเรียกหนังสือ: ท 920.72 น561ท บรรณานุกรม: นิชารัตน์.  ท้าวสุรนารี (คุณย่าโม) : วีรสตรีแห่งสยามประเทศ.  กรุงเทพฯ: สายส่งดวงแก้ว, 2558. . 4. หนังสือเรื่อง ระลึกฐานแท่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีใหม่ พ.ศ. 2510 เลขเรียกหนังสือ:  ท 920.72 ส851ท บรรณานุกรม: ที่ระลึกฐานแท่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีใหม่ พ.ศ. 2510.  นครราชสีมา: รวมจิตราชสีมา, 2510. บริการอ่านออนไลน์:  https://www.finearts.go.th/nlt-korat/view/18025 . 5. หนังสือพิธีวางศิลาฤกษ์ อนุสรณ์สถาน “วีรกรรมท้าวสุรนารี” เลขเรียกหนังสือ:  ท 920.72 น123 พ บรรณานุกรม: จังหวัดนครราชสีมา.  พิธีวางศิลาฤกษ์อนุสรณ์สถาน “วีรกรรมท้าวสุรนารี” จังหวัดนครราชสีมา วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2533.  นครราชสีมา: สมบูรณ์ออฟเซ็ทการพิมพ์, 2533. . เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย : นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน ออกแบบกราฟิกโดย : นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ . ข้อมูลอ้างอิง: ชุมพล ชะนะมา.  "รำบวงสรวงท้าวสุรนารี: ความเป็นมาและบริบททางวัฒนธรรมในการแสดง."  วารสารศิลปวัฒนธรรมสวนสุนันทา.  1, 1 (2564): 69-86. วีระพงษ์ ตามกลาง.  "สัญญะในการรํา บวงสรวงทาวสุรนารี." ใน การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ "Graduate School Conference 2018".  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 30 พฤศจิกายน 2561. KCTV KORAT.  การรำบวงสรวงท้าวสุรนารี ประจำปี 2567.  (วีดิทัศน์).  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2568,  จาก: https://www.youtube.com/watch?v=343KexmmvS4


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๑. ชื่อโครงการ                        โครงการหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน  (Intensive Language Course : ILC) ๒. วัตถุประสงค์                         เพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษให้แก่ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจให้อยู่ในระดับที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ๓. กำหนดเวลา                          อบรมระหว่างวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๘ – ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ รวมระยะเวลา ๖ สัปดาห์ (๑๘๐ ชั่วโมง) ตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ (๐๘.๓๐ – ๑๕.๓๐ น.)  โดยเดินทางไปราชการ เพื่อศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๔. สถานที่                               ๑) อบรม ณ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ อาคารรัฐประศาสนศาสตร์  ระหว่างวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๘ – ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ และ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘                         ๒) เดินทางศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ๕. หน่วยงานผู้จัดโครงการ                       สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ๖. หน่วยงานสนับสนุน                       มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ๗. กิจกรรม                             กิจกรรมระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เกี่ยวข้องกับการศึกษาดูงาน เรียนรู้วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ ในกลุ่มอาเซียน เพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างประสบการณ์ในการนำทักษะ ที่ได้จากการฝึกอบรมในชั้นเรียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ๘. คณะผู้แทนไทย                               ข้าราชการของสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศและ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ จากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ได้รับการคัดเลือก    เข้าอบรมในโครงการหลักสูตรภาษาอังกฤษ สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน (Intensive Language Course : ILC) ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                       ๑) ศึกษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ของประชาชนในพื้นที่ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม                       ๒) ศึกษารูปแบบการดูแลรักษาสถานที่ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรมของประชาชน  ในพื้นที่เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม                       ๓) ศึกษารูปแบบการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่มีความน่าสนใจ  โดยมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศระหว่างสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย ๑๐. ข้อมูลสำคัญของลักษณะวิถีชีวิตของประชาชน ระบบการศึกษา และวัฒนธรรมของประชาชนในเมืองฮานอย  สามารถสรุปได้ดังนี้                        ๑) วิถีชีวิตของประชาชน                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีลักษณะการดำรงชีวิตในรูปแบบเรียบง่าย ประชาชนชอบการเข้าสังคม มีความอดทน รอคอยสิ่งที่ต้องการในระดับสูง และชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ  สำหรับในเรื่องอาหารนั้น อาหารมีความหลากหลาย แต่ในเรื่องความสะอาดในด้านโภชนาการของอาหารที่ตั้งในโรงแรมหรือภัตตาคารขนาดใหญ่ จะมีมาตรฐานสูงกว่าร้านค้าตามย่านชุมชน ดังนั้นควรเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ                             - ประชาชนในเมืองฮานอย ส่วนใหญ่มีนิสัยไม่เร่งรีบในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ  แต่หากมีการนัดหมายที่ชัดเจน จะเป็นคนที่ตรงต่อเวลาที่นัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการ และทหาร มีความเคร่งครัดในเรื่องระเบียบ วินัย และ เวลานัดหมายทางราชการสูง                             - ประชาชนในเมืองฮานอย ส่วนใหญ่มีนิสัยชอบดื่มน้ำชาและเบียร์ มากกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น                       ๒) ระบบการศึกษา                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งเพศชายและเพศหญิง ได้รับโอกาสจากภาครัฐ ในการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามฮานอย โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุนค่าครองชีพ และค่าลงทะเบียนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อลดภาระของผู้ปกครองของนักศึกษา ทั้งนี้ นักศึกษาต้องมีระดับความรู้ความสามารถในเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด                       ๓) วัฒนธรรม                             - ภาครัฐและประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษา และการจัดแสดงโบราณวัตถุ โบราณสถานของส่วนราชการในระดับสูงพื้นที่ตั้งของโบราณสถานของส่วนราชการ มีความสะอาดมาก มีการติดป้ายอธิบายสถานที่ต่างๆ และป้ายห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างชัดเจน  ในขณะที่ พื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายนอกส่วนราชการมีระดับความสะอาดน้อยกว่า                                - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความเคร่งครัดในเรื่อง ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเคารพผู้บังคับบัญชา หรือผู้นำของครอบครัว                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีการตรึกตรองคำพูดก่อนการบอกกล่าวออกมา โดยมีทัศนคติเชิงบวกสูง แม้ในการกล่าวปฏิเสธก็จะไม่กล่าวปฏิเสธโดยตรง และมักจะแสดงออกกลบเกลื่อนโดยการยิ้มแย้มเสมอ ซึ่งทำให้คู่สนทนาไม่ทราบความคิดที่แท้จริงของประชาชนชาวเวียดนาม                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความหลากหลายของภาษาในการเจรจาภายในประเทศ เนื่องจากมีชาติพันธ์มากกว่า ๓๐ ชาติพันธ์  รวมทั้ง การออกเสียงวรรณยุกต์ของภาษาราชการของชาวเวียดนาม มีถึง ๖ วรรณยุกต์ ในขณะที่ ภาษาทางราชการของไทย มีเพียง ๕ วรรณยุกต์   ซึ่งการออกเสียงคำในแต่ละวรรณยุกต์ของภาษากลางของเวียดนามมีความหมายแตกต่างกันสูง เช่น “มา” แปลว่า ผี, “ม่า” แปลว่า แต่, “ม้า” แปลว่า แม่  เป็นต้น                              - การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองที่ตั้งในพื้นที่ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีมากกว่า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองที่ตั้งในพื้นที่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นรูปตัวเอส (S shape)                             - ข้อห้ามทางวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม มีจำนวนมาก ได้แก่  (๑) ห้ามจับหัว  หรือไหล่ของคู่สนทนา, (๒) การส่งของให้ผู้ใหญ่ที่มีคุณวุฒิหรือวัยวุฒิมากกว่า ต้องยื่นสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้าง, (๓) ห้ามชี้นิ้วไปบุคคลที่สนทนาด้วย, (๔) ห้ามกอดอกเวลาสนทนา, (๕) ห้ามโยนสิ่งของข้ามหัวบุคคลอื่น, (๖) เพศหญิงห้ามจับมือกับเพศตรงข้าม, (๗) ระดับเสียงในการสนทนากับผู้สูงวัยกว่าต้องชัดเจนและไม่ดังเกินไป      ๑๑. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม สามารถสรุปได้ดังนี้                                          ๑.เนื่องจากการดำเนินชีวิตของประชาชนมีรูปแบบเรียบง่าย และมีลักษณะดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับการนัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนราชการ รวมทั้ง นิสัยประจำของชาวเวียดนาม ชมชอบการดื่มน้ำชาและเบียร์เป็นเครื่องดื่มหลัก จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประเทศต่างๆ ต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึง มีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการค้าระหว่างกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปในอนาคต อันใกล้  ดังนั้น ภาครัฐของประเทศไทย ควรสนับสนุนการเรียนรู้ข้อมูลสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม, สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียน                       ๒.ระบบการศึกษาของชาวเมืองฮานอย แม้มีการส่งเสริมในด้านการศึกษา แต่จากการสำรวจในชุมชน พบว่า ระบบการศึกษาในเมืองฮานอย ยังจำกัดในเรื่องงบประมาณ ส่งผลให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ยังไม่จำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ เป็นทายาทของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองฮานอย  สำหรับในเนื้อหาการสอนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม  พบว่า ภาครัฐส่งเสริมงบประมาณการศึกษาด้านวัฒนธรรมมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเทียบกับกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมศิลปากร จะพบว่า ในปัจจุบันระดับการส่งเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยยังมีระดับที่สูงมากกว่าการส่งเสริมของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แต่เนื่องจากภาครัฐของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พยายามเรียนรู้ ความรู้จากประเทศต่างๆ ในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง     ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย โดยระดับความรู้ด้านวัฒนธรรมของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีโอกาสเทียบเคียงกับประเทศไทยในอนาคตได้  ดังนั้น ภาครัฐของประเทศไทยควรสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ รวมถึงการต่อยอดความรู้ทั้งด้านวัฒนธรรม, สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียน                       ๓.ในเรื่องวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม นั้น ภาครัฐและประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษา และการจัดแสดงโบราณวัตถุ โบราณสถานของส่วนราชการในระดับสูง พื้นที่ตั้งของโบราณสถานของส่วนราชการ มีความสะอาด  ในระดับสูง มีการติดป้ายอธิบายสถานที่ต่างๆ และป้ายห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างชัดเจน  ในขณะที่ พื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายนอก ส่วนราชการมีระดับความสะอาดน้อยกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับ การให้บริการแหล่งความรู้ของกรมศิลปากร ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโรงละครแห่งชาติ พบว่า มาตรฐานในการดูแลรักษาโบราณวัตถุ โบราณสถาน อุทยาน ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร นั้น  การบริหารจัดการของกรมศิลปากร ยังมีมาตรฐานที่ดีกว่าการบริหารจัดการของภาครัฐของสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม ซึ่งจากการเข้าสอบถามเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวเวียดนาม ของนายอุษณะ อำนาจสกุลฤทธิ์ พบว่าสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความคิดเห็นว่าประเทศไทยมีสถานที่ให้บริการด้านความรู้ทางวัฒนธรรมที่ดี และต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างประเทศไทยและประเทศของตนมากขึ้น และมีความต่อเนื่อง แต่มีข้อวิจารณ์ของประชาชนชาวเวียดนามว่า การเดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์ของชาวเวียดนามมายังประเทศไทย ถูกจำกัดในเรื่องสถานที่เข้าเยี่ยมชม เนื่องจากเจ้าของกรุ๊ปทัวร์ ส่วนใหญ่ พาไปยัง พระบรมมหาราชวัง, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และสถานที่จำหน่ายสินค้าของภาคเอกชนเป็นหลัก โดยไม่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ตามที่ตั้งใจไว้  ซึ่งหากต้องเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วยตนเอง ก็ไม่สามารถมาได้เนื่องจากชาวเมืองส่วนใหญ่ ไม่สามารถใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น กรมศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรมจึงควรมีการประสานงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวมากขึ้น  รวมทั้งเพิ่มเติมแนวทางการประชาสัมพันธ์ สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศไทย  โดยใช้ภาษาอาเซียนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศต่างๆ  ในอาเซียนตั้งแต่ปัจจุบัน ต่อไปในอนาคตอันใกล้        


       หนังสือเรื่อง ไททานิค เรือมหัศจรรย์ไม่มีวันจม        ผู้เขียน : วิลล์ ออสบอร์น และ แมรี่ โป๊ป ออสบอร์น        ผู้แปลและเรียบเรียง : กัลย์จีรา - พิณทิพย์        จากเหตุการณ์เรือดำน้ำไททันที่ได้พยายามลงไปสำรวจซากเรือไททานิคที่อยู่ในจุดความลึกระดับ 3,800 เมตร ซึ่งมีความลึกมากเกือบ 4 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเล และนำมาสู่โศกนาฏกรรม หนังสือเล่มนี้จะพามาย้อนดูประวัติเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจมนี้ว่าในอดีตรุ่งเรืองเพียงใด สาเหตุที่ทำให้ไททานิคล่มคืออะไร วันเกิดเหตุมีสถานการณ์เป็นอย่างไร บทเรียนหลังจากที่ไททานิคล่มมีอะไรบ้าง   ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ เลขหมู่ : 623.82 อ463ท


         หนังสือเรื่อง ในบ่วงมนตรา          ผู้เขียน  :  ปิยะพร ศักดิ์เกษม  ในบ่วงมนตรา...วังวนแห่งบาปที่คอยหล่อเลี้ยงกิเลสมนุษย์ผู้เปราะบาง อ่อนแอ หากแต่มนุษย์ยังมีความเข้มแข็ง และเปี่ยมด้วยสติปัญญา เพื่อจะก้าวหน้าพ้นมนตราแห่งความชั่วร้าย "จารวีย์" หญิงสาวที่มีสัมผัสที่หก บางครั้งจะเห็นภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนที่รัก หรือคนที่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในอนาคตได้ และเมื่อเธอได้เห็นภาพอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับญาติคนเดียวที่เปรียบเสมือนพ่อของเธอซึ่งเป็นสถาปนิกและกำลังจะเดินทางไปทำงานยังต่างจังหวัด เธอจึงขอตามไปด้วยโดยหวังว่าจะได้ช่วยเหลือป้องกันอะไรได้บ้าง และ ณ สถานที่แห่งนั้น เธอได้เข้าไปมีส่วนรับรู้และเกี่ยวข้องกับสถานการณ์และเหตุการณ์แปลกประหลาด และอันตรายอย่างยิ่งที่เนื่องมาจากกิเลสของคนหลายคน อันนำไปสู่ความตายและความเร้นลับที่ดำมืดมานาน ทั้งยังได้สัมผัสถึงพลังเหนือธรรมชาติในรูปแบบที่ไม่เคยพานพบมาก่อน ที่สำคัญ เธอเท่านั้นที่จะสามารถช่วย เขาผู้ชายที่เธอได้รู้ด้วยสัมผัสพิเศษของเธอแล้วว่า เขาคือคนที่สำคัญยิ่งสำหรับเธอในอนาคต เมื่อใดที่มนุษย์ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส มนตราชั่วร้ายก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และความดีความบริสุทธิ์ของจิตใจเท่านั้นที่จะเอาชนะมันได้   ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ เลขหมู่ :  895.913 ป622น


          SOCIAL DISTANCING ในสมัยนี้ใช้ในสังคมเครือข่ายออนไลน์เพื่อการแจ้งข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงทั้งช่องทาง เฟสบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯโดยใช้อุปกรณ์ประเภทคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือและอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวก           แต่เมื่อสมัย 100 ปีการสื่อสารประเภท SOCIAL DISTANCING จะอยู่ในแบบตราสาร ใบบอก หรืออย่างทันสมัยสุดคือ โทรเลข แต่ข้อจำกัดของโทรเลขคือส่งข้อความไม่ได้มากเท่าที่ควร การนำสารไปบอกในแต่ละเมืองอาจใช้เวลาหลายวันเนื่องจากการคมนาคม และระยะทาง ซึ่งต่างจากในสมัยนี้สามารถคลิกครั้งเดียวส่งข่าวสารกระจายไปได้ทั่วโลก แต่มีข้อดีว่าการติดต่อของโรคระบาดจะควบคุมได้ง่ายกว่าในสมัยนี้เช่นกันเพราะการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว สามารถลัดฟ้าไปมาหากันได้ภายในพริบตา           SOCIAL DISTANCING การเพิ่มระยะห่างทางสังคม มีปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุว่า พ.ศ.2464 เกิดโรคชนิดหนึ่งในเมืองจันทบุรี เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่” เหตุเกิดขึ้นครั้งแรกที่ตำบลตลาดและตำบลวัดใหม่ และชุกชุม ได้ติดต่อไปยังนักโทษของเรือนจำเป็นคราวเดียวกันถึง 25 คน รองอำมาตย์โท ขุนนรินทร์ประสาตร์ แพทย์ประจำจังหวัดจันทบุรี จึงได้กราบทูล อำมาตย์เอกหม่อมเจ้านพมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ความว่า “...ด้วยไข้หวัดใหญ่(อินพลูแวนซา) เกิดแก่นักโทษ...บัดนี้เห็นด้วยเกล้าว่าควรจัดการป้องกันราษฎรตามตำบลอำเภอต่าง ๆ เสียแต่ต้นมือ เพื่อโรคจะไม่รุกรามต่อไป           ซึ่งมีวิธีการ “ห้าม... ควร... ระวัง...หลีกเลี่ยง...”ตามประกาศของกรมควบคุมโรคเรื่องโรคระบาดโควิด-19 ในสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับประกาศในสมัยร้อยปี ได้แก่           1.มีคำสั่งให้จังหวัดประกาศให้ราษฎรทราบ           2.แนะนำให้ความรู้ถึงสาเหตุและการติดต่อของโรคชนิดนี้           3.แนะนำวิธีการป้องกันและวิธีรักษา          เหตุที่เกิดโรค ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดโดยพันธุไม้อย่างละเอียด เรียกว่าเชื้อโรคนี้ ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ได้เรียก”พันธุไม้อย่างละเอียด”ว่า ไวรัส และระบุว่าไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสที่เรียกว่า influenza virus              การติดต่อ           1. โรคนี้ติดต่อทางลมหายใจ และทางปาก เชื้อโรคนี้ออกจากน้ำลายและน้ำมูกของคนที่ป่วยแล้วปลิวตามอากาศ เราหายใจเข้าไปหรือน้ำลาย น้ำมูก เข้าจมูกเรา จึงป่วยเป็นโรคนี้           2.หรือจะพูดได้ว่าเชื้อโรคออกจากปากหรือจมูก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วติดเรา (โรคโควิด-19 จะมีการติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลายและน้ำมูกของผู้ป่วย เช่นกัน)           การป้องกัน แพทย์สาธารณสุขเมืองจันทบุรี ได้แนะนำว่า           1.ให้อำเภอประกาศให้ราษฎรทราบว่าถ้ามีเหตุจำเป็นจริง ๆ แล้วอย่าให้ราษฎรไปที่ตลาดจันทบุรี 2.ให้รักษาบ้านเรือนให้สะอาดเก็บกวาดสิ่งโสโครกออกเผา ปิดประตูหน้าต่างให้อากาศพัดไปมาได้สะดวก           3.บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เช่นระวังอย่าให้หิวและเหนื่อยเกินสมควร อย่าอดนอน           4.จงนอนและทำงานในที่มีอากาศโปร่ง เมื่อนอนต้องห่มผ้าให้หน้าอกและท้องอุ่นอยู่เสมอ          5.ออกกำลังกายในที่กลางแจ้งพอสมควรอย่าให้เหนื่อยเกินไป           6.จงอยู่ในที่ ๆ มีอากาศโปร่ง อย่าอยู่ยัดเยียดกัน           7.เมื่อกำลังเหนื่อยหรือมีเหงื่ออยู่หรือกำลังร้อนอย่าเพ่ออาบน้ำ ต้องปล่อยให้เหงื่อแห้งและหายร้อนหายเหนื่อย จึงอาบได้อย่านั่งให้ลมโกรกจนหนาวสะท้าน           8.เวลานี้ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายเปล่าควรใส่เสื้อหรือห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ           9.บำรุงธาตุให้ปรกติ อย่ารับประทานของเสาะท้อง หรือของที่ทำให้ท้องขึ้น เช่น ส้มเปรี้ยวต่าง ๆ ผักดิบผลไม้ดิบต่าง ๆ อาหารเผดร้อน และสุรา 10.การดูมโหรศพ ในเวลานี้ไม่ควรดู...           11.เมื่อทราบว่าใครเป็นขึ้นแล้วไม่จำเป็นไม่ควรเยี่ยม           12.อย่าเข้าใกล้ผู้ที่ไอหรือจามด้วยโรคนี้           13.มือหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ใด้ถูกตัวคนป่วยแล้ว อย่าให้ถูกปากหรือจมูก เมื่อเวลารับประทานอาหาร ต้องล้างมือให้สะอาด ของต่าง ๆ ก็ต้องทำให้สะอาดเช่นเดียวกัน           14.อย่าใช้เครื่องใช้ต่าง ๆ ปนกับคนป่วย           15.อย่านอนในห้องหรือเรือนที่มีคนป่วย           16.เมื่อใครเป็นขึ้นมาแล้วเมื่อเวลาไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าหรือผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกและปาก ถ้าไม่มีผ้าเมื่อเวลาไอแลจามต้องก้มหน้าลง           17.อย่าให้คนป่วยถ่มน้ำลายน้ำมูกลงบนพื้นบ้าน ต้องให้ถ่มน้ำลายน้ำมูกลงในกระโถน ในกระโถนต้องใช้ยาแซนนิตาสใส่ ถ้าไม่มีใช้น้ำมันก๊าศใส่แทน เมื่อถึงเวลาแล้วนำไปเทเผาเสียทุกครั้ง ห้ามไม่ให้เทบนพื้นดินหรือในน้ำ           วิธีการรักษา โดยสรุป           1.ถ้ามีอาการตัวร้อน คัดจมูก เมื่อยและท้องผูก ให้รับประทานยาถ่าย และกินยาแก้ไข้ควินิน           2.คนป่วยห้ามอาบน้ำเย็นและตากลม           3.ให้คนป่วยรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย           4.เมื่อหายป่วยแล้วห้ามรับประทานของแสลง เช่นกล้วย ส้มต่าง ๆ และของเมือกมัน หวาน เช่นกะทิ มันหมู น้ำมันต่าง ๆ เป็นต้น และให้อำเภอรายงานคนป่วย คนตายโดยเร็ว และต่อเนื่องทุกสัปดาห์           จะเห็นได้ว่าการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อร้อยปี สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้อย่างดี และจากมาตรการป้องกันอันเข้มข้นของรัฐบาล ณ ขณะนี้ และหวังว่าเรื่อง “SOCIAL DISTANCING" ของประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจให้"ตระหนัก"อย่างถ่องแท้และโปรดอย่า"ตระหนก"จนเกินเหตุ เราจะก้าวผ่านโรคร้ายนี้ไปอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีตได้เช่นกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผู้เขียน นางสุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรีอ้างอิง-เอกสารจดหมายเหตุ ชุด (13) มท2.3.1/14 เรื่อง ราษฎรป่วยเปนไข้หวัดใหญ่ (15-22 ม.ย.2464) -ประเสริฐ เชื้อวรากุล .(2553).ไข้หวัดใหญ่(Influenza).วันที่ค้นข้อมูล 31 มีนาคม 2563.เข้าถึงได้จาก https://www.si.mahidol.ac.th/sidoct…/e-pl/articledetail.asp… ที่มาของบทความ https://www.facebook.com/102943834583364/posts/146054520272295/


CHANTHABURI  BAND  :  จากความตั้งใจที่จะทำวงดนตรี " จันทบุรีแบนด์ " ต่อยอดมาสู่ โครงการ " ค่ายดนตรี Chanthaburi Band "  จันท์ยิ้ม.  2 , (4) : 16 -17 ;เมษายน -ถุนายน  2560.                                   เนื้อหาภายในเล่ม กล่าวถึงแคมป์ ว่าคือเรื่องของการนำไปสู่วงดนตรี ที่ตั้งใจสร้างเป็นวงซิมโฟนีที่ไม่ใช่จัดครั้งเดียวแล้วจบเลย แต่ค่ายดนตรีนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กในจังหวัดจันทบุรี ประมาณ 350 - 400 คน มาอยู่รวมกัน 5 วัน 4 คืน ตั้งแต่วันที่ 1- 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เด็กๆได้มา ฟังความรู้จากวิทยากรเก่งๆ อย่างเช่น อาจารย์วานิช  โปตะวณิช  ศิลปินศิลปาธร ช่างซ่อมเครื่องดนตรี มีบริษัท ยามาฮ่า มาสอนเทคนิค การดูแลเครื่อง เทคนิคการใช้ลม  เป็นต้น  การเข้าค่ายดนตรีให้อะไร หลายอย่างกับเด็กๆ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่จะขยายเครือข่ายต่อไป เพื่อให้เยาวชนคนอื่นๆ  มาร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น  และสำหรับแคมป์ที่สองนั้นมีรูปแบบแตกต่างจากครั้งแรก คือ  แคมป์ที่สองนี้จะคัดเด็กที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ให้เหลือแค่ 150 คน   สำหรับเป้าหมายที่ชัดเจนของ โครงการ คือจะเป็นโมเดลให้กับที่อื่นๆ ที่มีวงดนตรีประจำจังหวัด  สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง โดยเฉพาะ และ จะใช้กิจกรรมนี้เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน โดยมีเยาวชน -   เป็นศูนย์กลาง เพราะเยาวชนเขาจะต้องอยู่ร่วมในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน ปิดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ไวรัส Covid-19 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 25 เมษายน 2563


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ทำนาที่ดอกคำใต้ -- กลางปี ๒๕๓๗ จังหวัดพะเยามีคำสั่งให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ รายงานสถานการณ์ทำนาทุกสัปดาห์ โดยสำรวจทั้งแปลงปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวพร้อมกัน เอกสารจดหมายเหตุของฝ่ายบริหาร สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา รายงานสถานการณ์ดังกล่าวของอำเภอดอกคำใต้ จำนวน ๒ สัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์แรกเกษตรอำเภอรายงานเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ สำรวจครอบคลุม ๑๒ ตำบล รวมพื้นที่ ๑๒๖,๔๔๘ ไร่ พบการปักดำข้าวเหนียวแล้ว ๒๘,๓๖๔ ไร่ และปลูกข้าวเจ้า ๑๓,๓๔๓ ไร่ ไม่มีพื้นที่เสียหายเพราะขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด ต่อมา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและพัฒนา อำเภอดอกคำใต้ มีหนังสือราชการรายงานสถานการณ์ทำนาว่า เกษตรกรใน ๑๒ ตำบลเดิมปักดำข้าวเหนียวเพิ่มเป็น ๕๙,๖๖๒ ไร่ และปลูกข้าวเจ้าอีก ๒๘,๓๖๐ ไร่ ไม่มีพื้นที่เสียหายจากการขาดแคลนน้ำเช่นเคย จากรายงานสถานการณ์ทำนานี้ แสดงให้ทราบวัตถุประสงค์ของจังหวัดพะเยาหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ ๑. เมื่อเข้าสู่กลางปีเป็นฤดูฝนแล้ว เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ผลมากน้อยเพียงใด มีอุปสรรคขัดขวางหรือไม่ ? ๒. จังหวัดสามารถนำรายงานดังกล่าวมาวิเคราะห์เศรษฐกิจในอำเภอ จังหวัด และภูมิภาคต่อไปได้ว่า ปลายปีจะมีผลผลิตเท่าไหร่ ราคาซื้อ-ขายของตลาดจะมากน้อยแค่ไหน และภาพรวมรายได้ของเกษตรกรจะเป็นอย่างไร ? ๓. เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอนำข้อมูลการเพาะปลูกไปคำนวณการใช้พื้นที่การเกษตรให้ได้ผลคุ้มค่า อาจเปรียบเทียบการทำนาของปีที่ผ่านมา หรือวางแผนโครงการกระตุ้น ช่วยเหลือ เกษตรกรในฤดูกาลถัดไปได้ สรุปว่า นัยของจังหวัดต้องการก็คือ " ลดความเสี่ยง " หรือไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเกษตรกร แม้แต่วิกฤตขาดแคลนสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวอาหารหลักของตลาดนั่นเองผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1/41 เรื่อง รายงานสถานการณ์การทำนาปี 2537/2538 [ 15 - 28 ก.ค. 2537 ]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


การเกิดโรคระบาดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ ไม่เว้นกระทั่งพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นเกาะกลางทะเลอย่าง "เกาะสมุย" ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาระบบคมนาคมมีความทันสมัยมากขึ้น การเดินทางระหว่างแผ่นดินใหญ่กับพื้นที่เกาะสมุยจึงมีความสะดวกสบายกว่าในอดีต จึงส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโรคชนิดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน หากกล่าวถึงการเกิดโรคระบาดในพื้นที่เกาะสมุย นอกจาก ไวรัสโควิด -19 แล้ว เกาะสมุยเคยประสบปัญหาสถานการณ์การเกิดโรคระบาดมาแล้ว แต่เป็นปัญหาการเกิดโรคระบาดในสุกร จากเอกสารจดหมายเหตุ มณฑลชุมพร ชุด จังหวัดสุราษฎร์ธานี สฎ 0016 ที่ว่าการอำเภอพุนพิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2458 สุกร ในพื้นหมู่ที่ 5 ตำบลมะเร็จ ท้องที่อำเภอเกาะสมุย เกิดโรคระบาดตาย 45 ตัว โดยมีการสั่งการให้ตั้งด่านกักกันการขนย้ายสุกร และเมื่อโรคระบาดสงบลง จึงยกเลิกด่านและอนุญาตให้พ่อค้าจากอำเภอเกาะสมุย สามารถค้าขายได้ตามปกติ   รายละเอียดสามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙ โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒ E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/ 


หลังจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ได้นำเสนอบทความวิชาการมีชื่อว่า พัฒนาการด้านสาธารณสุขและการจัดตั้งสถานพยาบาลในจังหวัดสงขลา ตอนที่๑ ว่าด้วย ประวัติความเป็นมาในการพัฒนาด้านสาธารณสุขของจังหวัดสงขลา จัดสร้างสถานพยาบาล การบริหาร จัดการ ของโรงพยาบาลสงขลาเพื่อเฉลิมฉลองวาระใต้ร่มพระบารมี ๒๓๘ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ที่อยู่ในสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด - ๑๙ จึงนำเสนอบทความอดีตพระมหากษัตริย์ไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีคุณูปการในด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะต่อจังหวัดสงขลานั้นสำหรับอังคารนี้พบกับบทความประวัติและพัฒนาการดำเนินงานด้านสาธารณสุขและการจัดสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดสงขลาตอนที่ ๒ โรงพยาบาลประสาท สงขลาดังรายละเอียดบทความในอัลบั้มนี้ เรียบเรียงโดย นางพัชรินทร์ ลั้งแท้กุล นักจดหมายเหตุชำนาญการ หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา สามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙ โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒ E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/ 


เรื่อง พลังนิทานอ่านก่อนนอน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์. พลังนิทานอ่านก่อนนอน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์คิดส์, 2563. ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 649.58 ป421พ นิทานสำหรับเด็กจะมีความเหมาะสมแตกต่างกันไปตามช่วงวัย เป็นเรื่องที่จบในตอน มีภาพประกอบ และเนื้อหาไม่ยาวจนเกินไป อีกทั้งหนังสือภาพหรือหนังสือนิทานยังเป็นตัวช่วยในการตอบคำถามที่เด็กๆ สงสัย ซึ่งพ่อแม่ไม่อาจอธิบายอย่างตรงไปตรงมาได้จึงใช้นิทานเป็นสื่อกลางเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจง่ายขึ้น เรียกได้ว่านิทานเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสอนวิชาชีวิตและทักษะต่างๆ ให้กับลูกน้อยก่อนที่พวกเขาจะออกไปเจอกับโลกกว้าง พลังนิทานอ่านก่อนนอน เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับวิธีเลี้ยงลูกที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การอ่านนิทานก่อนนอน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครองโดยใช้เวลาสั้นๆ เพียง 30 นาทีก่อนเข้านอนแต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมหาศาล เด็กๆ จะรับรู้ถึงความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการในด้านต่างๆ อาทิ สมอง ภาษา ศิลปะ จินตนาการ และเด็กจะได้รับประโยชน์จากการอ่านนิทานก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกร่วมไปกับตัวละครและเนื้อเรื่อง ทั้งยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือสะเทือนอารมณ์ ในขณะที่อ่านพ่อแม่ควรชี้ชวนให้ดูภาพประกอบและเมื่ออ่านจบ คำว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า” จะไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะลูกจะฝึกกระบวนการคิดและเรียนรู้ได้จากการสังเกตภาพประกอบตรงหน้า เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ได้จากการอ่านนิทาน พ่อแม่หลายคนมักกังวลใจที่จะเลือกอ่านนิทานที่มีเนื้อหารุนแรงให้ลูกฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการโกหกและลักขโมย จนลืมไปว่าเด็กในวัยนี้จะยังไม่มีความคิดเกี่ยวกับการขโมยและโกหก เพราะพวกเขาเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น ในทางกลับกันถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สอนในแง่มุมใหม่ๆ ของชีวิต ที่มีทั้งด้านดีและด้านมืด ภายในเล่มผู้เขียนยังได้แนะนำนิทานที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอนไว้จำนวนหนึ่งโดยแบ่งหมวดหมู่ตามความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความพิศวง หักมุมชวนลุ้น เรื่องที่สร้างสายใยผูกพันในครอบครัว บางเรื่องใช้สีสันฉูดฉาดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และจินตนาการ เนื้อเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้อยากเป็นเด็กดี และเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นและเอาใจช่วยไปกับตัวละคร ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสิงคโปร์ ๑.      ชื่อโครงการ  การคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อการพยากรณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม (Future Floods: An Exploration of a Cross-Disciplinary Approach to Flood Risk Forecasting) ๒.     วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย นักอุตุนิยมวิทยา วิศวกร นักภูมิศาสตร์ อาจารย์ด้านเภสัชศาสตร์ เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม นักประวัติศาสตร์ นักจดหมายเหตุ ๒.๒ เพื่อมาร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ เสนอข้อมูล ผลงานการศึกษาวิจัย ผลงานการออกแบบโมเดลประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมในอนาคตและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ๒.๓ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมระหว่างกัน ๒.๔ เพื่อร่วมกันจัดทำสิ่งพิมพ์ที่ได้นำเสนอในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ๒.๕ เพื่อร่วมวางแผนการประสานความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต ๓.      กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๔.      สถานที่ Research Division Seminar Room (AS7 06-42, Faculty of Arts and Social Sciences, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (The National University of Singapore, NUS Kent Ridge Campus)   ๕.      หน่วยงานผู้จัด ประกอบด้วย ๒ หน่วยงาน คือ ๕.๑ The National University of Singapore - Faculty of Arts and Social Sciences - Environment Research Cluster - The Institute of Water Policy - Lee Kuan Yew School of Public Policy ๕.๒ องค์กรความเสี่ยงระดับโลก (AON Benfield Asia Pte. Ltd.) ๖.      กิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ ๒ วัน ประกอบด้วย การประชุมเชิงปฏิบัติการ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ การคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อการพยากรณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม (Future Floods: An Exploration of a Cross-Disciplinary Approach to Flood Risk Forecasting) ๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น.  ลงทะเบียน ๐๙.๓๐ – ๑๐.๐๐ น.  กล่าวต้อนรับและบรรยายความเป็นมาของโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ วาระที่ ๑  วิธีการที่อุตสาหกรรมประกันภัยคาดการณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำ  ท่วม (Panel One:  The Insurance Industry’s Approach to Flood Forecasting      Chaired by Kieran Dunne)           ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.  Flooding in Singapore                                    By Clair Kennedy           ๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น.  Historical Flood Scenarios – How effective for loss estimation?                                     By Sastry Dhara            ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.   Realistic disaster scenario development of Asia                                    By Bachu Radha and Krishna Murthy         ๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. Catastrophe Models                                   By Brad Weir           ๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น.  ถาม/ตอบ อภิปราย                                    By Kieran Dunne วาระที่ ๒ : การพยากรณ์น้ำท่วม: วิธีการ, แบบจำลอง และความท้าทาย  (Panel Two: Flood Forecasting: Method, Models and Challenges) Chaired by Brain Mcadoo           ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น.  Don parametric flood frequency analysis                                    By Santhosh Dronamraju           ๑๔.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.   Current challenges in flood modeling faced by the insurance                                    industry by   Marie Delalay           ๑๕.๐๐ – ๑๕.๓๐ น.  ถาม/ตอบ และอภิปราย             วาระที่ ๓ : การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการ กรณีศึกษา เทือกเขาหิมาลัยและมาเลเซีย                    (Panel Three: Regional Studies: Methods and the Himalaya & Malaysia                    Chaired by Robert Wasson)             ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. Application of Optically Stimulated Luminescence Dating                                      Technique in understanding the fluvial landscape of Himalaya                                      By Pradeep Srivastava           ๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. Paleoflood records in Himalaya                                    By Pradeep Srivastava           ๑๖.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. Historic Flood Records in Colonial Malaya: Sources and                                    Context by Fiona Williamson           ๑๗.๐๐ – ๑๗.๓๐ น  ถาม/ตอบ อภิปราย by Robert Wassan                      การประชุมเชิงปฏิบัติการ วันศุกร์ ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘             ๐๙.๐๐ – ๐๙๓๐ น. บรรยายเกริ่นนำการประชุมเชิงปฏิบัติการในวาระที่ ๔ และวาระที่ ๕   วาระที่ ๔: การศึกษาในภูมิภาค: การศึกษาวิจัยน้ำท่วมในพื้นที่ประเทศไทย             (Panel Four: Regional Studies: Methods and Thailand)                               Chaired by Elisha Teo                      ๐๙.๓๐ – ๑๐๐๐ น. การศึกษาวิจัยเรื่องน้ำท่วมใหญ่จากการวิเคราะห์ชั้นตะกอนในก้อนหินจากแม่น้ำปิง  ประเทศไทย (Estimating Flood Discharges From Boulders With An Example From The Ping River System Thailand) โดย Lim Han She นักวิจัย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ๑๐.๐๐ – ๑๐.๓๐ น. ประวัติศาสตร์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยที่มีการอ้างอิงว่ามีสาเหตุมาจากแม่น้ำปิงและผลจากปัญหาเชิงนโยบาย (A History of Large Floods in the Chao Phraya Catchment with Particular Reference to the Ping River, Thailand, and Some Policy Implication) โดย Robert Wassan ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. การประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่มีผลต่อตลาดการค้าข้าวของโลก: การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพอากาศ (Flood Risk Assessment for Thailand Rice Supply-Chan: Climate Scenario Analysis) โดย Poon Thiengburanathum           ๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. หลักฐานทางประวัติศาสตร์เรื่องน้ำท่วมในประเทศไทย (Documentary                                      Evidence of Floods in Thailand) by นันทกา พลชัย           ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. การค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุเรื่องน้ำท่วม : กรณีตัวอย่างของการ                                    ค้นคว้าในหอจดหมายเหตุประเทศไทย (Historical Archives in                                       Researching Floods: Example the National Archives of                                      Thailand) โดย วรนุช วีณะสนธิ ๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. ความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมโดยวิเคราะห์เขื่อนกั้นน้ำ กรณีศึกษาในลุ่ม                           แม่น้ำเจ้าพระยา (Flood Risk Analysis Considering Fluvial Dyke                          Systems: A Case Study in the Chao Phraya River Basin)                            โดย Julien Oliver             ๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. ถาม / ตอบ อภิปราย by Elisha Teo                           วาระที่ ๕:  ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป (Panel Five: Next Steps)                                   by Chaired by Alan Ziegler               ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. การวางแผนจัดพิมพ์เอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการ (A Plan for A                                      Publication from the Workshop) โดย Alan Ziegler           ๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. แนวความคิดในการประสานความร่วมมือระหว่างกัน(Idea for Research                                      Collaboration โดย Adityam Krovvidi           ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.  พิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ   ๗.      คณะผู้แทนประเทศไทยจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร มี ๒ คน คือ ๗.๑ นางสาวนันทกา พลชัย นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ บรรยายในหัวข้อ Documentary Evidence of Floods in Thailand ๗.๒ นางสาววรนุช วีณะสนธิ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ บรรยายในหัวข้อ Historical Archives in Researching Floods: Example the National Archives of Thailand ๘.     สรุปสาระของกิจกรรม สถานการณ์น้ำท่วมในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการเกิดน้ำท่วมมีความถี่เพิ่มสูงขึ้น น้ำท่วมมีขนาดใหญ่ขึ้นและได้สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมมีมากยิ่งขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องหาวิธีการศึกษาเพื่อคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตที่แม่นยำ ซึ่งการประเมินเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลหลักฐานและสถิติที่จะนำมาคำนวณมีไม่มากเพียงพอ โดยเฉพาะการคำนวณความเสี่ยงในการประกันน้ำท่วมของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทรัพย์สินมหาศาล  การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ได้นำผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอข้อมูลน้ำท่วมทั้งในเชิงอุทกศาสตร์แบบดั้งเดิม และข้อมูลสมัยใหม่ในการวิเคราะห์รูปแบบและความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมในเชิงอุทกศาสตร์/ สถิติธรณีสัณฐาน / ธรณีวิทยา/ อุตุนิยมวิทยา /ประวัติศาสตร์ และจดหมายเหตุ วาระการประชุมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอโดยบริษัทอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งได้จัดyทำแบบจำลองความเสี่ยงสำหรับการพยากรณ์น้ำท่วมจากสถานการณ์น้ำท่วมที่สำคัญในประวัติศาสตร์และสถานการณ์ภัยพิบัติจริง ความท้าทายที่สำคัญสำหรับการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน ทั้งข้อมูลดั้งเดิม และข้อมูลใหม่ ทั้งโดยนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการศึกษา ซึ่งเป็นความท้าทายในการศึกษาที่จะให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด แม่นยำทึ่สุด   น้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม วาระที่ ๑  วิธีการที่อุตสาหกรรมประกันภัยคาดการณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม   เรื่องที่ ๑ น้ำท่วมในสิงคโปร์  โดย Claire Kennedy นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอุตุนิยมวิทยา   Claire Kennedy ได้นำเสนอการศึกษาค้นคว้าเรื่องน้ำท่วมในสิงคโปร์ โดยได้ค้นคว้าและตรวจสอบสภาพภูมิอากาศของประเทศสิงคโปร์จากหลักฐานแผนภูมิสภาพอากาศและสถิติ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดน้ำท่วม และได้ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์น้ำท่วมในเดือนธันวาคมปี ๑๙๖๙ และปี ๑๙๗๘  ที่มีผู้เสียชีวิต ๑๒ คน และทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  การนำเสนอครั้งนี้ จะดูที่สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน และพยายามที่จะมองเชื่อมโยงในบริบทใหญ่ของเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย, ไทย และอินโดนีเซีย เพื่อหาข้อสรุปโดยตรวจสอบเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีตและมองไปในอนาคตเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมที่อาจจะสร้างความเสียหายให้ประเทศสิงคโปร์ในอนาคต   สถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์ – วิธีการประมาณค่าการสูญเสียอย่างมีประสิทธิภาพ Historical Flood Scenarios – How effective for loss estimation? โดย Sastry Dhara ผู้อำนวยการด้านการประเมินค่าความเสียหาย   Sastry Dhara เสนอสถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์ที่ทำให้มองเห็นภาพรวมของการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก การสร้างแบบจำลองการสูญเสียจากน้ำท่วมมีการพัฒนาน้อยกว่าการสร้างแบบจำลองการสูญเสียที่เกิดจากแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น การพัฒนารูปแบบความน่าจะเกิดขึ้นจากข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์นั้นมีประโยชน์ต่อการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมสำหรับอุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคนี้ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสถานการณ์ที่เป็นกรณีศึกษาจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภูมิภาค   การพัฒนาสถานการณ์ภัยพิบัติจริงสำหรับเอเชีย (Realistic Disaster Scenario (EDS) Development for Asia) โดย Bachu Radha Krishna Murthy, นักอุทกวิทยาพื้นฐาน Principle Hydrologist, AON Benfield Ptd. Ltd.   การสร้างแบบจำลองจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจริงที่เกิดขึ้นในเอเชียในปี ๒๐๑๑ แผ่นดินไหว Tohoku น้ำท่วมในประเทศไทยและแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เพื่อพยากรณ์ผลกระทบ และวิเคราะห์ช่วงความถี่ของการเกิดเหตุการณ์เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ปัญหาความเสี่ยงในการบริหารจัดการทุนและโครงสร้างการรับประกันภัยทรัพย์สิน โดยได้ศึกษาครั้งแรกในเอเชียนอกประเทศญี่ปุ่น ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และประเทศจีน และการสร้างแบบจำลองที่มีรายละเอียด รวมถึงคำนิยามสถานการณ์การประเมินอันตราย และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำหนดระยะเวลา  ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี และ ๒๕๐ ปีี ซึ่งสามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรม และพอร์ตการลงทุนด้านวิศวกรรม ซึ่งข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ผู้ประกันมองเห็นความเสี่ยงที่มีการเปรียบเทียบจากเหตุการณ์จริงที่ได้สร้างแบบจำลองให้เห็นได้อย่างชัดเจน    Catastrophe Models โดย Brad Weir, หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ AON Benfield Ptd. Ltd.    Brand Weir ได้เสนอว่าเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีที่แบบจำลองภัยพิบัติ CAT ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมประกันภัยสำหรับการประเมินการสูญเสียของผู้ประกันที่คาดว่าจะเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่นหรือน้ำท่วม ในช่วงปลายทศวรรษที่ ๑๙๘๐ แบบจำลองภัยพิบัติ CAT ซึ่งใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับการประเมินความถี่ ความรุนแรงของความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมประกันภัยหลังจากที่พายุเฮอริเคนแอนดรูถล่มไมอามี่ในปี ๑๙๒๑  ก่อให้กิดการสูญเสียของผู้ประกันที่มีมูลค่าสูงที่สุด ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในอดีต มีเพียงแบบจำลองภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและพายุ ในขณะที่น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติใหม่ เนื่องจากมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงในไม่กี่ปีมานี้ แต่ข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมยังคงเป็นความท้าทายที่จะหาข้อมูลที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นตัวแทนของภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่มีปริมาณน้ำฝนในระดับสูงและข้อมูลการวัดน้ำท่วมทั้งในแง่ของความรุนแรงและความถี่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ภัยพิบัติ ดังนั้นนักพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วมต้องมองจากหลากหลายวิธีการ และพยายามหาวิธีที่เชื่อถือได้ในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมสำหรับการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ที่แตกต่างกันทั่วเอเชีย   วาระที่ 2 : การพยากรณ์น้ำท่วม: วิธีการ, แบบจำลอง และความท้าทาย                                                การวิเคราะห์ความถี่การเกิดน้ำท่วม Non-parametric Flood Frequency Analysis โดย Santhosh Dronamraju นักวิจัย Research Analyst, AON Benfield Pte. Ltd.   Santhosh Dronamraju ได้เสนอว่าน้ำท่วมทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อชีวิตและทรัพย์สินในส่วนต่าง ๆ ของโลก จึงมีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาวิธีการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการออกแบบการประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น การศึกษาด้านอุทกศาสตร์สำหรับวิเคราะห์การเกิดน้ำท่วมมุ่งเน้นไปที่การประมาณค่าความถี่และความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของปริมาณกระแสน้ำไหลและปริมาณน้ำท่วมสูงสุด ณ จุดที่กำหนด    ความท้าทายในปัจจุบันในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมของอุตสาหกรรมประกันภัย  (Current Challenges in Flood Modeling Faced by the Insurance Industry โดย Marie Delalay ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการคำนวณค่าการประกันภัย   Marie Delalay ได้เสนอการสร้างแบบจำลองทางภูมิศาสตร์เพื่อเป็นกรอบการวิจัยภัยพิบัติน้ำท่วม โดยได้อธิบายองค์ประกอบและข้อจำกัดของรูปแบบการเกิดน้ำท่วมที่พบมากที่สุดในอุตสาหกรรมประกันภัย แบบจำลองจะประกอบด้วย ๓ โมดูล โมดูลแรกคือ โมดูลที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันตรายจากข้อมูลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โมดูลที่ ๒ การกระจายความเสี่ยงของการสูญเสีย และโมดูลที่ ๓ ผลกระทบทางการเงิน ทั้งสามโมดูลแสดงได้เพียงบางส่วนของรูปแบบน้ำท่วม เนื่องจากข้อจำกัด ดังนี้ ขาดข้อมูลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ขาดข้อมูลประสบการณ์การสูญเสีย และขาดข้อมูลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงาน   วาระ ๓ การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการ กรณีศึกษา เทือกเขาหิมาลัยและมาเลเซีย           การประยุกต์ใช้เทคนิคเรืองแสงในการศึกษาสภาพพื้นที่ของแม่น้ำในเทือกเขาหิมาลัย   โดย Pradeep Srivastava นักวิทยาศาสตร์ สถาบัน Wadia of Himalayan Geography           Pradeep Srivastava ได้เสนอเทคนิคพลังงานเรืองแสงในการศึกษาโครงสร้างชั้นหินที่สะท้อนให้เห็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น โดยปกติวิธีการนี้จะนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาลำดับการตกตะกอนชั้นหินในแม่น้ำ น้ำแข็ง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีในการทำความเข้าใจสภาพทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาหิมาลัย โดยเริ่มจากการสำรวจภาคสนาม ค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุธรณีสัณฐานวิทยา การก่อตัวของชั้นดินในหุบเขา แม่น้ำสำคัญ และการศึกษาผลงานของผู้เขียนอื่น ๆ                บันทึกการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย โดย Pradeep Srivastava นักวิทยาศาสตร์ สถาบัน Wadia of Himalayan Geography           Pradeep Srivastava ได้เสนอว่าน้ำท่วมทำให้เกิดการกัดเซาะดินอย่างสำคัญ และทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินที่น้ำนำตะกอนดินมาทับถม ทำให้ผู้คนจำนวนมากเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงภัยพิบัติจากกระแสน้ำท่วมบ่า ใน ค.ศ. ๒๐๑๓ น้ำท่วมได้คร่าชีวิตคน ๖,๐๐๐ คน และสร้างความเสียหาย ๒๕๐ ล้านดอลลาร์หสรัฐ ฉะนั้นเหตุการณ์น้ำท่วมแต่ละครั้งต้องการการศึกษาที่ดี การคาดการณ์น้ำท่วม การวางแผนเตรียมการ การประเมินสภาพภูเขา กระแสน้ำตามหลักภูมิศาสตร์           กรณีศึกษาเทือกเขาหิมาลัยเมื่อ ๑,๐๐๐ ปี จากตะกอนชั้นหิน แสดงให้เห็นว่าได้เคยมีการเกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง การศึกษาต้นน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่คร่าชีวิตและทรัพย์สิน ใน ค.ศ. ๑๘๙๙, ๑๙๕๐ และ ๑๙๖๘           กรณีศึกษาที่ Ladakh Himalaya ว่าเกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ำเหนือระดับน้ำปกติ และอิทธิพลของพายุ ซึ่งความสูงของกระแสน้ำเทียบเท่าหายนะน้ำท่วมใน ค.ศ. ๒๐๑๐           เอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วมในอาณานิคมมาลายา: แหล่งข้อมูลและเนื้อหาสาระ โดย Fiona Williamson อาจารย์อาวุโส มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Fiona Williamson ได้เสนอข้อมูลจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วม เป็นข้อมูลการวัดปริมาตรน้ำแบบดั้งเดิมเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์ จากเอกสารที่ค้นคว้าได้แสดงให้เห็นความถี่ สถานที่ สาเหตุและขนาดของน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งวิธีการแบบดั้งเดิมทางอุทกศาสตร์ได้วิเคราะห์น้ำท่วมและการคาดการณ์ นักวิชาการมาเลเซียไม่ได้สนใจศึกษาเรื่องน้ำท่วมอย่างเป็นระบบก่อนปี ค.ศ. ๑๙๕๐ ในที่นี้ได้ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแหลมมลายูในยุคอาณานิคมจากเอกสารของอังกฤษขณะปกครองอาณานิคม หนังสือพิมพ์ร่วมสมัย รายงานของทางราชการจากหอจดหมายเหตุและหอสมุดประเทศมาเลเซีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศสิงคโปร์ ทำให้ทราบรายละเอียดความสูงของน้ำท่วม ระยะเวลา ผลกระทบต่อสังคมท้องถิ่น เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของมนุษย์และความรุนแรงของน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลการะทบต่อชีวิตและ ทรัพย์สิน                 วาระที่ ๔ การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการและประเทศไทย           การศึกษาวิจัยเรื่องน้ำท่วมใหญ่จากการวิเคราะห์ชั้นตะกอนในก้อนหินจากแม่น้ำปิง  ประเทศไทย โดย Lim Han She นักวิจัย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Lim Han She ได้เสนอผลการศึกษาก้อนหินขนาดใหญ่ที่กระแสน้ำแม่น้ำปิงได้พัดเคลื่อนย้ายมาอีกที่หนึ่ง โดยการศึกษาเชิงประจักษ์และฟิสิกส์สัณฐานในการประเมินและการเริ่มต้นเคลื่อนย้ายก้อนหิน จากสมการไฮโดรลิคในการประเมินการเคลื่อนย้ายก้อนหิน ก้อนหินที่กลมเกลี้ยงและกึ่งโค้งมนแสดงให้เห็นการถูกเคลื่อนย้ายโดยกระแสน้ำท่วม ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมที่ย้ายก้อนหินขนาดใหญ่เช่นนี้ได้จะต้องมีระดับน้ำที่มีความสูงเกิน ๑ เมตร           ประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยที่มีการอ้างอิงว่ามีสาเหตุมาจากแม่น้ำปิงและผลของปัญหาเชิงนโยบาย โดย Robert James Wassan ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Robert Wassan เสนอว่าเอกสารพงศาวดารเกี่ยวกับน้ำท่วมของแม่น้ำปิงขาดความน่าเชื่อถือ และมีข้อความสั้นเกินไปไม่สามารถนำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ได้ จึงต้องศึกษาโดยวิธีการอื่น ๆ อาทิ การศึกษาจากวงแหวนต้นไม้ ตะกอนน้ำท่วม การศึกษาทางธรณีวิทยา เป็นต้น           การศึกษาน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ๑๓ ครั้ง ระหว่าง ค.ศ. ๑๗๘๕ - ๒๐๑๑ จะเห็นว่าเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน โดยจะเกิดจากพายุไซโคลนร้อยละ ๓๙ หลังจากช่วงอิทธิพลลานีญา ร้อยละ ๑๕ เกิดขึ้นในระหว่างอิทธิพลเอลนีโญ และร้อยละ๗ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างอิทธิพลลานีญา และเอลนีโย  ร้อยละ ๓๑ เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝน ร้อยละ ๗๕ เกิดขึ้นในฤดูฝนในช่วงที่แม่น้ำปิงไหลมารวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาและไหลมาถึงกรุงเทพฯ           จากการศึกษาตะกอนน้ำท่วมทำให้ทราบว่า แม่น้ำปิงทำให้เวียงกุงกามและเชียงดาวได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ๓ ครั้ง คือ ปี ๕๕๒ ๑๔๖๔ และ๑๖๕๘           จากการศึกษาพบว่าในปี ๑๘๓๑ แม่น้ำปิงได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งวัดระดับน้ำได้สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ ฯ           โดยสรุป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ๖๐๐ ปี ได้มีการบันทึกเรื่องน้ำท่วมใหญ่ไว้ โดยดูเหมือนจะมีสาเหตุจากปริมาณน้ำจำนวนมากไหลจากทางภาคเหนือมาท่วมกรุงเทพ ฯ จากอิทธิพลของพายุไซโคลน และดูเหมือนว่าอิทธิพลของปรากฎการณ์ลานีญาจะทำให้น้ำท่วมมีปริมาณมากยิ่งขึ้น           การประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่มีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าข้าวของประเทศไทย : การวิเคราะห์สภาพอากาศ (Flood Risk Assessment for Thailand Rice Supply-Chain: Climate Scenario Analysis) โดย พูน เทียนบุรณธรรม รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่           แนวโน้มความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้น และมีความถี่เพิ่มขึ้น ผลกระทบไม่เพียงแต่จะเกิดในท้องถิ่น แต่กลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด โดยนายพูนได้นำเสนอให้เห็นภาพห่วงโช่การปลูกข้าวเพื่อส่งออกขายในตลาดโลก และความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมที่มีผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานการค้าข้าวของโลก           หลักฐานทางประวัติศาสตร์เรื่องน้ำท่วมในประเทศไทย (Document Evidence of Flood in Thailand) โดย นันทกา พลชัย นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ           จดหมายเหตุได้มีการบันทึกเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ พงศาวดารก่อน พ.ศ. ๒๔๑๑ บันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติ ก่อน ค.ศ. ๒๔๑๑ และเอกสารจดหมายเหตุ           บันทึกการเดินทางที่สำคัญคือ บันทึกการเดินทางของลาลูแบร์ ราชทูตพระเจ้านโปเลียนที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศของสยามไว้โดยละเอียด ว่าสยามเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำหลายสาย มีฤดูร้อนและฤดูฝน ผู้คน บ้านเรือน และสภาพน้ำท่วมในหน้าน้ำหลากเป็นวิถีชิวิตของชาวสยามที่คุ้นชินมาแต่ดั้งเดิม           สภาพพื้นที่ประเทศไทยเป็นภูเขาทางภาคเหนือ และที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในภาคกลาง แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ได้ไหลมารวมตัวที่นครสวรรค์ จากนั้นได้แยกเป็น ๓ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางประกง และแม่น้ำท่าจีน ไหลลงมาออกอ่าวไทย สภาพความเจริญเติบโตของเมือง ประชากร ความจำเป็นในการใช้พื้นที่เพื่ออยู่อาศัย ถนนหนทาง เขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เดิมเคยเป็นที่ลุ่มรองรับน้ำท่วมในหน้าน้ำ เมื่อประสบปัญหาพายุที่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้เกิดปริมาณน้ำมาก ประกอบกับน้ำทะเลหนุนจึงเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายมหาศาล เอกสารจดหมายเหตุได้แสดงให้เห็นการเกิดน้ำท่วมครั้งสำคัญ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ และ ๒๔๘๕ การค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุเรื่องน้ำท่วม : กรณีตัวอย่างของการค้นคว้าในหอจดหมายเหตุประเทศไทย (Historical Archives in Researching Floods: Example the National Archives of Thailand) โดย วรนุช วีณสนธิ เจ้าหน้าที่โสตทัศนจดหมายเหตุ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารจดหมายเหตุเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่ให้ข้อมูลน้ำท่วม ทั้งเหตุที่เกิด ผลกระทบ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวกับน้ำท่วม ตลอดจน ภาพ แผนที่ แบบแปลน และภาพยนตร์  โดยได้ยกตัวอย่างเอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วม ใน ค.ศ. ๑๙๓๒ – ๑๙๓๗ ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุ การวิเคราะห์ ตีความ จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ค้นคว้าเป็นสำคัญ Flood Risk Analysis Considering Flucial Dyke System: A Case Study in the Chao Phraya River Basin โดย Julien Oliver, วิศวกรแหล่งน้ำอาวุโส, ผู้จัดการโครงการ SG-MHS KHI Water & Environment, Singapore ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้พื้นที่ริมน้ำเป็นที่ตั้งบ้านเรือนอาศัย  ปัจจุบันคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง และเมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มที่น้ำท่วม จึงเกิดผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นประจำ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้เกิดฝนตกหนัก  ได้มีความพยายามจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ปัญหาทวีคูณ โครงการนี้ได้ออกแบบโมเดล Digital Elevation Model โดยใช้ข้อมูลหลากหลาย ทั้งภาพถ่ายทางอากาศ โดยเฉพาะข้อมูลสถิติในเว็บไซต์แหล่งต่าง ๆ เพื่อให้โมเดลเหมาะสมกับพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้เงื่อนไข สภาพอากาศในขณะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ข้อมูลน้ำทะเลหนุน ความล้มเหลวในการกั้นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ได้มีกรณีศึกษา โดยการทดลองแบบจำลองและผลกระทบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย     ๙.                 ข้อเสนอแนะของการจัดกิจกรรม           ๙.๑ สมควรส่งเสริมให้นักจดหมายเหตุได้เป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมระดับนานาชาตินอกเหนือจากการประชุมจดหมายเหตุซึ่งมีกำหนดวาระเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อสร้างสมประสบการณ์การทำงานวิชาการ ๙.๒ การเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการประชุมระดับนานาชาติในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอกสารหลักฐานข้อมูลจดหมายเหตุ เป็นการประชาสัมพันธ์เอกสารจดหมายเหตุและการเข้าไปมีส่วนร่วมในสถาบันการวิจัย ๙.๓ การรับฟังผลการศึกษาค้นคว้าของผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ทำให้ทราบความต้องการหลักฐานข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับงานวิชาการจดหมายเหตุในการนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินงานในขั้นตอนการติดตามรับมอบเอกสาร การประเมินคุณค่าเอกสาร และการจัดหมวดหมู่เอการจดหมายเหตุออกให้บริการ ๙.๔ ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมสัมมนา ๙.๕ ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันในอนาคต และต่อยอดการศึกษาค้นคว้าวิจัย ๙.๖ เปิดโอกาสให้ได้นำบทความวิชาการที่นำเสนอไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารวิชาการระดับนานาชาติ     นางสาวนันทกา พลชัย ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


black ribbon.