ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
ชื่อเรื่อง : คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย
ผู้เขียน : ปติสร เพ็ญสุต
สำนักพิมพ์ : มิวเซียมเพรส
ปีพิมพ์ : 2562
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-7674-17-9
เลขเรียกหนังสือ : 247 ป151ค
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : ศาสนศิลป์ที่โดดเด่นประเภทหนึ่ง คือ กระจกสีในโบสถ์คริสต์ (Stained glass) เป็นงานศิลปกรรมที่อาจจะค่อนข้างเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ เพราะแฝงระบบสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยาไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องคริสต์ประวัติ นักบุญ แม่พระ ซึ่งมักนำเอาเหตุการณ์ในพระคัมภีร์มาสรุปย่อไว้ในบานกระจกที่มีพื้นที่ไม่มาก การจะเข้าใจศาสนศิลป์ประเภทนี้ได้จึงต้องเข้าใจระบบสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมคริสเตียนด้วย ดังนั้น "คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย" นับว่าเป็นคู่มือแนะนำเบื้องต้นที่จะแบ่งปันเรื่อวราวเกี่ยวกับคริสต์ศิลป์โบราณในประเทศไทยซึ่งล้วนทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะรวมทั้งเป็นคู่มือสำหรับการเยี่ยมชมโบสถ์คริสต์ในไทยที่มีอยู่มากมายได้เป็นอย่างดีโดยเนื้อหาได้นำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กระจกสี เช่น ศิลปะโกธิค การเฟื่องฟูขึ้นของกระจกสี แนวคิดแสงสว่าง ความหมายของแสงจากกระจกสี เส้นทางของกระจกสีหลังยุคกลาง การทุบทำลาย-การฟื้นฟู เป็นต้น : คริสต์ประวัติโดยสังเขป เช่น การถวายพระเยซูในพระวิหาร แม่พระและนักบุญโยเซฟพบพระเยซูในพระวิหาร ปอนธิอัส ปิลาตตัดสินประหารพระเยซู การตรึงกางเขน การฝังพระศพ เป็นต้น : กระจกสีในประเทศไทย เช่น โบสถ์คริสต์ต้นรัตนโกสินทร์ฯ กระจกสีเท่าที่เหลืออยู่ "เก่าสุด" อยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ สมัยรัชกาลที่ 3 กระจกสีนำเข้าจากฝรั่งเศสสู่สยาม เป็นต้น : วัดคอนเซ็ปชัญ เช่น ดวงอาทิตย์ นักบุญอันตนแห่งปาดัว นักบุญกาเยตาโน เป็นต้น : วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน เช่น ภาพประวัตินักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ภาพอัครสาวก นักบุญเปโตร นักบุญมัสธีอัส นักบุญเปาโล เป็นต้น : วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เช่น ภาพการก่อตั้งวัดนักบุญยอแซฟโดยพระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ภาพประวัตินักบุญโยเซฟ ภาพนักบุญนิโคลัส นักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา นักบุญมากาเร็ต มารีย์ อาลาก๊อก เป็นต้น : วัดพระคริสตหฤทัย เช่น ภาพคริสต์ประวัติ ภาพพระเยซู แม่พระ นักบุญอากาธา นักบุญหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส เป็นต้น : อาสนวิหารแม่พระบังเกิดเกล้า เช่น ภาพแม่พระบังเกิด งานแต่งงานที่นาคา แม่พระบรรทม การฝังศพแม่พระ เป็นต้น : อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เช่น ภาพนักบุญในอินโดจีน นักบุญออกุสต์ ซัปเดอเลน นักบุญฟรองซัว อิสิดอร์ กาเกอแล็ง ภาพนักบุญพระสันตปาปา นักบุญเซบาสเตียน นักบุญลูเซีย นักบุญเฮเลนา เป็นต้น และวัดอัครเทวดามีคาแอลดอนกระเบื้อง เช่น ภาพนักบุญอันนากับรังนกนักบุญโมนิกาเป็นต้น พร้อมภาพประกอบและคำอธิบายภาพที่จะช่วยให้เข้าใจและเข้าถึงคริสต์ศิลป์โบราณที่มีในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น
อาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้ สวนรุกชาติเชตวัน ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองแพร่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ ริมแม่น้ำยมในเขต บ้านเชตวัน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เดิมเชื่อกันว่าอาคารหลังนี้ เป็นอาคารที่ทำการของบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำกิจการอุตสาหกรรมป่าไม้ในเมืองแพร่ ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อมาจากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องพบว่าอาคารหลังดังกล่าวน่าจะเป็นอาคารที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ กรมป่าไม้สยาม ซึ่งน่าจะสร้างในปี ๒๔๔๔ เพื่อเป็นสำนักงานควบคุมกิจการการทำไม้ของบริษัทต่างชาติในพื้นที่เมืองแพร่ จากข้อมูลภาพถ่ายเก่าพบว่า อาคารเป็นเรือนไม้ประยุกต์ มีลักษณะแบบอาคารทางราชการที่มีในเวลานั้น ที่นิยมสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่มีบริษัทต่างชาติได้รับสัมปทานเข้ามาทำอุตสาหกรรมป่าไม้ อาทิ อาคารสำนักงานป่าไม้ภาคเดิมที่ เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ ฯลฯ อาคารหลังนี้จึงเป็นอาคารอนุสรณ์สถานสำคัญที่เก่าแก่ที่สุดหลังหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการอุตสาหกรรมป่าไม้ในเมืองแพร่ ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ในเขตสวนรุกขชาติเชตวัน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) ได้มีโครงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าว โดยในการดำเนินงานได้เกิดกรณีข้อวิพากษ์จากภาคประชาสังคมในกระบวนการดำเนินงานที่ยังขาดกระบวนการศึกษาทางวิชาการในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์อาคารและสภาพแวดล้อมภูมิทัศน์ดั้งเดิมอย่างเป็นวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) จึงได้บูรณาการร่วมกับสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร จัดทำกิจกรรมการศึกษาฯทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้การดำเนินงานปรับปรุงอาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้ มีขั้นตอนดำเนินงานที่เป็นวิชาการเพื่อให้สามารถคงไว้ซึ่งคุณค่าของอาคารหลังนี้อย่างครบถ้วนและเพื่อเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนจังหวัดแพร่ต่อไป สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้เข้าดำเนินการศึกษาทางโบราณคดี ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๖๖๓ โดยการขุดทางโบราณคดีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของอาคารว่ามีรูปแบบดั้งเดิมและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับการวิเคราะห์ทางสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบไม้ส่วนต่างๆของอาคารที่คัดแยกไว้ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรูปแบบการปฏิสังขรณ์ฟื้นคืนอาคารหลังนี้ให้มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และความเป็นของแท้ดั้งเดิม การดำเนินการหลัก คือ การขุดตรวจทางโบราณคดีเป็นร่องยาวผ่ากลางอาคาร (trench)ทั้งแนวกว้างและแนวยาว โดยจะทำการขุดคร่อมแนวฐานเสาอาคารเพื่อตรวจสอบร่องรอยการสร้างฐานรากอาคาร รวมถึงขุดตรวจบริเวณขอบอาคารที่เป็นมุมหรือจุดที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการก่อสร้างต่อขยายอาคาร เพื่อตรวจสอบลำดับพัฒนาการการก่อสร้างต่อเติมอาคาร สรุปการขุดตรวจทางโบราณคดี จากการขุดตรวจทางโบราณคดี สามารถสรุปพัฒนาการของอาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน (อาคารป่าไม้เขต กรมป่าไม้) ได้เป็น ๕ ระยะดังนี้ อาคารระยะแรกเริ่ม อาคารระยะแรกเริ่มมีขนาดเล็กกว่าอาคารในยุคปัจจุบันก่อนการรื้อถอน เป็นอาคารยกพื้น (ยกพื้นเตี้ย) ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีด้านยาวทอดไปตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ยาว ๑๘.๖๐ เมตร กว้าง ๑๑.๗๕ เมตร โดยมีเสาไม้ตั้งบนฐานก่ออิฐเป็นส่วนรองรับคานและพื้นใช้งานตัวอาคาร ฐานเสาก่ออิฐโผล่พ้นระดับพื้นด้านล่างอาคาร (พื้นใช้งานรอบอาคาร) ประมาณ ๑๐ เซนติเมตร อาคารมีมุขยื่นออกมาด้านหน้า ยาว ๕.๑๐ เมตร ในลักษณะเป็นมุขโถง ๒ ช่วงเสา แต่ละช่วงมีเสาไม้รองรับ ๓ ต้น กึ่งกลางด้านเป็นบันไดทางขึ้นอาคารจำนวน ๒ ขั้น และมีบันไดทางขึ้นด้านข้างที่ด้านสกัดของอาคารทั้ง ๒ ด้าน (ด้านทิศตะวันออกและตะวันตก) เมื่อพิจารณาร่วมกับประวัติศาสตร์การทำอุตสาหกรรมป่าไม้ในภาคเหนือและจังหวัดแพร่ สันนิษฐานได้ว่า อาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในปี๒๔๔๔ ซึ่งเป็นเวลาที่กรมป่าไม้สยาม ได้ตั้งสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ขึ้น เพื่อกำกับกิจการการทำไม้ของบริษัทต่างชาติ ที่ได้เริ่มทำกิจการป่าไม้ในจังหวัดแพร่ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เช่นเดียวกัน อาคารระยะที่สอง อาคารมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังเช่นระยะแรก แต่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ทิศเหนือ) เพิ่มขึ้นอีก ๑ ช่วงเสา กลายเป็นมุขหน้ายาว ๓ ช่วงเสา อาคารปรากฏหลักฐานที่บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงเป็นอาคารสองชั้นครั้งแรก คือ การพบแนวฐานบันไดซึ่งน่าจะเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับการมีชานยื่นออกมารับมุขหน้าเพื่อเป็นจุดรับบันไดทางขึ้นสู่ชั้น ๒ และเปลี่ยนระบบฐานรากอาคารเป็นฐานตอม่อคอนกรีตเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ยังมีบางจุดที่ยังใช้งานฐานเสาก่ออิฐของเดิม และมีการก่อผนังอิฐปิดพื้นที่ระหว่างฐานเสาแต่ละต้นและถมปรับพื้นภายในอาคารและเปลี่ยนพื้นใช้งานในอาคารจากระบบคานและพื้นไม้ไปเป็นพื้นปูอิฐ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่และเสริมความมั่นคงฐานอาคาร ซึ่งระยะเวลาการปรับปรุงอาคารในระยะที่สองควรเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๘๗ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่อาคารระยะแรกได้ถือกำเนิดขึ้นและก่อนที่จะปรากฏภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงให้เห็นผังอาคารที่มีการเพิ่มปีกอาคารด้านตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นพัฒนาการของอาคารระยะที่สาม ทั้งนี้มีห้วงเวลาที่มีความน่าสนใจในที่อาจจะพอเจาะจงช่วงเวลาของการปรับปรุงอาคารระยะที่สองให้กระชับลงไปอีก คือ อาจอยู่ในราว พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๘๒ เนื่องจากในห้วงเวลา ๑๐ ปีนี้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมืองแพร่ ๓ ครั้ง ดังนั้นร่องรอยชั้นตะกอนน้ำท่วมและการปรับปรุงอาคารระยะที่สองนี้อาจเกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวซึ่งมีเหตุปัจจัยและแนวทางการแก้ไขอันเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อาคารระยะที่สาม การปรับปรุงอาคารในระยะที่สาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอาคาร โดยพบหลักฐานทั้งการขยายอาคาร เพิ่มองค์ประกอบต่างๆ และการพบหลักฐานความเป็นอาคาร ๒ ชั้นอย่างชัดเจนจากภาพถ่ายทางอากาศ โดยมีการเพิ่มปีกอาคารออกไปอีกด้านละ ๑ ห้อง (ด้านตะวันตกและตะวันออก) และเปลี่ยนระบบเสารับน้ำหนักจากเสาตอม่อที่มีเสาไม้ปักลงในเสาเป็นระบบเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก รวมถึงการสร้างชานยกพื้นเตี้ยยื่นออกมาจากมุขหน้าอาคาร นอกจากนี้แล้วที่ด้านหลังอาคาร (ด้านทิศใต้) ยังพบองค์ประกอบอาคารที่มีความน่าสนใจ คือ บันไดทางขึ้นที่ก่อเป็นชั้นซ้อนแบบอัฒจรรย์ ขอบบันไดโค้ง แนวบันไดนี้ถูกเทพื้นซีเมนต์ทับในการปรับปรุงอาคารระยะที่สาม ที่ด้านทิศตะวันตกพบแนวร่องน้ำก่ออิฐยาวขนานกับแนวอาคาร ร่องน้ำมีแนวยาวต่อเนื่องไปทางแม่น้ำยม (ทิศตะวันตก) ร่องน้ำนี้น่าจะถูกปิดด้านบนด้วยฝาไม้ และกลบทับด้วยดินอีกครั้ง สันนิษฐานว่าแนวร่องน้ำน่าจะขนานยาวไปกับแนวอาคารโดยตลอด ซึ่งการปรับปรุงอาคารระยะที่สามน่าจะเกิดขึ้นก่อนปี ๒๔๘๗ ที่ปรากฏภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงให้เห็นผังอาคารตรงตามข้อมูลการขุดตรวจทางโบราณคดี และอาจเกิดขึ้นหลังปี ๒๔๗๒-๒๔๘๒ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นห้วงเวลาเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมืองแพร่ที่มีการปรับปรุงอาคารระยะที่สอง อาคารระยะที่สี่ เป็นระยะเวลาที่ปรากฏรูปแบบอาคารตามภาพถ่ายเก่าที่แสดงให้เห็นรูปแบบอาคารในปี ๒๔๙๘ ซึ่งผังและรูปแบบอาคารโดยรวมยังคงลักษณะของอาคารในระยะที่สาม เพียงแต่มีการเพิ่มเติมและยกเลิกการใช้งานบางส่วนของอาคารไป คือ การเพิ่มระเบียงที่ด้านแปด้านหน้าอาคาร โดยหลักฐานจากการขุดตรวจทางโบราณคดีพบฐานเสารองรับระเบียงขนานกับแนวผนังอาคาร และการพบหลักฐานชานบันไดทางขึ้นที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของมุขหน้า ซึ่งเป็นบันไดขึ้นสู่ชั้น ๒ ของอาคาร โดยพบว่าปูนฉาบที่ผิวแท่นชานบันไดอยู่ในระดับต่ำกว่าผิวดินปัจจุบัน ๑๒ เซนติเมตร ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าระยะที่สี่มีการยกเลิกชานด้านหน้ามุขที่ใช้เป็นที่ตั้งบันไดขึ้นสู่ชั้น ๒ แต่เปลี่ยนมาสร้างบันไดขึ้นด้านข้างแทน และทำการถมปิดพื้นบริเวณมุขหน้าทำให้พื้นใช้งานภายในของอาคารและมุขหน้าเป็นระนาบเดียวกัน รวมถึงสร้างบันไดมุขหน้าใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลภาพถ่ายเก่าอาคารในปี ๒๔๙๘ ที่พอสังเกตเห็นองค์ประกอบเหล่านี้ ทั้งนี้ต่อข้อสันนิษฐานว่าอาคารในระยะที่สี่ควรเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เมื่อพิจารณาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ประกอบพบว่าช่วงเวลาที่มีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงอาคารน่าจะอยู่ในราว พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๘ ซึ่งพิจารณาจากเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ในปี ๒๔๘๓ ได้มีการยุบป่าไม้ภาคแพร่รวมกับป่าไม้ภาคลำปาง และกรมป่าไม้ได้พิจารณากลับมาตั้งป่าไม้ภาคแพร่อีกครั้งในปี ๒๔๙๕ ดังนั้นห้วงเวลาของการปรับปรุงอาคารในระยะที่สี่ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างปี ๒๔๘๓-๒๔๙๔ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำนักงานป่าไม้ภาคแพร่ถูกยุบเลิกไป ดังนั้นห้วงเวลาที่น่าจะมีการปรับปรุงอาคารระยะที่สี่จึงควรอยู่ในราวปี ๒๔๙๕-๒๔๙๘ ที่กลับมาใช้งานอาคารนี้อีกครั้งในฐานะอาคารสำนักงานป่าไม้ภาคแพร่ อาคารระยะที่ห้า (สมัยปัจจุบัน) เป็นช่วงเวลาหลังสุดของการก่อสร้างต่อเติมอาคาร ซึ่งทำให้อาคารมีรูปแบบดังที่ปรากฏก่อนการรื้อถอนในปี ๒๕๖๓ โดยปรากฏการต่อเติมใน ๒ บริเวณ คือ สร้างห้องมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และห้องมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอาคารเพิ่มอย่างละ ๑ ห้อง โดยเป็นการก่อแนวอิฐจากขอบด้านยาวของอาคารยื่นออกไปให้เสมอกับขอบของปีกอาคารแล้วก่อเป็นแนวมุมฉากยาวไปบรรจบกับแนวขอบปีกอาคารทำให้เกิดเป็นห้องใหม่เพิ่มขึ้นมุมละ ๑ ห้อง รวมถึงการสร้างชานอาคารด้านหลังยื่นออกมา (เฉพาะชั้น ๒ โดยมีส่วนรับน้ำหนักเป็นเสาไม้และฐานตอม่อคอนกรีต) ทั้งนี้จากภาพถ่ายทางอากาศของวิลเลียม ฮันท์ ในปี ๒๔๘๗ ปรากฏอาคารอีก ๑ หลัง ตั้งอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางด้านตะวันตกของอาคารหลัก ซึ่งต่อมาจากข้อมูลภาพถ่ายระหว่างการรื้อถอนอาคารแสดงให้เห็นว่าส่วนนี้ได้กลายเป็นชานอาคารที่ยื่นออกไปแทน โดยมีพื้นที่ใช้งานเฉพาะชั้น ๒ ส่วนชั้นล่างเป็นโถงโล่ง จึงสันนิษฐานได้ว่า ชานอาคารด้านหลังนี้สร้างขึ้นหลัง พ.ศ.๒๔๘๗ ซึ่งเป็นการสร้างหลังจากที่อาคารหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนไป อาคารป่าไม้เขตแพร่....ไม่ใช่บอมเบย์เบอร์มา แต่คุณค่าไม่น้อยกว่ากัน ข้อมูลจากหนังสือ "ระยะทางไปมณฑลภาคพายัพ พระพุทธศักราช ๒๔๖๕" ซึ่งเป็นเอกสารการตรวจราชการของกรมการปกครอง ระบุถึงการมีอยู่ของอาคารที่ทำการกองป่าไม้และบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ว่าตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยตั้งอยู่นอกเมืองด้านทิศใต้ใกล้แม่น้ำยม "... ในเมืองข้างกำแพงเมืองทางทิศใต้มีห้างของบริษัทอิสเอเชียติก นอกเมืองทางทิศใต้ มีถนนแยกไปทางทิศตะวันตกถึงลำน้ำยม ในถนนนี้มีที่ทำการกองป่าไม้ และห้างบอมเบเบอร์ม่า ..." จากเนื้อความพบว่าบันทึกนี้มิได้ให้รายละเอียดในเชิงตำแหน่งว่าอาคารทั้งสองแห่งตั้งอยู่สัมพันธ์กันอย่างไร ข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศของวิลเลียม ฮันท์ ในปี ๒๔๘๗ คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงเห็นถึงลักษณะและสภาพแวดล้อมของอาคาร โดยพบว่าบริเวณริมแม่น้ำยม ในพื้นที่บ้านเชตวัน ปรากฏกลุ่มอาคาร ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกตั้งอยู่ด้านทิศเหนือ กลุ่มที่สองตั้งอยู่ด้านทิศใต้โดยมีถนนเชตวันคั่น จากที่ตั้งและการใช้งานอาคารในปัจจุบัน พื้นที่กลุ่มอาคารด้านทิศใต้ที่ปรากฏในภาพถ่ายเก่า ปัจจุบันคือพื้นที่สวนรุขชาติเชตวัน ซี่งเป็นที่ตั้งของอาคารที่ถูกรื้อถอน โดยอาคารหลังดังกล่าวนี้เมื่อสืบประวัติย้อนกลับไป พบหลักฐานว่าอย่างน้อยที่สุดในราวปี ๒๔๙๕-๒๔๙๘ อาคารมีสถานะเป็นสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ ซึ่งเมื่อลำดับประวัติการตั้งสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๔๔ ไม่พบเรื่องราวที่กล่าวถึงการย้ายที่ทำการสำนักงานฯไปในบริเวณอื่นภายในจังหวัดก่อนปี ๒๕๑๕ นั่นจึงแสดงให้เห็นว่า อาคารหลังดังกล่าวนี้ คืออาคารในราชการของกรมป่าไม้มาโดยตลอด และสรุปได้ในข้างต้นว่ากลุ่มอาคารที่เหลืออยู่ทางทิศเหนือ น่าจะเป็นที่ทำการสำนักงานบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ เทรดดิ้ง จากการนำภาพถ่ายทางอากาศของพื้นที่ในปี ๒๔๘๗ ทับซ้อนกับภาพถ่ายทางอากาศสภาพพื้นที่ปัจจุบัน พบว่าพื้นที่กลุ่มอาคารด้านทิศเหนือ ได้กลายเป็นแนวแม่น้ำยมไปแล้วทั้งหมด จึงกล่าวได้ว่าที่ทำการสำนักงานบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ได้พังทลายลงไปในแม่น้ำยมทั้งหมดแล้วในอดีต จากการกัดเซาะตลิ่งและเปลี่ยนเส้นทางเดินของแม่น้ำในบริเวณดังกล่าวซึ่งเป็นโค้งลำน้ำ โดยห้วงเวลาที่อาคารที่ทำการบริษัท บอมเบย์เบอร์มาร์พังทลายหายไปนี้ น่าจะเกิดขึ้นหลังปี ๒๔๘๗ แต่น่าจะเกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๐๕ ดังที่ไม่ปรากฏพื้นที่อาคารที่ทำการบริษัทฯเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นแปลงที่ดินที่เกิดจากการรวมที่ดิน ๓ แปลง คือ แปลงของกรมป่าไม้ แปลงของบริษัทแองโกสสยามคอเปอเรชั่น และแปลงของบริษัทอีสต์ เอเชียติกที่ขายให้กรมตำรวจ ซึ่งแปลความได้ว่า พื้นที่แปลงของบริษัทบอมเบย์เบอร์มาร์ส่วนหนึ่งอาจพังทลายลงแม่น้ำไปก่อนโดยยังมีบางส่วนคงเหลือที่ขายให้รัฐบาลไทยในปี ๒๕๐๐ นำไปสู่การนำที่แปลงดังกล่าวมารวมกันจนกลายเป็นโฉนดแปลงเดียวในปี ๒๕๐๕ ซึ่งก็คือที่ดินสวนรุกขชาติเชตะวันในปัจจุบัน ----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ (มกราคม ๒๕๖๓)----------------------------------------------------
ไฟล์ สรุปผลการตรวจสอบตามแผนการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563
อธิบดีกรมศิลปากรเตรียมสรุปผลการดำเนินงานอาคารบอมเบย์ เบอร์มา และหารือร่วมกับภาครัฐและประชาชนชาวจังหวัดแพร่ ในการฟื้นฟูอาคาร พร้อมตรวจติดตามงานสำคัญอีกหลายโครงการ นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรมีกำหนดจัดประชุมสัญจรภาคเหนือ และตรวจราชการพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ ลำปาง เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖ ธันวาคมนี้ โดยมีประเด็นหลักเป็นการติดตามผลการดำเนินงานของกรมศิลปากรที่สำคัญ และเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งประเทศ ได้แก่ อาคารศูนย์การเรียนรู้ป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน (อาคารป่าไม้เขตแพร่เดิม) ที่ปรากฏเป็นข่าวสำคัญไปเมื่อกลางปี ๒๕๖๓ ว่ามีการรื้อถอนอาคารจนเกิดเป็นกระแสข่าวที่หลายคนต่างให้ความสนใจ โดยกรมศิลปากรได้ตั้งคณะทำงานเข้าทำการสำรวจเก็บข้อมูล ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และจัดทำรูปแบบสันนิษฐาน เพื่อปฏิสังขรณ์ ฟื้นฟูอาคารไม้สักอายุกว่า ๑๐๐ ปี ให้กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ จะมีการประชุมหารือระหว่างกรมศิลปากร ร่วมกับจังหวัดแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ เมืองแพร่ และประชาชนชาวจังหวัดแพร่ เพื่อชี้แจงผลการดำเนินงานของกรมศิลปากร และสรุปแนวทางในการฟื้นฟูอาคาร เพื่อก้าวไปสู่ขั้นตอนการปฏิสังขรณ์โดยให้เป็นไปตามความประสงค์ของประชาชนชาวจังหวัดแพร่ ต่อไป นอกจากนี้ อธิบดีกรมศิลปากรจะติดตามผลการดำเนินงานอนุรักษ์บานประตูไม้ลงรักปิดทองวัดหมื่นล้าน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกทาสีทับ ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา การบูรณะโบราณสถาน ต่างๆ ในเขตสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้แก่ วัดช้างค้ำ วัดพระธาตุแช่แห้ง งานปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน งานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน วัดพระแก้วดอนเต้า วัดม่อนจำศีล จังหวัดลำปาง วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ โบราณสถานเวียงแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมศิลปากรจะได้ทยอยนำเสนอผลการดำเนินงานต่าง ๆ ให้ประชาชนรับทราบต่อไป
สรุปสถิติผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓สรุปสถิติผู้เข้าชมโบราณสถานในจังหวัดสุรินทร์ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓และสรุปการจัดเก็บรายได้ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓
รายงานการเดินทางไปราชการ
เนื่องในงานเผยแพร่วัฒนธรรมโขน ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ระหว่างวันที่ ๕– ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘
และงานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยภายใต้โครงการนำความเป็นไทยสู่สากล ณ ประเทศเม็กซิโก และเปรู
ระหว่างวันที่ ๙ – ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘
..................................................
๑. ชื่อโครงการ เนื่องในงานเผยแพร่วัฒนธรรมโขน ณ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
และงานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยภายใต้โครงการนำความเป็นไทยสู่สากล
ณ ประเทศเม็กซิโก และเปรู
๒.วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อร่วมเป็นกิจกรรมหนึ่งในการรณรงค์การสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง
แห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) วาระปี ๒๐๑๗-๒๐๑๘ ของไทย
๒.๒ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย เสริมสร้างภาพลักษณ์และความนิยมไทยสู่สากล และในมหานคร
ระดับโลก รวมถึงกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา
๒.๓ เพื่อร่วมฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และการลงนามในความตกลงด้าน
วัฒนธรรมไทย
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๕ – ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่
๔.๑ ลานด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ (UN) นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
๔.๒ Carnegie Hall นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
๔.๓ โรงละคร Teatro Xola Julio Prieto เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
๔.๔ ศูนย์ศิลปะเม็กซิโก เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
๔.๕ โรงละครแห่งชาติ เมืองลิมา ประเทศเปรู
๕. หน่วยงานผู้จัด
กระทรวงการต่างประเทศ
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๖.๑ กระทรวงวัฒนธรรม
๖.๒ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558
05.30 น.
06.30 น.
09.50 น.
(เวลาท้องถิ่น) 17.05 น.
19.10 น.
21.15 น.
- คณะนาฏศิลป์และดนตรีไทย จำนวน 28 คน เดินทางออกจากสำนักการสังคีต
กรมศิลปากร
- เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอิน Group แถว P ประตู 7 และผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง
- เดินทางออกจากประเทศไทยไปกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยสายการบิน Air France เที่ยวบินที่ AF165
- เดินทางถึงสนามบินนานาชาติชาร์ลเดอโกล กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
(ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง)
-เดินทางไปนครนิวยอร์ก โดยสายการบิน Air France เที่ยวบินที่ AF8
-เดินทางถึงนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเข้าพัก ณ โรงแรม The Lexington
New York City
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
19.00 น.
- อาหารเช้า
- ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อไปซ้อมและดูสถานที่สำหรับการแสดง ณ สำนักงาน
องค์การสหประชาชาติ
- รับประทานอาหารกลางวัน
- ซ้อมและดูสถานที่สำหรับการแสดง ณ Carnegie Hall
-รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (เอกอัคราชทูตไทยเป็นเจ้าภาพ)
-พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
20.00 น.
21.00 น.
- อาหารเช้า
- ออกจากโรงแรมที่พัก ทัศนศึกษาและชมสถานที่สำคัญของนครนิวยอร์ก
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เตรียมการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด พระรามตามกวาง และหนุมาน
จับนางสุพรรรมัจฉา
- การแสดงโขน ชุด พระรามตามกวาง และหนุมานจับนางสุพรรรมัจฉา
-รับประทานอาหารค่ำ
-พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
19.30 น.
22.00 น.
23.00 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- ซ้อมการแสดง ณ Carnegie Hall
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เตรียมการแสดง
- การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา-ยกรบ ณ Carnegie Hall
-รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารจีน (รองนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ)
-พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
09.30 น.
10.30 น.
13.50 น.
17.45 น.
21.00 น.
- อาหารเช้า
- ออกจากโรงแรมที่พัก เดินทางไปยังสนามบิน JFK
- เดินทางถึงสนามบิน JFK
- เดินทางไปกรุงเม็กซิโก โดยสายการบิน Aero Mexico เที่ยวบินที่ AM409 (ใช้
เวลาเดินทางประมาณ 4:55 ชม.)
-เดินทางถึงสนามบิน ณ เมืองลิมา ประเทศเม็กซิโก
-เดินทางถึงโรงแรม Crowne Plaza และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
- อาหารเช้า
- เดินทางไปดูสถานที่ ซ้อมการแสดง และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณ Centro Nacional de las Artes
- รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารจีน
- ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก
-รับประทานอาหารค่ำ ณ ทำเนียบเอกอัคราชทูตไทย ประเทศเม็กซิโก
และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
19.30 น.
23.00 น.
- อาหารเช้า
- เดินทางออกจากโรงแรมที่พักเพื่อไปซ้อมการแสดง ณ โรงละคร Teatro Xola
Julio Prieto
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เตรียมการแสดง
- การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด ลักสีดา – ยกรบ และการแสดงพื้นบ้านสี่ภาค
- รับประทานอาหารค่ำ และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
09.00 น.
12.00-12.30 น.
13.00-13.30 น.
14.00-14.30 น.
15.00-15.30 น.
18.00 น.
- อาหารเช้า
- เดินทางออกจากโรงแรมที่พักเพื่อไปจัดการแสดง ณ ศูนย์ศิลปะเม็กซิโก Centro
Nacional de las Artes
- การแสดงรอบที่ 1
- การแสดงรอบที่ 2
- การแสดงรอบที่ 3
- การแสดงรอบที่ 4
- รับประทานอาหารค่ำ และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
09.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
17.00 น.
23.00 น.
24.00 น.
- เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก Check out
- ทัศนศึกษา และซื้อของที่ระลึก
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เดินทางถึงสนามบิน ประเทศเม็กซิโก
- ออกเดินทางไปยังเมืองลิมา ประเทศเปรู โดยสายการบิน Aerp Mexico
เที่ยวบินที่ AM18
- เดินทางถึงเมืองลิมา ประเทศเปรู
- เดินทางถึงโรงแรมที่พัก Bussines Tower Hotel (BTH) และพักผ่อนตาม
อัธยาศัย
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
21.00 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก
- รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารริมทะเล
- ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก
- รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารริมทะเล (เอกอัครราชทูตไทย ประเทศเปรู
เป็นเจ้าภาพ)
-เดินทางถึงโรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันพุธที่15 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
21.00 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- ดูสถานที่ และซ้อมการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติเปรู
- รับประทานอาหารกลางวัน
- ซ้อมการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติเปรู
- รับประทานอาหารค่ำ ณ ทำเนียบเอกอัคราชทูตไทย ประเทศเปรู
- เดินทางกลับโรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
20.00 น.
22.00 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- เดินทางไปซ้อมการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติเปรู
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เตรียมการแสดง
- รับประทานอาหารค่ำ
- การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด ลักสีดา-ยกรบ และการแสดงพื้นบ้านสี่ภาค
- เดินทางกลับโรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
13.00 น.
18.00 น.
20.00 น.
22.00 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- เดินทางไปซ้อมการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติเปรู
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เตรียมการแสดง
- รับประทานอาหารค่ำ
- การแสดงพื้นบ้านสี่ภาค
- เดินทางกลับโรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2558
08.00 น.
10.00 น.
12.00 น.
15.00 น.
20.05 น.
- รับประทานอาหารเช้า
- ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก
- รับประทานอาหารกลางวัน
- เดินทางถึงสนามบิน ประเทศเปรู
- เดินทางไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยสายการบิน KLM
เที่ยวบินที่ KL744
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2558
15.40 น.
18.00 น.
- เดินทางถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ตามเวลาท้องถิ่น)
- ออกเดินทางจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปกรุงเทพฯ
โดยสายการบิน KLM เที่ยวบินที่ KL875
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2558
09.30 น.
12.30 น.
- เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ (ตามเวลาท้องถิ่น)
- เดินทางถึงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยสัวสดิภาพ
๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จำนวน ๒๖ คน
๘.๑ นายเจตน์ ศรีอ่ำอ่วม นาฏศิลปินอาวุโส / หัวหน้าคณะเดินทาง
๘.๒ นายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรี ชำนาญการ
๘.๓ นายกิตติ จาตุประยูร นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๔ นายวัชรวัน ธนะพัฒน์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๕ นายพรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๖ นายจุลทรัพย์ ดวงพัตรา นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๗ นายเกริกชัย ใหญ่ยิ่ง นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๘ นายวัลลภ พรพิสุทธิ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๙ นายเสกสม พานทอง นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๐นายรัฐพร เคหา นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๑นายศุภชัย ศุภรกุล นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๒นายสิบทิศ คารวะ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๓นายคณิต เพิ่มสิน นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๔นายพงษ์พิพัฒน์ สุวรรณมาลา นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๕นายสุเมธ พิสัยพันธ์ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๖นางสาวรจนา ทับทิมศรี นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๑๗นางสาวกษมา ทองอร่าม นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘.๑๘นางสาวอาภัสรา นกออก นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๑๙นางสาวภัณฑิญา วิภารัตน์ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๒๐นายทวีศักดิ์ อัครวงษ์ ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๘.๒๑นายพรชัย ตรีเนตร ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๘.๒๒นายเมธา จันทร์แก้ว ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๘.๒๓นายสุภร อิ่มวงศ์ ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๘.๒๔นายกรรธวัช แก้วอ่อน ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๒๕นายรณชัย ผาสุขกิจ คีตศิลปินปฏิบัติงาน
๘.๒๖นางสาวพิมพ์รัตน์ นะวะศิริ นาฏศิลปินชำนาญงาน/เลขานุการคณะเดินทาง
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทยเข้าร่วม ในงานเผยแพร่วัฒนธรรมโขน ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๕– ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘ และงาน
เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยภายใต้โครงการนำความเป็นไทยสู่สากล ณ ประเทศเม็กซิโก และเปรู ระหว่างวันที่
๙ – ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เพื่อร่วมเป็นกิจกรรมหนึ่งในการรณรงค์การสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) วาระปี ๒๐๑๗-๒๐๑๘ ของไทย
และเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย เสริมสร้างภาพลักษณ์และความนิยมไทยสู่สากล และในมหานครระดับโลก รวมถึงกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา รวมถึงเพื่อร่วมฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และการลงนามในความตกลงด้านวัฒนธรรมไทย โดยทางสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเพื่อเผยแพร่ ดังนี้
ชุดการแสดงนาฏศิลป์ไทย
· โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา ถวายพล และยกรบ
· การแสดงพื้นบ้านสี่ภาค
· การแสดงต่อสู้ป้องกันตัว
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑. ควรมีการจัดงานเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อ
เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นการขยายความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมของไทย ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนของประเทศเป้าหมาย
๒.การจัดงานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมเช่น กลุ่มนาฏศิลป์ สำนักการสังคีตกับ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งของฝ่ายไทยและประเทศเป้าหมาย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันจะส่งผลประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเมืองต่อไป
๓. ส่งเสริมความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่และเป็นที่แพร่หลายท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมโลก
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
๑. ชื่อโครงการ การประชุมผู้อำนวยการห้องสมุดเอเชีย ประจำปี ๒๕๕๖ (2013 Forum for Asia Library Directors)
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมและแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงานในวิชาชีพให้กระจายในวงกว้างมากขึ้นและเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
๔. สถานที่ โรงแรม Hongta Hotel (Lake View Hotel) Kunming, China
๕. หน่วยงานผู้จัด หอสมุดแห่งชาติจีน ร่วมกับสำนักวัฒนธรรมแห่งมณฑลยูนนาน
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๗. กิจกรรม
๗.๑ การประชุม ในหัวข้อ “โลกาภิวัตน์ความรู้และการพัฒนาห้องสมุดเอเซีย” (Knowledge Globalization and Development of Asian Libraries”
๗.๒ การศึกษาดูงานด้านวัฒนธรรม
๘. คณะผู้แทนไทย
๘.๑ นางสาวกนกอร ศักดาเดช บรรณารักษ์ ชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาห้องสมุด
สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๘.๒ นางสาวญานี คูหะรัตน์ บรรณารักษ์ชำนาญการ
หัวหน้าหอสมุดดำรงราชานุภาพ
สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การประชุมผู้อำนวยการห้องสมุดเอเชีย ประจำปี ๒๕๕๖ (2013 Forum for Asia Library Directors) ครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับเทศกาลศิลปะเอเชีย ครั้งที่ ๑๓ (The 13th Asia Arts Festival) เป็นการประชุมใหญ่และการประชุมกลุ่มเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นด้านความร่วมมือและการแบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดกลุ่มประเทศเอเชีย ตามกรอบที่เจ้าภาพได้ริเริ่มคือ “Kunming Initiative of 2013 Forum for Asia Library Directors” ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ และผู้อำนวยการห้องสมุดต่างๆ ของประเทศในเอเซีย รวมทั้งเลขานุการทั่วไปสมาพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA Secretary General) ผู้แทนจากคณะกรรมการบริหารหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ ผู้แทนห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน และผู้แทนหอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์ รวม ๗๘ คน แบ่งการประชุมเป็น ๒ วาระ คือ การประชุมใหญ่ในหัวข้อ “โลกาภิวัตน์ความรู้และการพัฒนาห้องสมุดเอเซีย” (Knowledge Globalization and Development of Asian Libraries” และการประชุมกลุ่มย่อยแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ผู้แทนจากหอสมุดแห่งชาติไทยถูกจัดเข้ากลุ่ม A ในหัวข้อ “Public Accessibility, Joint Contribution and Sharing of Library Resources in Asia” กลุ่ม B หัวข้อ “Areas of Exchanges and Cooperation Models of Librariess in Asia” การประชุมมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
การประชุมใหญ่ หัวข้อ “โลกาภิวัตน์ความรู้และการพัฒนาห้องสมุดเอเซีย” (Knowledge Globalization and Development of Asian Libraries”
การประชุมเริ่มพิธีเปิด เวลา ๘.๔๐ น. โดยอธิบดีสำนักความสัมพันธ์วัฒนธรรมภายนอก กระทรวงวัฒนธรรมจีน เป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากกรมบริการสาธารณะด้านวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจีน ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติจีน ผู้แทนจากกรมวัฒนธรรมยูนนาน และ Ms. Jennifer Nicholson เลขานุการทั่วไปของIFLA และMs. Ngian Lek Choh คณะกรรมการบริหารหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ร่วมในพิธีเปิด จากนั้นเป็นการบรรยายเชิงอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ดังนี้
หัวข้อ “Broaden Cooperation Scope and Enhance Construction and Sharing of Resources, Jointly Push Forward Librarianship in Asia” เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความร่วมมือในประเทศอาเซียนมีประวัติอันยาวนานตั้งแต่เส้นทางสายไหมจนถึงปัจจุบันยิ่งมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นมีการจัดกิจกรรมที่เป็นความร่วมมือก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น การวางรากฐานที่มั่นคงด้านการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในเอเซีย ประเทศจีนมีการพัฒนาห้องสมุดอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ มีห้องสมุดประชาชนระดับเมือง เทศบาล และจังหวัด ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ แห่ง เป็นห้องสมุดดิจิทัล มีการจัดนิทรรศการ กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การฝึกอบรมต่างๆ และมีความร่วมมือในภูมิภาค เช่น การประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มต้นตั้งแต่ปี1970 การประชุมผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเอเชียและโอเชียเนีย เริ่มปี 1979 ห้องสมุดดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มปี 2004 นอกจากนี้จีนยังมีความมุ่งหมายให้กลุ่มประเทศเอเชียมีความร่วมมือเพิ่มขึ้นใหม่ๆ เช่น การปรับปรุงองค์ความรู้ โครงสร้างความร่วมมือและการแบ่งปันทรัพยากร การสร้างห้องสมุดดิจิทัลเอเชีย และรูปแบบโครงสร้างเพื่อการติดต่อสื่อสารด้านความร่วมมือห้องสมุดเอเซีย การทำสหบรรณานุกรมห้องสมุดเอเชีย ความร่วมมือด้านการสงวนรักษา นอกจากนี้ยังมีความมุ่งหวังที่จะทำข้อกำหนดต่างๆ ร่วมกันระหว่างห้องสมุดเอเชียในหลายประเด็น
หัวข้อ “Development of Resources and Services of the National Library and Documentation Centre (National Library of Sri Lanka) in Keeping with the Changing Global Information Environment) พัฒนาการหอสมุดแห่งชาติประเทศศรีลังกา ซึ่งดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ (NLDSB) ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลบำรุงรักษาจัดหาและพัฒนาห้องสมุดทุกประเภท การจัดบริการต่างๆ การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพื่อความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคและนานาชาติ
หัวข้อ “Libraries for Life” กล่าวถึงการดำเนินงานของห้องสมุดในสิงคโปร์ที่บริหารจัดการห้องสมุดโดยคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติที่มีโครงสร้างครอบคลุมห้องสมุดและหอจดหมายเหตุทั่วประเทศ โดยมีภารกิจเพื่อสร้างความรู้ที่มีชีวิต ก่อให้เกิดจินตนาการ ส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับทุกคน ในประเด็นหลักด้านการอ่านเพื่อชีวิต (Readers for Life) ชุมชนการเรียนรู้ (Learning Communities) องค์ความรู้แห่งชาติ (Knowledgeable Nation) ประเทศสิงคโปร์มีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็งทำที่ผู้ผลิตต้องส่งสื่อการพิมพ์ทุกประเภท ทุกภาษา ทุกรูปแบบที่จัดทำให้ตามพระราชบัญญัติจำนวน ๒ ฉบับ ให้หอสมุดแห่งชาติ ในแต่ปีรวบรวมได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ รายการ ปัจจุบันสื่อทุกประเภทที่ได้รับตามพระราชบัญญัติมีมากกว่า ๑ ล้านรายการ นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์ที่ได้รับบริจาคซึ่งในรอบ ๗ ปี มีจำนวนมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ รายการ หอสมุดแห่งชาติมีกระบวนการสร้างความเข้มแข็งในระบบห้องสมุดทั่วประเทศ จากรายงานในปี ๑๙๙๔ มีห้องสมุดประชาชนจำนวน ๒๓ แห่งต่อประชากร ๓.๓ ล้านคน ในปี ๒๐๐๕ ตั้งเป้าหมายในปี ๒๐๒๕ ทั่วประเทศมีห้องสมุด ๓๘ แห่ง ต่อประชากร ๖.๓ ล้านคน ปรับโครงสร้างสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลมุ่งให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้อย่างสมบูรณ์ มีงานโครงการและกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ในเด็กเล็ก การส่งเสริมการอ่านในทุกระดับ โครงการความทรงจำสิงคโปร์ (The Singapore Memory Project) เพื่อสร้างองค์ความรู้ของประเทศจากรุ่นสู่รุ่นไว้เป็นมรดกความทรงจำของประเทศ โครงการขุมทรัพย์สิงคโปร์ (Treasure of Singapore) เป็นฐานข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรมของสิงคโปร์ โครงการสำคัญในระดับภูมิภาคอีกโครงการหนึ่งคือ National Libraries Asia-Pacific Project เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติในเอเซีย-แปซิฟิค เพื่อการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เนื้อหาต่างๆ ในภูมิภาค เป็นต้น
หัวข้อ “The Librarian of Congress” กล่าวถึงงานของบรรณารักษ์ในห้องสมุดรัฐสภา แบ่งออกเป็น Congressional Research Service, Copyright Office, Law Library of Congress, Library Services, Office of Strategic Initiatives, Office of Support Operation ในประเด็นการแบ่งปันทรัพยากร ได้แก่ การแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ (International Exchange) ซึ่งทำให้ห้องสมุดรัฐสภาได้รับเอกสารโดยไม่ต้องมีการซื้อในปี ๒๐๑๓ จากภูมิภาคต่างๆ ประมาณ ๑๖๗,๒๒๕ เล่ม และการเข้าถึงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Access) ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี โดยการอ่าน ดาวน์โหลด การเผยแพร่ การพิมพ์ การสืบค้น และเชื่อมโยง ตัวอย่างที่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ เช่น Asian Open Access Sites และ Publishers Providing Open Access เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงอุปสรรคด้านการบริการที่ทำให้ไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี ได้แก่ การปิดกั้นด้านข้อมูล ลิขสิทธิ์ และการคิดค่าบริการ เป็นต้น
การประชุมกลุ่ม A ในหัวข้อ “การเข้าถึงข้อมูลสาธารณะและการแบ่งปันทรัพยากรห้องสมุดในเอเชีย (Public Accessibility, Joint Contribution and Sharing of Library Resources in Asia)”
๑. ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศระหว่างหน่วยงานภาครัฐของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการยืม-คืนระหว่างห้องสมุด
๒. ความร่วมมือและการสื่อสารในเรื่องการสงวนและอนุรักษ์ทรัพยากรสารสนเทศ ควรสร้างเครื่องมือสื่อสารระดับอาชีพ และมีการประชุมเพื่อพัฒนาและอนุรักษ์เอกสารดิจืทัล
๓. มึความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนในการใช้ทรัพยากรร่วมกันของห้องสมุดอัตโนมัติ ร่วมกันจัดทำข้อมูลดิจิทัลเพื่อแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีการประสานแลกเปลี่ยน เรื่อง สหบรรณานุกรม (Union Catalogue)
๔. สนับสนุนเรื่องการตั้งศูนย์ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนบุคลากรห้องสมุด เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรระดับผู้อำนวยการ และระดับผู้เชี่ยวชาญ
๙.๒ การศึกษาดูงานด้านวัฒนธรรม
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญในเรื่องวัฒนธรรมของประเทศมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นของชนเผ่าดั่งเดิมของมณทล จึงได้จัดให้คณะผู้เข้าร่วมการประชุมได้เข้าชมเพื่อศึกษาเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมชองชนเผ่าต่างๆ และป่าหินในมณฑลยูนนาน (Stone Forest - Yunnan)
๑๐. ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ
๑๐.๑ การประชุมครั้งนี้จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม และมณฑลยูนนาน มีการจัดการประชุม และการเยี่ยมชมวัฒนธรรมของเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุม การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน หอสมุดแห่งชาติและห้องสมุดต่างๆในประเทศจีน เป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บ สงวนรักษามรดกภูมิปัญญาและทรัพยาสารสนเทศของท้องถิ่นที่แสดงถึงความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ ประเทศจีนให้ความสำคัญกับห้องสมุดมาก ห้องสมุดมีระบบบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ มีเครื่องมือที่ทันสมัยที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ที่สำคัญคือรัฐบาลให้ความสำคัญกับห้องสมุดอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่องเพราะเห็นความสำคัญว่าห้องสมุดเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติ
๑๐.๒ สถานะภาพของหอสมุดแห่งชาติจีนมีอำนาจที่ครอบคลุมห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ จึงทำให้มีศักยภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ โครงการและกิจกรรม และการจัดการทรัพยากรสารสนเทศของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
๑๐.๓ การเข้าร่วมประชุมทางวิชาชีพในระดับภูมิภาคและนานาชาติ เป็นโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการงานห้องสมุดสมัยใหม่ ได้แนวทางการพัฒนาห้องสมุด การพัฒนาเทคโนโลยี และการจัดการสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บ และให้บริการ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาชีพ และความคิดเห็นทั่วไป ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ในมุมมองที่เป็นสากลขึ้น หน่วยงานควรให้การสนับสนุนการเข้าร่วมประชุมทางวิชาชีพเฉพาะของบุคลากรในระดับนานาชาติ เพื่อเติมเต็มความสามารถของบุคลากรให้มีศักยภาพ สถานะภาพ มีวิสัยทัศน์และองค์ความรู้ที่เป็นสากลในการทำงานเป็นเครือข่ายในระดับนานาชาติต่อไป
๑๐.๔ รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ สนันสนุนกิจการหอสมุดแห่งชาติไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ในเอเซีย เพื่อที่จะก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลก การจัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารจัดการให้กับหอสมุดแห่งชาติเพื่อรักษา สืบทอด และถ่ายโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล จะทำให้หอสมุดแห่งชาติมีระบบบริการที่ทันสมัย สามารถยกระดับเป็นห้องสมุดชั้นนำของโลกได้
นางสาวกนกอร ศักดาเดช
บรรณารักษ์ ชำนาญการพิเศษ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
ตามที่คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความประสงค์จะจัดทำหนังสือที่ระลึก เพื่อร่วมเฉลิม พระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดำเนินการตามขั้นตอนการขอจัดทำหนังสือตามหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาที่คณะทำงานฝ่ายกลั่นกรองการพิจารณาการจัดทำหนังสือที่ระลึกเฉลิม พระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้กำหนดไว้ เพื่อให้การจัดทำหนังสือมีวัตถุประสงค์และลักษณะเนื้อหา รูปแบบ ที่ถูกต้องและเหมาะสมไปแล้วนั้น ขณะนี้มีหน่วยงานที่มีความประสงค์จัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี จำนวนทั้งสิ้น ๑๒ หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการพัฒนาชุมชน กรมปศุสัตว์ และสำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งตำเสา ซึ่งคณะทำงานฝ่ายกลั่นกรอง ฯ ได้แจ้งผลการพิจารณาไปยังหน่วยงานดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปแล้ว ทั้งนี้ การนำตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกฯ หน่วยงานต้อง แจ้งขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ฯ ไปยังคณะอนุกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะหมดเขตพร้อมกันในวันที่ ๔ พฤษภาคมศกนี้ ดังนั้น สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จึงขอให้หน่วยงานที่มีความประสงค์จัดทำหนังสือที่ระลึกฯ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรอกแบบสรุปการขอจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ ส่งมายังสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยสามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์และดาวน์โหลดแบบสรุปการจัดทำหนังสือ ที่ระลึกฯ ได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1AS1gn6vTNxUinzPs4c8TwmjAnI5yW2zo/view?usp=sharing เว็บไซต์ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th และเว็บไซต์ของกรมศิลปากร www.finearts.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๘๔๒๓, ๐ ๒๒๘๑ ๑๕๙๙ ต่อ ๑๔๒ – ๑๔๕ โทรสาร ๐ ๒๒๘๑ ๕๓๔๑, ๐ ๒๒๘๒ ๓๘๒๖