ค้นหา
จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ
ห้องบริการชั้น ๑ห้องโสตทัศนวัสดุ
ให้บริการเพื่อการศึกษาและบันเทิงจากข้อมูลที่อยู่ในสื่อต่าง ๆ เช่น แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ ภาพนิ่ง แผนที่ วีดิทัศน์ซีดีรอมนอกจากนั้นยังมีบริการฉายวีดิทัศน์สารคดีต่างๆมีการฉายภาพยนตร์ในทุกวันเสาร์ที่ ๒ ของเดือน
ห้องหนังสือทั่วไป ๑
ให้บริการหนังสือทั่วไป โดยจัดหมวดหมู่ หนังสือ ระบบทศนิยมดิวอี้ หมวด ๐๐๐ - ๔๐๐ซึ่งแยกตามสาขาวิชา คือ ความรู้ทั่วไป ปรัชญา ศาสนา สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์
ห้องหนังสือทั่วไป ๒
ให้บริการหนังสือหมวดหมู่ ๕๐๐ - ๙๐๐ ซึ่งแยกตามสาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือเทคโนโลยี ศิลปะวรรณคดี ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์รวมถึง นวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือแปล หนังสือภาษาต่างประเทศ
ชั้น ๒ห้องเกียรติยศ
ห้องเกียรติยศ ประกอบด้วย ภาพถ่ายประวัติ ผลงาน ประมวลสุนทรพจน์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตราไทยของ พณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ห้องประชุม
จัดเป็นห้องประชุมสัมมนา ทางวิชาการหรือกิจกรรมโครงการต่างๆ(ขนาด ๑๐๐ - ๑๕๐ ที่นั่ง)
ห้องเด็กและเยาวชน
เป็นห้องหนังสือเด็ก ให้บริการหนังสือเด็ก ของเล่นเด็ก นิทรรศการอาเซียน ประกอบด้วย เปิดโลกความรู้สู่…ASEAN ธง ๑๐ ประเทศ, มุมหนังสืออาเซียน
ห้องวารสารและหนังสือพิมพ์
ให้บริการวารสารแลหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ฉบับปัจจุบันและฉบับล่วงเวลา นอกจากนั้น ยังมีมุมวารสารเย็บเล่ม จุลสาร กฤตภาค ตลอดจนดรรชนีวารสาร
ห้องหนังสืออ้างอิงและหนังสือท้องถิ่น
ให้บริการเพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยจากหนังสือประเภทต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่น พจนานุกรม สารานุกรม วิทยานิพนธ์ ราชกิจจานุเบกษา และสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นภาคใต้
ห้องเอกสารโบราณ
ห้องเอกสารโบราณ ได้รวบรวมและให้บริการ เกี่ยวกับเอกสารโบราณอาทิเช่น หนังสือบุดดำ บุดขาว คัมภีร์ใบลานบริการอินเตอร์เน็ต ฟรี WiFi ให้บริการสืบค้น หาข้อมูล ทางอินเตอร์เน็ตบริการถ่ายเอกสาร
ภาคใต้ของไทยมีการค้นพบเหรียญโบราณที่มีรูปสัญลักษณ์มงคลของอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็น “เงินตรา” หรือเป็น “สื่อกลาง” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางการค้าในสมัยโบราณ โดยพบมากบริเวณเมืองท่าและเมืองโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา สำหรับเหรียญที่นำมากล่าวถึงในองค์ความรู้ชุดนี้ คือ “เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ” พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ ลักษณะเป็นเหรียญทรงกลมแบน ทำจากโลหะเงิน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย ๓ เซนติเมตร พบทั้งเหรียญที่มีสภาพสมบูรณ์ และเหรียญที่มีการตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ (สองส่วนและสี่ส่วน) ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการตัดแบ่งเหรียญเพื่อให้เป็นหน่วยย่อยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระอาทิตย์ มีเส้นรอบวงและลายไข่ปลาล้อมรอบ ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นรูปศรีวัตสะ และมีสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลล้อมรอบ ประกอบด้วย ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) สวัสดิกะ พระจันทร์ และพระอาทิตย์ รูปพระอาทิตย์ และศรีวัตสะ เป็นสัญลักษณ์มงคลตามคติความเชื่อของชาวอินเดีย มีการศึกษาพบว่าสัญลักษณ์ที่มักปรากฏบนเหรียญโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ ศรีวัตสะ สังข์ และวัวมีโหนก ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัญลักษณ์ของมงคล ๘ ประการ (อัษฏมงคล) และกลุ่มสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการ (อัฏฐุตตรสตะมงคล) ของอินเดีย และเป็นสัญลักษณ์ที่เคยปรากฏมาก่อนบนเหรียญและตราประทับของกษัตริย์อินเดียสมัยราชวงศ์สาตวาหนะ (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๘) สมัยราชวงศ์คุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๑) และสมัยราชวงศ์ปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔) ความหมายของสัญลักษณ์รูป “พระอาทิตย์” (Rising Sun) ที่ปรากฏบนเหรียญ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และความเป็นมงคล ซึ่งการบูชาพระอาทิตย์ในฐานะเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และพืชพันธ์ธัญญาหารมีมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์จะพบมากบนเหรียญประเภทเหรียญตอกลาย (punch-marked coins) ของกษัตริย์อินเดียโบราณ โดยมักปรากฏอยู่ด้านหน้าของเหรียญ ส่วนสัญลักษณ์รูป “ศรีวัตสะ” (Srivatsa) แปลตามรูปศัพท์ว่า “ที่ประทับของศรี” เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศรีหรือลักษมีในรูปคชลักษมีหรืออภิเษกของศรี ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง มีการสันนิษฐานว่ารูปศรีวัตสะที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบมาจากรูปศรีวัตสะที่ปรากฏบนเหรียญของกษัตริย์อินเดียราชวงศ์ศาสวาหนะ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๔-๘) ต่อมาเมื่อรูปศรีวัตสะมาปรากฏบนเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งผลิตโดยกษัตริย์ท้องถิ่น จึงมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรอบศรีวัตสะทำให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สำหรับสัญลักษณ์ที่ล้อมรอบศรีวัตสะ ได้แก่ ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) มีความหมายสื่อถึงการสร้างโลก และเป็นสัญลักษณ์ที่มักปรากฏอยู่ในพระหัตถ์ของพระศิวะ ส่วนสัญลักษณ์รูปสวัสดิกะ ถือเป็นหนึ่งในอัษฏมงคล ในพระราชพิธีราชาภิเษก จากการศึกษาพบว่า เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชดังกล่าวมานี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์ - ศรีวัตสะที่พบแพร่หลายในเมืองโบราณสมัยทวารวดีเกือบทุกแหล่งในทางภาคกลางของไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม เมืองไบถาโน เมืองศรีเกษตร และเมืองฮาลิน ประเทศพม่า ส่วนในภาคใต้ของไทยพบเหรียญลักษณะเดียวกันนี้ เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่น่าสนใจคือพบว่ามีการค้นพบแม่พิมพ์เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ (และแม่พิมพ์รูปสังข์ – ศรีวัตสะ) ในเมืองโบราณสมัยทวารดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ จึงมีการสันนิษฐานว่าเหรียญดังกล่าวน่าจะมีการผลิตขึ้นเองในรัฐทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย โดยนำเอาสัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อของอินเดีย ซึ่งสื่อความหมายถึงความเป็นมงคล ความอุดมสมบูรณ์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์มาใช้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการผลิตเหรียญสำหรับใช้เป็นเงินตรา เพื่อที่จะควบคุมค่าเงินในการค้าขายกับชุมชนภายนอก ดังนั้น การค้นพบเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ ที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณภาคใต้ กับรัฐทวารวดีทางภาคกลางของไทย รวมถึงบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ จากบ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังกล่าว เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช-----------------------------------------------------------เรียบเรียง/กราฟิก: นภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช-----------------------------------------------------------อ้างอิง ๑.ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์. เหรียญกษาปณ์ในประเทศไทย .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๖. ๒.ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๒. ๓.อนันต์ โพธิ์กลิ่นกลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบของตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี,” วิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิตสาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ๔.J.Allan. Catalogue of Coins of Ancient India in the British Museum. New Delhi : Oriental Book Reprint Coration, ๑๙๗๕. ๕.Kiran Thaplyal. Studies in Ancient India Seals . Lucknow : Prem
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร“หงส์” สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ กับเมืองกำแพงเพชร...หงส์ เป็นสัตว์ที่ถูกนำมาใช้เชื่อมโยงกับคติความเชื่อผ่านทางศิลปกรรมในอดีต โบราณสถานของเมืองกำแพงเพชร พบร่องรอยของประติมากรรมดินเผารูปหงส์ประดับส่วนฐานเหนือฐานประทักษิณเจดีย์ประธานวัดช้างรอบ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางเหนือนอกเมืองกำแพงเพชร.พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า “หงส์” หมายถึง นกในนิยาย ถือเป็นนกในตระกูลสูง มีเสียงไพเราะ เป็นพาหนะของพระพรหม ในทางวรรณคดี หมายถึง บุคคลที่มีชาติตระกูลสูง และเปรียบการเดินที่งดงามอ่อนช้อยและเป็นสง่าด้วยการเดินของหงส์ ..คติความเชื่อทางพุทธศาสนา หงส์เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ ปรากฏในชาดกหลายเรื่อง เช่น ปลาสชาดก โมรัจชาดก สุวรรณหงส์ชาดก ชวนหังสชาดก จุลหังสชาดก เนรุชาดก เป็นต้น .ในไตรภูมิพระร่วง บทพระราชนิพนธ์ของพญาลิไทย พระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงสุโขทัย ปรากฏข้อความเกี่ยวกับหงส์ใน ทุติยกัณฑ์ ติรัจฉานภูมิ ความว่า “...แต่ติรัจฉานคือราชหงส์อันอยู่ในเขาคิชฌกูฏและอยู่ในคูหาถ้ำก็ดี อันอยู่ในปราสาททั้งหลายด้วยฝูงนกก็ดี อยู่ด้วยหมู่สัตว์ในป่าพระหิมพานต์นั้นก็ดี ก็มีอยู่เป็นอันมากนักหนาแล...” ..นอกจากนี้ยังถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นเทพพาหนะของพระพรหม เทพเจ้าในศาสนาฮินดู ตัวอย่างเช่น แท่งหินทรายทรงสี่เหลี่ยมสลักภาพพระพรหมทรงหงส์ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ และปรากฏหลักฐานยืนยันความเชื่อเรื่องพาหนะของเทพในศาสนาพราหมณ์ รวมถึงการเป็นสัตว์ชั้นสูงอยู่คู่กับกษัตริย์สมัยอยุธยา คือการสร้างเรือพระที่นั่งเป็นรูปหงส์ เรียกว่า เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ หรือสุวรรณหงส์ ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศทรงพรรณนาถึงโดยเปรียบเทียบกับพาหนะของพระพรหม จากพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือบางตอนไว้ว่า. “สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งอนชดช้อยลอยหลังสินธุ์เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”.และยังคงสืบความนิยมต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพระยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ปีพ.ศ. 2562 โดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2454 มีลักษณะส่วนหัวเรือโขนเป็นรูปหัวของหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียกว่า ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระเจ้าอยู่หัวหรือราชวงศ์ชั้นสูง และตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา อันมีชื่อว่า เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ ดังข้อความปรากฏในพระราชพงศวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ความว่า.“...ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ จึงให้หลวงราชนิกุล พระรักษ์มณเทียร และเจ้าพนักงานทั้งปวง เอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ไปยังวัดราชประดิษฐานอัญเชิญพระเทียรราชาให้ปริวัตรลาผนวชแล้วเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์อลงการ ประดับด้วยเครื่องสูงมยุรฉัตรพัดโบกจามมรมาศดาษดาด้วยเรือดั้งกัน แห่เป็นขนัดแน่นด้วยชลมารควิถี เสด็จถึงประทับฉนวนน้ำแล้ว เชิญเสด็จเข้าสู่พระราชวัง...”.ที่เจดีย์ประธานวัดช้างรอบ บริเวณทิศเหนือนอกเมืองกำแพงเพชร พบประติมากรรมดินเผารูปหงส์ประดับที่เจดีย์ประธานของวัด บริเวณฐานกลมรองรับส่วนบัวถลาและองค์ระฆังด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานที่อยู่ชั้นล่างของชั้นฐานประดับปูนปั้นทำภาพเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ประติมากรรมรูปหงส์มีลักษณะทำท่าก้าวเดินเรียงต่อกันในทางทวนเข็มนาฬิกา ส่วนหางเป็นพุ่มลายกนก มีการทำเดือยสำหรับยึดติดตัวประติมากรรมเข้ากับฐานเจดีย์ และสันนิษฐานว่ามีการฉาบปูนทับประติมากรรมดังกล่าว..ประติมากรรมดินเผารูปหงส์ที่วัดช้างรอบ สามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 21 ด้วยการเปรียบเทียบรูปแบบศิลปกรรมกับประติมากรรมปูนปั้นรูปหงส์ที่วัดพระพายหลวง เมืองสุโขทัย และชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นลายกนกที่วัดนางพญา เมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย รวมถึงประติมากรรมปูนปั้นรูปหงส์ประดับในชั้นเชิงบาตรของปรางค์ประธาน วัดจุฬามณี อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก...เอกสารอ้างอิง.กรมศิลปากร. เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ พร้อมด้วยพระประวัติ และพระนิพนธ์บทร้อยกรอง ฉบับตรวจสอบชำระใหม่ มีภาพและแผนที่ประกอบเรื่อง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2505.กรมศิลปากร. ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไทย ฉบับตรวจสอบชำระใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2526.กรมศิลปากร. เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2558.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญาม, 2559.ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมาพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556.สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร. ปราสาทพนมรุ้ง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2543.อนันต์ ชูโชติ. เจดีย์วัดช้างรอบ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2523.
พระโพธิสัตว์ชัมภล (ท้าวกุเวร) ประทับนั่งห้อยพระบาทข้างหนึ่งลงมา (ลลิตาสนะ) ด้านหลังมีร่องรอยประภามณฑลประดับอยู่ พระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์กลม สวมกรองศอ พระหัตถ์ข้างขวาถือผลมะนาว พระหัตถ์ซ้ายจับพังพอน
พระโพธิสัตว์ชัมภลได้รับการเคารพนับถือเป็นอย่างมากในพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียกลาง ทิเบต จีน และญี่ปุ่น ในคัมภีร์สาธนมาลาได้มีการกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ชัมภลไว้ว่า มีวรรณะสีทอง มีนาภีใหญ่ มี 2 กร ถือผลมะนาวในพระหัตถ์ขวา และถือพังพอนในพระหัตถ์ซ้าย และได้พยายามจัดให้พระโพธิสัตว์ชัมภลอยู่ในสกุลหนึ่งในห้าสกุลของพระธยานิพุทธ โดยคัมภีร์สาธนมาลาบางบทได้จัดให้พระโพธิสัตว์ชัมภลอยู่ในสกุลของธยานิพุทธรัตนสัมภาวะ บางบทก็จัดให้อยู่ในสกุลธยานิพุทธอักโษภยะ หรือในสกุลธยานิพุทธอมิตาภะ และในบางครั้งพระโพธิสัตว์ชัมภลก็มักจะปรากฏพระองค์พร้อมกับพระธยานิพุทธทั้ง 5
ตามคัมภีร์ที่ว่าด้วยประติมานวิทยา ประติมากรรมรูปเคารพท้าวกุเวรจะปรากฏในรูปกายเป็นบุรุษรูปร่างอ้วน ท้องพลุ้ย สวมมงกุฎ และเครื่องประดับตกแต่งกายมากมาย ในรูปปกติมักมี 2 กร พระหัตถ์มักแสดงปางประทานพร หรือปางประทานอภัย แต่ถ้าอยู่ในรูปดุร้ายมักมี 4 กร ในพระหัตถ์มักถือกระบองหรือคฑาเป็นอาวุธ ส่วนประติมากรรมรูปเคารพพระโพธิสัตว์ชัมภลมีลักษณะรูปกายเป็นบุรุษรูปร่างอ้วน ท้องพลุ้ย สวมมงกุฎ และเครื่องประดับตกแต่งกายมากมายเช่นเดียวกับท้าวกุเวร แต่จะแตกต่างกันตรงที่ พระโพธิสัตว์ชัมภลจะถือผลมะนาวในพระหัตถ์ขวา และถือพังพอนในพระหัตถ์ซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย
คติการบูชาพระโพธิสัตว์ชัมภล หรือท้าวกุเวรน่าจะแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในประเทศไทยพร้อมกับการเข้ามาของอารยธรรมอินเดีย จากการสำรวจทางด้านโบราณคดีพบว่า บริเวณส่วนใหญ่ที่พบประติมากรรมรูปเคารพพระโพธิสัตว์ชัมภล หรือท้าวกุเวรในดินแดนประเทศไทย รวมทั้งในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ล้วนแต่เคยเป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติมาก่อน สันนิษฐานว่าคติดังกล่าวคงจะเข้ามาโดยกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย และตั้งถิ่นฐาน ด้วยเชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์ชัมภล หรือท้าวกุเวร เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่งร่ำรวย
...........................................................................
โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ
.........................................................................
เรียบเรียง/ กราฟฟิก : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
อ้างอิง :
1. กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมัชฌิมาวาส. ม.ป.ท., 2525.
2. กรมศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สมาพันธ์ จำกัด, 2543.
3. ผาสุข อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสมัย, 2543.
4. พิริยะ ไกรฤกษ์. “เทพในพุทธศาสนาลัทธิวัชรยาน : ประติมากรรมที่พบในภาคใต้.” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 7 (2542): 3482-3493.
5. องอาจ ศรียะพันธ์. “รูปเคารพในพุทธศาสนามหายานก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 พบที่เมืองสทิงพระ.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2533.
6. อุษา โพธิกนิษฐ. “การศึกษารูปแบบและคติการนับถือพระกุเวรในสมัยทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2527
พระโพธิสัตว์ชัมภล 2 พระหัตถ์ พระวรกายอวบอ้วน พระอุทรพลุ้ย ทรงเครื่องประดับตกแต่งแบบกษัตริย์ อยู่ในอิริยาบถประทับนั่งแบบลลิตาสนะ (ประทับนั่งห้อยพระบาท) บนบัลลังก์ที่ประดับด้วยหม้อบรรจุทรัพย์สมบัติวางเรียงรายอยู่ด้านหน้า พนักของบัลลังก์ทำเป็นรูปตัววยาลเหยียบอยู่เหนือศีรษะช้างรองรับคาน พระบาทขวาเตะหม้อบรรจุทรัพย์สมบัติล้มลงจนทำให้เพชรพลอยไหลออกมา พระหัตถ์ซ้ายของพระโพธิสัตว์บีบคอพังพอนให้คายพวงมาลัยเพชรพลอย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย พระหัตถ์ขวาถือผลมะนาว มีประภามณฑลล้อมรอบพระเศียรวางอยู่บนคานของบัลลังก์ ด้านหลังประภามณฑลมีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี สามารถอ่านได้เพียงบางส่วน เนื่องจากมีความชำรุดหักหายไป โดยเป็นข้อความในบาทสุดท้ายของคาถาเย ธมฺมาฯ คือ "โย นิโรโธ เอวํ วาที มหาสมโณ" ซึ่งสามารถแปลความได้ว่า "พระมหาสมณเจ้าทรงมีพระวาทะอย่างนี้ คือ ตรัสความดับของธรรมเหล่านั้น"
พระโพธิสัตว์ชัมภล หรือท้าวกุเวร เป็นเทพเจ้าที่ถือกำเนิดในศาสนาฮินดู สันนิษฐานกันว่าแต่เดิมเป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ในลัทธิบูชายักษ์ ซึ่งเป็นลัทธิพื้นเมืองลัทธิหนึ่งในประเทศอินเดีย โดยเรื่องราวของท้าวกุเวรปรากฏอยู่ในวรรณกรรมฮินดูตั้งแต่สมัยพระเวทเป็นต้นมา ตามประวัติของท้าวกุเวรกล่าวไว้ว่า ท้าวกุเวรได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาหลายพันปีจนพระพรหมทรงเห็นใจโปรดให้เป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง และโลกบาลประจำทิศเหนือ
ในพุทธศาสนานิกายมหายาน - วัชรยาน ท้าวกุเวรถูกรู้จักกันในนามของ “พระโพธิสัตว์ชัมภล” เป็นเทพแห่งโชคลาภ มีสถานะเป็นทั้งธรรมบาลตำแหน่งเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ ผู้มีหน้าที่ทำสงครามปราบปรามปีศาจและยักษ์มาร ขณะเดียวกันก็มีสถานะเป็นเทพผู้พิทักษ์ (ยิดัม) มีอำอาจปราบภูติผีร้ายต่าง ๆ ไม่ให้ทำอันตรายมนุษย์ พระโพธิสัตว์ชัมภลในคติพุทธศาสนาจึงเป็นผู้ประทานโชคลาภและคุ้มครองจากความชั่วร้ายทั้งปวง
...........................................................................
เรียบเรียง/ กราฟฟิก : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
อ้างอิง :
1. กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมัชฌิมาวาส. ม.ป.ท., 2525.
2. กรมศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สมาพันธ์ จำกัด, 2543.
3. ผาสุข อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสมัย, 2543.
4. พิริยะ ไกรฤกษ์. “เทพในพุทธศาสนาลัทธิวัชรยาน : ประติมากรรมที่พบในภาคใต้.” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 7 (2542): 3482-3493.
5. องอาจ ศรียะพันธ์. “รูปเคารพในพุทธศาสนามหายานก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 พบที่เมืองสทิงพระ.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2533.
6. อุษา โพธิกนิษฐ. “การศึกษารูปแบบและคติการนับถือพระกุเวรในสมัยทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2527
วันคเณศชยันตี หรือวันประสูติพระคเณศ
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๓ ก.พ. ๒๕๖๗ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ วันนี้แอดมินจึงนำเอาองค์ความรู้เรื่องจารึกบนฐานพระคเณศ ที่เคยประดิษฐานอยู่ ณ โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ นครศรีธรรมราช มาฝากทุกท่านค่ะ
องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง "จารึก" บนฐานพระคเณศสำริด พบที่โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พระคเณศ เป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย คัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงกำเนิดของพระคเณศว่าถือกำเนิดมาจากพระศิวะและพระนางปารวตี ชื่อ “พระคเณศ” หรือ “พระพิฆเนศวร์” แปลตามรูปศัพท์ว่า อุปสรรค ด้วยเหตุนี้พระคเณศจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรคและสิ่งกีดขวางทั้งปวง เทพแห่งความสำเร็จ เทพแห่งความฉลาดรอบรู้ และยังเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาและการประพันธ์ด้วย
สำหรับคติการบูชาพระคเณศในภาคใต้ของไทย พบหลักฐานในชุมชนโบราณทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ มาจนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ โดยบริเวณฝั่งตะวันออกพบหลักฐานในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา ส่วนฝั่งตะวันตกพบหลักฐานในบริเวณจังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา
โบสถ์พราหมณ์ เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่พบคติการเคารพบูชาพระคเณศ โดยได้พบประติมากรรมรูปพระคเณศจำนวนทั้งสิ้น ๓ องค์ องค์หนึ่งที่จะนำมากล่าวถึงในที่นี้ คือ พระคเณศ ๔ กร สำริด ซึ่งมีจารึกปรากฏอยู่ที่ฐานทั้ง ๒ ด้าน สำหรับโบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าโบสถ์พราหมณ์สร้างขึ้นราวสมัยอยุธยา โดยมีฐานะเป็นเทวสถานประจำเมืองนครศรีธรรมราช ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญของพราหมณ์ ภายในเคยประดิษฐานรูปเคารพเนื่องในศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญหลายองค์ ได้แก่ พระศิวนาฏราชสำริด พระอุมาสำริด พระวิษณุสำริด พระหริหระสำริด หงส์สำริด และพระคเณศสำริด ภายหลังโบสถ์พราหมณ์มีสภาพชำรุดมาก ถูกรื้อลงในปี ๒๕๐๕ (ปัจจุบันโบสถ์พราหมณ์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรแล้ว ในปี ๒๕๖๓) จึงมีการเคลื่อนย้ายรูปเคารพบางส่วนรวมถึง “พระคเณศสำริด” ไปเก็บไว้ในหอพระอิศวรอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เมื่อปี ๒๕๑๕ ปัจจุบันพระคเณศองค์นี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พระคเณศสำริด มีขนาดสูง ๔๖.๕ เซนติเมตร เป็นพระคเณศ ๔ กร ประทับยืนตรง (สมภังค์) บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสองชั้นซึ่งมีจารึกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง องค์พระคเณศสวมกรัณฑมกุฏ (คือ หมวกรูปชามคว่ำ เป็นหมวกที่เทพทั่วไปและกษัตริย์นิยมสวม) และเครื่องประดับต่าง ๆ งาข้างขวาหัก มีงาเดียว (จึงมีอีกนามว่า “เอกทันต์”) งวงตวัดไปทางด้านซ้าย สวมสายยัชโญปวีตพาดพระอังสาซ้าย ทรงผ้านุ่งแบบสมพรต (ถกเขมร) พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือบ่วงบาศ พระหัตถ์ขวาบนทรงถือขอสับช้างหรืออังกุศ พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือขนมโมทกะ (คือ ขนมที่ปรุงจากข้าวและน้ำตาล เชื่อว่าขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์ของความฉลาดรอบรู้) และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถืองาข้างขวาที่หัก ทั้งนี้ พบว่าลักษณะการถือสัญลักษณ์ในพระหัตถ์ของพระคเณศองค์นี้คล้ายกับพระคเณศในอินเดียใต้เป็นอย่างมาก
บริเวณฐานชั้นล่างของพระคเณศสำริด ปรากฏจารึกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จารึกด้านหน้าเป็นอักษรทมิฬ ภาษาทมิฬ อ่านว่า มะ ชหา ปิ จิ เท ศะ (ma jhā pi ci de śa) แปลว่า ประเทศอันรุ่งเรืองแห่งมัชหาปิ (มัชปาหิต) ส่วนด้านหลังเป็นจารึก อักษรไทย ภาษาไทย อ่านว่า มหาวิคิเนกสุระ แปลว่า มหาพิฆเณศวร เกี่ยวกับการกำหนดอายุสมัยและการตีความจารึกบนฐานพระคเณศองค์นี้ อาจารย์อัญชนา จิตสุทธิญาณ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึก แห่งภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กำหนดอายุตัวอักษรทมิฬที่ปรากฏในจารึกว่ามีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ แม้ว่าจารึกภาษาทมิฬจะมีการกล่าวถึงราชวงศ์มัชปาหิต ซึ่งเป็นราชวงศ์หนึ่งของชวาที่รุ่งเรืองขึ้นในชวาตะวันออกในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ แต่พระคเณศองค์นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นอิทธิพลจากศิลปะชวาแต่อย่างใด หากแต่กลับแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะเขมรอย่างเด่นชัด จึงกำหนดอายุของพระคเณศองค์นี้ไว้ในสมัยอยุธยาตอนต้น
เรียบเรียง/ภาพ: นางสาวนภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช
อ้างอิง:
กรมศิลปากร. จารึกที่พบในจังหวัดนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักโบราณคดีที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช, ๒๕๕๐. (อัดสำเนา)
จิรัสสา คชาชีวะ. “คติความเชื่อและรูปแบบพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๗.
นภัคมน ทองเฝือ. รายงานการขุดค้นโบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, ๒๕๕๙.
ผาสุข อินทราวุธ. “พระคเณศ: ที่พบในภาคใต้” สารานุกรมวัฒนธรรม ภาคใต้ ๖ (๒๕๒๙): ๒๒๒๐ - ๒๒๓๐.
ผาสุข อินทราวุธ. ศาสนาฮินดูและประติมานวิทยา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ม.ป.ป.
--------------------------
สามารถดูข้อมูลโบราณสถานโบสถ์พราหมณ์เพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง “โบสถ์พราหมณ์ แห่งเมืองนครศรีธรรมราช” https://www.facebook.com/nakonsrif.../posts/464313600834893/
.
และสามารถดูภาพพระคเณศสำริดองค์นี้ในแบบ ๓ มิติ ได้ที่
http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/.../37-%E0%B8%9E...
พระอัฏฐารส ณ วัดพระแก้ว เมืองกำแพงเพชร“พระพุทธรูป” เป็นถาวรวัตถุ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา และหลักพระธรรมคำสอนอันประเสริฐ ภายหลังการเสด็จดับขันธเข้าสู่ปรินิพพานของพระองค์ วัดพระแก้ว เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกำแพงเมืองโบราณกำแพงเพชร ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง ลักษณะผังวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของวัดใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง เจดีย์ช้างเผือก เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตอนหลังสุดทางด้านทิศตะวันตกของวัดพระแก้วเป็นเจดีย์ทรงระฆังบนฐานสี่เหลี่ยม มีเจดีย์บริวารทรงระฆังอยู่ที่มุมทั้ง ๔ ของฐาน โดยรอบฐานสี่เหลี่ยม มีการประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างโผล่ครึ่งตัว จำนวน ๓๒ เชือก แบบศิลปะสุโขทัย มีระเบียงคตล้อมรอบเจดีย์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบ ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์เป็นวิหาร สามารถศึกษาเปรียบเทียบทางศิลปะเทียบเคียงได้กับเจดีย์ประธานแห่งวัดช้างล้อมแห่งเมืองศรีสัชนาลัย และเจดีย์วัดช้างล้อมแห่งเมืองสุโขทัย บริเวณระหว่างวิหารและระเบียงคตที่ล้อมรอบเจดีย์ช้างเผือก เป็นมณฑป ขนาดกว้าง ๑๐.๖๐ เมตร ยาว ๑๒.๕๐ เมตร มีเสาอาคารสร้างด้วยศิลาแลง จำนวน ๑๒ ต้น ตรงกลางของอาคารปรากฏหลักฐานการประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถยืน สร้างจากศิลาแลงชิ้นเดียว โกลนให้เป็นแท่นฐานสี่เหลี่ยมขนาดความกว้าง ๒.๐๐ เมตร ยาว ๒.๑๐ เมตร สูง ๐.๖๐ เมตร ส่วนของพระพุทธรูปคงเหลือเฉพาะแกนศิลาแลงที่โกลนให้เป็นพระบาทถึงข้อพระบาททั้ง ๒ ข้าง ส่วนบนขึ้นไปหักหาย ขนาดความยาวพระบาทแต่ละข้างยาว ๑.๗๐ เมตร กว้าง ๐.๖๐ เมตร สูงถึงข้อพระบาท ๐.๕๗ เมตร สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนดังกล่าวคือ “พระอัฏฐารส” คำว่าอัฏฐารสในความหมายตามรากศัพท์ของภาษาบาลีนั้น เป็นคำที่ใช้ในการนับจำนวน ที่เรียกว่าคำสังขยา แบบปกติสังขยา (Cardinals) โดยมีความหมายว่าเป็นจำนวนนับที่ ๑๘ สันนิษฐานว่าพระอัฏฐารส มีความหมาย ๒ แนวทาง คือ แนวทางที่ ๑ หมายถึงความสูงของพระวรกายของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ดังปรากฏข้อความในพระไตรปิฏก พระสุตันตปิฎก อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิรณกกัณฑ์ ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ตอน ปมาณเวมัตตะ ได้อธิบายถึงความสูงของพระวรกาย พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ในรูปประโยคของภาษาบาลี ดังนี้ “…กกุสนฺธโกณาคมนกสฺสปา ยถากฺกเมน จตฺตาลีสตึสวีสติหตฺถุพฺเพธา อเหสุ ํ อมฺหากํ ภควา อฏฺฐารสหตฺถุพฺเพโธ”แปลว่า “พระพุทธเจ้าคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะและพระกัสสปะ พระวรกายสูง ๔๐ ศอก ๓๐ ศอก ๒๐ ศอก ตามลำดับ ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา สูง ๑๘ ศอก…” แนวทางที่ ๒ หมายถึงจำนวน ๑๘ ประการ ของพุทธธรรม หรือคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏข้อความในบทสวดมหาราชปริตร หรือปริตรหลวงชุดใหญ่ อาฏานาฏิยปริตร ดังนี้“…อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา ทวัตติงสะลักขะณูเปตา สีตยานุพยัญชะนาธะรา พยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา…”แปลว่า “…พระพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกอบด้วยพุทธธรรม ๑๘ ประการ มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ ทรงไว้ซึ่งอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีพระรัศมีอันงามผุดผ่องประมาณวาหนึ่งเป็นปริมณฑล ทุกพระองค์ทรงเป็นพระมุนีผู้ประเสริฐ ปานว่าพญากุญชรชาติอันมีตระกูล…” คำว่า “พระอัฏฐารส” ได้ปรากฏหลักฐานข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๔ โดยระบุถึงพระพุทธรูปที่เรียกว่าพระอัฏฐารส ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณกลางเมืองสุโขทัย ดังนี้ “…กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูปอันใหญ่…” สันนิษฐานว่า “พระอัฏฐารส” ที่ปรากฏข้อความดังกล่าว คือพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนที่ประดิษฐานภายในมณฑปทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ของเจดีย์ประธาน วัดมหาธาตุข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๔ ระบุถึงพระอัฏฐารสที่ประดิษฐานอยู่ในเขตอรัญญิก นอกกำแพงเมืองสุโขทัย ด้านทิศตะวันตก ดังนี้ “…ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันณึ่งมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฎฐารศอันณึ่ง ลุกยืน…” สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนที่ประดิษฐานภายในวิหารวัดสะพานหิน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยพระอัฏฐารศที่ประดิษฐานภายในมณฑป วัดพระแก้ว เมืองกำแพงเพชรสามารถเปรียบเทียบรูปแบบทางคติและความนิยมในการสร้างเทียบเคียงได้กับพระอัฏฐารสแห่งวัดมหาธาตุและวัดสะพานหิน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และสันนิษฐานได้ว่ามีอายุในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐เอกสารอ้างอิงกรมการศาสนา. การอ่านภาษาบาลีเบื้องต้น . กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๑.กรมการศาสนา. พระไตรปิฏกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การ รับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), ๒๕๔๘.กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ: บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๖๑.กรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด (มหาชน), ๒๕๔๘.กรมศิลปากร. พระพุทธรูปปางต่าง ๆ. นครปฐม: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๘.กรมศิลปากร. รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร . กำแพงเพชร: ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร, ๒๕๔๓.บุณยกร วชิระเธียรชัย. “ศึกษาวิเคราะห์คติความเชื่อเรื่องพระอัฏฐารสที่มี อิทธิพลต่องานพุทธศิลป์” วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๕๔.มหามกุฏราชวิทยาลัย.พระไตรปิฏกและอรรถกถา พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒. นครปฐม: โรงพิมพ์มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๔๘.มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์. หนังสือที่ระลึกงานสวดพระปริตรถวายพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประธานมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์. (กรุงเทพฯ: บริษัท มาสเตอร์ คีย์ จำกัด, ๒๕๕๓.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑.
รายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยหนังสือใบลานในประเทศสมาชิกอาเซียน
(Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries)
ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘
ณ โรงแรม Vientiane Plaza เมืองเวียงจันทน์
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
--------------------------------------
๑. ผู้เข้าร่วมประชุม
ชื่อ / นามสกุล นางสุภาณี สุขอาบใจ
ตำแหน่งปัจจุบัน บรรณารักษ์ ระดับชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
ชื่อ / นามสกุล นายจุง ดิบประโคน
ตำแหน่งปัจจุบัน นักภาษาโบราณ ระดับชำนาญการพิเศษ
หน้าที่ความรับผิดชอบ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๒. หัวข้อการประชุม
“Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries”
๓. วัตถุประสงค์การประชุม
๓.๑ เพื่อแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ต้นฉบับหนังสือใบลานของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน
๓.๒ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน
๔. ประโยชน์ที่ได้รับ
บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์หนังสือใบลาน ของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ปัญหาที่พบ ทำให้เกิดเครือข่ายในการพัฒนาการทำงานร่วมกัน
๕. ระยะเวลา
วันที่ ๑๔-๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘
๖. สถานที่ประชุม
โรงแรม Vientiane Plaza
Sailom Road, Hatsady Village
Vientiane Capital, Lao PDR
E-mail: dosm@vientianeplazalao.com
เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๖. หน่วยงานผู้จัด
กระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๗. หน่วยงานสนับสนุน
ASEAN National Committee on Culture and Information (ASEAN National COCI)
๘. จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม
ตัวแทนจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน จำนวน ๒๐ คน จาก ๑๐ ประเทศ และตัวแทนจาก ASEAN Secretary จำนวน ๑ คน รวมทั้งสิ้น ๒๑ คน
๗. กิจกรรม
วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘
เวลา ๘.๓๐ น. - พิธีเปิดการประชุม (Opening ceremony) โดย H.E. Mr. Boua Ngeun
Xaphouvong รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการ
ท่องเที่ยว
- ASEAN Anthem
- กล่าวต้อนรับ (Welcoming Speech) โดย Mr. Thongbay Phothisane รองปลัดกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
- ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนพร้อมผู้บริหารกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วิทยากร บรรณารักษ์หอสมุดแห่งชาติลาว ถ่ายภาพร่วมกัน
เวลา ๑๐.๑๐ น. – ๑๑.๓๕ น. เริ่มการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
Mrs. Kongdeuane Nettavong ที่ปรึกษาสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศลาว บรรยายเรื่อง “Preservation of Lao Manuscripts Programme (PLMP) 1992-2002: The Lao-German Cooperation” ในปี ค.ศ. 1992-2002 มีการดำเนินการตาม โครงการความร่วมมือ ลาว-เยอรมัน โดยหลักการพื้นฐานของโครงการจะเป็นการเพิ่มวิธีการและขั้นตองที่จะดำเนินการอนุรักษ์ ประกอบด้วย
๑. การทำความสะอาดโดยการปัดฝุ่น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เปลี่ยนผ้าคลุมโดยใช้ผ้าฝ้ายสีขาวและเปลี่ยนสายผูกพันเพิ่ม
๒. การสำรวจและบันทึกข้อมูลไว้ที่แหล่งจัดเก็บ
๓. ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์ใบลาน ประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปะโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการทำงานด้านการอนุรักษ์
๔. ดำเนินการไมโครฟิล์มเก่าของเอกสารโบราณและหนังสือหายากประมาณ ประมาณ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของไมโครฟิล์มทั้งหมดที่ต้องดำเนินการอนุรักษ์
๕. ดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่นโดยเชิญชวนผู้นำท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่เข้าร่วมประชุม
๖. การเผยแพร่ในรูปแบบงานเขียน ได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยรุ่นใหม่โดยการแปลผลงาน
ต่าง ๆ ได้แก่ คำสอนทางพุทธศาสนา วรรณกรรมเก่า บทกวี เป็นต้น
๗. ดำเนินการโครงการสนับสนุนการศึกษาด้านพุทธศาสนาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาพระสงฆ์
ผู้อำนวยการโครงการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติลาว (Mr. David Warton) บรรยายเรื่อง เอกสารโบราณดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติลาว โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโตโยต้า มีการจัดประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของเอกสารโบราณในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศลาว รูปแบบการประชุมมีการเชิญวิทยากรผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญของชุมขนต่าง ๆ มาบรรยายพร้อมเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารโบราณ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย ประชาชนในชุมชน พระสงฆ์ นักวิชาการ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์เอกสารโบราณที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาให้ถูกต้อง โดยการจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานที่เป็นภาษาลาวในหกจังหวัดในภาคตะวันตกของประเทศลาว ซี่งโครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๔๗ สามารถดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในรูปแบบดิจิทัลแล้วเสร็จ รวมจำนวน 128,000 ผูก
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หอสมุดแห่งชาติลาว ได้เริ่มดำเนินการโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณโดยการแปลงสภาพเป็นแบบไมโครฟิล์ม จำนวน 1,000 รายการ และแบบดิจิทัล จำนวน ๑๒,๐๐๐ ผูก รวมทั้งภาพเอกสารโบราณด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ภาพ และสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการเอกสารโบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรยาย เรื่องการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยใบลานถูกนำมาใช้ทำเอกสารต้นฉบับตัวเขียนเพื่อบันทึกความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมากกว่าสมุดไทยและหิน (ศิลาจารึกในภาษาไทย) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในอดีต พระภิกษุสงฆ์ใช้วิธีการเขียนใบลานเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาธรรมะในวัด ผู้นำในชุมชนใช้สำหรับการฝึกซ้อมพิธีต่าง ๆ ขณะที่แพทย์สมุนไพรใช้ใบลานเพื่อบันทึกความรู้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ชายควรศึกษาความรู้จากใบลานก่อนที่จะบวชเรียน การใช้ใบลานอย่างหลากหลายทำให้จำนวนของการถ่ายถอดอักษรบนใบลานในวัดเพื่อเผยแพร่ความรู้มีจำนวนมากขึ้น
การอนุรักษ์และจัดเก็บใบลาน แต่ละวัดเป็นผู้จัดเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานและพัฒนาประเภทของผ้าต่าง ๆ ที่ใช้ห่อใบลานเพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง และมัดด้วยเชือกเพื่อจัดเก็บตามรูปแบบและเรื่องราวที่แตกต่างกัน จากนั้นเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานเหล่านี้ในหีบและตู้หนังสือธรรมะด้วยวิธีการต่างๆของการเก็บรักษาการใบลานทำให้เกิดเป็นศิลปะของการอนุรักษ์ใบลานในแต่ละพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนที่สวยงามจะเห็นว่าเอกสารต้นฉบับเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวพุทธอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ ใบลานจึงใช้ในการศึกษาธรรมะ เพื่อทำความเข้าใจเอกสารต้นฉบับใบลาน ผู้ที่สนใจและผู้เรียนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ภาษาไทยน้อยและอักษรขอมเป็นภาษาที่ใช้ในการบันทึกความรู้และภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองลงบนใบลาน
ต่อมาระบบการศึกษาของไทยซึ่งกำหนดให้เนื้อหาเดียวกันทั่วประเทศตำราทั้งหมดจะต้องใช้ภาษาราชการและพิมพ์ด้วยภาษาภาคกลางของไทย ดังนั้น ดังนั้นความจำเป็นในศึกษาความรู้จากเอกสารต้นฉบับใบลานจึงมีความสำคัญน้อยลง ใบลานจึงถูกละเลยและเก็บไว้เป็นเอกสารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม ใบลานไม่ได้ถูกนำมาใช้บ่อยนักในอดีตที่ผ่านมานอกจากพระภิกษุสงฆ์ เอกสารต้นฉบับเหล่านี้กลายเป็นที่น่าสนใจอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่หลังจากที่การศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่นถูกรวมเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารคัมภีร์ใบลาน ดำเนินการโดยหน่วยงานหลัก ๓ หน่วยงาน คือ
๑. วัด
วัดเป็นสถานที่แรกที่มีการสงวนรักษาเอกสารต้นฉบับตัวเขียนใบลานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าอาวาสแต่ละวัด การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะแตกต่างกันไป อาจเก็บแบบดีที่สุด ปานกลาง หรือปล่อยปละละเลย เพื่อป้องกันการถูกทำลายจากแมลง ดังนั้นเอกสารโบราณทั้งหมดจะเก็บรักษาในหอพระไตรปิฎกนอกจากนี้วัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ได้รับการพิจารณาว่ามีเอกสารโบราณที่มีการจัดเก็บเป็นอย่างดี ได้แก่ วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร, วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม และวัดไตรภูมินิมิต จังหวัดร้อยเอ็ด
๒. สถาบันการศึกษาขั้นสูง
สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่สนใจศึกษาเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับชุมชนและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน วัฒนธรรม และสาขาอื่นๆ รวมทั้งคัมภีร์ใบลาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๓๐ มีโครงการสำรวจและจัดเก็บคัมภีร์ใบลานในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงโดยมีวิทยาลัยครูที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ รับผิดชอบทำการสำรวจ ผลการสำรวจทำให้สามารถจัดทำบัญชีคัมภีร์ใบลานได้ จำนวน 13 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา พิธีทางศาสนาในท้องถิ่นนั้น
๓. หอสมุดสมุดแห่งชาติ
หอสมุดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานภาครัฐมีการทำงานอย่างเป็นระบบในการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานที่ได้รับจากสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศ ปัจจุบันเริ่มมีการอนุรักษ์เอกสารโบราณในรูปแบบดิจิทัลบางรายการ ซึ่งเอกสารเหล่านี้มีการเผยแพร่ความรู้แก่นักวิชาการ พระภิกษุสงฆ์และผู้สนใจ อีกทั้งมีการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ประชาชนในท้องถิ่นด้วย
บทบาทของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลาน
สังคมไทยในปัจจุบันตระหนักรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น มหาวิทยาลัยมหาสารคามเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การศึกษาคัมภีร์ใบลานเป็นส่วนสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมให้กับชุมชนและสังคม จึงได้จัดตั้งโครงการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานขึ้น ในปี พ.ศ. 2546 โดยศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามในขณะนั้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการ เป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุนและแนะนำพื้นที่ในการศึกษา ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องปัจจุบันโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. อนุรักษ์และจัดเก็บคัมภีร์ใบลานเพื่อการศึกษาและวิจัย
2. ถ่ายถอดคัมภีร์ใบลานเป็นอักษรไทยสมัยใหม่เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า
3. เพื่ออนุรักษ์อักษรโบราณไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า
4. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาภูมิปัญญาของคัมภีร์ใบลาน และเผยแพร่ความรู้
5. เพื่อบันทึกและถ่ายถอดความรู้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา เวชโอสถศักดา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บรรยาย เรื่อง Preservation of rare books in Thailand
คำว่า “หายาก” มีความหมายถึง สิ่งทีมีคุณค่า หนังสือบางเล่มถูกพิจารณาโดยเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน เช่น จำนวนหนังสือที่มีน้อยจะไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณา เนื้อหาของหนังสือ ลักษณะทางกายภาพของหนังสือ (ข้อมูลและสถานที่พิมพ์) หนังสือบางเล่มมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมในท้องถิ่นหรือชุมชน
หนังสือหายาก คือ หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญ อาจเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียน ศิลปกรรม หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือหนังสือที่ทำจากวัสดุที่น่าสนใจ (กระดาษ กระดาษหนัง หนังสือแกะหรือหนังลูกวัว หิน ดินเหนียว) หนังสือหายากส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและเก็บรักษาในห้องสมุด หอจดหมายเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียหาย หนังสือบางเล่มต้องทำการสงวนรักษาเพื่อให้มีอายุการใช้งาน
หนังสือหายากในประเทศไทย
ตามเอกสารประวัติศาสตร์ของหอสมุดแห่งชาติอังกฤษ อธิบายว่าหนังสือหายากของประเทศไทยที่มีในพิพิธภัณฑ์อังกฤษจะเป็นเอกสารทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีการติดต่อทางการค้าและการเผยแพร่ศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๓๗๘-๒๔๓๓ ซึ่งจัดเก็บรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอังกฤษ นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติอังกฤษมีการจัดมุมหนังสือหายากไว้ภายในหอสมุดด้วยโดยการรวบรวมหนังสือก่อนศตวรรษที่ ๒๐ หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาไทยด้านวรรณกรรม ศาสนา การท่องเที่ยว รายงานการสำรวจ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยนักเขียนไทย ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และสุนทรภู่ เป็นต้น นอกจากหนังสือแล้วยังรวบรวมวัสดุหายากสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ แผนที่ หนังสือพิมพ์ ภาพถ่าย แสตมป์ เป็นต้น การพิจารณาว่าหนังสือใดเป็นหนังสือหายากมีการใช้เกณฑ์ ดังนี้
๑. หนังสือฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก
๒. พิจารณาตามความสำคัญ ได้แก่ สถานที่เฉพาะ องค์กร หรือเหตุการณ์สำคัญ
๓. หนังสือที่มีจำนวนเล่มน้อย
๔. หนังสือที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ
ลักษณะของหนังสือหายาก
๑. หนังสือที่หายาก (หนังสือเก่าหายาก) พิจารณาเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกและเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประวัติการพิมพ์
๒. หนังสือหายากที่เป็นประวัติการพิมพ์ของแต่ละประเทศ
๓. หนังสือที่พิมพ์จำนวนน้อย มีเนื้อหาดี รูปภาพสวยงาน หรือศิลปะท้องถิ่น หรือการออกแบบหรือเพลงท้องถิ่น
๔. หนังสือหายากที่มีคุณค่าของเนื้อหาหรือใช้ภาษาคลาสสิก
๕. หนังสืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เช่น หน้าปกและภาพประกอบมีสภาพดี
๖. หนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือราชอาณาจักร หรือผู้นำของชาติ ผู้นำศาสนา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ประเทศบรูไน ดารุสซาราม
นำเสนอโดย Mr. Haji Mohamed Jefri Bin
การสงวนรักษาแบบดั้งเดิม เช่น การใช้น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันการบูร หรือน้ำมันตะไคร้บนพื้นผิวของใบลานเพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปราะบางและการใช้คาร์บอนสีดำผสมกับน้ำมันบนใบลาน
ลักษณะของใบลาน
ใบลานที่มีความพร้อมมีลักษณะดังนี้
- หนา เส้นใยแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น หากมีอายุมากความยืดหยุ่นจะลดลง
- มีแนวโน้มถูกทำลายด้วยแมลง (เพลี้ยแป้ง ปลวก และเชื้อรา)
- ใบมีรูปแบบเป็นเส้นแนวนอน (ลักษณะและขนาดของใบแตกต่างกันไปตั้งแต่ 15 ซม. - 160 ซม. / ความกว้างระหว่าง 3 ซม. - 12 ซม.)
- ตัด (เปิดครึ่งของใบที่อ่อน) - ทำให้แห้ง - ตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการ - ต้มในน้ำ - ทำให้แห้งในที่ร่มหรือแสงแดดอ่อน (ผึ่งให้แห้ง) - นำส่วนที่นูนอก - กด ทำให้เป็นเงาและตัดให้ได้ขนาด - ทำเช่นเดียวกันกับด้านอื่น - สอดเชือกผ่านรูบนใบลาน - นำแผ่นไม้วางขนาดใบลานทั้งด้านบนและด้านล่าง - เก็บไว้ในที่แห้ง - จำนวนใบลานที่ใช้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา
- ระบบการผูก : ไม่สามารถผูกเหมือนหนังสือ - เก็บใบลานไว้ระหว่างแผ่นไม้ 2 แผ่น (Acacia confusa) ที่มีขนาดใหญ่กว่าใบลานเล็กน้อย - ไม้กระดานบางครั้งมีการทาสีหรือตกแต่ง - เพื่อเก็บใบลานไว้ด้วยกันด้วยการเจาะรูตรงกลางใบเป็นรูเล็ก ๆ - นำเชือกสอดผ่านรูและผูกรอบต้นฉบับตัวเขียน
- ไม้จะถูกขัดด้วยน้ำมันที่มีคุณสมบัติในการฆ่าแมลง เช่น แล็กเกอร์ และแร่ธาตุอื่น ๆ (เช่นดินเบา ดินขาว และกำมะถัน) - นำมามัดหรือห่อด้วยผ้า
- มีความทนทานในการเขียนที่สามารถอยู่ได้หลายร้อยปีหากมีการดูแลรักษาที่เหมาะสม
- ฝึกอบรมการเขียนโดยนักวิชาการ และ scribers / lipikaras
- ต้นฉบับตัวเขียนเก่าที่ถูกเผาไหม้ในน้ำมันเนยหรือโยนลงไปในแม่น้ำ
- ต้นฉบับตัวเขียนมีอายุการใช้งานประมาณ 300-350 ปี
- เทคนิคในการจารบนใบลานด้วยเข็มจารโลหะเป็นลักษณะเด่นในอินเดียใต้ ใช้เขม่าหรือผงถ่านสีดำผสมกับน้ำมันในการเขียนเพื่อให้สามารถมองเห็นและอ่านตัวอักษรได้ง่ายขึ้น
การลงทะเบียน Aksara – ANB/MS.1990.318
- ขนาด 44 ซม. x 3 ซม. (กล่องไม้สำหรับใส่ใบลานขนาด 47 ซม. x 5.5 ซม. x 12 ซม. กล่องไม้จะไม่ได้รับการตกแต่งด้วยยกเคลือบทองขึ้นรูปเครื่องประดับดอกไม้)
- ไม่มีผ้าทอมือห่อต้นฉบับตัวเขียน
- สายผูกปมยาว 125 ซม. จะมีใบลาน 137 ใบ
- เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต
การดำเนินการดิจิไทซ์
- การถ่ายภาพใบลานและเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุ
- การจัดทำฐานข้อมูลและออนไลน์ผ่าน e-Arkib
- การจัดทำชื่อ ขนาด จำนวนใบ ความละเอียดของกล้องและการวิเคราะห์ข้อมูลรายการอื่น ๆ ประกอบกับไฟล์ภาพ
- จำเป็นต้องมีทักษะในเรื่องอักขรวิทยาและการสะกดการันต์ เป็นทักษะที่ต้องใช้ในการคัดลอกและเตรียมใบลานที่เป็นภาษาบาหลีและฮินดู คนที่สามารถอ่านใบลานได้เริ่มมีจำนวนน้อยลง
ประเทศกัมพูชา
นำเสนอโดย Ms. Sam Thida
การอนุรักษ์เอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติกัมพูชา ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เจตนารมณ์
ของสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การบูรณะรวบรวมเอกสาร
ที่ได้รับการจัดเก็บและคุ้มครองหลังจากสถาบันพุทธศาสนาถูกรื้อค้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และศาสนาในกัมพูชา ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน FondsD’edition des Manuscripts du Cambodge ภายใต้โปรแกรม Écolefrançaised'Extrême-Orient : EFEO ของประเทศฝรั่งเศส การรวบรวมเอกสารโบราณหลังการปกครองของเขมรแดงในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ มีการรวบรวม Satra ที่วัด SvayChrum ในเพดานของโรงเรียนสอนภาษาบาลีซึ่งต้นฉบับซ่อนอยู่
ในสถูป
การสงวนรักษาเอกสารโบราณ
๑. ต้นฉบับตัวเขียนที่ติดกันโดยมูลนกพิราบและรา การแช่จะทำให้เอกสารแยกออกจากกัน
๒. งานบูรณะเอกสารโดย EFEO-FEMC ที่วัด SvayChrum
๓. ประสานกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศสมาชิกในอาเซียนซึ่งมีประสบการณ์ในการอนุรักษ์เอกสารโบราณ
ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
นำเสนอโดย Ms. Mira Puspitarini
การจัดการเอกสารโบราณของอินโดนีเซีย
- การจัดหาเอกสาร
- การอธิบายเอกสารและการจัดการ
- การเข้าถึงเอกสารสำคัญในคอลเล็คชั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ผ่านระบบและเครือข่ายของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
คัมภีร์ใบลานในประเทศอินโดนีเซียเรียกว่า Lontar
ต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 15 ในช่วง Majapahit หรือก่อนหน้านั้น เช่น the Arjunawiwaha, the Smaradahana, the Nagarakretagama and the Kakawin Sutasoma ซึ่งถูกค้นพบบนเกาะใกล้เมืองบาหลี
เอกสารโบราณในหอสมุดแห่งชาติอินโดนีเซีย
ในปี 1989 ได้นำเอกสารโบราณ Lontar จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ มาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติมีจำนวนต้นฉบับตัวเขียนประมาณ 10,634 ต้นฉบับตัวเขียนอักษร อราบิค ยาวี Pegon ชวา พุทธ Sundanese Batax, Bugis, dll ต้นฉบับตัวเขียนในภาษา Melayu, Javanese, Sundnese, Bugis, Batak, Aceh, และอื่น ๆ ต้นฉบับตัวเขียนที่ทำจากกระดาษ Lontar, dluwang, nipah leaf, bamboes, wood leather and tree bark
เอกสารโบราณ Lontar ในปัจจุบันได้ดำเนินการอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม โดยความมือของมูลนิธิฟอร์ด ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้แก่
- Sono Budaya ; Babad Tanah Jawi, Babad Mataram, Babat Surakarta,Babad Amangkurat และอื่น ๆ
- Dipanegara (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๖)
- ต้นฉบับตัวเขียนจาก Makasar ; I La Galigo (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๔)
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
นำเสนอโดย Mr. Bounchan Phanthavong
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศที่มีวรรณกรรม ประเพณี จำนวนมาก ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 15-6ผลงานส่วนใหญ่ทำด้วยมือได้รับการสืบทอดมาในรูปแบบของต้นฉบับใบลานเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ที่ห้องสมุดของวัด
ความคิดริเริ่มที่น่าสังเกตคือการทำงานของสภาพุทธจันทร์ทะบูลี (Chanthabouly Buddhist Council) ภายใต้การนำของ Chao Phetsarat ซึ่งได้สอบถามเจ้าอาวาสในประเทศที่จะส่งรายชื่อผู้ถือครองต้นฉบับตัวเขียนระหว่างปี 1934-36
ต้นฉบับตัวเขียนส่วนมากถูกเขียนอักษรธรรม และมีเขียนในภาษา Lao Bhhan, Lik Tai Nuea และ Khom ขณะที่เอกสารบางส่วนเขียนโดยอักษร Central Thai และ Thai Dam
ประวัติการสำรวจคัมภีร์ใบลานของลาว
การสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นฉบับตัวเขียนในลาวเริ่มในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสและผู้ช่วยชาวลาว
การสำรวจเอกสารที่วัดและห้องสมุดถือครองโดยไม่ได้ดำเนินการใน ๙ จังหวัด จำนวน ๙๔ วัด จำนวนต้นฉบับตัวเขียน ๑,๙๐๐-๑,๙๗๓ รวม ๓,๖๗๘ ชิ้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มูลนิธิโตโยต้าจัดการประชุมที่เมืองเวียงจันทน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนมีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยพระสงฆ์ นักวิชาการและผู้สนใจเพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนในประเทศลาว
ในปี ๒๕๓๗ การสำรวจเอกสารในเวียงจันทน์ และจังหวัดต่าง ๆ รวม ๖ จังหวัดในลาว พบเอกสารจำนวน 128,000 มัด จาก ๒๕๐ วัด
การสงวนรักษาต้นฉบับตัวเขียนอักษรลาว (PLMP) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยช่วยให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอนุรักษ์มรดกวรรณกรรมของชาติ ต้องการให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเอกสารเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารได้ และเพื่อการค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ทรัพยากรเอกสารต้นฉบับตัวเขียน
โครงการและการสำรวจ
โครงการดำเนินการในระยะเวลา10 ปี โดยสำรวจเอกสารในวัดทางพุทธศาสนา จำนวน 800 วัด และเอกสารที่ภาครัฐและเอกชนถือครองใน 17 จังหวัด
ประโยชน์ที่ได้รับ
- Microfilming ของเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม
- การฟื้นฟูวรรณกรรมดั้งเดิมทางศาสนาโดยบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาสมัยใหม่
- การสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคเช่นฐานข้อมูลวัสดุการศึกษา ตำรา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ
ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย
นำเสนอโดย Mr. EffahlmtiazZainol
หอสมุดแห่งชาติมาเลเซีย ดำเนินการอนุรักษ์เอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ ได้แก่ งานที่เขียนด้วยลายมือที่เป็นภาษายาวีซึ่งผลิตในปลายศตวรรษที่ ๑๕ และ ๑๖ จนถึงก่อนศตวรรษที่ ๒๐ มีวิธีดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์ในการอนุรักษ์ดังนี้
๑. กระดาษที่ใช้มีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศด้านตะวันตก ซึ่งเป็นกระดาษที่มีลายน้ำและคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน
๒. กระดาษที่ใช้อีกส่วนหนึ่งได้นำเข้ามาจากกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศจีน ซึ่งเป็นกระดาษที่มีเนื้อบาง น้ำหนักเบาแม้จะมีคุณภาพต่ำและไม่มีลายน้ำ
๓. Gleichenia Linearis
๔. ต้นตาวซึ่งเป็นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Arengga Pinnata)
๕. ขนนกไม้ไผ่ และหมึกสีดำที่ทำจากการผสมเขม่าและไข่ขาว และที่ทำจากถ่านป่น
ปัจจัยที่ทำให้เอกสารโบราณเสื่อมสภาพ ได้แก่ การกระทาของมนุษย์โดยการสัมผัส การกระแทก หรือการเคลื่อนย้าย ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ แสง และเชื้อรา
การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะเก็บไว้ในห้องที่อุณหภูมิ18-20 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50RH-60RH โดยมีขั้นตอนการอนุรักษ์ดังนี้
๑. การอบฆ่าเชื้อ เพื่อฆ่าแมลงที่พบในเอกสารโบราณ
๒. ทดสอบค่า PH ความเป็นกรดด่าง ทดสอบความคงทนของหมึก
๓. การใช้เทคนิคแบบ Stay ink, Leafcasting และ Faded ink, Tissue repairing
๔. การทำความสะอาด การซ่อมแซม และการเก็บรักษา
4. การ Digitize เอกสารโบราณ โดยการสแกน จัดทำเป็นไฟล์ jpg, pdf, จัดเก็บลงแผ่น CD และ Server
ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
นำเสนอโดย Ms. Swe SweMyint
หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นหน่วยงานภายใต้กรมห้องสมุดและการวิจัยทางประวัติศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มี ๒ แห่ง คือ ตั้งอยู่ที่เมืองเนปิดอว์ และเมืองย่างกุ้ง
การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์ มีการจัดเก็บรวบรวมเอกสารต้นฉบับของ Barnard Free Library ให้บริการฟรี โดยการรวบรวมจาก Kinwin Mingyi และ Bagan Wundauk U Tin ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียนหายาก นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติยังได้รวบรวมเอกสารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ได้แก่ เอกสารโบราณที่เขียนเป็นอักษรพม่า คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อยซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับพุทธศาสนา การแพทย์แผนโบราณ โหราศาสตร์ วรรณกรรมและประวัติศาสตร์พม่าต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีอายุอย่างน้อย ๑๐๐ ปี ขึ้นไป บางส่วนมีอายุถึง 200 ปี หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มีการสงวนรักษาเอกสารโบราณเหล่านี้ไว้ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิ
การสงวนรักษาและการอนุรักษ์เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมเมียนมาร์ หอสมุดแห่งชาติพยายามอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับตัวเขียนที่มีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ
คือ คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อย คัมภีร์ใบลานเขียนโดยการใช้เข็มจารลงบนใบลาน สำหรับสมุดข่อยถูกเขียนลงบนกระดาษพับสีขาวหรือสีดำด้วยหินสบู่ คัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยเหล่านี้จำนวนมากมีอายุเก่าแก่และเก็บสะสมโดยบุคคล และได้จัดเก็บไว้ในห้องสมุดของวัดเก่าแก่ ในประเทศเมียนมาร์มีเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานที่มีอายุนานเป็นเวลานับพันปี แต่เนื่องจากการทำลายของสภาพภูมิอากาศ แมลง
เชื้อรา ไฟ และการทำลายโดยมนุษย์ทำให้เอกสารโบราณมีความเสียหาย
ขั้นตอนการอนุรักษ์สงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติ
ขั้นตอนที่ ๑ ใช้แปลงขนอ่อนทำความสะอาดคัมภีร์ใบลานทุกหน้า
ขั้นตอนที่ ๒ ใช้น้ำมันตะไคร้เช็ดด้วยผ้านุ่มหรือแปรงขนอ่อน เพื่อให้พื้นผิวสะอาดสามารถที่จะอ่านได้ น้ำมันตะไคร้มีลักษณะร้อนและทำหน้าที่เหมือนยาทาที่จะทำให้เส้นใยของใบลานมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง และกลิ่นของน้ำมันตะไคร้ช่วยป้องกันแมลง หลังจากนั้นเก็บเอกสารไว้ในที่แห้งและเย็น ขั้นตอนที่ ๓ การนำเอกสารโบราณอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม และสแกนในรูปแบบดิจิทัลเป็นไฟล์ PDF
ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
นำเสนอโดย Ms. Melody M. Madrid
พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ กำหนดหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์คือ ทำหน้าที่เป็น
คลังสิ่งพิมพ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการบันทึกไว้ และวรรณกรรมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา การจัดหาทรัพยากรเพื่อให้ประชาชนในชาติสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเพิ่มพูนทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชาติ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
หอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นคลังมรดกทางวัฒนธรรม
ดำเนินการจัดหาวัสดุที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ผ่านการจัดซื้อ การบริจาค และการแลกเปลี่ยนและทำหน้าที่รักษาทรัพยากรที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ หนังสือทั่วไป สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง หนังสือหายาก และเอกสารโบราณ เอกสารราชการทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์และสิ่งไม่ตีพิมพ์ นอกจากนี้ยังทำหน้าทีสงวนรักษาเอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ โดยมีการออกพระราชบัญญัติสาธารณะ No. 10066 ขึ้น เพื่อสำหรับป้องกันและการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างคณะกรรมการวัฒนธรรมและศิลปะแห่งชาติ (the National Commission for Culture and the Arts : NCCA) และสร้างเครือข่ายหน่วยงานทางวัฒนธรรม
การอนุรักษ์เอกสารโบราณ
กำหนดนโยบาย ประเมินและจัดลำดับความสำคัญเอกสารโบราณกรณีฉุกเฉินและเกิดภัยพิบัติ ดังนี้
๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของประเทศ
๒. จัดตั้งกองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรมให้ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เอกสารโบราณชองชาติ
๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ด้านการอนุรักษ์เอกสารโบราณ
องค์ประกอบการเสื่อมสภาพของเอกสารโบราณ
๑. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม (ปัจจัยทางด้านภูมิอากาศ)
๒. ปัจจัยทางชีวภาพ
๓. ปัจจัยทางเคมี
๔. ปัจจัยเกี่ยวกับมนุษย์
๕. ปัจจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติ
การจัดการการสงวนรักษา
รวมถึงนโยบาย การประเมิน ระบบการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรทรัพยากร กรณีฉุกเฉิน การวางแผนภัยพิบัติ
๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์
๒. กองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม
๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์
ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์
นำเสนอ โดย Ms. Phyllis Koh Zhen Qi
National Heritage Board จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อ
๑. จัดเก็บและอนุรักษ์สิ่งประดิษฐ์และงานศิลปะภายใต้การดูแลของ NHB
๒. เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์สงวนรักษา การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การทดสอบและวิจัย
๓. สนับสนุนการจัดนิทรรศการต่าง ๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ของ NHB
๔. เป็นแหล่งรวมคัมภีร์ใบลานแห่งชาติ
การอนุรักษ์เอกสารโบราณ
เอกสารโบราณที่รวบรวมไว้ประกอบด้วย คัมภีร์ใบลาน จำนวน จำนวน ๒๖ ชิ้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เมียนมาร์ และไทย นอกจากนี้ยังได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารโบราณได้ทำการวิเคราะห์และประเมินเป็น ๔ ระดับ
- CR1: มีสภาพดี ไม่จำเป็นต้องทำการสงวนรักษา ๔๒ %
- CR2: ต้องทำการดูแลรักษา น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง ๒๗ %
- CR3: ต้องทำการดูแลรักษา ๖-๔๒ ชั่วโมง ๑๕ %
- CR4: ต้องทำการดูแลรักษา มากกว่า ๔๒ ชั่วโมง ๑๖ %
การอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารโบราณ
๑. การเก็บรักษา
- โดยการจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวัง การจัดการเชื้อรา
- ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในชั้นที่ออกแบบให้มีการควบคุมอุณหภูมิ
- ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในกล่องหรือห่อด้วยกระดาษที่ปราศจากกรดและผูกด้วยเชือกทีทำจากผ้าฝ้าย
๒. การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ เป็นการดูแลรักษาโดยการควบคุมอากาศด้วยการนำวัสดุใส่ไว้ในถุงที่มีการควบคุมอากาศ การแช่แข็ง การเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ
๓. การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม
- ควบคุมสิ่งแวดล้อมในทุกห้องปฏิบัติการที่มีการจัดเก็บและสงวนรักษา ใช้ความชื้นสัมพัทธ์ 50-6๐ % และอุณหภูมิ 21-23 องศาเซลเซียส
- มีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับ
- มีการอ่านวิเคราะห์เพื่อตั้งค่าพารามิเตอร์
- มีการตรวจสอบสภาพอากาศและเครื่องมือในการควบคุมสภาพอากาศ
๔. การกำจัดเชื้อรา
แผนปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสาร
- Rehousing options กล่องและผ้าห่อในการจัดเก็บที่ดีขึ้น
- การดูแลรักษา กำจัดเชื้อรา การรักษาเสถียรภาพในการสนับสนุนและความร่วมมือ
- พิจารณา ตรวจสอบ และวิธีการ
- การทำดิจิไทซ์ต้นฉบับตัวเขียน
- ทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและเนื้อหาของเอกสารโบราณการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ
ประเทศไทย
นำเสนอโดย นางสุภาณี สุขอาบใจ บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ
การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของหอสมุดแห่งชาติ
หอสมุดแห่งชาติได้ดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานเก่าที่เสียหายจากความชื้น เชื้อรา ปลวก และ มีการละเลยการดูแลรักษา คัมภีร์ใบลานเหล่านี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม หลักฐานต่าง ๆ ที่รุ่งเรืองในอดีต ที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า เอกสารโบราณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยปี ส่วนมากจะอยู่ในสภาพที่ชำรุด เปื่อย แตกหัก เป็นไปสภาพของลักษณะภูมิประเทศ ที่เก็บรักษา สภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนที่ทำให้เอกสารเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เอกสารเก่าเสียหายเสื่อมสภาพ ได้แก่ วัสดุที่ใช้ทำความสะอาด เช่น สำลี ก็อาจทำให้เอกสารเสียหายได้ เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจและเรียนรู้ในเรื่องการรักษาสภาพเอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เอกสารโบราณแต่ละประเภทอยู่ในสภาพคงเดิมมากที่สุด
เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เอกสารที่เก่า มีคุณค่า ให้มีสภาพเหมือนเดิม และใช้ได้นานที่สุด และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องดำเนินการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันและหยุดการเสื่อมสภาพถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยที่ผู้ปฏิบัติงานดูแลรักษา เอกสารจะต้องศึกษาวิเคราะห์หา ของสาเหตุที่ทำให้เอกสารเสื่อมสภาพ หาวิธีการซึ่งอาจต้องใช้กรรมวิธีการทางธรรมชาติ และวิธีวิทยาศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเอกสาร ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้เอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลานที่จะใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าที่สำคัญของประเทศและนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน
ขั้นตอนการดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน
๑. สำรวจปริมาณงานทั้งหมด หาพื้นที่สำหรับปฏิบัติงาน บริเวณที่ว่างภายในวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยการสำรวจแหล่งเอกสารโบราณทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อมั่นใจว่าสำรวจครบแล้ว จึงนำเอกสารมารวมกัน
๒. ตรวจสอบสภาพ ทำการคัดแยก เอกสารที่มีสภาพสมบูรณ์ ชำรุด มีเชื่อรา เอกสารที่มีร้อยฉีกขาด จัดลำดับความสำคัญ ส่วนที่สมบูรณ์ดำเนินการจัดทำทะเบียน ส่วนที่ชำรุด เสื่อมสภาพดำเนินการอนุรักษ์
๓. แยกเอกสารตามอักษร
เพื่อความสะดวกต้องคัดแยกเอกสารตามรูปแบบอักษรที่บันทึกเช่น อักษรขอม อักษรอื่น ๆ
๔. ทำความสะอาด โดยการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ ๙๕% หมาด ๆ ลูบไล้ไปที่พื้นผิวของคัมภีร์ ใบลาน
๕. ทำการซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
๕. จัดหมวดหมู่ตามหลักวิชาการ
๖. อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง และชื่อแบบฉบับ
๗. บันทึกข้อมูลลงในแบบลงทะเบียนภาคสนาม
๘. ให้เลขที่ ตามลำดับการลงทะเบียน
๙. จัดเข้ามัด
๑๐. เขียนป้ายหน้ามัดคัมภีร์
๑๑. ห่อผ้า มัดด้วยเชือก จัดเก็บพร้อมให้บริการ
ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
นำเสนอโดย Mrs. Le Thi Thanh ha
ปัจจุบัน การสงวนรักษาวัสดุที่มีค่าเป็นงานสำคัญของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม สถานที่เก็บรักษาจำนวนมากได้รับการสร้างหรือพัฒนา เจ้าหน้าที่จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมภายในประเทศหรือต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเวียดนามเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ความเสียหายจากสงครามที่ยาวนาน ความรู้เกี่ยวกับการสงวนรักษาถูกจำกัด การเอาชนะผลกระทบจากการเสื่อมสภาพของวัสดุเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญของการสงวนรักษาในเวียดนามในวันนี้
1. การสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม
หอสมุดแห่งชาติเวียดนามก่อตั้งขึ้นในปี 1917 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพยากรมากกว่า 2.5 ล้านรายการที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เขียนโดยภาษาเวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย มีทรัพยากรภาษาเวียดนามและภาษาต่างประเทศจำนวนหลายพัน เช่น หนังสือพิมพ์ แผนที่ แผนภาพ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ไมโครฟอร์ม โสตทัศนวัสดุและมัลติมีเดีย ห้องสมุดรวบรวมวัสดุที่ประกอบด้วยกระดาษเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคาบสมุดอินโดจีนที่พิมพ์ตั้งแต่ปี 1653 ถึง 1954 (หนังสือ 67,000 เล่ม หนังสือพิมพ์และนิตยสาร 1,700 ฉบับ), Sino-Nom collection (5,000 ชื่อเรื่อง) ซึ่งเขียนในภาษาเวียดนามโบราณบนกระดาษ “Do” เป็นวัสดุแบบโบราณของเวียดนามตั้งแต่ศตวรรษที่ 6-16 หอสมุดแห่งชาติเวียดนามเป็นสถานที่เก็บรักษาทรัพยากรที่มีคุณค่าและหายากรวมถึงแผนที่ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และไมโครฟิช (มีประมาณ 1,000 ชื่อเรื่องที่พิมพ์ในเวียดนามก่อนปี 1945 บริจาคโดยสถานทูตฝรั่งเศส) ทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดและเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม ทรัพยากรจำนวนมากมีเพียงหนึ่งเล่มเท่านั้น เนื่องจากเวลาและเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงทำให้เอกสารมีสภาพทรุดโทรม
ลักษณะทางกายภาพของทรัพยากรหายากมีอายุและระดับการสึกกร่อนที่แตกต่างกัน การสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง, การเปลี่ยนสี, การฉีกขาด, การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวของวัสดุ, ความเปราะบางของกระดาษ และรา วัสดุที่สำรวจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดดังข้างต้น การเปลี่ยนสีและซีดจางของวัสดุส่วนมากจะเกิดขึ้นบางส่วนหรือทั้งหมด
มีหลายเหตุผลทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมการเปลี่ยนสีของวัสดุอาจเกิดจากน้ำ ของเหลว หนอนหนังสือ และแมลงอื่นๆ เช่น แมลงสาบ หนู นอกจากนี้ การใช้วัสดุและวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุ เช่น การใช้กระดาษและกาวในปริมาณที่ไม่ถูกต้องทำให้พื้นผิวของวัสดุเปลี่ยนแปลง กาวยังเป็นสาเหตุทำให้กระดาษเปราะบางและเปลี่ยนสี เทปพันสายไฟสามารถทำให้เนื้อหาในเอกสารบางส่วนเกิดการจางและเบลอ
ในความเป็นจริงของสถานการณ์ โครงการการอนุรักษ์และสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามในระยะยาวได้รับการวางแผนและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติสำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการดูแลรักษาป้องกัน การสงวนและรักษา และแปลงเป็นดิจิทัล
1.1 Prevent preservation
ในปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กลยุทธ์ที่ครอบคลุมถึงความจำเป็นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการอนุรักษ์ในทุกการจัดเก็บข้อมูล
การจัดการสิ่งแวดล้อม
การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เก็บทรัพยากรซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรัพยากรจะถูกเก็บรักษา เข้าถึง และจัดแสดงได้ จะต้องใช้กลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่แน่นอนและง่ายที่สุดที่สามารถนำมาใช้ในการทำให้ทรัพยากรมีอายุการใช้งานยาวนาน มาตรการป้องกันจะต้องพิจารณาถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้องที่สุดในการป้องกันและรักษาทรัพยากรจากการเสื่อมสภาพและความเสียหายที่เกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องอบแห้ง (desiccative)เพื่อลดผลกระทบของอุณหภูมิภายนอกให้ความมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพในสถานที่เก็บรักษา การเก็บรักษาทั้งหมดในห้องสมุดมีการติดตั้งเครื่องอ่านค่าในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในอากาศในช่วงเวลาของวันที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 18-23 องศาเซลเซียสความชื้นจาก45-55%
ผลกระทบของการมีแสงภายในน้อย การปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ การทำงานของแสงในพื้นที่แตกต่างกันในบางส่วนของพื้นที่ที่จะได้รับความสว่างของแสงตามความจำเป็น
ฝุ่นเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของวัสดุ หอสมุดแห่งชาติเวียดนามระบบการจัดเก็บที่มีคุณภาพเพื่อรักษาและป้องกันวัสดุหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มีผลกระทบที่ไม่ดีเช่นแสงฝุ่นแมลง
นอกเหนือจากการรักษาสภาพอากาศให้มีมาตรฐานและมีเสถียรภาพในการควบคุมประชากรแมลงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของโปรแกรมการจัดการศัตรูพืชต้องมีการเฝ้าสังเกตกิจกรรมศัตรูพืช หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กับดักกาวเหนียวซึ่งใช้กันมากที่สุดในการเฝ้าสังเกตแมลงจำนวนมาก เช่น แมลงสามง่าม เหาหนังสือ (booklice)ปลวกแมลงแมลงสาบและหนู สารเคมีเป็นสิ่งที่พบบ่อยในการควบคุมแมลงรวมถึงจะนำกระดาษการบูรใส่ในหนังสือ (เป็นการป้องกันมากกว่าฆ่าแมลง)
การสำรวจ
การสำรวจเป็นงานหนึ่งของการอนุรักษ์ สงวนรักษา วัตถุประสงค์ของการสำรวจคือการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรถูกเก็บไว้ สภาพทั่วไปของทรัพยากร ปัญหาที่พบบ่อยความรู้ในการพัฒนาการเก็บรักษาและสิ่งแวดล้อมและหาแนวทางในการเก็บรักษาและการอนุรักษ์ ส่วนแรกของกระบวนการคือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด การสร้างแผ่นเก็บรวบรวมข้อมูลของแต่ละคนและปรับให้ใช้กับทรัพยากรที่แตกต่างกันได้ เป็นวิธีการที่ใช้เก็บข้อมูลคุณภาพของทรัพยากรและการเสื่อมสภาพการอนุรักษ์หรือการเก็บรักษาการรักษาก่อนหน้านี้
การฝึกอบรม
ในกลยุทธ์ของการป้องกันการเก็บรักษาหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจัดหลักสูตรการฝึกอบรมในการดูแลและการจัดการของทรัพยากรเพื่อช่วยบรรณารักษ์ทั่วไปและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สงวนรักษา
- โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถที่จะเพิ่มความตระหนักรู้ในกับอาชีพและขยายไปสู่ผู้อ่าน
1.2 Remedial preservation
หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้วิธีการพิเศษหลายวิธีในระหว่างการปรับปรุงการอนุรักษ์สงวนรักษา
- Deacidification and de-water method : ธรรมชาติเปราะบางของเอกสารทำให้เกิดความกังวลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุส่วนใหญ่การสัมผัสแสง สภาพสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนกระบวนการและวัสดุที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระดาษ เพื่อเพิ่มสภาพกระดาษ การใช้การลดกรด(deacidification)และการรีดน้ำ (de-water) นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษเป็นกลางและเพิ่มอัลคาไลน์ที่ยับยั้งทำซ้ำของกรดในระยะเวลานาน
- Leaf-casting methodวิธีการนี้ใช้สำหรับการซ่อมแซมกระดาษที่เสียหายโดยการเติมช่องว่างระหว่างเยื่อกระดาษกระบวนการใช้เครื่องอัดอากาศและสูญญากาศในการดำเนินการ เยื่อกระดาษที่จะได้รับการเติมเต็มในวัสดุที่ฉีกขาดและเสริมให้แข็งแรงโดย CMCขณะนี้วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสำหรับวัสดุที่มีการฉีกขาดและมีปริมาณมาก การใช้วิธีนี้พื้นผิวของวัสดุจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ได้คุณภาพที่แน่นอน หอสมุดแห่งชาติเวียดนามได้พยายามใช้วิธี Leaf-castingในคอลเลกชันของSino-Nom ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทรัพยากรจะเกิดความเสียหายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับน้ำ ผลที่ได้เป็นที่ยอมรับ แต่ก็มีการอธิบายเพิ่มเติมว่าวิธีนี้ควรจะนำมาใช้ในวัสดุที่หายากและมีค่าเพราะราคาเยื่อกระดาษค่อนข้างสูง
- นอกเหนือจากวิธี Leaf-casting แล้ววิธีการซ่อมแซมด้วยการใช้โต๊ะที่แสงสามารถส่องสว่างภายในโต๊ะยังใช้ในการรักษาอนุรักษ์ แสงไฟจะส่องผ่านวัสดุโดยตรงเพื่อตรวจสอบโครงสร้างของกระดาษขอบเขตของความเสียหายและการแสดงผลของการซ่อมแซม และยังใช้วิธีนี้ในการซ่อมแซมลายฉลุ
1.3 Digitizing for preservation
โปรแกรมห้องสมุดดิจิตอลมีบทบาทสำคัญในห้องสมุดที่ทันสมัยต่างๆการอนุรักษ์โดยการแปลงเป็นดิจิทัล สำหรับทรัพยากรหายากของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะปรับปรุงและการอนุรักษ์ขั้นสูง และการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อจำกัดการใช้ทรัพยากรต้นฉบับที่ทำการอนุรักษ์ และจะจัดเก็บทรัพยากรต้นฉบับแยกต่างหาก นอกจากนี้แปลงเป็นดิจิทัลทำให้มีทรัพยากรสำรองในกรณีที่เกิดภัยพิบัติที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับทรัพยากรต้นฉบับเดิม
2. การแชร์ประสบการณ์
2.1 วัสดุ
เอกสารทั้งหมดที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และสงวนรักษาในระยะยาว วัสดุที่ใช้จะต้องปราศจากกรดและมีคุณภาพตามมาตรฐาน วัสดุที่นำเข้ามักมีราคาแพงเกินงบประมาณของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามดังนั้นจึงมีการใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและเหมาะสมในการการรักษาอนุรักษ์ "Do" เป็นกระดาษซึ่งทำจากเส้นใย Liber เป็นกระดาษทำด้วยมือแบบดั้งเดิมเวียดนามมีความแข็งแรงด้วยเส้นใยที่ยาว มี "ขน" ที่ช่วยในการซ่อมแซมการฉีกขาดเพื่อให้รอยฉีกขาดสามารถเชื่อมต่อกัน "Do" เป็นกระดาษที่มีน้ำหนักเหมาะสมกับวัสดุที่ต้องการซ่อมแซมจากงานวิจัยพบว่ามีการใช้กระดาษ “Do” มาเป็นเวลาประมาณ 100 ปี
2.2 สารเคมี
สารเคมีที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการลดกรดจะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เป็นสารเคมีที่มีราคาแพง การใช้ปูนขาว (Slaked lime) สูตรทางเคมีคือ Ca(OH)2 (Calcium hydroxide) ในกระบวนการลดกรดซึ่งจะทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับความค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษก่อนการอนุรักษ์ วิธีการนี้สามารถใช้ได้สองแบบ คือ การฉีดสเปรย์และ Mas de-acidification
3. ข้อสรุป
แม้ว่าการอนุรักษ์และสงวนรักษาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม แต่ก็มีคือการพัฒนาไปทีละน้อยและห้องสมุดส่วนใหญ่ในประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ตั้งแต่ที่มีการตระหนักรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น ห้องสมุดมีการลงทุนที่ทันสมัยและผู้เชี่ยวชาญในการสงวนรักษา และทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรักษาลายลักษณ์อักษรมรดกทางวัฒนธรรมที่มีน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการสงวนรักษาสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้ในการสงวนรักษาโดยเฉพาะ นอกเหนือนี้จากการพัฒนาทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำหรับการอนุรักษ์สงวนรักษาในเวียดนาม
ข้อเสนอแนะ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดเก็บ รวบรวม และอนุรักษ์เอกสารโบราณ หนังสือหายาก ในกลุ่มประเทศอาเซียนในรูปแบบดิจิทัลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
บทความทางวิชาการ " การบูรณะวิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์"
วิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์ สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๒๓๗๐ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เดิมเป็นวิหารหรือหอพระที่ประดิษฐานพระบางเมื่อครั้งที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้อัญเชิญมาจากนครหลวงเวียงจันทร์
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานพระบางกลับไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระนาก จากหอพระในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกันมาประดิษฐานไว้ในวิหารแทน จึงเรียกวิหารหลังนี้ว่า วิหารพระนาก
วิหารพระนากมีความพิเศษหลายประการที่พบไม่บ่อยนักในอาคารในรุ่นราวคราวเดียวกัน อาทิเช่น การตกแต่งผนังภายนอกด้วยงานจิตรกรรมลายแผงหรือลายแย่งแบบราชวัตร (ลายตาราง) ซึ่งมีลักษณะเป็นดอกพุดตานก้านแย่งจากดอกตูมออกไปทั้งสี่ทิศ ตัวลายสีเหลืองถมพื้นดำ คล้ายกับทำให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งด้วยลายทอง อย่างไรก็ตามการตกแต่งผนังภายนอกดังกล่าวนี้เป็นงานที่เขียนขึ้นใหม่ในยุคหลัง แต่ยังคงรูปแบบลวดลายตามอย่างของเดิม
ซุ้มประตู-หน้าต่าง ปั้นปูนเป็นลายดอกพุดตานปิดทอง ตัวบานเขียนด้วยลายทองสอดสีรูปมังกร สิงโต และสัญลักษณ์มงคลในวัฒนธรรมจีน ซึ่งถือเป็นงานศิลปกรรมชิ้นสำคัญของวิหารแห่งนี้
การตกแต่งหน้าบันด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม แสดงเรื่องราวของแม่กาเผือกซึ่งเป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัลป์ และยังเป็นตำนานที่มีอิทธิพลมากในแถบล้านช้างและล้านนา
การทำช่องซุ้มประดับประทีป ซึ่งอาจพบเจอได้บ้างในวิหารที่อื่นๆ เช่น วัดไพชยนต์พลเสพย์ เป็นต้น แต่ช่องซุ้มประดับประทีปที่วิหารพระนากนี้ หากนับดูจะได้เท่ากับ ๒๔ ช่อง ซึ่งทำให้นึกไปถึงอดีตพุทธทั้ง ๒๔ พระองค์
การตกแต่งพนักบันไดด้านหน้าด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม เป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพุทธประวัติตอนมารผจญ ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ปรากฏการการนำเรื่องราวดังกล่าวมาแสดงภายนอกอาคาร
นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเขียนลายทองรูปดอกไม้ที่กรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่สำคัญคาดว่าวิหารพระนาก หรือวิหารพระบางหรือหอพระบางเดิม อาจมีหน้าต่างตรงกรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) เนื่องจากพบว่าไม้กรอบพาไลบางส่วนมีร่องเดือย และร่องรางรับบาน
อ้างอิง
กรมศิลปากร. ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 4 : วัดสาคัญกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2525). 217-218
ปฐมพงษ์ สุขเล็ก. “พระบาง” จากลาวสู่สยาม มาเพราะ “การเมือง” ส่งกลับเพราะ “ความเชื่อ”, ใน ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับมกราคม 2556.
อมรรัตน์ จริงวาจา. จิตรกรรมลายแผงสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 4 : วิเคราะห์ที่มารูปแบบและพัฒนาการ, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2560.
http://gis.finearts.go.th/fineart/ วัดจักรวรรดิราชาวาส
เรียบเรียง
ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี
เอื้อเฟื้อข้อมูล
พงศธร เหียงแก้ว
ศุภกิจจ์ เสถียรอินทร์
เรียบเรียง
ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้นวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชร..วัดช้างรอบ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเนินเขาลูกรังในเขตอรัญญิก เมืองกำแพงเพชร มีความสูง 98 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผังวัดมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลุ่มโบราณสถานสำคัญภายในวัดได้แก่ อุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด มีใบเสมาทำจากหินชนวนปักบนพื้นดินโดยรอบ 8 ทิศ วิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ทางด้านทิศตะวันตกของวิหาร เป็นเจดีย์ประธานทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 31 เมตร ส่วนฐานประดับด้วยประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างครึ่งตัว จำนวน 68 เชือก โดยมีการตกแต่งด้วยเครื่องทรงและเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากประติมากรรมรูปช้างที่ล้อมรอบฐานเจดีย์แห่งอื่นในวัฒนธรรมสุโขทัย เช่น เจดีย์ประธานวัดช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 - 20 และเจดีย์ประธานวัดสรศักดิ์ เมืองสุโขทัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20.สามารถกำหนดอายุเจดีย์ประธานวัดช้างรอบ ได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ด้วยวิธีการศึกษาเปรียบเทียบลวดลายเครื่องประดับของประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างที่มีความคล้ายคลึงกับลวดลายชายผ้านุ่งของเทวรูปพระอิศวรสำริดปรากฏจารึกที่ฐานประติมากรรม ระบุศักราช พ.ศ. 2053 รวมถึงลวดลายดอกบัว และเทพพนม ที่ปรากฏบนกระเบื้องเชิงชายซึ่งพบจากการดำเนินการทางโบราณคดีมีลักษณะคล้ายคลึงกับลายบนกระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา อาทิเช่น พระราชวังหลวง วัดสุวรรณาราม วัดพลับพลาชัย และตำหนักมเหยงคณ์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ..กรมศิลปากรโดยกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ได้ดำเนินการโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น เจดีย์ประธานวัดช้างรอบ ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองกำแพงเพชร กำหนดระยะเวลา วันที่ 2 มิถุนายน 2565 – 2 มีนาคม 2566 .ขั้นตอนการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้นแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้.1. ขั้นตอนการเตรียมการ- สำรวจเก็บข้อมูล และหลักฐานประติมากรรมปูนปั้น- วิเคราะห์ปัญหาสภาพความชำรุด และพิจารณาเทคนิคการอนุรักษ์ที่เหมาะสมกับประติมากรรมปูนปั้น2. ขั้นตอนการปฏิบัติการ- บันทึกหลักฐานก่อนการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น โดยบันทึกสภาพความชำรุดของประติมากรรม (ความชื้น วัชพืช รอยแตกร้าว) ด้วยภาพสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลหลักฐานอ้างอิง- บันทึกหลักฐานระหว่างการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น- การทำความสะอาดประติมากรรมปูนปั้น สารที่ใช้ในการทำความสะอาดเป็นสารเคมีที่มีชื่อว่า Benzalkonium Chloride หรือ BKC 80 เจือจางกับน้ำกลั่นหรือน้ำสะอาด. BKC เป็นสารทำความสะอาดที่สามารถกำจัดเชื้อจุลชีพ (สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ปรสิต) โดยจะทำความสะอาดสารเคมีดังกล่าวอีกครั้งภายหลังด้วยน้ำสะอาด และใช้กระบอกฉีดน้ำเป็นอุปกรณ์ในการทำความสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อประติมากรรมปูนปั้นที่ทำความสะอาด .- การเสริมความมั่นคงประติมากรรมปูนปั้น สืบเนื่องจากการสำรวจประติมากรรมก่อนการอนุรักษ์ ในกรณีประติมากรรมปูนปั้นเป็นโพรงภายใน ใช้น้ำปูนผสมกับผงอิฐธรรมชาติเพื่อคงความดั้งเดิมของวัสดุในการเสริมความมั่นคง โดยน้ำปูนจะไปยึดเกาะกับผิวประติมากรรมกับศิลาแลง- การซ่อมแซมประติมากรรมปูนปั้น- การบันทึกหลักฐานหลังการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น3. ขั้นตอนการติดตามผล- ติดตามผลหลังการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น.การดำเนินการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้น เจดีย์ประธานวัดช้างรอบ จัดทำขึ้นเพื่ออนุรักษ์ประติมากรรมรูปช้างและลวดลายปูนปั้นที่อยู่ในสภาพชำรุดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งในฐานะมรดกทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติ และแหล่งท่องเที่ยว – แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร..อ้างอิงกรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, 2548.กลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี กรมศิลปากรนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์, ธาดา สังข์ทอง และอนันต์ ชูโชติ ; ผู้แปลภาษาอังกฤษ, นันทนา ตันติเวสสะ และ สุรพล นาถะพินธุ, นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (Guide to Sukhothai Si Satchanalai and Kamphaeng Phet historical parks). พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2542.ประทีป เพ็งตะโก. กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540.
ตราดินเผารูปสิงห์นั่งชันเข่า จากเมืองโบราณอู่ทอง
ตราดินเผารูปสิงห์นั่งชันเข่า พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ตราดินเผา กว้าง ๓.๕ เซนติเมตร สูง ๓ เซนติเมตร รูปทรงค่อนข้างกลม ผิวหน้ามีรอยกดประทับเป็นรูปสัตว์ ๔ เท้า อยู่ในท่านั่งชันเข่า ส่วนหัวชำรุดรายละเอียดลบเลือนไป เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับตราดินเผารูปสิงห์นั่งชันเข่าประกอบสัญลักษณ์มงคล พบที่บ้านซับน้อย อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี พบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก
สิงห์เป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา ตามคติความเชื่อเนื่องในศาสนาพุทธ สิงห์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระองค์ได้รับการขนานนามว่าเป็นสิงห์แห่งศากยวงศ์ ทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีอำนาจและพละกำลัง เป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์และความดี ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีพบรูปสิงห์เป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับรูปสัตว์ชนิดอื่น รูปสิงห์ที่พบมีหลายอิริยาบถ ที่พบมากคือรูปสิงห์นั่งชันเข่า สันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย
นอกจากตราดินเผาที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังพบรูปสิงห์นั่งชันเข่าจากแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีอื่นๆ เช่น ประติมากรรมรูปสิงห์นั่งชันเข่าประดับศาสนสถาน พบที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม เจดีย์หมายเลข ๑ เมืองโบราณโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และโบราณสถานที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังพบบนเศษภาชนะดินเผาที่บ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และเมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ อีกด้วย
สันนิษฐานว่าตราดินเผารูปสิงห์นี้เป็นของที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นโดยคนพื้นเมืองทวารวดี โดยรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบและคติความเชื่อมาจากอินเดีย อาจใช้สำหรับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือเป็นชนชั้นสูง รวมถึงอาจใช้เป็นเครื่องรางเพื่อความเป็นสิริมงคล กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
เอกสารอ้างอิง
ดวงกมล อนันต์วัชรกุล. “คติความเชื่อเรื่องสัตว์ที่ปรากฏในวัฒนธรรมทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
ผาสุข อินทราวุธ. ดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๒๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย.พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.
สวัสดีค่ะ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ได้นำสาระน่ารู้เรื่อง บัวยอดปราสาท ไปชมกันได้เลยค่ะ
บัวยอดปราสาท
บัวยอดปราสาทเป็นส่วนประดับยอดของปราสาทในศิลปะเขมร มีลักษณะกลมแป้นเป็นลอนโดยรอบ บัวยอดปราสาทมีหน้าที่รองรับชิ้นส่วนคล้ายหม้อน้ำด้านบนสุดซึ่งเรียกว่า “กลศ”(กะ-ละ-สะ)
สำหรับการสร้างบัวยอดเทวสถานได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียโบราณเรียกว่า “อมลกะ” (อะ-มะ-ละ-กะ) ซึ่งมาจากคำว่า “อมลกิ” ในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “ลูกมะขามป้อม”
สำหรับบัวยอดปราสาทในสถาปัตยกรรมอินเดียสันนิษฐานว่าเริ่มปรากฏครั้งแรกบนยอดเสาอโศกมหาราชในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อเข้าสู่สมัยคุปตะ(พุทธศตวรรษที่๙ - ๑๐ )บัวยอดปราสาทจึงพัฒนารูปแบบเพื่อประดับบนยอดศิขร (สิ-ขะ-ระ) หรือส่วนเรือนยอดอาคาร และรองรับหม้อน้ำกลศด้านบนอย่างแพร่หลาย โดยในคติความเชื่อของฮินดูอมลกะเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดอันบริสุทธิ์และความเป็นอมตะ
สำหรับบัวยอดปราสาทของปราสาทสด๊กก๊อกธมพบทั้งหมดสองชิ้นได้แก่
- บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๑ ทำด้วยหินทราย ด้านบนรองรับกลศซึ่งมีการเจาะรูสี่เหลี่ยมขนาด ๒๐x๒๐ เซนติเมตร เพื่อติดตั้งตรีศูล/นพศูล ปัจจุบันอยู่บนยอดปราสาทประธาน
- บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๒ ทำจากหินทราย สลักตกแต่งเป็นรูปกลีบดอกบัวด้านบนรองรับกลศ สันนิษฐานว่าในอดีตประดับบนยอดของซุ้มประตูโคปุระด้านตะวันออก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในอาคารศูนย์บริการข้อมูลอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม
อ้างอิง
- อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๖๒). ทิพนิยายจากปราสาทหิน. นนทบุรี: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ : หน้า ๔๕.
- กรมศิลปากร.สำนักโบราณคดี. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า ๕๕๑.
- วสุ โปษยะนันทน์, อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) หน้า ๔๑-๔๒,๔๕,๖๔,๘๓
- Amalaka. Accessed May 25. Available from https://en.wikipedia.org/wiki/Amalaka
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “โกลิวิโส” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “โกลิวิโส” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๕.๗ เซนติเมตร สูง ๖ เซนติเมตร ส่วนเศียรชำรุดหักหายไป หากมีสภาพสมบูรณ์สันนิษฐานว่ามีรูปแบบศิลปกรรมเหมือนพระพิมพ์พระสาวกองค์อื่น ๆ ที่พบร่วมกัน กล่าวคือ มีเศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด ความว่า “โกลิวิโส” กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
นักวิชาการเสนอว่าจารึก “โกลิวิโส” มาจากนาม “โสโณ โกฬิวิโส” หมายถึง พระโสณโกฬิวิสะ ซึ่งเป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านความเพียร เมื่อคราวบำเพ็ญเพียรก็กระทำเกินความพอดี คือเดินจงกรมจนเท้าแตก เมื่อเดินไม่ได้จึงคลาน เมื่อคลานจนเข่าแตก มือแตกแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้จนคิดสึกเป็นคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้บำเพ็ญเพียรแต่พอดี โดยเปรียบเทียบกับสายพิณที่ขึงตึงเกินไป หย่อนเกินไป และตึงพอดี พระโสณโกฬิวิสะจึงได้บำเพ็ญเพียรแต่พอดีจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
พระโสณโกฬิวิสะ ยังเป็นหนึ่งใน “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งหมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่นเดียวกันกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ พระสารีบุตร พระมหากัสสปะ หรือ พระมหากัจจายนะ พระกังขาเรวตะ และพระปุณณสุนาปรันตะ การพบพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคติการนับถือพระอสีติมหาสาวกในสมัยทวารวดี ซึ่งในปัจจุบันมีหลักฐานว่าพบเพียงที่เมืองโบราณอู่ทองเท่านั้น จึงอาจเป็นคติที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัย ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี, ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.
ปัญญา ใช้บางยาง. ๘๐ พระอรหันต์ (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๕๒.
พระพุทธรูปปางสมาธิ พบจากโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง พระพุทธรูปปางสมาธิสำริด พระรัศมีเป็นลูกแก้ว อุษณีษะเป็นกะเปาะสูง เม็ดพระศกใหญ่ พระกรรณยาว พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา จีวรบางแนบพระวรกาย ชายสังฆาฏิซ้อนบนพระอังสาซ้ายปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ เห็นขอบสบงเป็นเส้นโค้งบริเวณบั้นพระองค์ พระหัตถ์ซ้ายวางทับพระหัตถ์ขวาประสานกันบนพระเพลาในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ โดยพระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย เห็นฝ่าพระบาทขวา ปรากฏชายผ้าพับซ้อนด้านหน้าพระเพลาใต้ข้อพระบาทขวา พระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้ มีรูปแบบของชายสังฆาฏิที่ซ้อนบนพระอังสาซ้าย และชายผ้าพับซ้อนด้านหน้าพระเพลา คล้ายคลึงกันกับที่ปรากฏบนพระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ ซึ่งขุดพบจากโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ แห่งนี้ และโบราณสถานแห่งอื่น ๆ ในเมืองโบราณอู่ทอง ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข ๕ และโบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ทั้งนี้ลักษณะชายผ้าที่ห้อยลงมาด้านหน้าพระเพลา อาจคลี่คลายมาจากชายผ้าของพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ศิลปะอินเดียแบบปาละ (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ หรือประมาณ ๙๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) โดยถือเป็นรูปแบบเฉพาะ ที่นิยมและปรากฏในพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง พระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้พบร่วมกับโบราณวัตถุอื่น ๆ ได้แก่ ภาชนะดินเผา แผ่นตะกั่วรูปพระโพธิสัตว์ แผ่นตะกั่วรูปสตรี พระพิมพ์ดินเผาปิดทองคำเปลว และพระพิมพ์ดินเผามีจารึกระบุนามผู้สร้าง ซึ่งสามารถกำหนดอายุจากจารึกและรูปแบบศิลปกรรมได้ว่า มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ดังนั้นพระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้จึงควรกำหนดอายุในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบปาละดังที่กล่าวถึงข้างต้น--------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง สุพรรณบุรี --------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ปรัชญา รุ่งแสงทอง. ผลการขุดแต่งโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ กับการตอบคำถามเรื่อง “หินตั้ง”ที่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พุหางนาคและคอกช้างดินร่องรอยพุทธและพราหมณ์บนเขา ศักดิ์สิทธิ์. สมุทรสาคร:บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๖๑. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
ตราดินเผามีจารึก“ศรี” และสัญลักษณ์โอม พบจากเมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ตราดินเผารูปกลม มีรอยประทับเป็นจารึกตัวอักษรและสัญลักษณ์ขนาดใหญ่เกือบเต็มพื้นที่ ปัจจุบันนักวิชาการมีความเห็นเกี่ยวกับตัวอักษรที่ปรากฏเหมือนกัน ว่าเป็นภาษาสันสกฤต อ่านว่า “ศรี” แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปเรื่องรูปแบบตัวอักษรและการกำหนดอายุว่า เป็นอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ (ประมาณ ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) หรือเป็นอักษรหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ด้านบนของตัวอักษร มีสัญลักษณ์เป็นขีดสองขีดและมีจุดกลมด้านบน ซึ่งนักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นสัญลักษณ์ “โอม” คำว่า “ศรี” หมายถึง สิริ ดี งาม ประเสริฐ เป็นคำที่มีความเป็นมงคลที่พบประกอบอยู่กับจารึกในสมัยทวารวดีจำนวนมาก ที่สำคัญ เช่น เหรียญเงินมีจารึก “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี” หรือ “พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ” พบจากเมืองโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม เป็นต้น นอกจากนี้ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาทรงหม้อน้ำ มีจารึกคำว่า “ศรี” บริเวณก้นภาชนะ จากการขุดแต่งโบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ สันนิษฐานว่าเป็นภาชนะสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วน “โอม” เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นมงคลเช่นเดียวกับคำว่า “ศรี” ตราดินเผาชิ้นนี้ อาจเป็นตราดินเผาที่พ่อค้า นักเดินทาง หรือนักบวชชาวอินเดีย นำติดตัวเข้ามาในดินแดนแถบนี้เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร อาจเกี่ยวข้องกับด้านการค้า การศาสนา หรือเป็นเครื่องรางเพื่อความเป็นสิริมงคล หรืออาจเป็นตราดินเผาที่ผลิตขึ้นโดยคนท้องถิ่นสมัยทวารวดี ที่ผลิตตราดินเผาขึ้นใช้เองในท้องถิ่นโดยรับอิทธิพลด้านภาษาและคติความเชื่อเรื่องสัญลักษณ์มงคลจากชาวอินเดียก็เป็นได้ -----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔). กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙. เด่นดาว ศิลปานนท์. โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ปริศนาวิหารถ้ำเมืองอู่ทอง. กรุงเทพ : อรุณการ พิมพ์, ๒๕๕๙. วิภาดา อ่อนวิมล. เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑. อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสต รมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.