ค้นหา

จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ

บริษัท ดอคคิวเมเนีย (Documania)จำกัด ผู้ผลิตสารคดีชุด "นักสืบมิวเซียม" ตอน "เรื่องเล่าจากใต้สมุทร"ได้มาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี และกองโบราณคดีใต้น้ำ พร้อมทั้งสัมภาษณ์ "นายชินณวุฒิ วิลยาลัย" ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ นอกจากนี้ยังได้ขอบันทึกวิดิโอสถานการณ์จำลองการทำงานใต้น้ำในสระฝึกดำน้ำเดชพิรุฬห์ของกองโบราณคดีใต้น้ำ โดย "นายณภัทร ภิรมย์รักษ์" ผู้ช่วยนักโบราณคดี เป็นผู้สาธิตการทำงานใต้น้ำ ติดตามชมได้ทางช่องไทยพีบีเอส เร็วๆนี้


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และโบราณสถานในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา            วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2557นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เลขานุการรัฐมนตรีฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยมตรวจเยี่ยมการดำเนินงานมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และโบราณสถานในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมศิลปากร ร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหาร ได้เข้าเยี่ยมชมโบราณสถาน วัดพรศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร  ชมนิทรรศการศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ปราสาทนครหลวง โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม  วัดใหญ่ชัยมงคล บ้านฮอลันดา และบ้านญี่ปุ่น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมป้องกันอุทกภัย ณ โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามโดย กลุ่มอำนวยการและประสานราชการ สำนักบริหารกลาง


     ชื่อเรื่อง : คู่มือเอาชีวิตรอดในที่ทำงาน      ผู้เขียน : โนริกะ  โอดะ      สำนักพิมพ์ : กู๊ดเฮด พริ้นท์ติ้ง แอนด์ แพคเกจจิ้ง กรุ๊ป      ปีพิมพ์ : 2563      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-8158-77-7      เลขเรียกหนังสือ : 158.7 อ969ค      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป 1      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1   สาระสังเขป : "อยู่ให้เป็นก่อนเริ่มต้นชีวิตการทำงาน สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้ชีวิตการทำงานอยู่รอด ทัศนคติใหม่ๆ ในการทำงาน" คำกล่าวของนักเขียนที่เป็นทั้งนักสร้างกิจการ   ต่อเนื่อง บล็อกเกอร์ผู้มีชื่อเสียง ถูกสัมภาษณ์จากสื่อใหญ่หลายสื่อ อีกทั้งเขียนคอลัมน์พิเศษให้กับสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง แชร์ประสบการณ์จริงจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี ปัจจุบันก่อตั้งบริษัทของตัวเอง เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานระดับล่างเงินเดือนต่ำ ระหว่างเส้นทางการก่อสร้างบริษัทครั้งที่ 4 เต็มไปด้วยการต่อสู้และหยาดน้ำตา แต่ละย่างก้าวล้วนมีข้อคิดและบทเรียนให้ได้เพิ่มพูนสั่งสมประสบการณ์การทำงานและเต็มไปด้วยความมานะพยายามลงมือทำให้เป็นจริง ในโลกความเป็นจริงของการทำงานมักที่จะเลี่ยงกับการถูกตำหนิไม่ได้ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มเข้าสังคมการทำงานและยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมในที่ทำงาน เกิดความรู้สึกต่อต้านการทำงาน ความเครียด          ความกดดัน ความขัดแย้งที่ถาโถมเข้ามาจนอาจทำให้ลาออกกันเลยที่เดียว "คู่มือเอาชีวิตรอดในที่ทำงาน" เป็นหนังสือที่ได้รวบรวมเรื่องราวของการอยู่ให้เป็นก่อนเริ่มต้นชีวิต    การทำงาน และก้าวผ่านสถานการณ์แย่ๆ นั้นไปได้ โดยเนื้อหาภายในเล่ม ประกอบด้วย (1) ที่ทำงานเหมือนสนามรบ หากคิดจะอยู่ให้รอดเหมือนปลาได้น้ำ ก็ต้องได้ใจหัวหน้าเสียก่อน เช่น เด็กใหม่น่าแกล้ง มันจำเป็นไหมที่ต้องช่วยสั่งข้าวกล่องให้ทุกครั้ง ทำงานเสร็จหมดแล้วแต่ไม่กล้ากลับบ้านก่อนหัวหน้า ทำไงดี? โดนสั่งให้ทำงานที่มันไม่ใช่         จะก้มหน้ายอมรับหรือยืดอกปฏิเสธดี เป็นต้น (2) ต้องทั้งวางแผนทั้งวางอุบาย อยากอยู่อย่างผู้ชนะก็จะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เช่น เห็นคนอื่นนินทาแล้วขัดหูขัดตา แต่ถ้าไม่ร่วมวงจะเป็นตัวประหลาดไหม ผลงานของทั้งแผนกไม่ดี เรื่องอะไรมาโยนความผิดให้ฉันคนเดียว ไม่ได้เจตนาจะแย่งความดีความชอบ แต่งานนี้ผลงานฉันคนเดียวจริงๆ! เป็นต้น และ (3) เส้นสายก็คือเส้นทางการเงิน อยากให้ลูกค้าเชื่อมั่นและยอมรับในตัวคุณ จงเริ่มต้นจากการรับฟังและสร้างหีบห่อให้ตัวเองเสียก่อน เช่น มันเป็นขั้นตอนและระเบียบของบริษัท ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าใจ ชอบติดต่อตอนเลิกงานหรือเวลาพักผ่อน ฉันรอตอบกลับในเวลาทำงานได้ไหม ลูกค่าคิดแต่จะให้ลดราคา ฉันควรยืนอยู่ฝั่งบริษัทหรือฝั่งลูกค้าดี เป็นต้น ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งประสบการณ์ที่ได้นำมาถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้นำมาปรับใช้กับสถานการณ์ที่พบเจอในที่ทำงาน ลองเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสรับรองว่าจะผ่านทุกๆ ปัญหาไปได้   


                          การประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ระดับภูมิภาคด้านการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณี (SEAMEO CHAT) ครั้งที่ ๑๓ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ โรงแรมมัณฑะเลย์ ฮิลล์ รีสอร์ท เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  ในการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการบริหารศูนย์ (Governing Board Members) และผู้แทนเข้าร่วมประชุมรวมทั้งสิ้น ๖ ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และผู้แทนจากสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO กรุงเทพฯ เนื่องจากศูนย์ SEAMEO CHAT ได้เปลี่ยนกำหนดการประชุมเดิมจากวันที่ ๒๕ – ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗  ส่งผลให้ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสิงคโปร์ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้ พิธีเปิดการประชุม                    การประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT จัดขึ้น ณ ห้องบอลล์รูม โรงแรมมัณฑะเลย์ฮิลล์ รีสอร์ท โดย ดร. โซ วิน (Dr. Soe Win) อธิบดีกรมอุดมศึกษา (เมียนมาร์ตอนบน)[1] กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมและแสดงความขอบคุณทุก ๆ คนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของศูนย์ ดร.โซ วิน ได้กล่าวถึงการปฏิรูป ๔ ด้านโดยกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และเน้นถึงการปฏิรูปการศึกษา ๒ ส่วนคือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic Education) และการอุดมศึกษา (Higher Education)  ในส่วนของการอุดมศึกษามีแผนงานที่สำคัญคือ การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยบริหารตนเองแยกเป็นอิสระจากระบบราชการ (university autonomy) นอกจากนี้ ดร. โซ วินยังได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ SEAMEO CHAT ในฐานะที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสนับสนุนให้ศูนย์ SEAMEO CHAT ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดยังได้แสดงความหวังว่าคณะกรรมการบริหารจากประเทศสมาชิกจะร่วมกันเสนอความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของศูนย์ต่อไปในอนาคต หลังจากนั้น ดร. ทินสิริ ศิริโพธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การ SEAMEO ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์นับว่ามีความสำคัญ เนื่องจากข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้รับจากการประชุมจะมีผลโดยตรงต่อการดำเนินโครงการและกิจกรรมของศูนย์ และการดำเนินงานของศูนย์ต่อภูมิภาค และแสดงความขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ SEAMEO CHAT และแสดงความขอบคุณ   คณะกรรมการบริหารทุกคนสำหรับความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน จากนั้น จึงเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกประธานและรองประธานที่ประชุม โดย Dato’ Wan Khazanah Ismail จากประเทศมาเลเซียได้รับคัดเลือกเป็นประธานที่ประชุม และProf. Dr. Mo Mo Than จากประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้รับคัดเลือกเป็นรองประธาน หลังจากนั้น ประธานที่ประชุมขอให้กรรมการบริหารและผู้แทนจากประเทศสมาชิกแนะนำตัวเอง และเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประชุม       สาระของการประชุม                         การประชุมเริ่มโดยประธานหารือที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องขององค์ประชุม ซึ่งรองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าตามแนวปฏิบัติของ SEAMEO  การประชุมคณะกรรมการบริหารจะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๒ ใน ๓ แต่ครั้งนี้มีกรรมการบริหารเข้าร่วมประชุมเพียง ๕ ประเทศ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการประชุมได้มีการจัดเตรียมพร้อมแล้วจึงสามารถดำเนินการประชุมได้ได้   แต่วาระการประชุมใดที่ต้องมีการรับรองหรือให้ความเห็นชอบ จำเป็นต้องส่งให้กรรมการบริหารที่มิได้เข้าร่วมประชุมมีประชามติก่อนจึงสามารถดำเนินการได้                         การประชุมเริ่มต้นโดย Daw Myint Myint Ohn ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าในการประชุมครั้งนี้มีเอกสารที่จะนำเสนอรวมทั้งสิ้น ๑๑ ชุด จากนั้น ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาเอกสารการประชุมตามระเบียบวาระ ดังนี้ เรื่องเพื่อทราบ               ๑. การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารศูนย์  (Governing Board Member) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย (WP – 1)                         ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งต่อที่ประชุมว่าในส่วนของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการบริหารศูนย์เนื่องจากมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วย                         กรรมการบริหารศูนย์   เปลี่ยนเป็น    Mr. Bovornvate Rungrujee             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เปลี่ยนเป็น H.E. Admiral Narong Pipattanasai                         มติที่ประชุม รับทราบ เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา                    ๑. การแต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT (WP – 6)                       ดร. ทินสิริ ศิริโพธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO เสนอที่ประชุม      ให้เลื่อนระเบียบวาระการประชุมที่ ๙ (WP – 6) เรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ขึ้นมาพิจารณาก่อน จากนั้น ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง Daw Myint Myint Ohn เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT แล้ว จึงขอให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว                         มติที่ประชุม เห็นชอบ                                                                         ๒. การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์       ครั้งที่ ๑๒ (WP – 2)             ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอรายงานการประชุมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๑๒ (เอกสารหมายเลข ๒) ตามรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้                           ๒.๑ บทความเรื่อง Traditional Festivals                         ที่ประชุมสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแจกจ่ายหนังสือ “Traditions in Southeast Asia “ Vol. 1 โดยขอให้ศูนย์ SEAMEO CHATจัดส่งหนังสือให้แก่คณะกรรมการบริหารทุกคนด้วย นอกจากนี้ ยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าของหนังสือ “Traditional Festivals” Vol. 2 ว่ามีประเทศสมาชิกส่งบทความเพื่อนำลงพิมพ์ในหนังสือแล้วจำนวนเท่าใด ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่ามีผู้ส่งบทความเพียง ๔ บทความจาก ๔ ประเทศ ได้แก่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ที่ประชุมจึงขอให้ศูนย์ SEAMEO CHAT ส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของประเทศสมาชิกเพื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวอีกครั้ง                      ๒.๒ โครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลและการให้บริการภายในห้องสมุด                    ที่ประชุมได้สอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูล และการให้บริการห้องสมุดของศูนย์ ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งว่าขณะนี้ศูนย์ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทำให้การพัฒนาศูนย์ข้อมูลไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการภายในห้องสมุดก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เต็มที่ จำเป็นต้องต้องรอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรบุคลากรมาทดแทนก่อน                                                                           ๓. รายงานประจำปี (พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗) (WP – 3)                         ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอรายงานประจำปีของศูนย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗ ตามรายละเอียด ดังนี้                         ๓.๑ โครงการวิจัยและพัฒนา                         เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้           ด้านประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี ศูนย์จึงได้จัดทำโครงการจัดพิมพ์หนังสือ “Traditional Festivals of Southeast Asia” โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณในการจัดพิมพ์จากกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์                         มติที่ประชุม  เห็นชอบให้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยขอให้ศูนย์ SEAMEO CHAT มีหนังสือ แจ้งรายละเอียดโครงการไปยังประเทศสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง                         ๓.๒ โครงการที่ริเริ่มใหม่ของศูนย์                    ศูนย์ SEAMEO CHAT ได้จัดการสัมมนาหัวข้อ “ย้อนอดีตประเพณีเมียนมาร์” (Myanmar Traditions in Retrospect) ระหว่างวันที่ ๑๘  - ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ตลอดจนความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประเพณีของชาติ โดยมีนักวิชาการและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในกรุงย่างกุ้งนำเสนองานศึกษาวิจัยรวมทั้งสิ้น ๑๕ เรื่อง                         ๓.๓ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถและพัฒนาศักยภาพ                         ศูนย์ SEAMEO CHAT ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ต่าง ๆ ของ SEAMEO ส่งบุคลากรมาจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของศูนย์ อาทิ SEAMEO SPAFA จัดอบรมหลักสูตรเรื่องการเขียนโครงการเพื่อ        ขอสนับสนุนทุนในการวิจัย และ SEAMEO INNOTECH จัดอบรมหลักสูตรเรื่องการเขียน Proposal โครงการ เป็นต้น                         ๓.๔ ความร่วมมือในภาพรวมของภูมิภาค                          -  การเสริมสร้างความร่วมมือระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ ศูนย์ SEAMEO CHAT มีการประสานความร่วมมือกับบุคคลและหน่วยงานทั้งภายในประเทศ ระดับภูมิภาค และนานาชาติในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ Dr. Elizabeth Howard Moore จากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ดร. Maria Jaschok จากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด  และโครงการที่ศูนย์ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต เป็นต้น                         -การเพิ่มช่องทางสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆของ SEAMEO                    ศูนย์ SEAMEO CHAT  ได้ดำเนินการปรับปรุงเว็บไซต์ของศูนย์ โดยพัฒนาข้อมูลข่าวสาร   ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย  อย่างไรก็ดี เนื่องจากขณะนี้ศูนย์ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร และเว็บไซท์กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการปรับปรุง จึงยังอาจมีข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ไม่ครบถ้วน และไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง                    นอกจากเว็บไซท์แล้ว  ศูนย์ยังมีการจัดทำเอกสาร แผ่นพับ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ  ซึ่งนับเป็นช่องทางในการเผยแพร่โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ด้วย                         อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้มีการหยิบยกปัญหาเรื่องการจัดทำวารสาร หรือ Newsletter ของศูนย์ SEAMEO CHAT ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปรับเปลี่ยนจากวารสารสิ่งพิมพ์เป็น e – newsletter แต่ ณ ปัจจุบันผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT ได้แจ้งว่ายกเลิกการจัดทำวารสารของศูนย์แล้ว เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ               ๓.๕ ความมั่นคงทางการเงิน                         ศูนย์ SEAMEO CHAT มีแนวทางการหารายได้จากโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ศูนย์จัดขึ้น ได้แก่                         -โครงการประวัติศาสตร์พม่าจากมุมมองของชาวพม่า (Myanmar History from Myanmar Perspectives)             ที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวกับโครงการนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ค่าลงทะเบียนในปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นมากจาก 800 USD เป็น 1500 USD ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเดินทางจากประเทศต้นทางมายังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่ามีต้นทุนในการจัดการเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ที่ประชุมจึงขอให้ศูนย์พิจารณาหาแนวทางเพื่อ          ลดค่าใช้จ่ายโครงการลง โดยเสนอแนะว่าศูนย์อาจทบทวนนำโครงการเดิมซึ่งส่วนใหญ่เดินทางโดยรถ             มาดำเนินการ หรืออาจลดค่าใช้จ่ายโดยเน้นการทัศนศึกษาเฉพาะแหล่งประวัติศาสตร์บางแห่ง ซึ่งอาจช่วยลดค่าลงทะเบียนได้เช่นกัน                         มติที่ประชุม  เห็นชอบ โดยให้ศูนย์ SEAMEO CHAT พิจารณาหาแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายและค่าลงทะเบียนโครงการ Myanmar History from Myanmar Perspectives ตามที่เสนอแนะ -โครงการสอนภาษาอังกฤษ (English Language Proficiency Courses)                         ศูนย์ SEAMEO CHAT มีรายได้จากการเปิดสอนภาษาอังกฤษแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งรายได้จากโครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรให้แก่ครูผู้สอน บุคลากรในโครงการ วัสดุอุปกรณ์ และรัฐบาลตามสัดส่วน                         ในส่วนของการนำเสนอรายงานประจำปีของศูนย์ รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ SEAMEO ได้แนะนำว่าศูนย์ SEAMEO CHAT ควรจัดทำรายงานประจำปีโดยยึดแนวทางเดียวกันกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของ SEAMEO เพื่อจะได้เป็นไปในแนวทางเดียวกับศูนย์อื่น ๆ                         มติที่ประชุม   เห็นชอบ                         ๔. รายงานด้านการเงิน (พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗) (WP – 4)                    ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับรายละเอียดรายรับและรายจ่ายในการดำเนินงานของศูนย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗                     มติที่ประชุม เห็นชอบ                    ๕. รายละเอียดประมาณการงบประมาณในช่วง ๓ ปี (พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๕๙ และ ๒๕๖๐ – ๒๕๖๑) (WP – 5)                         ผ.อ. ศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานที่ประชุมเกี่ยวกับรายละเอียดประมาณการงบประมาณในช่วง ๓ ปี โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเอกสารงบประมาณดังกล่าว) และสอบถามข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ  ในส่วนของห้องสมุด ที่ประชุมได้สอบถามว่ามีบุคลากรปฏิบัติงานหรือไม่ ซึ่งศูนย์ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานได้เลื่อนขึ้นไปรับผิดชอบหน้าที่อื่น และในการจัดสรรบุคลากรมารับหน้าที่แทนจะต้องได้รับการจัดสรรและผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเมียนมาร์ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้การดำเนินงานของศูนย์ขาดความคล่องตัว                         มติที่ประชุม เห็นชอบ                    ๖. การแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี                         ผ.อ. ศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานเรื่องการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหม่ (WP – 7)   ซึ่งได้แก่ U Khaing Win                    มติที่ประชุม  เห็นชอบ                       ๗. ประเด็นสำคัญ ข้อตกลง และการดำเนินงานอันเป็นผลจากการประชุม SEAMEO (WP – 8)                       รองผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ข้อตกลง และการดำเนินงานอันเป็นผลจากการประชุม SEAMEO โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญ ๔ ประเด็นคือ การเฉลิมฉลองในวาระ ๕๐ ปีของการก่อตั้งองค์การ SEAMEO นโยบายที่เกี่ยวข้อง โครงการและกิจกรรมของ SEAMEO และความร่วมมือต่าง ๆ                         มติที่ประชุม เห็นชอบ                         ๘. รายงานความคืบหน้าโครงการมีส่วนร่วมกับชุมชนของศูนย์ซีมีโอแชท (WP – 9)                       ดร. Naw Si Blut นักวิจัยอาวุโสศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่าใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ศูนย์ได้รับโรงเรียนในความอุปถัมภ์เพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง คือ โรงเรียน Kyeemyindaing นอกจากนี้ ศูนย์ยังได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้แก่                        -  โครงการนำนักเรียนทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อปลูกฝังความเป็นชาติและเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกห้องเรียน                     - โครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสอนระหว่างครูจากโรงเรียนในความอุปถัมภ์และศูนย์ SEAMEO CHAT                    - โครงการมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ดีเด่น                         - โครงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโรงเรียน                         - การแสดงความสามารถของนักเรียน เป็นต้น                         นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เสนอความเห็นให้ศูนย์ขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนและนักเรียน                         มติที่ประชุม เห็นชอบ   เรื่องอื่น ๆ ๑.      โครงการสัมมนานานาชาติเรื่อง “จารีตประเพณีในกระแสความเปลี่ยนแปลง” (Traditions in a Changing World) (WP – 10)               ดร. Win Myat Aung นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ SEAMEO CHAT รายงานที่ประชุมว่า              ศูนย์กำหนดจัดการสัมมนานานาชาติในหัวข้อ “จารีตประเพณีในกระแสความเปลี่ยนแปลง” (Traditions in a Changing World) ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ ๕๐ ปีการก่อตั้งองค์การ SEAMEO โดยเนื้อหาของการสัมมนาจะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ของขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีของประเทศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น                         ที่ประชุมได้สอบถามถึงงบประมาณในการดำเนินงานและกลุ่มเป้าหมายของการสัมมนา ซึ่งศูนย์ SEAMEO CHAT แจ้งว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานจากสำนักเลขาธิการองค์การ SEAMEO สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเป็นนักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอแนะให้คัดสรรงานวิจัยที่จะนำเสนอในการสัมมนาเพื่อให้การสัมมนามีความน่าสนใจและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์             มติที่ประชุม  เห็นชอบ ๒.     โครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “สังคมและวัฒนธรรมชาวมอญ” (Mon Culture and Society) (WP – 11)                         ดร. Win Myat Aung นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ SEAMEO CHAT นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง“สังคมและวัฒนธรรมของชาวมอญ” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๕ มกราคม ๒๕๕๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลความรู้ทั้งในด้านสภาพสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนมอญในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  โดยจะเป็นการบรรยายให้ความรู้ในกรุงย่างกุ้ง ๒ วัน และศึกษาดูงานชุมชนมอญในเมืองต่าง ๆ ๔ วัน ค่าลงทะเบียน 1000 USD                    ที่ประชุมได้แนะนำให้ศูนย์ SEAMEO CHAT พิจารณาเลื่อนระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการนี้ออกไปเป็นเดือนมีนาคมหรือหลังจากนั้น เนื่องจากหากยึดกำหนดการเดิมศูนย์จะต้องรับผิดชอบจัดโครงการถึง ๒ โครงการภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ศูนย์ประสบปัญหาในการดำเนินงาน ๓.     การแสดงความขอบคุณและระลึกถึงอดึตกรรมการบริหาร                         ที่ประชุมเสนอให้ศูนย์มีหนังสือแสดงความขอบคุณและระลึกถึงไปยังอดีตกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ในโอกาสครบ ๕๐ ปีการก่อตั้งองค์การ SEAMEO ๔.คณะกรรมการบริหารศูนย์จากประเทศสมาชิกมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ของศูนย์ SEAMEO CHAT สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ครั้งที่ ๑๒ ที่ประชุม     มีมติให้ประเทศสมาชิกให้ความร่วมมือในการจัดหาอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับเอกลักษณ์ประจำชาติและความรู้เกี่ยวกับอาเซียนเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ของศูนย์ SEAMEO CHAT                           ในการนี้ กรรมการบริหารจากประเทศมาเลเซีย  ไทย และเวียดนามได้นำอุปกรณ์สื่อ       การเรียนการสอนมอบให้แก่ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO CHAT เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ต่อไป             ๕. กำหนดเวลาและสถานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๑๔             ที่ประชุมมีมติให้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO CHAT ครั้งที่ ๑๔        ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ กันยายน ๒๕๕๘ สรุป                         ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ซีมีโอแชทครั้งที่ ๑๓ ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗                         การประชุมสิ้นสุดเวลา ๑๒.๐๐ น. วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗    


แนะนำหนังสือน่าอ่าน เรื่อง จดหมายเหตุกรณีกราดยิง ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมากรมศิลปากร, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุกรณีกราดยิง ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2565. 399 หน้า. ภาพประกอบ.สืบเนื่องจากเหตุการณ์กรณีกราดยิงประชาชนที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล ๒๑ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันเสาร์ที่ ๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ จนมีผู้เสีย ชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร โดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวบรวมและประมวลเอกสารทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่เกิดเหตุ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ การไว้อาลัย การจัดพิธีการศาสนาและการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างกำลังใจ โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระกรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือจดหมายเหตุกรณีกราดยิง ณ


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ: วีรกรรม “หมอเมืองกรุง” กับการปลูกฝีที่เมืองน่าน -- เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ไข้ทรพิษหรือโรคฝีดาษ ถือเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากในประเทศไทย เนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อกันทางลมหายใจ จึงสามารถระบาดไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ประกอบกับยังไม่มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แม้ต่อมาจะเริ่มมีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษกันมากขึ้น แต่ในหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลยังคงเข้าไม่ถึงการรักษาแบบใหม่นี้ จึงต้องเผชิญกับภัยร้ายจากไข้ทรพิษอยู่เสมอ แต่ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุ ทำให้เราได้เห็นบทบาทของหมอคนหนึ่ง ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังดินแดนที่ห่างไกลในภาคเหนือด้วยความตั้งใจที่จะช่วยให้โรคร้ายนี้หมดไป วันที่ 7 เมษายน ร.ศ. 113  (พ.ศ. 2437) พระพรหมสุรินทร์ ข้าหลวงประจำรักษาราชการนครเมืองน่าน ได้มีใบบอกกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นว่า ในเขตแขวงนครเมืองน่าน เมื่อเกิดไข้ทรพิษขึ้น มักจะทำให้เกิดอันตรายต่อราษฎรเป็นจำนวนมาก จนเมื่อเดือนมกราคม ร.ศ. 112 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2437) ที่ผ่านมา ได้มีหมอจากกรุงเทพฯ คนหนึ่งชื่อหมอสุด มาประกอบกิจการรับปลูกฝีในนครเมืองน่าน คิดค่ารักษาขั้นต่ำเพียงคนละ 32 อัฐ แต่ไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากเจ้านาย ข้าราชการและราษฎรมากนัก ต่อมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 112 พระพรหมสุรินทร์ได้ไปตรวจราชการทางเมืองเชียงของ ได้ทราบว่าที่เมืองไชยพรหม (อยู่ในเขตอำเภอท่าวังผาในปัจจุบัน) มีการระบาดของไข้ทรพิษ ราษฎรได้รับความลำบากจนถึงแก่ชีวิตไปหลายคน จึงว่าจ้างให้หมอสุดไปทำการปลูกฝีให้ราษฎร โดยท้าวพระยากรมการและราษฎรในเมืองที่ให้ความไว้วางใจ ได้นำบุตรหลานมาให้หมอสุดปลูกฝีจำนวน 217 คน หมอสุดทำการอยู่ที่เมืองไชยพรหม 24 วัน จึงได้รับอนุญาตให้กลับลงมาที่นครเมืองน่าน เมื่อสถานการณ์ไข้ทรพิษเสื่อมคลายลง พระพรหมสุรินทร์ได้นำผลการปลูกฝีของหมอสุดไปปรึกษากับเจ้าราชวงษ์ ผู้รักษาราชการนครเมืองน่าน และท้าวพระยานครเมืองน่าน จึงตกลงกันว่าจะจ่ายค่าบำเหน็จให้หมอสุดเป็นเงิน 100 รูเปีย ทางด้านของหมอสุดเองก็ได้เขียนรายงานเกี่ยวกับการปลูกฝีที่เมืองไชยพรหม ซึ่งรายงานฉบับนี้ทำให้เราทราบถึงความยากลำบากในการรักษาโรคระบาดในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไม่มีใครรู้จักวิทยาการทางแพทย์สมัยใหม่มาก่อน เนื่องจากยังมีราษฎรส่วนหนึ่งที่ไม่เชื่อถือ และไม่ยอมมาปลูกฝีด้วยหลายสาเหตุ เช่น เชื่อว่าเมื่อปลูกฝีแล้วหากเกิดไข้ทรพิษขึ้นอีกจะล้มตายมากกว่าไม่ปลูกฝี หรือเชื่อว่าหากปลูกฝีแล้ว เจ้านายเมืองน่านจะให้คนไปเก็บเงินจากคนที่ได้รับการปลูกฝี เป็นต้น  เป็นที่น่าเสียดายว่า เรายังไม่พบข้อมูลว่าหมอสุดผู้นี้เป็นใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และใช้ชีวิตต่อมาอย่างไรหลังจากการปลูกฝีครั้งนี้ ซึ่งคงต้องสืบค้นจากเอกสารอื่นๆ ต่อไป แต่อย่างน้อยเราขอชื่นชมในวีรกรรมของหมอสุด ที่ยอมเดินทางจากเมืองหลวงไปสู่ดินแดนที่ห่างไกล และอุทิศตนเพื่อการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่โรคระบาดที่เสี่ยงอันตรายแต่เพียงผู้เดียว แม้จะต้องเจออุปสรรคใดๆ ก็ตามผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร.5 ศ. 24/15 เรื่อง ปลูกไข้ทรพิษแขวงนครน่าน [ร.ศ. 113]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


ทำความรู้จักกับ ขบถผู้มีบุญ หรือ ขบถผีบุญ ผ่าน องค์ความรู้ เรื่อง "ขบถผู้มีบุญ ร.ศ. ๑๒๐ พลังอนุรักษ์นิยมในกระแสปฏิรูป" เรียบเรียงนำเสนอโดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี     องค์ความรู้ เรื่อง "...ขบถผู้มีบุญ ร.ศ. ๑๒๐ พลังอนุรักษ์นิยมในกระแสปฏิรูป..."   สวัสดีครับ กลับมาพบกับ #พี่นักโบ อีกครั้ง ซึ่งตั้งใจจะมาเผยเเพร่องค์ความรู้ด้านโบราณคดี เเละประวัติศาสตร์ ในภูมิภาคอีสานของเรา ให้กับทุก ๆ ท่าน ได้เรียนรู้กันอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ... สำหรับวันนี้ พี่นักโบ ขอพาทุกท่าน มารู้จัก #ขบถผีบุญ หรือ #ขบถผู้มีบุญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของภาคอีสาน อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า ... ขบถผู้มีบุญ เป็นใคร ?  เกิดขึ้นจากเหตุใด? รวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ใด ? มีกี่ก๊กกี่เหล่า ?  และมีอะไรตามมาหลังเหตุการณ์นี้? ตามไปอ่านในบทความกันเลยครับ             การปฏิรูปการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาลที่เกิดขึ้นใน #รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายขึ้นในประเทศไทย จากประเทศซึ่งใช้ ระบบกินเมือง รัฐบาลมีอำนาจอย่างเด็ดขาดในบริเวณราชธานีและหัวเมืองใกล้เคียง โดยหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปถูกปกครองอย่างหลวมๆค่อนข้างเป็นอิสระ เจ้าเมืองแต่ละคนได้รับการแต่งตั้งให้ปกครองอยู่ในเขตเมืองของตนซึ่งสืบตระกูลกันมา และมีผลประโยชน์จากอภิสิทธิ์ของการเป็นชนชั้นปกครอง มีหน้าที่เก็บส่วยอากรและผลประโยชน์อื่นๆ ส่งให้รัฐบาลหลังจากหักส่วนของตนไว้แล้ว โดยไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐบาล สภาพการณ์เช่นนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อรัฐบาลสยาม  ขยายการปฏิรูปออกสู่หัวเมืองในภูมิภาค  โดยเฉพาะหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตที่มีการปกครองอย่างเบาบางมากจากส่วนกลาง              การปกครองหัวเมืองโดยระบบรวมศูนย์อำนาจ  หรือที่เรียกว่าเทศาภิบาล  รัฐบาลสยามได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพการปกครองและสภาพความเป็นอยู่ ทำให้ราษฎรไม่เคยชินต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจอันมีมาแต่เดิม และแรงกระตุ้นจากสถานการณ์ในดินแดนปกครองของฝรั่งเศสที่ชนพื้นถิ่นมักจะต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส และคอยความหวังให้ผู้มีบุญมาแก้ไขให้กลับไปอยู่ในลักษณะเดิม เมื่อเกิดข่าวลือเกี่ยวกับผู้มีบุญขึ้นในมณฑลอีสาน จึงลุกลามอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลสยามไม่อาจควบคุมได้ ผลก็คือเกิดขบถผู้มีบุญหรือขบถผีบุญ ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันตามท้องที่ต่างๆ ในภาคอีสาน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องขบถผีบุญนี้ ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดีว่า ในประมาณปีชวด ( พ.ศ.๒๔๓๓ ) เกิดลายแทงที่มีลักษณะเป็นคำพยากรณ์ขึ้นกล่าวว่า             “... ถึงกลางเดือน ๖ ปีฉลู (พ.ศ.๒๔๔๔) จะเกิดเภทภัยใหญ่หลวง เงินทองจะกลายเป็นกรวดทราย ก้อนกรวดในหินแลง จะกลายเป็นเงินทอง หมูจะกลายเป็นยักษ์ขึ้นกินคนแล้วมีท้าวธรรมมิกราชผีบุญจะมาเป็นใหญ่ในโลก ใครอยากพ้นภัยให้คัดลอกบอกตามลายแทงกันต่อๆไป ใครอยากมั่งมีก็ให้เก็บหินกรวดแลงไว้ให้ท้าวธรรมมิกราชชุบเป็นเงินเป็นทอง...”             ข่าวลือนี้สร้างความตื่นตระหนก และมีราษฎรเชื่อถือปฏิบัติตามกันอย่างแพร่หลาย จนมีผู้ฉวยโอกาสตั้งตัวเป็นท้าวธรรมมิกราชผีบุญหลายคน พวกผีบุญได้ชักชวนผู้คนเข้าเป็นพรรคพวกอยู่ประมาณปีกว่าๆ มีผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลไม่กล้าเข้าไปจับกุมเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดหรือไม่ทำให้เกิดผีบุญกว่าร้อยคนเกิดกระจายกันอยู่ในบริเวณซึ่งเป็นจังหวัดหนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ที่สำคัญมีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ อ้ายบุญจันที่เมืองขุขันธ์ (อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) กลุ่มที่ ๒ อ้ายเล็กที่เมืองสุวรรณภูมิ (อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน) และ กลุ่มที่ ๓ อ้ายมั่นที่แขวงเขมราฐ (อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ในปัจจุบัน)              เมื่อฝ่ายรัฐบาลเริ่มดำเนินการปราบปรามในชั้นแรกก็ไม่จริงจังเด็ดขาด โดยส่งกำลังเพียงเล็กน้อยเข้าไปจับหัวหน้าพวกผีบุญได้รับความเลื่อมใสศรัทธามีคนเข้าด้วยมากขึ้นจนถึงขั้นจะยึดเมืองอุบลราชธานีเป็นที่ตั้งตัวหลังจากยึดเมืองเขมราฐได้แล้ว รัฐบาลต้องทุ่มเทกำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มที่ โดยระดมกำลังทหารจากมณฑลนครราชสีมา อุดร อีสาน และบูรพาเข้าปราบพวกผีบุญที่กระจายอยู่ตามท้องที่ต่างๆ ในการรบครั้งสำคัญที่บ้านสะพือเขตเมืองอุบลราชธานี ต้องใช้ทหารจากกรุงเทพกว่า ๑๐๐ นายเศษ จากที่มีอยู่ในเมืองอุบลในขณะนั้นกว่า ๒๐๐ นาย เนื่องจากทหารพื้นเมืองไม่กล้าเข้ารบกับพวกผีบุญ แต่ก็ปราบปรามพวกผีบุญได้อย่างราบคาบในเวลาอันรวดเร็ว เพราะพวกผีบุญทำการต่อสู้ซึ่งหน้า  ทำให้ทหารมีโอกาสใช้อาวุธทันสมัยอย่างเต็มที่               ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญจะถูกปราบปรามได้อย่างรวดเร็วในระหว่างเดือน มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๔๔ – เดือนพฤษภาคม ๒๔๔๕ โดยใช้มาตรการทางทหารและการปกครองอย่างเฉียบขาดและรุนแรง ออกประกาศห้ามไม่ให้ราษฎร กรมการเมืองต่างๆ ให้ความช่วยเหลือหรือแอบซ่อนพวกผีบุญ และยังต้องจับส่งมายังข้าหลวงหรือกกองทหารที่ขึ้นไปตั้งกองอยู่ และคาดโทษประหารสำหรับผู้ฝ่าฝืน ตลอดจนห้ามการทรงเจ้าเข้าผีหรือการนับถือผีใดๆ แต่ความสำเร็จของรัฐบาลก็ไม่ได้แก้ไขสาเหตุของการเกิดขบถแต่อย่างใด กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงมณฑลอีสานเองมีรับสั่งว่า การเพาะพวกจลาจลนี้ เข้าใจว่ามันยังพวกฉลาดๆ ซึ่งไม่ออกน่า เที่ยวเพาะไปเงียบ ๆ อีกหลายพวก ซึ่งหมายความว่าการขบถก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกตราบใดที่สภาพแวดล้อมยังเอื้ออำนวย            ที่กล่าวว่า  #สภาพแวดล้อมที่ยังเอื้ออำนวย นั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายๆ ด้านประกอบกันซึ่งต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่ ๑) สถานการณ์ทางด้านการเมือง ๒) สภาพเศรษฐกิจ และ ๓) สภาพสังคม มีรายละเอียด ดังนี้             ใน #ด้านการเมือง นั้น เมื่อไทยต้องเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายให้กับฝรั่งเศสทำให้สถานภาพของความเป็นผู้นำของรัฐบาลสยามสั่นคลอน ซ้ำยังมีข่าวลือว่า ผู้มีบุญจะมาทางตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว... บัดนี้ฝรั่งเข้าไป เต็มกรุงเทพฯแล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว... ทำให้สถานการณ์เกิดความไม่แน่นอน บุคคลบางกลุ่มจึงก่อการจลาจล ประกอบกับในการปฏิรูปไม่ได้ดึงกรมการเมืองทั้งหมด เข้าสู่ระบบใหม่ทำให้ผู้ไม่พอใจตั้งตนเป็นผีบุญ โดยอาศัยสถานการณ์ตามลายแทง เช่น ผีบุญที่ขุขันธ์ โขงเจียม เป็นต้น             ใน #ด้านเศรษฐกิจ โดยปกติแล้วราษฎรในภาคอีสานมีสภาพความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างแร้นแค้นอยู่แล้ว เมื่อต้องมาเสียเงินส่วยให้กับราชการจึงเป็นภาระที่ค่อนข้างหนัก บางครั้งยังถูกกรมการเมืองที่สูญเสียผลประโยชน์จากระบบเดิมฉ้อโกงอีก โดยเฉพาะตามหัวเมืองที่อยู่ไกลข้าหลวง เช่น การออกตั๋วพิมพ์รูปพรรณการซื้อขายโคกระบือ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของภาคอีสาน จากความขัดสนที่ได้รับทำให้ราษฎรหันมายึดมั่นในลายแทงที่บอกว่าค่าครองชีพจะลดลง หินกรวดทรายจะกลายเป็นเงินทอง เหล่านี้เป็นความหวังของคนยากจนจริงๆ ที่ไม่มีหวังว่าสภาพของตนจะดีขึ้นได้              และ #สภาพสังคม ในภาคอีสานขณะนั้นราษฎรดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นของตัวเองอันเกิดจากความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ปะปนกัน ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ลักษณะโดยทั่วไปเป็นคนไว้ใจคนง่าย หูเบา เชื่อถือโชคลาง ซื่อสัตย์ และไม่เดียงสา ประกอบกับราษฎรโดยทั่วไปยังคงยึดมั่นในประเพณีเก่าขาดการศึกษาจึงชอบมีชีวิตอยู่ตามแบบดั่งเดิมของตนเมื่อเกิดความยากจนและถูกบีบคั้นทางจิตใจมากขึ้น ตลอดจนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในคำอวดอ้างของพวกผีบุญ ทำให้ราษฎรเกิดความหวังและหันไปยึดมั่นกับพวกผีบุญเป็นจำนวนมาก              ดังนั้นนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้นมา รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการปฏิรูปหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งกองตำรวจภูธรเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และปราบปรามโจรผู้ร้ายได้ดียิ่งขึ้น ประกาศห้ามราษฎรนับถือผีสางและไสยศาสตร์ต่างๆ จัดตั้งศาลยุติธรรม ควบคุมการเก็บส่วยให้รัดกุมขึ้นปรับปรุงระบบคมนาคม โดยเฉพาะการจัดการศึกษา  เนื่องจากสภาพไร้การศึกษาของประชาชนที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับปรุงประเทศตามแบบแผนใหม่ โดยจัดการศึกษาผ่านทางคณะสงฆ์ด้วยความคิดที่ว่าหากราษฎรมีความรู้มากขึ้น   คงมีความคิดตริตรองมากขึ้น ไม่หลงเชื่อการหลอกลวงในสิ่งที่ผิดอย่างง่ายๆ เช่นที่ผ่านมา ทั้งข้าราชการ บ้านเมืองที่ทำอยู่ก็จะเจริญขึ้น ตลอดจนพัฒนาสิ่งก่อสร้างถนนหนทางโดยจ้างงานคนพื้นถิ่นของรัฐบาลอันเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคอีสาน และขจัดเงื่อนไขในการก่อการจลาจลที่จะมีมาในอนาคต              อาจกล่าวได้ว่าการเกิดขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญของภาคอีสานใน ร.ศ.๑๒๐ ถึงแม้จะมีลักษณะเป็นขบถมวลชนที่ไม่พอใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลกลางนำมาใหม่เพราะดูเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระที่มีมาแต่เดิม แต่ก็เป็นปฏิกิริยาอนุรักษ์นิยมที่แสดงออกเพื่อการต่อต้านของกลุ่มที่ถูกลิดรอนอำนาจหรือสูญเสียผลประโยชน์อันเนื่องมาจากปฏิรูปการปกครองให้เหมาะสมกับกาลสมัย สภาพอันแร้นแค้นของราษฎร ตลอดจนตัวข้าราชการกรมการเมืองอันเป็นกลไกลของรัฐบาลก็มีส่วนผลักดันให้เกิดขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปการปกครองระบบมณฑลในอีสานในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๔๕ ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง นอกจากจะเป็นเพราะขาดกำลังพลอย่างเพียงพอในการเป็นกลไกของรัฐบาลในการปฏิรูปแล้ว สภาพด้อยการศึกษาทำให้ราษฎรไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการปฏิรูป และความล้าหลังทางเศรษฐกิจยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จอีกด้วย รัฐบาลสยามจึงได้ดำเนินการเพื่อขจัดเงื่อนไขต่างๆ ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะนำมาใช้จนไม่เปิดโอกาสให้ฟื้นฟูอิทธิพลได้อีก การปฏิรูปการปกครองมาสู่ระบบเทศาภิบาลจึงประสบความสำเร็จในบั้นปลายนั่นเองครับ   เรียบเรียงนำเสนอโดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี


          ชื่อเรื่อง : คนทำงานสำเร็จไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ      ผู้เขียน : ทาเคชิ ฟุรุคะวะ      สำนักพิมพ์ : ซีเอ็ดยูเคชั่น      ปีพิมพ์ : 2562      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-08-3409-9       เลขเรียกหนังสือ : 158.7 ฟ379ค       ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : คนมักจะยึดติดกับการทำงานให้สมบูรณ์แบบ ความคาดหวังนั้นอาจจะเปลี่ยนเป็นแรงกดดันจนทำให้ทำงานพลาดหรือต้องรับภาระที่หนักเกินไป ดังนั้นหาก        เราลองปล่อยวางความคิดเรื่องสมบูรณ์แบบแล้วเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างยืดหยุ่นลองดู ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้งานนั้นมีประสิทธิภาพ บรรลุผลแม้จะไม่สมบูรณ์แบบเสมอไปก็ได้  "คนทำงานสำเร็จไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ" เป็นหนังสือแปลจากนักเขียนชาวญี่ปุ่น "ทาเคชิ ฟุรุคะวะ" วิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งได้แนะนำแนวคิดและวิธีการใชีชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการฝึกวิเคราะห์สถานการณ์และงาน จัดลำดับความสำคัญของงานได้ นำเสนอความคิดที่เชื่อว่า เพียงแค่เราเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ได้ ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไป แนะนำว่าพฤติกรรมหรือความคิดแบบไหนที่ไม่ดี และสนับสนุนให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมใหม่ เช่น สมบูรณ์แบบเกินไป ลดประสิทธิภาพในการทำงาน การสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพในเวลาที่สั้น ประยุกต์อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพงาน อย่ากลัวความผิดพลาด สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง และใช้แรงงานของคนรอบข้างอย่างถูกวิธี เป็นต้น ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านเปลี่ยนลักษณะนิสัยและพฤติกรรม เพื่อลดความตึงเครียดและควากดดันจากการทำงานสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ให้เป็นการทำงานอย่างมีประสิทธภาพ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหลักการคิด และการกระทำต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา


       ชื่อเรื่อง : กลยุทธ์ ยุทธวิธี ผู้นำแบบซุนวู      ผู้เขียน :  -      สำนักพิมพ์ : ก้าวแรก      ปีพิมพ์ : 2557      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-367-010-6      เลขเรียกหนังสือ : 658.4 ก287      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : ซุนวู เป็นบุคคลกึ่งสมมติมีชีวิตอยู่ประมาณช่วงเดียวกับขงจื๊อ เกิดในสมัยชุนชิวเป็นชาวแคว้นฉีโดยกำเนิด เป็นนักการทหารและนักการปกครองผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของตำราศิลปะแห่งการยุทธ์ที่นับว่าเป็นหนึ่งในตำราการสงครามซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกคือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู ที่ได้จากประสบการณ์ในการนำทัพชนะศึก รวบรวมเป็นข้อคิดและตำราซึ่งมีคุณค่ามหาศาลในสงครามการรบระหว่างแคว้นของจีนในยุคนั้น โดยตำราพิชัยสงครามของซุนวู หรือ The Art of War นอกจากจะนำไปใช้กับการดำเนินกิจการสงคราม การทหารและการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์แรกเริ่มของตำราเล่มนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นได้อีกมากมายด้วย ทั้งการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ และการพัฒนาภาวะผู้นำ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการชิงชัยประเภทหนึ่งเช่นกัน โดยศัตรูก็คือคู่แข่งที่ขับเคี่ยวในวงการธุรกิจนั่นเอง "กลยุทธ์ ยุทธวิธี ผู้นำแบบซุนวู" ได้สรุปข้อคิดบางประการที่ได้จากการศึกษาตำราพิชัยสงครามของวุนซูที่สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ คือหลักที่ใช้อย่างมั่นคงต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฐานและเป็นโครงสร้างของความสำเร็จในการแข่งขัน ประกอบด้วยสามหลัก ได้แก่ พันธะผูกมัด การเฝ้าสังเกต การเตรียมการ และ ยุทธวิธี คือหลักที่ใช้ในการตอบสนองโดยตรงกับโอกาสหรือภยันตรายที่เฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยหกหลัก ได้แก่ การประเมิน การดัดแปลง การคัดง้าง การหลอกล่อ จังหวะเวลา และการก้าวย่าง โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการประเมิน (การประเมินและวิเคราะห์แผนการ) การคับเคี่ยวศึก (การแข่งขัน) ยุทธศาสตร์การรุก (ยุทธวิธีการรุกคู่แข่ง) รูปแบบการรบ (รูปแบบการแข่งขัน) กำลังพล (การพลิกแพลงยุทธวิธีในการแข่งขัน) หยั่งรู้ศัตรู (รู้จุดอ่อน-จุดแข็ง) กลอุบายศึก (กลยุทธ์ในการแข่งขัน) แดนมรณะเก้าสถาน (รู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์) การเดินทัพ (การบริหารการแข่งขัน) ภูมิประเทศ (สนามการแข่งขัน) พื้นที่เก้ายุทธภูมิ (พื้นที่การแข่งขัน) โจมตีด้วยเพลิง (การทำลายชื่อเสียง) และการใช้สายลับ (ข้อมูลและความลับ) ด้วยหวังให้ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์สำหรับการดำเนินธุรกิจ การดำเนินชีวิตประจำวัน การบริหารบุคคลและองค์กรอีกด้วย 


พระบารมีปกเกล้าฯชาวอุบลฯ ๓ ตามรอยเสด็จเมืองอุบล ครั้งที่ ๒ เมื่อวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ เวลา ๐๘.๓๕ น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จากที่ประทับแรมเขื่อนน้ำอูน ไปทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาแผ่นดินในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและนครพนม เวลา ๑๑.๐๐ น. เสด็จฯ ถึงสนามหญ้าโรงเรียนบ้านนาแวง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังกองบังคับการกองร้อยทหารราบที่ ๖๐๑๑ ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานถุงของขวัญ เวชภัณฑ์ และพระเครื่องแก่ผู้แทนหน่วยทหาร หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง หน่วยตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยอาสาสมัครรักษาแผ่นดิน และครูโรงเรียนบ้านนาแวง ต่อจากนั้น พันตรีดำรง ทัศนศร รองผู้บังคับศูนย์เฝ้าตรวจชายแดน ๓๐๓ กราบบังคมทูลถวายบรรยายสรุปสถานการณ์ เสร็จแล้วพระราชดำเนินทอดพระเนตรที่พักทหาร และทอดพระเนตรการติดต่อรอบกองบัญชาการฯ ตลอดจนมีพระราชปฏิสันถารกับผู้แทนหน่วยต่าง ๆ โดยทั่วถึง แล้วจึงเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังวัดโขงเจียมปุราณวาส เวลา ๑๒.๐๐ น. เสด็จถึงวัดโขงเจียมปุราณวาส ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ เสด็จขึ้นศาลาการเปรียญ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และมีพระราชดำรัสกับพระราชาคณะ และเจ้าอาวาสถึงความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดพระราชทานเวชภัณฑ์สำหรับพระภิกษุได้ใช้ร่วมกับราษฎร เสร็จแล้วเสด็จลงเพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ อยู่อย่างล้นหลาม ได้มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรเหล่านั้นถึงสถานการณ์ตามชายแดนและความเป็นอยู่โดยทั่วไป แล้วจึงเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งกลับไปยังโรงเรียนบ้านนาแวง ทรงเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านจากจังหวัดอุบลราชธานีที่มาเฝ้าฯ ก่อนประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน ครั้นทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถตามพระราชอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งต่อไป ขอขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายตามรอยเสด็จฯจังหวัดอุบลราชธานี อ.ปัญญา แพงเหล่า


                                                           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช                                                                               จิตรกรรมฝาผนังในพระราชวังเดิม แสดงการรบที่จันทบุรี    กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และมีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่  กรุงธนบุรีมีอายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด  เพราะการก่อกำเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละและจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของพระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ  พระองค์ทรงตรากตรำทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อนำพาเหล่าบรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากรำศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก  เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ของคนไทยจนนำไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง             พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าทำลายจนพินาศย่อยยับได้สำเร็จ  และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อยกว่าปีในปัจจุบัน  ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติและความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง  ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้เอกราช  เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและวีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง  หากปราศจากพระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้              ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก  พระราชภารกิจสำคัญลำดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น  แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไปด้วยความยาก ลำบากแสนสาหัส  ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น   การที่จะทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน   ประกอบกับภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง  ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค  มีการตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้นำชุมนุมต่างๆ ได้แก่  ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู)  ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง  ในลำดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ายก็พยายามจะแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน  ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพกำลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อมิใช่น้อย                สิ่งที่สร้างความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหารภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม   เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม  ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกรำศึกเพื่อกอบกู้เอกราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ  พระองค์ทรงเริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ  เหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น  เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น  เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลักของประชาชนคือการทำสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม  โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน้ำ ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่าละเมาะ  ลักษณะการทำสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง  เป็นลักษณะการทำสวนแบบชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี  จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว               ในเมืองธนบุรีมีการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี  สินค้าสำคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการทำไร่ทำนาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล  สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ  เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าวและรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเสมอ..”(๓)               สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือสำเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร  ชาวบ้านที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น  แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ทำให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก  เพราะพระองค์ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดยต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครองอำนาจ  ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่  ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔)             ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็นเกวียนละ ๒ ชั่ง  อาณาประชาราษฎรขัดสน  จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทำนาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมทำนาพื้นที่ฝั่งซ้ายขวา  กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก  และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก  ทางตะวันออกพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้  แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับราชสำนักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม พระราชสาสน์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินส่งไปถวายจักรพรรดิจีน                         รายการเครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปยังราชสำนักจีน จักรพรรดิเฉียนหลง                              หลังจากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรแล้ว  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนเพื่อถวายพระเจ้าเฉียนหลงจักรพรรดิจีนเพื่อให้รับรองฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่  โดยส่งพระราชสาสน์ไปกับเรือสินค้าของพ่อค้าจีน ชื่อ หยังจิ้นจง เนื้อความในพระราชสาสน์อธิบายการขึ้นครองราชย์ของพระองค์  พร้อมทั้งขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซื้อเหล็กและปืนใหญ่มาทำสงครามกับพม่า  แต่ในปีเดียวกันหัวหน้าชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระก็ได้ส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าเฉียนหลงเพื่อให้ทรงรับรองฐานะการเป็นกษัตริย์ของสยามด้วยเช่นกัน  ครั้งนั้น พระเจ้าเฉียนหลงจึงได้ตอบปฏิเสธการรับรองฐานะของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  รวมทั้งปฏิเสธการขอซื้อเหล็กและปืนใหญ่ด้วย(๘)               การเจริญไมตรีทางการทูตกับจีนในอีก ๓ ครั้งต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๓๑๘ พ.ศ.๒๓๒๐ และพ.ศ.๒๓๒๑  ทำให้กรุงธนบุรีได้รับการตอบรับด้วยไมตรีจากจักรพรรดิจีนมากยิ่งขึ้น  ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดิจีนก็ทรงพระราชทานสิทธิให้กรุงธนบุรีสามารถทำการค้ากับจีนได้เต็มที่เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่เมืองกวางตุ้งเช่นในระยะแรกๆ(๙) สินค้าที่กรุงธนบุรีซื้อจากจีนนั้น  ได้แก่ กำมะถัน กระทะเหล็ก แผ่นทองแดง เหล็ก เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกมากที่สุดของกรุงธนบุรีจะเป็นพวกของป่า ได้แก่ ไม้ฝาง ไม้แดง ไม้ดำ รวมทั้งการค้าพริกไทยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกิดจากความชำนาญด้านการเพาะปลูกของชาวจีนอพยพซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว  และมีแหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก  รวมทั้งที่เมืองสงขลาซึ่งมีชาวจีนฮกเกี้ยนอยู่เป็นจำนวนมาก  สำหรับไม้ฝางนั้นนอกจากจะใช้ส่งออกแล้ว ยังเป็นสินค้าที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นด้วย(๑๐) จะเห็นได้ว่าเวลาที่ประเทศจีนได้เปิดสัมพันธไมตรีการค้าอย่างเต็มที่กับกรุงธนบุรีเป็นยามที่บ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคง  แม้ในระยะแรกจีนจะปฏิเสธความสัมพันธ์กับกรุงธนบุรีมาโดยตลอด เพราะมองว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาสามัญ   แต่ท้ายที่สุดจีนก็ยอมรับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมากขึ้น  สังเกตได้จากหลักฐานบันทึกที่มีการออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา” ในช่วงปลายรัชสมัย  นอกจากนั้นเมื่อมีการส่งคณะทูตเพื่อถวายพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๔   ราชสำนักจีนได้ออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา พระเจ้าแผ่นดินสยาม” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของจีน  แต่กว่าที่จะได้มีการส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอย่างเป็นทางการนั้นก็เป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพอดี(๑๑)   และจากการที่มีการเปลี่ยนรัชกาลเสียก่อน  ดังนั้นผลพลอยได้จึงตกอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์แทนในเวลาต่อมา(๑๒)                สำหรับกลุ่มชาวจีนที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธนบุรีในขณะนั้น ก็คือชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก บ้างก็ทำการค้าขายจนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญและมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ชาวจีนกวางตุ้งชื่อ หยังจิ้นจง รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นโกษาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่ดูแลซื้อขายสินค้า  ชาวจีนแต้จิ๋วชื่อ จีนมั่วเส็ง  ต่อมาโปรดฯให้เป็นหลวงอภัยพานิช หรือจีนเรือง ซึ่งต่อมาได้เป็นพระพิชัยวารี  จีนฮกเกี้ยนมีขุนนางคนสำคัญคือ เฮาเหยี่ยง หรือ วูหยาง เป็นพ่อค้าจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมายังสงขลาและปลูกยาสูบขายจนร่ำรวย  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้เป็นเจ้าภาษีรังนกของสงขลา  ต่อเมื่อมีความดีความชอบทำอากรรังนกถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง จึงแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอินทรคีรีสมบัติ(๑๓) เป็นต้น  จนอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงธนบุรีก้าวสู่ระบบการค้าจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นก็เพราะมีกลุ่มชาวจีนอพยพเป็นกำลังสำคัญ ด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้จัดหา  เป็นทั้งขุนนางและลูกจ้างที่สร้างความเชื่อมโยงจนเกิดเป็นเครือข่ายการค้าในแต่ละเมืองขึ้น เครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ปัจจุบันอยู่ที่ไทเป (ที่มา:kingthonburi.myreadyweb.com)                  นอกจากจะเปิดการค้ากับจีนแล้ว กรุงธนบุรีก็ยังได้ติดต่อการค้ากับชาวญวนและแขก เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเรียนรู้ภาษาทั้งสามจนทรงสามารถพูดได้อย่างชำนาญมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงเริ่มรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา  นอกจากนั้นก็ยังมีการทำการค้ากับญี่ปุ่นและชาติอื่นๆด้วย  แต่เป็นการค้าที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กรุงธนบุรีมากเท่าการค้ากับจีน  และการได้ทำการค้าที่ผ่านพ่อค้าจีนนั้นก็ยังส่งผลดีที่ทำให้การค้าเริ่มขยายตัวออกสู่วงกว้างมากขึ้นด้วย(๑๔)                 สำหรับความสัมพันธ์ที่มีกับชาติตะวันตกนั้น  มีหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารสำคัญของฝ่ายไทยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรี นั่นก็คือ เรื่องจดหมายเหตุของพวกบาทหลวงฝรั่งเศส(๑๕) พวกเขาได้บันทึกเรื่องราวครั้งกรุงธนบุรีไว้  เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่เดินทางเข้ามาในช่วงต้นรัชสมัย  อย่างเช่นที่มองซิเออร์คอร์บันทึกไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พระยาตากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี และโปรดให้ข้าพเจ้าเลือกหาที่ดินตามใจชอบ ข้าพเจ้าได้เลือกที่ไว้แห่ง ๑ เหนือหมู่บ้านพวกเข้ารีต..”(๑๖) แต่ในส่วนประเด็นสำคัญคงเป็นเรื่องชะตากรรมของชาวยุโรป  ที่ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวของพวกคริสตังโปรตุเกสที่ต้องหนีตายจากการถูกควบคุมตัวของทหารพม่า  ตลอดจนการบันทึกในช่วงหลังการเสียกรุงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้าขายทั้งกับชาวอังกฤษ โปรตุเกส และฮอลันดา   หลักฐานเรื่องสินค้าสำคัญตามที่ปรากฏในบันทึก  นอกจากจะเป็นการค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็นยิ่งสำหรับการเสริมสร้างกำลังแก่กองทัพแล้ว  ในภาวะที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงมีศึกสงครามติดพันเช่นนั้น  สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็จะมีความสำคัญและจำเป็นไม่แพ้กัน  ดังที่ปรากฏเรื่องของการติดต่อซื้อดินปืนและปืนนานาชนิด ที่เรือสินค้าต่างชาติตามหัวเมืองชายทะเลได้บรรทุกเข้ามาจำหน่าย  การที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้บันทึกถึงเรื่องการอาศัยเรือแขกมัวร์ไปยังบางกอก (พ.ศ.๒๓๑๓) แสดงให้เห็นว่ามีการนำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่เมืองบางกอกแล้วตั้งแต่ตอน ต้นรัชสมัย  นอกจากนั้น ยังมีข้อความที่บันทึกไว้ในเวลาต่อมาว่า “ในปี พ.ศ.๒๓๒๒ แขกมัวร์จากเมืองสุราตในประเทศอินเดีย ได้นำสินค้าเข้ามาขายในกรุงธนบุรี และฝ่ายไทยก็ได้ส่งสำเภาหลวงไปค้าขายถึงอินเดีย”(๑๗)                  การค้าที่สำคัญอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือการค้ากับฮาเตียน(๑๘) สินค้าที่นำเข้าจำนวนมากคือข้าว  นอกจากนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานการค้ากับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (V.O.C.) ว่า “ในปีพ.ศ.๒๓๑๒ ออกญาพิพัทธโกศาได้ส่งจดหมายไปถึงข้าหลวงใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในเมืองปัตตาเวีย เพื่อชักชวนให้กลับมาตั้งสถานีการค้าในกรุงธนบุรี และติดต่อขอซื้ออาวุธปืนจำนวน ๑,๐๐๐ กระบอก บริษัทอินเดีย ตะวันออกของฮอลันดาได้ตกลงขายปืนให้ ๕๐๐ กระบอก โดยแลกกับไม้ฝาง หากมีไม้ฝางไม่พอก็สามารถจ่ายเป็นขี้ผึ้งได้”(๑๙)  ถึงแม้บริษัทอินเดียตะวัน ออกของฮอลันดาจะไม่ได้กลับมาตั้งสถานีการค้าในธนบุรี  แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอีกหลายครั้ง เช่นในพ.ศ.๒๓๑๗  ธนบุรีได้ซื้อปืนอีก ๓,๐๐๐ กระบอก  และการซื้อขายแต่ละครั้งก็ยังดำเนินการผ่านชาวจีนที่เดินเรืออยู่ระหว่างสยามและปัตตาเวีย  โดยส่วนมากเป็นการซื้ออาวุธ  รองลงมาคือข้าวและม้า(๒๐)               จากการได้ติดต่อการค้าระหว่างกรุงธนบุรีกับชาติตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เราได้รู้จักพ่อค้าชาวอังกฤษ ชื่อ ฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ตลอดจนได้รับรู้เรื่องราวที่เขาที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรุงธนบุรีอีกด้วย  เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรุงธนบุรีได้ทำการซื้ออาวุธปืนกับชาติตะวันตกอีกครั้ง  และมีคุณงามความดีจนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ พระยาราชกปิตัน แก่เขาในภายหลัง(๒๑)              ฟรานซิส ไลต์ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๘๘ ที่เมืองดัลลิงฮู (Dallinghoo) ซัฟฟอล์ก (Suffolk) ประเทศอังกฤษ หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการกับราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๒ ถึงพ.ศ.๒๓๐๖ ตำแหน่งสุดท้ายในการรับราชการคือนายเรือโท  จากนั้นจึงได้ลาออกจากราชการมาเป็นนายเรือพาณิชย์สังกัดบริษัทบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เบงกอลซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย  และเดินเรือทำการค้าอยู่ระหว่างท่าเรือตามชายฝั่งอินเดียกับคาบสมุทรมลายู  นายจอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd) ให้ข้อมูลไว้ว่า ฟรานซิส ไลต์ ได้สมรสกับสาวลูกครึ่งไทย-โปรตุเกสชาวเมืองถลาง ชื่อ มาร์ตินา โรเซล และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถลางมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๑๕  และต่อมาได้ย้ายศูนย์กลางการค้าไปอยู่ที่ปีนังหรือเกาะหมาก  สินค้าสำคัญที่ค้าขายอยู่ในเวลานั้นก็คือ ข้าว  ซึ่งมีลักษณะการค้าขายที่ใช้ดีบุกในการชำระอัตราค่าซื้อขายแทนการใช้เงิน  แต่สิ่งที่ทำให้การค้าของฟรานซิส ไลต์กับสยามประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและกลายเป็นบุคคลสำคัญของภูมิภาคนี้  ก็คือการค้าอาวุธปืนนานาชนิด  โดยเฉพาะปืนใหญ่ประเภทต่างๆ รวมทั้งการค้าดินปืนให้กับเมืองถลางและเมืองชายทะเลอื่น ๆทางภาคใต้ของสยาม  เพราะขณะนั้นสยามยังขาดแคลนทั้งอาวุธและยุทธปัจจัยใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันประเทศในระหว่างการศึกกับพม่า  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงโปรดให้ฟรานซิส ไลต์เป็นธุระในการติดต่อขอซื้ออาวุธ  ซึ่งปรากฏหลักฐานในบันทึกว่า กรมการเมืองถลางซื้อปืนคาบศิลา ๙๖๒ กระบอก ปืนชาติเจะระมัด ๙๐๐ กระบอก โดยมีกปิตันมังกูเป็นผู้นำส่งมายังกรุงธนบุรี และเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับดีบุก(๒๒) ซึ่งเรื่องการค้าขายกับชาติตะวันตกในช่วงดังกล่าวนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ปีวอกอัฐศก (พ.ศ.๒๓๑๙) เป็นข้อความเพียงสั้น ๆว่า  “เจ้ากรุงปัญยีจัดซื้อปืนถวายเข้ามา ๑๔๐๐ และสิ่งของเครื่อบรรณาการต่างๆ”(๒๓) เพื่อมอบเป็นบรรณาการแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  นอกจากนี้ก็มีเอกสารต่างประเทศฉบับอื่นๆ บันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ไว้ และบางฉบับ(๒๔)ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กรุงธนบุรีได้สั่งซื้อปืนจากอังกฤษ  โดยมีจดหมาย โต้ตอบระหว่างกัน และในการจัดซื้อครั้งหนึ่ง ฟรานซิส ไลต์ได้เขียนจดหมายไปถึงนายยอร์ช สแตรตตัน(๒๕) ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๐ ข้อความตอนหนึ่งว่า  พระเจ้าแผ่นดินสยามได้สดับว่าพม่ากำลังให้ความสนใจฝรั่งเศสมาก ลำพังพม่าพวกเดียวแล้วพระองค์ไม่กลัว แต่ทรงวิตกว่าพม่าจะเข้ารวมกับพวกฝรั่งเศสซึ่งมีอยู่มากในหงสาวดีและอังวะ จึงทรงเห็นภัยที่จะมีมาถึงประเทศ(๒๖)                ในเวลาต่อมาพระยาราชกปิตันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ (Governor of Prince of Wales) หรือเจ้าเมืองปีนังคนแรก  แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทพ่อค้าอาวุธกับราชอาณาจักรไทยอยู่อย่างต่อเนื่องนับจากสมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ดังปรากฏอยู่ในเอกสารเมืองถลาง หรือจดหมายของพระยาถลางและคุณหญิงจันที่มีไปถึงฟรานซิส ไลต์  เจ้าเมืองปีนัง เอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้เป็นจดหมายอักษรไทยจำนวนกว่า ๖๐ ฉบับซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน  มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อการค้าระหว่างพระยาราชกปิตันกับเมืองถลางในระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๘ ถึง ๒๓๓๓  เนื้อความส่วนใหญ่บอกเล่าถึงสถานการณ์ในช่วงวิกฤตของเมืองถลาง  เมืองตะกั่วป่า และเมืองตะกั่วทุ่งภายหลังการศึกสงครามกับพม่า  สภาพบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหาย  ยุ้งฉางข้าวที่ถูกพม่าเผาทำลายเพื่อมิให้หลงเหลือเป็นเสบียงอาหาร  จนทำให้ประชาชนต้องอดอยากขาดแคลนและการต้องใช้ดีบุกในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆ  เป็นต้น                  แม้ยามนั้นบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะศึกสงคราม  แต่ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาคือกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กรุงธนบุรีมีการค้าที่เจริญรุ่งเรือง  ทั้งยังทำให้การติดต่อค้าขายสามารถเชื่อมโยงไปสู่อาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย  การค้าในสมัยกรุงธนบุรีทั้งการค้าภายในและภายนอกนั้นมีแต่ชาวจีนที่เป็นคนดำเนินการ  แม้แต่ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในช่วงนั้นก็ยังได้บันทึกว่า การค้าสำคัญของที่นี่อยู่ในมือชาวจีนทั้งหมด และพระมหากษัตริย์เองก็พอใจจะให้เป็นเช่นนั้น(๒๗)                                                                                                                                                                                                                     เรียบเรียงโดย เสาวลักษณ์ กีชานนท์                                                                                                                    นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ                                                                                                                             กลุ่มแปลและเรียบเรียง เชิงอรรถ   ๑  ปรากฏชื่ออยู่ในกฎหมายตราสามดวงว่า “เมืองธนบุรียศรีมหาสมุทร”ซึ่งแปลว่า“เมืองแห่งทรัพย์อันเป็นศรีแห่งสมุทร”    ๒  จุมพฎ ชวลิตานนท์. การค้าส่งออกของอยุธยาระหว่างพ.ศ.๒๑๕๐-๒๓๑๐.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์           คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.๒๕๓๑. หน้า๔๓.    ๓  ศิลปากร,กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๗    ๔ สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง. (กรุงเทพฯ : หจก.อรุณการพิมพ์) ๒๕๕๙. น. ๒๒๓.    ๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).(กรุงเทพ : มปท. มปป.) ๒๕๐๖. น. ๔๐.     ๖ ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ        พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช    ๗ ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน.        วารสารศิลปากร ๒๕ (พค.-กค.๒๕๒๓) น.๕๕.    ๘  จิราธร ชาติศิริ เศรษฐกิจธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.หน้า.๒๔๒. อ้างจาก สืบแสง พรหมบุญ เรื่อง ความสัมพันธ์ในระบบ        บรรณาการระหว่างจีนกับไทยในค.ศ.๑๒๘๒-๑๘๕๓.   ๙  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๔๓.  ๑๐  อ้างแล้ว. หน้า๒๔๗.  ๑๑  กรมศิลปากร. ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.(๒๕๕๙). หน้า ๒๔๑.  ๑๒  สุดารา สุจฉายา. พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากหนังสือ ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสิน        มหาราช, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.๒๕๕๙. น.๔๕.   ๑๓  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๒.   ๑๔  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๘.   ๑๕ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙ จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น   ๑๖  ศิลปากร, กรม.ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๘.   ๑๗  http://wikipedia.org. ความสัมพันธ์กับต่างชาติในสมัยกรุงธนบุรี. (เข้าถึงเมื่อ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๐).   ๑๘ หมายถึงเมืองพุทไธมาศ หรือบันทายมาศ ปัจจุบันตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามติดกับกัมพูชา   ๑๙ จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน. กรุงเทพฯ : หจก.สามลดา. หน้า ๒๔๙  อ้างอิงจาก ธีรวัติ ณ ป้อม         เพชร จดหมายจากพิพัทธโกศา ถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หน้า๓๓-๔๐.    ๒๐ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙.   ๒๑   จากเอกสารและจดหมายหลายฉบับที่ข้าราชการและชาวเมืองถลางเขียนถึงฟรานซิส ไลต์ ลงวันที่เดือนปี ในพ.ศ.๒๓๒๒ ได้          เรียกเขาตามบรรดาศักดิ์อย่างชัดเจนว่า พระยาราชกปิตัน ซึ่งยังอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  อย่างไรก็ดี  บาง         หลักฐาน เช่น หนังสือชุมนุมประกาศรัชกาลที่ ๔ ได้อ้างว่า กัปตันฟรานซิส ไลต์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราช          กปิตันในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   ๒๒   จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙.    ๒๓  กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี. (กรุงเทพฯ : มปป. มปท.) น. ๙๒   ในพระราชพงศาวดารฉบับพระ           ราชหัตถเลขาและเอกสารต่างประเทศหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า หมายถึงกปิตันเหล็ก เจ้าเมืองเกาะหมาก    ๒๔  หนังสือ Taksin the Great by History World  Published: Lulu.com on May 15,          2013    ๒๕ George Stratton ชาวอังกฤษซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งไวซ์รอยหรือผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราส  (Viceroy of Madras)    ๒๖  อาณัติ อนันตภาค. สองมหาราชกู้แผ่นดิน. น.๑๔.     ๒๗  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๔ อ้างอิงจาก Sarasin Viraphol. Tribute and Profit:Sino-Siamese trade 1652-          1853. Cambridge: Harward U.Press,1977.p.172.


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : แหล่งน้ำในพะเยา -- เมื่อต้นปี พ.ศ. 2536 เกษตรจังหวัดพะเยาดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในแต่ละอำเภอ เพื่อป้องกันสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ทำให้ทราบว่า จังหวัดพะเยาเมื่อ 31 ปีก่อนมีแหล่งน้ำอะไรบ้าง ตั้งอยู่พื้นที่ไหน และหน่วยงานใดจัดสร้างขึ้น. จากเอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา เรื่อง " การสำรวจแหล่งน้ำ " วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 ให้รายละเอียดในแบบฟอร์มการสำรวจดังสรุปได้ว่า 1. สำรวจแหล่งน้ำทั้งหมด 7 อำเภอ โดยบางส่วนเป็นแหล่งน้ำที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท และกรมชลประทานสร้างขึ้น 2. อำเภอเมืองพะเยามีแหล่งน้ำ 6 แห่ง คือ กว๊านพะเยา ลำน้ำอิง อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำตามพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำแม่ต๋อม อ่างเก็บน้ำแม่นาเรือ และอ่างเก็บน้ำห้วยลึก 3. อำเภอแม่ใจมีแหล่งน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ หนองเล็งทรายกับอ่างเก็บน้ำแม่ปืม 4. อำเภอดอกคำใต้มีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ตั้งแต่เขื่อนห้วยแม่ผง อ่างเก็บน้ำร่องลึก และสระเก็บน้ำบ้านสันทราย  5. อำเภอจุนมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ทั้งอ่างเก็บน้ำจุน อ่างเก็บน้ำห้วยข้าวก่ำ และอ่างเก็บน้ำห้วยเคียน 6. อำเภอปงมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง คือ แม่น้ำยม อ่างเก็บน้ำห้วยแพะ และอ่างเก็บน้ำแม่กำลัง 7. อำเภอเชียงคำมีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยไฟ อ่างเก็บน้ำห้วยบง และอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ 8. อำเภอเชียงม่วนมีแหล่งน้ำ 2 แห่ง อย่างอ่างเก็บน้ำห้วยจรกับอ่างเก็บน้ำห้วยสระ. การสำรวจแหล่งน้ำนี้ ยังระบุชื่อบ้าน ตำบลที่ตั้งของแหล่งน้ำไว้ครบถ้วน เพียงแต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดของความจุปริมาตรน้ำที่เก็บกักได้เต็มที่เท่าไหร่ หรือแต่ละแห่งสามารถบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งได้นานแค่ไหน. หากอย่างไรก็ดี การสำรวจแหล่งน้ำมีความน่าสนใจ นำไปต่อยอดงานสาธารณประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ ง่ายขึ้น เช่น ประมงจังหวัดใช้วางแผนปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การประปานำมาคำนวณปริมาณของน้ำดิบก่อนเข้ากระบวนการ และงานฝนหลวงจะทราบพื้นที่ แหล่ง หน้าหรือท้ายอ่างเก็บน้ำบริเวณใดเหมาะแก่การเพิ่มฝนเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เป็นต้น. ดังนั้น เอกสารการสำรวจแหล่งน้ำจึงเป็นข้อมูลปฐมภูมิของการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะอย่างน้อยเมื่อภัยธรรมชาติเกิดขึ้น การรับมือก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป..ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1/24 เรื่อง การสำรวจแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้งปี 2536 [ 26 ม.ค. - 3 ก.พ. 2536 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


เอกรัฐ คำวิไล.8 สิ่งที่ควรทํา“บอกลา...ความเครียด.จันท์ยิ้ม.(2):4;เมษายน-พฤษภาคม2560.             หลากหลายเรื่องราวในสังคมไทย ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านช่องทางการสื่อสารตามโซเชียลมีเดีย มีทั้ง ถ้านดีและด้านลบ อันมีผลต่อความรู้สึกของผู้ติดตามข่าวสาร ทั้งเรื่องราวของอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ การเมือง ความรุนแรง ที่มาจากการแชร์คลิปเรื่องราวต่าง ๆ ตามช่องข่าวของทีวียุคดิจิตอล หลีกไม่เป็นที่จะมีผล ต่อสภาพจิตใจ ฉบับนี้ขอเสนอทางเลือก 8 วิธี ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันและบําบัดความเครียด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพจิต 1. ท่องโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างรู้เท่าทัน การแสดงความรู้สึก ในทางที่ไม่ก้าวร้าว ไม่รุนแรง ไม่เสียดสี นอกจากไม่เกิดความแตกแยก ความเครียดก็จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจคุณเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เก็บ เอาเรื่องราวที่ได้รับรู้ในโลกโซเชียลฯ ไปคิดและรู้สึกคล้อยตามหรือคัดค้าน ที่สําคัญต้องไม่ลืมการสื่อสารด้วยสุนทรียปรัศนา ในโลกแห่งความเป็นจริง 2. หาเวลาเป็นของตัวเอง ให้เวลากับตัวเอง สัก 10-20 นาที ในแต่ละวัน ละสายตาและความสนใจจากจอสี่เหลี่ยมบนสมาร์ทโฟน แล้วลองทําสมาธิ หลับตาทําจิตใจให้โล่ง โปร่ง 3. หากิจกรรมทําร่วมกับบุคคลรอบข้าง การแบ่งเวลาให้แก่ คนที่รัก มีความสุขกับการปฏิสัมพันธ์เหมือนในช่วงยุคก่อนอินเตอร์เน็ต จะครองโลกเช่นในปัจจุบัน 4. ลองหาเวลาว่างใส่ใจ พูดคุย สร้างความสัมพันธ์กับคนที่คุณ ไว้วางใจ มากกว่าการโต้ตอบด้วยข้อความผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์” 5. หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจะเป็นชนวนเหตุทําให้คุณ รู้สึกท้อแท้ หดหู สิ้นหวัง ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการเฝ้าระวัง สภาพจิตใจให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม 6. สารเอ็นโดรฟิน จากฮอร์โมนแห่งความสุข ในร่างกาย ไม่เคยหลังมานานแค่ไหนแล้ว มาเสพสารแห่งความสุขด้วยการ ออกกําลังกาย ทําสวน อ่านหนังสือ ล้างรถ กันดีไหม 7. บอกรักและแบ่งปันสิ่งดีดีให้กับคนที่คุณรัก ในเวลาที่เขา ยังมีชีวิตและยังอยู่เคียงข้างคุณ จะได้ไม่เสียดายที่ไม่ได้ทําในวันที่สายเกินไป เพราะสิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้ นั่นคือ เวลา โอกาส มิตรภาพ และความรู้สึกดีดี ทําได้เลยไม่ต้องรอ 8. จริงใจและไม่หลอกตัวเอง ยอมรับความจริง ปรับปรุงแก้ไข อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างรู้เท่าทัน และ 8 อาการที่บ่งบอกว่าคุณควรพบจิตแพทย์ได้แล้ว คือ 1. มีความสับสนรุนแรง รู้สึกราวกับว่าโลกนี้ไม่มีอยู่จริง เหมือนกับฝันไป จิตใจล่องลอย 2. รู้สึกถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ติดตา ถ้าคิด แต่เรื่องเดิม ฝันร้าย 3. หลีกหนีสังคม ไม่กล้าเข้าสังคม 4. ตื่นกลัวเกินเหตุ 5. วิตกกังวลมากเกินไป จนทําอะไรไม่ได้ 6. ซึมเศร้าอย่างรุนแรง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า 7. ติดแอลกอฮอล์และสารเสพติด B. มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน หากต้องการคําปรึกษาเพิ่มเติม โทรฟรีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง


     ชื่อเรื่อง : บาตรเดียวท่องโลก       ผู้เขียน : พระพิทยา ฐานิสฺสโร      สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ (1987)      ปีพิมพ์ : ๒๕๕๙      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๘๗-๖๑๖-๔๐๖-๕๖๓-๕      เลขเรียกหนังสือ : ๒๙๔.๓๑๔๔ พ๓๔๙บ      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑ สาระสังเขป : บาตรเดียวท่องโลก เป็นบันทึกการเดินทางของทั้งภายในและภายนอกของพระพิทยา ฐานิสฺสโร ที่บอกเล่าเรื่องราวในสถานการณ์จริงจากการจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ นำมาเสนอผ่านมุมมองของพระภิกษุซึ่งจะทำให้ผู้อ่านสามารถคิดตามได้และรู้สึกได้ถึงความหมายที่ต้องการสื่อสาร โดยเป็นการสอนธรรมให้ข้อคิดที่ผู้อ่านจะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ทั้งตัวบุคคล สถานที่ เรื่องเล่าแต่ละเรื่องเป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นและเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงขณะแห่งชีวิต มีการเขียนเป็นเรื่องสั้นๆ จบเป็นเรื่องๆ หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น ๔ ภาค ประกอบด้วย (๑) ก้าวด้วยใจไปกับสติ เช่น เธอคือของขวัญของโลก ผู้ขออันทรงเกียรติ รักหรือหลง สงบ สยบ หนาว ตะวันในหิมะ เป็นต้น (๒) ทุกพื้นที่มีวิถีแห่งพุทธะ เช่น รุ่งอรุณแห่งการให้ ไม่มีสงครามใดทำให้ชีวิตดีขึ้น บ้านสำน้ำตาล อาหารทุกมื้อคือยา คนสุก พุทธะในมือโจร เป็นต้น (๓) โลกใบใหญ่ในใจเรา เช่น กุญแจใจไขสุขภาพ เราต่างอยู่ในทุกสิ่ง วันนี้เธอมีความสุขหรือยัง สัจธรรมจาก "แวนโก๊ะ" ขอบคุณที่เคารพหน้าที่ เป็นต้น (๔) มิตรภาพคือทุกสิ่งของชีวิต เช่น เหตุผลของการอยู่ร่วมกัน โรงเรียนความจริง แต่งงานเป็นเพียงการเริ่มต้น บ้านแห่งบุญ บุญใหญ่ พลังภายใน บ้านคือที่นี่และขณะนี้ เป็นต้น ซึ่งในทุกๆ บทจะเขียนเริ่มต้นด้วยการนำผู้อ่านไปท่องโลกอันกว้างข้างนอกด้วยเรื่องราวที่เร้าใจให้ครุ่นคิด พิจารณาจนรู้สึกได้ถึงความหมายที่แตกต่างระหว่างอกุศลธรรมและกุศลธรรม หรือสิ่งไม่ดีและสิ่งดี ที่เกิดปรากฎขึ้นภายในจิตใจคนเรา และสุดท้ายก็จะกล่าวด้วยบทภาวนาที่จะทำให้ได้เข้าใจตอนจบอย่างสงบ  นับได้ว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่านทั้งเพื่อการบ่มเพาะจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา อันจะทำให้เกิดความสมดุลในใจทั้งเมตตา ปัญญา และศรัทธาต่อตนเองและเพื่อนร่วมโลก   


     ชื่อเรื่อง : ผ่าโจทย์ 1000 ข้อสอบ TOEIC = TOEIC : LC + RC 1000 Questions      ผู้เขียน : อี กี แท และ ซน แท อิก       สำนักพิมพ์ : ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์      ปีพิมพ์ : 2560      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-236-992-6      เลขเรียกหนังสือ : 428 อ772ผ      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : หนังหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : TOEIC (Test of English for Internation Communication) เป็นการสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษในที่ทำงาน ใช้สำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของบางประเทศ หรือการสมัครเข้าทำงานของบางสถาบันหรือองค์กร โดยสร้างขึ้นมาเพื่อใช้วัดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาจำเป็นในการทำงานร่วมกับ     ชาวต่างชาติรวมถึงความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อสอบถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1979 โดย ETS (Educational Testing Service) ที่สหรัฐอเมริกา และมีการนำไปใช้กับ 150 ประเทศทั่วโลก และกว่า 14,000 สถาบันและองค์กรที่ใช้ข้อสอบโทอิคในการเลื่อนตำแหน่งหรือคัดเลือกพนักงานส่งไปทำงานที่ต่างประเทศ " ผ่าโจทย์ 1000 ข้อสอบ TOEIC" เป็นการรวบรวมข้อสอบเสมือนจริงที่จะเน้นด้านการใช้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในบริบทการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจได้อย่างไม่ติดขัดให้ผู้อ่านได้ลองเตรียมตัวทดสอบก่อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้คะแนนเต็ม โดยมีการแบ่งข้อสอบออกเป็น 5 ชุด รวมแล้วมีข้อสอบถึง 1,000 ข้อ เนื้อหาจะเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารทั่วไปในที่ทำงาน เน้นทั้งคำศัพท์ การแสดงความรู้สึก บทสนทนา และประโยคต่างๆ ซึ่งมักมาจากสถานการณ์ต่างๆ เช่น ติดต่อสื่อสารทางธุรกิจระดับชำนาญ (การเซ็นสัญญา การเจรจา การตลาด การขาย การวางแผน ธุรกิจ การประชุม) การผลิต (โรงงาน สายการผลิต การควบคุมคุณภาพ) การเงินและงบประมาณ (ธนาคาร การลงทุน ภาษี การบัญชี การเรียกค่าเสียหาย)      การพัฒนา (การวิจัย การพัฒนาสินค้า) สำนักงาน (การประชุมของผู้บริหาร การประชุมคณะกรรมการ การเขียนจดหมาย การบันทึกข้อความ การโทรศัพท์ การส่งแฟกซ์ อีเมล อุปกรณ์เครื่องมือในสำนักงาน) ผู้คน (การสรรหาพนักงาน การจ้างงาน การลาออก เงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง การแนะนำตนเองและการสมัครงาน) ที่อยู่อาศัยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (สถาปัตยกรรม การวางแผนก่อสร้าง การซื้อและให้เช่า บริการไฟฟ้าและแก๊ส) การท่องเที่ยว (รถไฟ เครื่องบิน แท็กซี่ รสบัส เรือ เรือสำราญ ตั๋ว ตารางการท่องเที่ยว ประกาศในสนามบิน การเช่ารถ โรงแรม การจอง การเลื่อนและยกเลิก) เป็นต้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะเน้นให้ผู้เรียนค่อยๆ ทดลองทำข้อสอบ วิเคราะห์รายละเอียดของ        คำตอบ แก้โจทย์ไปตามลำดับ ช่วยให้ผู้เรียนมีความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบที่ไม่ซ้ำไปมาและปรับตัวให้เข้ากับข้อสอบได้ เพิ่มความสามารถภาษาอังกฤษให้เตรียมพร้อมกับ       การสอบจริง ทั้งสำรวจตัวเองว่าบกพร่องในจุดไหน และเสริมจุดนั้นให้แข็งแกร่งมากขึ้น


black ribbon.