ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ

 อาคาร 1    ชั้น 1 หมวดความรู้ทั่วไป ปรัชญา จิตวิทยา ศาสนา มุมตลาดหลักทรัพย์ และบริการสืบค้น OPAC / Internet    ชั้น 2 หมวดศาสนา ภาษา และวิทยาศาสตร์    ชั้น 3 หมวดประวัติศาสตร์ศาสนา ข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ วิทยานิพนธ์ หนังสืออ้างอิง หนังสือต่างประเทศ   อาคาร 2    ชั้น 1 หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน วารสารและหนังสือพิมพ์    ชั้น 2 หมวดศิลปะ บันเทิง วรรณกรรม และเทคโนโลยี      - หนังสือหายาก ราชกิจจานุเบกษา และเอกสารโบราณ        - หนังสือกรมศิลปากร        - สื่อโสตทัศนวัสดุ และมัลติมีเดีย     บริการอื่นๆ        - บริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้า        - บริการจดแจ้งการพิมพ์ตาม พ.ร.บ การพิมพ์ พ.ศ. 2550       - บริการหมายเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN)       - ให้คำแนะนำการจัดห้องสมุด     วัน - เวลาทำการ             เปิดทำการ วันอังคาร - เสาร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.             ปิดทำการ วันอาทิตย์ - จันทร์ และวันหยุดราชการ     ติดต่อหอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช     ที่อยู่ : หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช               ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง               อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000     โทรศัพท์ : 0-7534-1065, 0-7532-4317  


        ประติมากรรมปูนปั้นรูปครุฑ สมัยทวารวดี         ประติมากรรมปูนปั้นรูปครุฑ สมัยทวารวดี จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการชั่วคราว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ประติมากรรมปูนปั้นนูนสูงรูปครุฑ กว้าง ๑๗ เซนติเมตร สูง ๑๔ เซนติเมตร อยู่ในสภาพชำรุด มีเพียงส่วนศีรษะและลำตัวท่อนบน ส่วนลำตัวท่อนล่าง ปีก และแขนขาหักหายไป ด้านหลังแบนเรียบมีอิฐติดอยู่ เนื้ออิฐมีรูพรุนที่เกิดจากการผสมแกลบข้าว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอิฐในสมัยทวารวดี  ประติมากรรมมีลำตัวอวบอ้วน หน้าท้องใหญ่ ใบหน้ากลมแบน คิ้วเป็นสันนูนต่อกันเป็นปีกกา ตาโปนเหลือบต่ำ จมูกและปากแหลมยื่นยาวออกมาด้านหน้าคล้ายจะงอยปากนก ผมเรียบ สวมตุ้มหูที่มีลักษณะเป็นห่วงกลม มีส่วนบนเรียวเล็ก ส่วนล่างใหญ่และหนาซึ่งเป็นลักษณะตุ้มหูที่พบเป็นจำนวนมากตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี โดยพบเป็นตุ้มหูหล่อด้วยโลหะ และยังปรากฏในประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นรูปบุคคลในสมัยทวารวดีด้วย กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว         สันนิษฐานว่าประติมากรรมชิ้นนี้เป็นส่วนประกอบสำหรับตกแต่งสถาปัตยกรรม เนื่องจากเป็นประติมากรรมนูนสูงมีด้านหลังแบนเรียบ และมีอิฐติดอยู่ สอดคล้องกับเทคนิคการก่อสร้างสถาปัตยกรรมของช่างพื้นเมืองสมัยทวารวดีที่มักสร้างสถาปัตยกรรมด้วยอิฐ และนำประติมากรรมปูนปั้นหรือดินเผาที่เป็นภาพนูนสูงตกมาแต่งพื้นผิวภายนอก โดยประติมากรรมชิ้นนี้อาจประกอบเป็นภาพเล่าเรื่องของสถาปัตยกรรม หรืออาจประดับในช่องสี่เหลี่ยมบริเวณส่วนฐานของสถาปัตยกรรม ตามคติผู้พิทักษ์และค้ำจุนศาสนา ในลักษณะเดียวกับประติมากรรมรูปคนแคระแบกที่มีศีรษะเป็นสัตว์ ซึ่งพบที่โบราณสถานเขาคลังใน เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็เป็นได้  นอกจากประติมากรรมชิ้นนี้ ยังพบประติมากรรมรูปครุฑสำหรับประดับสถาปัตยกรรมตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีแห่งอื่น เช่น ประติมากรรมดินเผารูปครุฑจากเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และประติมากรรรมปูนปั้นรูปครุฑ พบที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม เป็นต้น   เอกสารอ้างอิง ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒. วรพงศ์  อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวัฒนธรรมทวารวดี: รูปแบบและความหมาย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕.


           กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และมีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่ กรุงธนบุรีมีอายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด เพราะการก่อกำเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละและจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของพระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ พระองค์ทรงตรากตรำทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อนำพาเหล่าบรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากรำศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ของคนไทยจนนำไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง           พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าทำลายจนพินาศย่อยยับได้สำเร็จ และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อยกว่าปีในปัจจุบัน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติและความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้เอกราช เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและวีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง หากปราศจากพระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้           ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก พระราชภารกิจสำคัญลำดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไปด้วยความยาก ลำบากแสนสาหัส ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น การที่จะทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน ประกอบกับภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค มีการตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้นำชุมนุมต่างๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ในลำดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ายก็พยายามจะแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพกำลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อมิใช่น้อย            สิ่งที่สร้างความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหารภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกรำศึกเพื่อกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ พระองค์ทรงเริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ เหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลักของประชาชนคือการทำสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน้ำ ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่าละเมาะ ลักษณะการทำสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง เป็นลักษณะการทำสวนแบบชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว           ในเมืองธนบุรีมีการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี สินค้าสำคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการทำไร่ทำนาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าวและรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเสมอ..”(๓)           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือสำเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร ชาวบ้านที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ทำให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก เพราะพระองค์ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดยต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครองอำนาจ ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่ ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔)           ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็นเกวียนละ ๒ ชั่ง อาณาประชาราษฎรขัดสน จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทำนาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมทำนาพื้นที่ฝั่งซ้ายขวา กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก ทางตะวันออกพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้ แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับราชสำนักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม-------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์-------------------------------------------------------------เชิงอรรถ ๑ ปรากฏชื่ออยู่ในกฎหมายตราสามดวงว่า “เมืองธนบุรียศรีมหาสมุทร”ซึ่งแปลว่า“เมืองแห่งทรัพย์อันเป็นศรีแห่งสมุทร” ๒ จุมพฎ ชวลิตานนท์. การค้าส่งออกของอยุธยาระหว่างพ.ศ.๒๑๕๐-๒๓๑๐.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.๒๕๓๑. หน้า๔๓. ๓ ศิลปากร,กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๗ ๔ สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง. (กรุงเทพฯ : หจก.อรุณการพิมพ์) ๒๕๕๙. น. ๒๒๓. ๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).(กรุงเทพ : มปท. มปป.) ๒๕๐๖. น. ๔๐. ๖ ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๗ ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน. วารสารศิลปากร ๒๕ (พค.-กค.๒๕๒๓) น.๕๕. --------------------------------------------------------------


       ภาชนะรูปลิง         ภาชนะจากแหล่งเตาพนมดงเร็ก จังหวัดบุรีรัมย์ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘        กรมศิลปากร ซื้อมาจาก หม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙        ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        ภาชนะทรงโถ รูปลิงยืนมองตรง ด้านบนภาชนะเจาะรูเป็นวงกลม ใต้ส่วนใบหน้าลิงซึ่งเป็นคอคอดประดับด้วยแถบลูกประคำสองเส้น ตัวภาชนะผายและสอบลงด้านล่าง มีแขนยื่นออกและทำเป็นรูปมือกุมวัตถุซึ่งเจาะรูด้านบนสำหรับเป็นพวย ส่วนเชิงภาชนะมีแถบลูกประคำหนึ่งเส้น ใต้แถบลูกประคำประดับเป็นรูปเท้าลิง        ภาชนะใบนี้สันนิษฐานว่า แต่เดิมอาจเป็นคนโทสำหรับใส่ของเหลว ทั้งนี้ภาชนะจากแหล่งเตาพนมดงเร็กที่ทำเป็นรูปสัตว์นานาชนิด มักเป็นภาชนะใส่ปูนทาใบพลูเพื่อการเคี้ยวหมาก จากการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานปราสาทหินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักพบภาชนะทรงกลมหรือทรงโถมีร่องรอยของปูนอยู่ด้านใน เช่น ปราสาทบ้านปราสาท และปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น        ในวัฒนธรรมเขมรการสร้างรูปลิง อาจสร้างขึ้นตามคุ้นเคยของช่าง ที่พบเห็นลิงป่าอาศัยอยู่ทั่วไป หรือสร้างขึ้นตามเรื่องราวในวรรณคดี ดังเช่น รามยณะ และจากการขุดแต่งบูรณะประตูหิน (ประตูทางทิศตะวันตกของเมืองพิมาย) จังหวัดนครราชสีมา ได้พบประติมากรรมรูปลิงที่มีสภาพชำรุดสูญหายไปบางส่วน เหลือเพียงท่อนลำตัว รูปลิงอยู่ในอิริยาบถนั่งชันเข่าขวา มือประสานกันที่หน้าอกโดยมีมือขวาทับมือซ้าย สวมสร้อยคอเป็นลายลูกประคำ ๓ ชั้น นุ่งผ้าสั้นเป็นลายตาราง มีลายลูกประคำเล็กๆ ที่ขอบผ้า มีหางด้านหลัง และยังมีตัวอย่างประติมากรรมลิงที่สมบูรณ์เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา ลักษณะเป็นประติมากรรมหินทรายรูปลิงนั่งชันเข่าขวา มือขวาแตะหัวเข่า มือซ้ายทาบอก ที่คอสวมสร้อยลูกประคำหนึ่งเส้น นุ่งผ้าสั้นที่อัดจีบเป็นริ้ว หางตวัดชี้ขึ้นติดกับกลางหลัง กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗     อ้างอิง ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. พัฒนาการของเครื่องถ้วยเขมรสมัยเมืองพระนคร. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย. การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๑.   หมายเหตุ อ่านประเด็นการทำภาชนะรูปสัตว์ (zoomorphic pot) และเทคนิคการเคลือบสีดำได้ใน >> https://www.facebook.com/.../pb.../5668477903204389/...


สวัสดีค่ะ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ได้นำสาระน่ารู้เรื่อง นาคปัก ไปชมกันได้เลยค่ะ นาคปักเป็นชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรมอย่างหนึ่ง ประดับบริเวณมุมประธานของชั้นวิมาน หรือชั้นหลังคาของปราสาทในวัฒนธรรมเขมร โดยทำเป็นรูปพญานาคอยู่ในโครงสามเหลี่ยม วิวัฒนาการมาจาก “ปราสาทจำลอง” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของอินเดียใต้ เช่น วิหารมาวลีปุรัม เมืองมหาพลิปุรัม รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย แล้วจึงแพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในวัฒนธรรมเขมรโบราณ การใช้ปราสาทจำลองประดับตกแต่งมุมชั้นวิมานของปราสาทเขมรพบได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ และปลาย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ สมัยศิลปะเกลียง – บาปวน รัชสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ ถึงพระเจ้าอุทยาทิตยวรมันที่ ๒ จึงเริ่มถูกแทนที่ด้วยนาคปัก ปราสาทที่ประดับด้วยนาคปักในช่วงเริ่มแรก ได้แก่ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัด ศรีสะเกษ ปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว และปราสาทแม่บุญตะวันตก จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อเข้าสู่สมัยนครวัด พุทธศตวรรษที่ ๑๗ การใช้นาคปักประดับปราสาทมีความแพร่หลายมากขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยบายน รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระองค์ทรงนับถือและอุปถัมภ์ศาสนาพุทธแบบมหายาน ทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรูปแบบสรวงสวรรค์ของศาสนาฮินดู แต่ใช้การประดับใบหน้าบุคคลขนาดใหญ่ คือ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" บริเวณส่วนเรือนยอดของปราสาทแทน ทำให้การใช้นาคปักถูกลดบทบาทลง คติการใช้นาคปัก สันนิษฐานว่า มาจากตำนานพื้นเมืองเขมรเกี่ยวกับปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรเขมรที่มาจากดินแดนอื่นได้เสกสมรสกับธิดานางนาค และปกครองอาณาจักรเขมร อีกทั้ง การใช้นาคปักประดับมุมประธาน ทำให้ยอดปราสาทมีลักษณะทรงพุ่มเป็นยุคแรก ๆ ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สอบเป็นยอดแหลม ดูรูปทรงอ่อนช้อย และงดงาม ไม่ดูแข็งเป็นมุมเหมือนใช้ปราสาทจำลอง นาคปักของปราสาทสด๊กก๊อกธมทำจากหินทราย มีลักษณะเป็นพญานาค ๕ เศียรอยู่ภายใน กรอบสามเหลี่ยม ตัวกรอบประดับตกแต่งด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา โดยประดับอยู่บริเวณมุมประธานของชั้นวิมาน บนยอดของปราสาท ยอดของปราสาทสด๊กก๊อกธมจัดเป็นปราสาททรงพุ่มยุคแรกของปราสาทในวัฒนธรรมเขมร ที่มาภาพ https://wanderwisdom.com/.../must-see-attractions-in...) https://www.facebook.com/.../a.216597220.../2443189699160582) อ้างอิง - ราฆพ บัญฑิตย์, ปราสาทสด๊อกก๊อกธม : ปราสาทเขมรทรงพุ่มรุ่นแรกในประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัญฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร) - สรศักดิ์ จันทร์วัฒนกุล, การกลายรูปจากอาคารจำลอง-นาคปัก-บรรพแถลงของปราสาทในศิลปะขอมมาเป็นกลีบขนุนของปรางค์ในศิลปะไทย (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัญฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร) - กรมศิลปากร. (๒๕๖๕). ปราสาทสด๊กก๊อกธม: อุทยานประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนตะวันออก. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์. -อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๖๒). ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.


          เหรียญอาหรับ พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง             ปัจจุบันมีหลักฐานการพบเหรียญอาหรับจากเมืองโบราณอู่ทอง จำนวนไม่น้อยกว่า ๙ เหรียญ สำหรับเหรียญอาหรับ จำนวน ๒ เหรียญ ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นเหรียญทองแดง ขนาดเล็ก ผ่านศูนย์กลาง ๑.๙ เซนติเมตร ทั้ง ๒ ด้านมีจารึกตัวอักษรอาหรับ ภาษาอาหรับตรงกลางเหรียญและริมขอบเหรียญ จารึกบางส่วนค่อนข้างลบเลือนทำให้เกิดข้อจำกัดของการอ่านและแปลความ จากการอ่านและแปลความของนักวิชาการทำให้ทราบว่า เนื้อหาบนเหรียญทั้ง ๒ ด้าน มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาอิสลาม ดังนี้            ด้านที่ ๑ จารึกข้อความว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีภาคีใดเสมอพระองค์             ด้านที่ ๒ จารึกข้อความว่า มุฮัมมัดศาสนทูตของอัลลอฮ์ อัดล์(ยุติธรรม?)          เหรียญของชาวอาหรับ ผลิตขึ้นหลังการปฏิรูปเหรียญตรา โดยเปลี่ยนจากต้นแบบเหรียญโรมัน-เปอร์เซียที่มีรูปบุคคล เป็นเหรียญแบบที่มีแต่ตัวอักษรอาหรับ ระบุข้อความที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาอิสลาม เช่น ข้อความจากคัมภีร์อัล-กุรอ่าน  คำปฏิญาณ รวมถึงปีและสถานที่ผลิตเหรียญ เมื่อปี พ.ศ. ๑๒๓๙ ในสมัยคอลีฟะฮ์อับดุลมาลิค บิน มัรวาน (Caliph Abd al-Malik ibn Marwan) คอลีฟะฮ์หรือกาหลิบแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyad Dynasty, พ.ศ. ๑๒๐๔ – ๑๒๙๓) ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม เหรียญอาหรับที่ผลิตขึ้นในสมัยดังกล่าว ใช้วัสดุแตกต่างกัน ๓ ชนิด ได้แก่ เหรียญทอง ดีนาร์ (Dinar) เหรียญเงิน ดิรฮัม (Dirham) และเหรียญทองแดง ฟิลส์ (Fils)  เหรียญอาหรับที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง กำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว โดยสันนิษฐานว่าผลิตขึ้นในสมัยคอลีฟะฮ์อัล-มันซูร (Caliph al-Mansur) แห่งราชวงศ์อับบาสิยะห์ (Abbasid Dynasty, พ.ศ. ๑๒๙๓ – ๑๘๐๑) ทรงครองตำแหน่งในระหว่าง พ.ศ. ๑๒๙๗ – ๑๓๑๘ เป็นผู้ทรงริเริ่มก่อสร้างนครแบกแดด (ปัจจุบันกรุงแบกแดดเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐอิรัก) ซึ่งในเวลานั้นเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าสำคัญที่มีการติดต่อค้าขายทางทะเลกับประเทศจีน และดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้           การค้นพบเหรียญอาหรับจากเมืองโบราณอู่ทอง ถือเป็นหลักฐานหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ มีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนจากดินแดนตะวันออกกลาง มาตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากเหรียญที่พบมีจำนวนไม่มากนัก จึงสันนิษฐานว่า เหรียญดังกล่าว อาจไม่ได้ใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนหรือค้าขาย แต่อาจเป็นของที่ระลึก หรือของที่นำติดตัวมากับพ่อค้าชาวตะวันออกกลาง ซึ่งเดินทางเข้ามาในพื้นที่บริเวณเมืองโบราณอู่ทองในช่วงเวลาดังกล่าว อ้างอิง โครงการศิลป์เสวนา ฝ่ายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑). สุนิติ  จุฑามาศ. โบราณคดีอิสลาม การค้าทางทะเลสู่อิสลามานุวัตรในยุคโบราณทวารวดี-ศรีวิชัย สู่รัฐสุลต่านมลายูปาตานี. ศิลป์เสวนาเรื่อง “โบราณคดีอิสลาม จากรัฐทวารวดี ศรีวิชัย ถึงอยุธยา”. [Video file]. สืบค้นจาก https: //www.youtube. com/watch?v=8INszwEqcuA วิภาดา อ่อนวิมล. “เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. ทวารวดี : ประตูสู่การค้าบนเส้นทางสายไหมทางทะเล. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๘.


ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมี พบจากเมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมี สูงประมาณ ๙.๕ เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นรูปพระลักษมี เกล้าพระศก ทรงกุณฑลทรงกลม พระกรขวาโอบลำตัวสิงห์ที่หมอบอยู่ด้านข้าง สิงห์มีแผงคอม้วนคล้ายลายกระหนก ตาโปน จมูกใหญ่ แยกเขี้ยวยิงฟันคล้ายประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ ที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง ด้านหลังประติมากรรมรูปราชยลักษมี ตกแต่งด้วยลวดลายคล้ายเปลวไฟซ้อนกัน รองรับด้วยฐานทรงกลมตกแต่งด้วยลายกลีบบัว กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) มีผู้สันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นฝาจุกภาชนะ หรือประดิษฐานเพื่อการเคารพบูชา หรือใช้เป็นเครื่องรางสำหรับติดตัวพ่อค้าหรือนักเดินทาง            ราชยลักษมี เป็นรูปแบบหนึ่งของพระศรี - ลักษมี ซึ่งมักปรากฏคู่กับสิงห์ ในศิลปะอินเดียพบรูปราชยลักษมีปรากฏบนเหรียญตราในลักษณะของพระลักษมี คือ ทรงถือดอกบัว บ่วงบาศหรือตะกร้าแห่งพืชผล นั่งบนหลังสิงห์หรือย่างพระบาทข้ามตัวสิงห์ ส่วนเหรียญอีกด้านเป็นรูปของกษัตริย์ หมายถึงโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์และเป็นเครื่องยืนยันถึงสิทธิในการเป็นกษัตริย์ ไม่พบการสร้างรูปราชยลักษมีเป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดเล็ก ดังนั้นประติมากรรมราชยลักษมีที่เมืองโบราณอู่ทองนี้ จึงเป็นรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในศิลปะทวารวดี โดยมีการคลี่คลายจากศิลปะอินเดียที่เป็นต้นแบบ โดยการลดทอนรายละเอียดบางประการออกไป ได้แก่ ไม่ทรงถือสิ่งของ และเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งบนหลังสิงห์หรือย่างพระบาทข้ามตัวสิงห์ มาเป็นการนั่งโอบสิงห์            อนึ่ง นอกจากประติมากรรมรูปราชยลักษมีชิ้นนี้แล้ว ในประเทศไทยยังมีการพบประติมากรรมรูปราชยลักษมีอีกอย่างน้อย ๒ ชิ้น ได้แก่ ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมีประกอบกับประติมากรรมรูปคชลักษมี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง ๑ ชิ้น และใบเสมารูปราชยลักษมีจากเมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ๑ ชิ้น ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานการค้นพบเหรียญตรารูปราชยลักษมีคู่กับกษัตริย์ตามอย่างอินเดีย ดังนั้นประติมากรรมรูปราชยลักษมีเหล่านี้ จึงไม่น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ตามคติที่ปรากฏในอินเดีย แต่น่าจะสร้างขึ้นเป็นรูปเคารพ สัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคติการสร้างรูปคชลักษมี ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของพระลักษมี และพบได้ทั่วไปตามเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน----------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง----------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. รูปแบบและความเชื่อของงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระศรี-ลักษมีที่พบใน ประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.


       ภาชนะดินเผามีพวยจากแหล่งโบราณคดีคอกช้างดิน เมืองโบราณอู่ทอง        ภาชนะดินเผามีพวยพบจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีบริเวณพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งโบราณคดีคอกช้างดิน เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องโบราณคดีเมืองอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง        ภาชนะดินเผามีพวย ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน เนื้อดินละเอียดสีส้ม อยู่ในสภาพชำรุด ขอบปากแตกหักหายไป เหลือเพียงส่วนคอทรงกระบอกสูงคอดเว้าตรงกลาง ส่วนบนและล่างผายออก มีพวยสั้น ทรงโค้งติดอยู่ ส่วนลำตัวและก้นภาชนะแตกหักหายไป เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบของภาชนะดินเผาแบบมีพวย ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์ในยุคสมัยเดียวกัน จึงสันนิษฐานได้ว่า หากภาชนะใบนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ น่าจะมีลำตัวเป็นทรงกลม มีฐานทรงกลมเตี้ยรองรับ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว        ภาชนะดินเผามีพวย หรือที่นิยมเรียกว่า “กุณฑี” เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำหรือของเหลว โดยใส่ของเหลวเข้าไปทางปากภาชนะ และเทของเหลวออกทางพวย พบทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก สันนิษฐานว่าภาชนะดินเผามีพวยขนาดใหญ่ทำขึ้นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนขนาดเล็กใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรม นักวิชาการสันนิษฐานว่า ภาชนะดินเผามีพวยที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี น่าจะมีต้นแบบมาจากภาชนะดินเผามีพวยของอินเดีย โดยอินเดียอาจได้รับรูปแบบมาจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียอีกทอดหนึ่ง โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นของตนเอง         ภาชนะดินเผามีพวย นอกจากจะพบที่เมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพบได้ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี ทั้งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย รวมทั้งแหล่งโบราณคดีบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุสมัยใกล้เคียงกันด้วย ภาชนะดินเผามีพวยใบนี้แม้จะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงถึงสิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนในพื้นที่บริเวณนี้ และยังแสดงถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนของผู้คนท้องถิ่นบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง กับผู้คนจากภายนอก ในช่วงเวลาดังกล่าว   เอกสารอ้างอิง เกญพริษฐ์ พัฒฑิธนโชติภาคิน. “รูปแบบและบทบาทหน้าที่ของกุณฑีในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙”.  วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔. ผาสุข อินทราวุธ. ดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี. กรุงเทพฯ  ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๒๘. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี  วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ  เมือง โบราณ, ๒๕๖๒.  สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และสุภมาศ ดวงสกุล. โบราณสถานคอกช้างดินเมืองเก่าอู่ทอง รายงานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี พุทธศักราช ๒๕๔๐. สุพรรณบุรี  ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี, ๒๕๔๐. อ้างถึงใน กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ  ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.


       ภาชนะดินเผามีสันสมัยทวารวดี จากเมืองโบราณอู่ทอง        ภาชนะดินเผามีสัน พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง        ภาชนะดินเผามีสันหรือหม้อมีสัน ปากกว้าง ๑๓.๕ เซนติเมตร สูง ๘.๕ เซนติเมตร เนื้อดินหยาบสีเทาดำ มีทรายปนอยู่ ปากกลมกว้าง ไหล่ลาด ตกแต่งเส้นนูนแหลมเป็นสันในแนวนอนขนานกับปากภาชนะ ๔ สัน ตั้งแต่บ่าลงมาจนถึงก้นภาชนะตกแต่งลายขูดขีด มี      ก้นกลม กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่เมืองโบราณสมัยทวารวดี พบภาชนะดินเผาแบบมีสันจำนวนมาก และมีความแพร่หลาย เมื่อเปรียบเทียบกับภาชนะดินเผารูปแบบอื่น เช่น เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี เมืองขีดขิน จังหวัดสระบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น โดยพบทั้งแบบที่มีสันมน สันแหลม มีสันเดียวและมีหลายสัน บางครั้งสันของภาชนะจะยื่นออกมาเป็นจะงอย ตั้งแต่ใต้สันลงมาตลอดใบมีทั้งแบบที่ตกแต่งลวดลายเชือกทาบ ลายขูดขีด ลายเครื่องจักรสาน และไม่ตกแต่งลวดลาย สันนิษฐานว่าเป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ในการประกอบอาหาร เนื่องจากมีเนื้อหยาบและแกร่งซึ่งทนความร้อนได้ดี  โดยภาชนะดินเผาแบบมีสันในวัฒนธรรมทวารวดี อาจมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจากรูปแบบภาชนะดินเผามีสันในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบเป็นจำนวนมากในประเทศไทย เนื่องจากมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันมาก เช่น ภาชนะดินเผามีสันที่พบจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า และถ้ำเขาสาม       เหลี่ยม จังหวัดกาญจนบุรี กำหนดอายุสมัยหินใหม่ ราว ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว เป็นต้น    ภาชนะดินเผามีสันใบนี้แม้จะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงถึงสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่บริเวณนี้ เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว นอกจากภาชนะดินเผาใบนี้แล้ว บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ยังพบภาชนะดินเผามีสัน จากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดิน ในพื้นที่ที่สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอีกด้วย   เอกสารอ้างอิง ดวงกมล อัศวมาศ. “ศิลาวรรณากับการศึกษาเทคโนโลยีการผลิตภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๓. ผาสุข อินทราวุธ. ดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๒๘. สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และสุภมาศ ดวงสกุล. โบราณสถานคอกช้างดินเมืองเก่าอู่ทอง รายงานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี พุทธศักราช ๒๕๔๐. สุพรรณบุรี : ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี, ๒๕๔๐. อ้างถึงใน กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.


ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ๖ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๗๐ ๒๕́ ๓๐˝ - ๑๗๐ ๒๖́ ๐๐˝ เหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙๐ ๔๗́ ๐๐˝ -๙๙๐ ๔๗́ ๔๐˝ ตะวันออก (แผนที่ทหารระวางที่ ๔๙๔๓I พิมพ์ครั้งที่ ๑-RTSD ลำดับชุด L๗๐๑๗ มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ) ตัวเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่ราบริมแม่น้ำยมเชิงเทือกเขาพระศรี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง ประกอบไปด้วยเขาพระศรีและเขารังแร้งเทือกเขาพนมเพลิงวางตัวอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยเขาแก้วและเขาใหญ่อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก เขาสุวรรณคีรีและเขาพนมเพลิงตั้งอยู่กลางเมือง จากนั้นเป็นไหล่เขาลาดลงไปยังแม่น้ำยม ช่วงที่พาดผ่านแม่น้ำยมทำให้เกิดแก่งน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า“แก่งหลวง” ลักษณะธรณีสัณฐานกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเป็นกลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) จัดอยู่ในยุคCarboniferousและPermianที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓๔๕ ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดราชบุรี (Ratburi Formation) หินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นหินปูนผลึกสีเทาอ่อน บางบริเวณเป็นเขาโดด แต่บางบริเวณเป็นเทือกเขาใหญ่ หินมีการโค้งงอและมีการเกิดผลึกใหม่ ส่วนหินที่อยู่ด้านล่างของกลุ่มนี้เป็นหินกลุ่มตะนาวศรีซึ่งพบกว้างกว่า พบมากที่ราชบุรีซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์ของยุคเพอร์เมียน โดยวางตัวในลักษณะไม่ต่อเนื่องทางธรณีวิทยาบนหินแก่งกระจานและมีหินชั้นสีแดงของหมู่หินยุคเพอร์เมียนวางตัวอยู่บนร่องรายการเซาะพังของหินปูนกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นกลุ่มหินตะนาวศรี(Tanaosi Group) จัดอยู่ในยุคSilurian-DevonianและCarboniferousที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๒๕ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดกาญจนบุรี(Kanchanaburi Formation) เป็นชุดที่มีการแปรสภาพและมีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในยุคไซลูเรียนและดีโวเนียน ส่วนมากเป็นหินที่มีการตกตะกอนซึ่งได้แปรสภาพไปเป็นหินชนวน หินฟิลไลท์และหินควอทไซท์หินมีการโค้งงอมาก ลักษณะปฐพีสัณฐานมีวัตถุต้นกำเนิดดินที่สามารถแยกได้เป็น ๒ ชนิดคือ - วัตถุตกค้างและหินลาดเชิงเขา(Residium and Colluvium) เกิดจากการผุพังสลายตัวของพวกหินดินดาน ส่วนหินชนิดอื่นๆ มีบ้างเล็กน้อย เช่น หินกรวดมน หินควอทไซท์ เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินละเอียด แต่บางครั้งจะมีพวกเศษหินดังกล่าวปะปนอยู่ในเนื้อดินด้วย - ตะกอนของลำน้ำ(Alluvium) ดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ เกิดขึ้นตามลำห้วยหรือที่ราบระหว่างหุบเขาที่เป็นบริเวณแคบๆ มีเนื้อดินที่ไม่แน่นอน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ดินตะกอนของลำน้ำบริเวณนี้มี ๓ ชนิด คือ ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำใหม่(Recent Alluvium) ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำค่อนข้างใหม่(Semi – Recent Alluvium) และดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำเก่า(Old Alluvium) เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินเนื้อละเอียดปานกลางถึงหยาบ และบางแห่งจะมีพวกก้อนกรวดปะปนอยู่ในเนื้อดิน มีอายุประมาณ ๗๕ ล้านปีถึงปัจจุบัน สภาพพื้นที่บริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยค่อนข้างราบเรียบถึงสภาพพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อยและสภาพพื้นที่เนินเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ลาดเทจากด้านทิศตะวันตกไปสู่ตะวันออกและสามารถจำแนกประเภทของดินได้ดังนี้ 1. Red-Yellow Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่บริเวณที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยดินประเภทนี้เกิดทั่วไปจากหินหลายประเภทตลอดจนบนที่ราบขั้นบันไดต่างระดับกัน เป็นดินส่วนใหญ่ที่พบในบริเวณป่าไม้และเชิงเขาโดยทั่วๆ ไป 2. Low Humic Grey Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองศรีสัชนาลัย ลักษณะของดินเป็นดินที่เกิดในที่ต่ำ มีการระบายน้ำเลว ลักษณะที่สำคัญ คือ ระดับน้ำใต้ดินจะตื้นและแช่ขังเป็นครั้งคราว เกิดในที่ราบขั้นบันไดเป็นส่วนใหญ่และใช้ในการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก 3. Grey Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองศรีสัชนาลัย เกิดบนที่ราบขั้นบันไดที่มีอายุ สภาพพื้นที่มักเป็นที่ราบลุ่มๆ ดอนๆ และมีภูมิอากาศที่มีระยะเปียกและแห้งสลับกัน เป็นดินที่ถูกชะล้างมาก หน้าดินจะมีสีเทาจัดเมื่อแห้ง”(ธาดา สุทธิเนตรและนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์ : ๒๕๔๐)   ภาพที่ ๑ ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมบริเวณเมืองเชลียง   เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในศิลาจารึกและเอกสารทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวก่อนสมัยสุโขทัย(หรือก่อนการสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยของพ่อขุนบางกลางหาวในปลายพุทธศตวรรษที่๑๘)ของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั้นไม่ชัดเจนนัก มีเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่๑๖เป็นอย่างน้อย โดยปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งภาคเหนือ(พ.ศ.๑๕๐๓-๑๖๖๙)ฉบับหอหลวง เล่มที่๔๘๙ บทที่๒๔๘ ว่า “ประเทศตันเหมยหลิวเบื้องตะวันออกไปยังจ้านล่าระยะทาง ๕๐ เฉิง เบื้องใต้ไปหลิงเย่โดยทางน้ำ ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกไปสีเทียนระยะทาง ๓๕ เฉิง เบื้องเหนือไปเฉิงเหลียงระยะทาง ๖๐ เฉิง เบื้องตะวันออกเฉียงใต้ไปเฉิงเย่อระยะทาง ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกเฉียงเหนือไปลั่วหัวระยะทาง ๒๕ เฉิง”(วินัย พงศ์ศรีเพียร : ๒๕๓๑) นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการมีตัวตนของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในลักษณะของการบอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังในรัชสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถุม ด้านที่๑ บรรทัดที่๑๑-๑๒ ความว่า ”เป็นขุนยี่ขุนนางนักหนาแ.........เป็นขุนในเมืองเชลียง.........เมืองใต้ออกพ่อขุนนำถุม” (กรมศิลปากร :๒๕๔๗) และกล่าวถึงความวุ่นวายทางการเมืองในแคว้นสุโขทัยภายหลังการสวรรคตของพ่อขุนศรีนาวนำถุม อันเป็นเหตุให้พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลาวหาวร่วมมือกันทำสงครามยึดอำนาจทางการเมืองกลับคืนมาจากขอมสบาดโขลญลำพง โดยเริ่มจากการที่พ่อขุนบางกลางหาวตีเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยได้ จากนั้นจึงยกทัพลงมารวมพลกับพ่อขุนผาเมืองที่เมืองบางขลัง ก่อนจะบุกเข้าตีเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ และพ่อขุนบางกลาวหาวได้สถาปนาราชวงศ์สุโขทัยขึ้นในเวลาต่อมา ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่๒๐-๓๕ ความว่า ” สิริพลพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดพาพ่อขุนผาเมืองผดาจกันแลกัน พ่อขุนบางกลางหาวได้เมืองศรีเสชนาไล......พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดเอาพลมาตบกันที่บางขลง”(กรมศิลปากร :๒๕๔๗)   เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในมิติการดำเนินงานทางโบราณคดี กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ-ขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยและในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่นและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงก่อนสมัยสุโขทัยเป็นจำนวนมาก และยังช่วยให้สามารถแบ่งพัฒนาการทางสังคมภายในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยก่อนสมัยสุโขทัยได้ดังนี้ (ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐) สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๙ เป็นยุคแรกที่มนุษย์เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ(earthenware)เนื้อดินหยาบสีน้ำตาลและสีเทามีเม็ดทรายปนในปริมาณมาก ตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ เผาด้วยอุณหภูมิต่ำ จึงทำให้เนื้อด้านในของภาชนะยังคงเป็นสีดำ สันนิษฐานว่าลักษณะทางสังคมมนุษย์ที่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในขณะนั้นเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกผสมผสานกับการล่าสัตว์หาของป่า มีการใช้ภาชนะที่ทำจากดินเผาแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการนับถือศาสนาและการใช้ภาษา-ตัวอักษร ภาพที่ ๒ เศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่พบจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมทวารวดี กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๑-๑๖ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่บริเวณวัดชมชื่น กล่าวคือปรับเปลี่ยนจากแหล่งที่อยู่อาศัยไปเป็นสุสานหรือหลุมฝังศพ จากการขุดค้นได้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 18 โครงที่ถูกฝังลงไปในชั้นดินธรรมชาติที่ว่างเปล่าใต้ชั้นวัฒนธรรมที่พวกเขาอยู่อาศัยราว ๕๐-๑๐๐ เซนติเมตร โครงกระดูกเหล่านี้หันศีรษะค่อนไปทางทิศตะวันตก ไม่มีแบบแผนการจัดเรียงศพที่ชัดเจนตายตัว มีทั้งนอนหงายเหยียดยาว,นอนตะแคงและนอนขุดคู้ โดยเกือบทั้งหมดมีการมัดตราสังข์ที่ข้อเท้าและหัวเข่า พบทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีอายุขณะเสียชีวิตตั้งแต่ ๕-๓๕ปี ความสูงโดยเฉลี่ยของเพศชาย ๑๖๘.๐๓ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เพศหญิง ๑๖๐.๐๕ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพอนามัยดี เนื่องจากไม่พบร่องรอยของโรคที่มีผลกระทบต่อกระดูกโดยตรงและโรคฟันผุ อีกทั้งยังมีการดูแลสุขภาพในช่องปากด้วยการขัดและฝนฟันทั้งด้านตัดและด้านหน้าที่ติดกับริมฝีปากอีกด้วย(ประพิศ ชูศิริ : ๒๕๔๐) ภาพที่ ๓ โครงกระดูกมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   หลักฐานทางโบราณคดีที่พบร่วมกับโครงกระดูกเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุอุทิศที่ฝังร่วมกับศพผู้ตายที่แสดงให้เห็นถึงการรับวัฒนธรรมทวารวดีมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ แท่งดินเผาทรงกระบอกตกแต่งผิวด้วยการขูดขีดเป็นลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โบราณวัตถุชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น เมืองพระรถ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น โดยศ.ดร.ผาสุก อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุที่ใช้ขัดถูผิวกาย เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนในประเทศอินเดียที่ยังใช้แท่งดินเผาในลักษณะนี้ขัดผิวเวลาอาบน้ำ(ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐) ภาพที่ ๔ แท่งดินเผาจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   นอกจากนี้แล้วยังพบลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีส้มที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่เรียกว่าการหุงลูกปัด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษของช่างอินเดีย อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยกับอินเดีย โดยอาจเป็นการติดต่อผ่านชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลในขณะนั้น เช่น เมืองอู่ทองหรือเมืองคูบัวก็เป็นได้ ภาพที่ ๕ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   วัฒนธรรมร่วมแบบเขมร-ต้นสุโขทัย ในพุทธศตวรรษที่๑๘ อาณาจักรเขมรในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่๗ได้แผ่ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมเข้ามายังดินแดนไทยเป็นอย่างมาก ดังที่ได้ปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุในศิลปะแบบบายนมากมาย ในขณะนั้นชายขอบวัฒนธรรมเขมรด้านทิศใต้ได้แก่วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันตกได้แก่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนชายขอบทางวัฒนธรรมด้านทิศเหนือนั้นก็คือเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั่นเอง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง โบราณสถานในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยที่สร้างขึ้นในยุคนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายนอย่างเด่นชัด ได้แก่ ยอดซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ที่ก่อเป็นยอดคล้ายปราสาทเขมร โกลนในเป็นศิลลาแลงประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลยิ้มแบบมีเลศนัยทั้งสี่ด้าน สันนิษฐานว่าอาจเป็นใบหน้าของประโพธิสัตว์ ถัดลงมาเป็นรูปเทวดาประทับนั่งและรูปนางอัปสรร่ายรำ ภาพที่ ๖ ซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง   ส่วนโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งคือปราสาทวัดเจ้าจันทร์ ซึ่งเป็นปราสาทหลังเดียวโดดๆ ด้านหน้าเป็นห้องที่มีกรอบประตูโค้งสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบหินยาน นอกจากนี้ที่โบราณสถานวัดชมชื่นยังพบหลักฐานว่ามีการก่อสร้างเจดีย์ประธานครอบสิ่งก่อสร้างคล้ายปราสาทเขมรเอาไว้ภายใน(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖) ภาพที่ ๗ วัดเจ้าจันทร์   จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียงและวัดชมชื่นได้พบซากอาคารก่อด้วยอิฐจำนวน ๓ หลังด้วยกัน โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่พบร่วมกับซากอาคารอิฐที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง คือ ชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายทำด้วยดินเผาสีน้ำตาลเข้มปนดำ ตกแต่งเป็นรูปใบหน้าบุคคลสวมเทริด มีลวดลายค่อนข้างละเอียดและมีจุดวงกลมประดับอยู่ที่หน้าผาก(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖) และการขุดแต่งด้านนอกกำแพงวัดยังได้พบเครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน ที่กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ด้วยเช่นกัน ชุมชนดังกล่าวนี้ได้มีพัฒนาการทางสังคมอย่างต่อเนื่องมาจนเป็นเมืองศรีสัชนาลัยในสมัยสุโขทัยเมื่อราวพุทธศตวรรษที่๑๙ และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองสวรรคโลกในเวลาต่อมา ภาพที่ ๘ ซากอาคารก่ออิฐภายในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดชมชื่น   ภาพที่ ๙ กระเบื้องเชิงชายรูปบุคคลพบจากการขุดค้นที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง     ภาพที่ ๑๐ เครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ที่พบจากการขุดแต่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง   บทความโดย บัณฑิต ทองอร่าม นักโบราณคดีชำนาญการ  อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย     บรรณานุกรม นอร์ทเทิร์นซัน(๑๙๓๕) ,บริษัทจำกัด.รายงานเบื้องต้น : การขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี โครงการปรับปรุงอาคารหลุมขุดค้นวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๔๙.----------.รายงานการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี :โครงการขุดแต่งและออกแบบภูมิทัศน์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง(ต.๑) อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๕๑.ปุราณรักษ์ , ห้างหุ้นส่วนจำกัด.รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.สุรเดช วิชิตจารุกุล.พัฒนาการเมืองเชลียง : การศึกษาจากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.ศิลปากร,กรม.เมืองเชลียง เชียงชื่น ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก,สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๓๖.----------.รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองเชลียง แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.----------. วัดชมชื่น, ส.ไพบูลย์การพิมพ์ , ๒๕๔๐.----------. ประชุมจารึกภาคที่๘ จารึกสุโขทัย, อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ,๒๕๔๗.วินัย พงศ์ศรีเพียร.ศรีสัชนาลัย:ปัญหาในประวัติศาสตร์ไทย,แถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี ฉบับพิเศษ ปีที่๒๒ มกราคม-ธันวาคม,๒๕๓๒.วันวิสาข์ ธรรมานนท์.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมืองโบราณศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๔๓.หฤทัย ดีรุ่งโรจน์.การกำหนดอายุและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.เหมลักษณ์ก่อสร้าง , ห้างหุ้นส่วนจำกัด. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นทางโบราณคดี โครงการขุดค้นชั้นดินทางโบราณคดี ขุดแต่งกำแพงเมืองด้านตะวันออกริมแม่น้ำยม กำแพงเมืองด้านทิศเหนือและวัดร้างต.๓๒.เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๔๒.


“…พิมาย จากศูนย์กลางพุทธมหายานสู่เจ้าชุมนุมรัฐอิสระ…” #พิมาย เป็นดินแดนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บริเวณเมืองพิมายในอดีตสันนิษฐานว่าครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่างๆ ในปัจจุบันคือ อำเภอพิมาย อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง อำเภอเมืองยาง อำเภอลำทะเมนชัย บางส่วนของอำเภอประทาย บางส่วนอำเภอโนนแดง บางส่วนอำเภอโนนสูง และบางส่วนอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองพิมาย ปรากฏร่องรอยของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีพัฒนาการมาตามลำดับ จนเจริญสูงสุดในสมัยวัฒนธรรมเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ มีการขยายเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีศาสนสถานอยู่กลางเมือง มีบารายนอกเมืองตามแบบเมืองในวัฒนธรรมเขมรทั่วไป และปรากฏชื่อ “วิมาย”ซึ่งเชื่อว่าเป็นคำเดียวกับพิมายอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ ในจารึกที่พบที่พิมายและที่พบในประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองพิมายและอาณาจักรเขมร ซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นร่องรอยของอารยธรรมเขมรช่วงสุดท้ายที่ปรากฏที่เมืองพิมาย เมื่ออาณาจักอยุธยาสถาปนาขึ้นในบริเวณภาคกลางเมืองพ.ศ. ๑๘๙๓ อำนาจทางการเมืองของอยุธยายังไม่เข้าครอบคลุมดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรอยู่ แม้ว่าจำนวนประชากรจะเบาบางลงและอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจลงมากแล้วก็ตาม การที่เมืองพิมาย เคยเป็นเมืองสำคัญระดับศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคแถบนี้มาก่อน จึงมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมืองและเครือญาติกับบรรดาหัวเมืองของเขมรในภาคอีสานและศูนย์กลางที่เมืองพระนคร โดยยังคงความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมื่ออยุธยาพยายามขยายอำนาจมาทางตะวันออก จะต้องเข้าควบคุมดินแดนในบริเวณต้นแม่น้ำมูลก่อน ถึงแม้ว่าอยุธยาจะสามารถทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขมรได้สำเร็จและได้ดินแดนบางส่วนมาอยู่ในความควบคุม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมดินแดนแถบนี้ได้อย่างเรียบร้อย เนื่องจากอยู่ไกลและการคมนาคมไม่สะดวก และหัวเมืองเขมรในอีสานก็อาจจะเข้ามากับเขมรเมื่อต้องทำศึกกับอยุธยา ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราชสำนักอยุธยาต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสถานภาพของเมืองใหม่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเป็นตัวแทนของราชสำนักในบริเวณนี้แทนที่เมืองพิมาย นอกจากจะเป็นการตัดกำลังของเขมรแล้ว ยัง สามารถใช้เป็นฐานกำลังของตนในการขยายอำนาจ โดยเพิ่มความสำคัญทางการเมืองให้กับเมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็นศูนย์อำนาจในระดับภูมิภาคแทน ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองนครราชสีมาได้กลายเป็นฐานกำลังของราชสำนักอยุธยาในภูมิภาคนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของราชสำนักในการควบคุมปกครองหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ และผลักดันเมืองศูนย์กลางเดิมให้มีฐานะเป็นเมืองขึ้น ชื่อเมืองนครราชสีมาปรากฏครั้งแรกในทำเนียบหัวเมือง ตามกฎหมายตราสามดวงบทพระอัยการนายทหารหัวเมืองที่ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่ปรากฏในทำเนียบเมืองสมัยอยุธยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของเมืองพิมายน่าจะคงอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา แต่เป็นเมืองขึ้นที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและคมนาคมจากเมืองนครราชสีมาไปสู่อาณาจักรเขมร และเจ้าเมืองพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจของเจ้าของเจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มเมืองนครราชสีมา –พิมาย เข้ามาใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจในส่วนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มห่างไกลจากเขมรมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนโดยเฉพาะด้านภาษาพูด แต่ในช่วงเวลานี้อำนาจของอยุธยายังคงครอบคลุมอยู่เพียงตอนต้นของแม่น้ำมูล ในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๐๐) ได้ทรงส่งช่าวชาวฝรั่งเศสมาออกแบบผังเมืองและสร้างป้อมกำแพงเมืองนครราชสีมาใหม่ ก็ปรากฏชื่อของเมืองพิมายเป็นเมืองหน้าด่านของนครราชสีมาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ เมืองพิมายได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีฐานะเป็นเมืองขึ้นของราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ พระยายมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้วางพระทัยอีกคนหนึ่งไม่ยอมอ่อนน้อมราชสำนักอยุธยาต้องใช้เวลาปราบกบฏกว่า ๓ ปี เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว เมืองนครราชสีมาได้ถูกลดบทบาทลง โดยให้หัวเมืองที่ขึ้นกับนครราชสีมาเพิ่มบทบาททางการเมืองของตนให้มากขึ้น เป็นการถ่วงดุลมิให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงเมืองเดียว ทำให้เมืองนครราชสีมาอ่อนแอลง เพราะเกิดกบฏบุญกว้างซึ่งเป็นลาว สามารถยึดนครราชสีมาได้และยกลงมาจนถึงลพบุรี จากนโยบายนี้และการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งของชาวกุยในเขตควบคุมของเมืองพิมายในปลายสมัยอยุธยาทำให้ฐานะของเมืองพิมายเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๒๖๐ ชาวกุยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่จำปาศักดิ์แถบเมืองอัดปือแสงปางได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า เขมรป่าดง (ปัจจุบันคือพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ) เข้ามาตั้งชุมชนกระจัดกระขายอยู่ทั่วไป การเข้ามาของชาวกุยทำให้เมืองพิมายต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะดินแดนเขมรป่าดงอยู่ในเขตปกครองเมืองพิมาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงเขตแดนต่อกับเมืองจำปาศักดิ์ (บริเวณห้วยขยุงในเขตจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) ดังนั้นเมืองพิมายซึ่งมีฐานะเป็นเพียงเมืองขึ้นของนครราชสีมาจึงเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเพื่อควบคุมชาวกุยเหล่านี้ ในช่วง ๑๐ ปี สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองพิมายมีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองพอๆกับนครราชสีมา เนื่องจากต้องการให้มีความเข้มแข็งสามารถควบคุมชาวกุยที่อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ๆ ได้ ปี พ.ศ. ๒๓๐๒ ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ทรงตั้งผู้นำชาวกุย ๕ คน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ทำราชการควบคุมชาวกุยในเขตชุมชนของตนโดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย เป็นการตอบแทนที่ช่วยจับช้างเผือกกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองพิมายได้เข้ามาควบคุมปกครองชาวกุยอย่างจริงจัง โดยตั้งชาวกุยออกเป็นชุมชน เป็นบ้านต่างๆ จากการปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองพิมายยังความพอพระทัยให้กับพระเจ้าเอกทัศน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วยของป่าที่มีค่าของชาวกุยได้ถูกลำเลียงไปสู่ราชสำนัก เป็นสินค้าที่มีค่าสูงในระบบการค้าต่างประเทศของอยุธยาอย่างมากมาย เช่น ช้าง แก่นสน ปีกนก นอแรด งาช้าง ต่อมาให้ยกชุมชนชาวกุยจากบ้านขึ้นเป็นเมือง คือเมืองขุขันธ์ เมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) เมืองสังขะ และเมืองรัตนบุรี เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเหล่านี้จากหลวงขึ้นเป็นพระ โดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย ทำให้เมืองพิมายมีอำนาจและบารมีเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งมีความมั่นใจที่ทำให้เมืองพิมายเป็นศูนย์กลางอำนาจท้องถิ่นแทนเมืองนครราชสีมา และประสบความสำเร็จในช่วง พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๑๑ การที่พม่ามุ่งเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทำให้หัวเมืองตะวันออกอยู่นอกเขตการรบ จึงยังคงมีกำลังทรัพย์และกำลังคนที่อุดมสมบูรณ์อยู่ เหมาะกับการที่จะใช้เป็นที่ตั้งฐานกำลังเพื่อขยายอำนาจทางการเมือง กรมหมื่นเทพพิพิธและพรรคพวกจึงยึดครองเมืองนครราชสีมาไว้ แต่ก็ถูกตีโต้จากขุนนางท้องถิ่นของเมืองพิมายจนประสบความพ่ายแพ้ เจ้าเมืองพิมายต้องการให้กรมหมื่นเทพพิพิธประทับอยู่ที่เมืองพิมายจนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมืองนครราชสีมา สถาปนากรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นเจ้ารวมทั้งจัดตั้งรัฐอิสระขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลโดยมีเขตแดนตั้งแต่หัวเมืองตะวันออกฝั่งดอนไปจรดเขตแดนของหัวเมืองลาว ใช้ชื่อว่าชุมนุมเจ้าพิมายและย้ายศูนย์กลางอำนาจจากนครราชสีมา มาอยู่ ณ เมืองพิมาย คงทิ้งกำลังทหารจำนวนหนึ่งไว้นอกเมืองนครราชสีมาเพื่อรักษาเมืองเท่านั้น พร้อมทั้งสถาปนาขุนนางน้อยใหญ่ตามแบบราชสำนักโดยให้พระพิมายเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ ตั้งบุตรพระพิมายเป็นพระยามหามนตรีและพระยาวรวงศาธิราช มีข้าราชการและผู้มีที่หนีมาจากกรุงศรีอยุธยาเข้ามาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายทีเมืองพิมายหลายแห่ง เช่น เมรุน้อยและโบสถ์เจ้าพิมาย ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว เมรุพรหมทัตและพระพุทธรูปขนาดใหญ่อีก ๒ องค์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดเดิม อำเภอพิมาย เข้าใจว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ตกอยู่กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และพรรคพวก เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่ข้าศึกที่ยึดครองอยู่บริเวณภาคกลางของไทยไปแล้ว จึงเริ่มนโยบายรวมชาติ โดยเข้าโจมตีชุมชนเจ้าพิมายในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ ชุมนุมพิมายได้จัดทัพรับแต่ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มขุนนางที่เข้าร่วมกับชุมนุมเจ้าพิมายหนีหายไป เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี และตัวกรมหมื่นเทพพิพิธถูกประหารชีวิต เป็นอันสิ้นสุดสภาพรัฐอิสระของพิมายอย่างเด็ดขาด พระเจ้าตากสินฯ ทรงจัดการปกครองหัวเมืองแถบนี้เสียใหม่ โดยให้นครราชสีมาเป็นเมืองเอกเมืองเดียวในภูมิภาคอีสีสาน แต่ก็ยังทรงทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากยังมีสงครามติดกันอยู่ และราชสำนักเอง ก็ขาดแคลนกำลังคนในการจัดการปกครองในภูมิภาค จึงต้องใช้ขุนนางในพื้นที่ แต่การแต่งตั้งเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองพิมาย ทรงกระทำด้วยความรอบครอบเพราะต้องการคนที่ไว้วางพระทัย เนื่องจากหัวเมืองแถบนี้มีกำลังคนมากและเคยจัดจั้งชุมนุมเป็นรัฐอิสระมาแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทรงแต่งตั้งให้ขุนขนะ (ต้นสกุล กาญจนาคม) ขุนนางท้องถิ่นในนครราชสีมา ที่มีความดีความชอบในการจับกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินฯอีกผู้หนึ่งในช่วงจลาจลในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ส่วนเจ้าเมืองพิมายเมืองขึ้นของนครราชสีมาจะเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ แต่มีชื่อของยกกระบัตรเมืองพิมาย (ปิ่น ต้นสกุล ณ ราชสีมา) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองพิมายและนครราชสีมาในโอกาสต่อไป ข้อมูลและเรียบเรียงนำเสนอ โดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี บรรณานุกรม ขจีรัตน์ ไอราวัณวัฒน์. ความสำคัญทางการเมืองของเมืองนคราชสีมา : บทบาทของเจ้าเมืองตระกูล ณ ราชสีมา ระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๘๘ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒ คุรุสภา ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๐๖ ---------.ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๐ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๒๘ ดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยา .จดหมายเหตุเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และ มณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ.๒๔๔๙ .กรุงเทพฯ:มูลนิธิสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล และพะราชธิดา,๒๕๗๘ เติม วิภาคย์พจนกิจ.ประวัติศาสตร์อิสาน.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์๒๕๓๐ ธิดา สาระยา เมืองประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๓๘ มานิต วัลลิโภดม นำเที่ยวพิมายและโบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพขุนคงฤทธิ์,กรุงเทพฯ:คุรุสภา ๒๕๑๓ ศรีศักดิ์ วัลลิโภคมโบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๒๕ ศิลปากร,กรม พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ กรุงเทพฯ ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย ๒๕๓๔๐ -----------. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาน พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้านางโสฬสนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๙ ----------. เรื่องกฎหมายตราสามดวง กรุงเทพฯ:อุดมศึกษา,๒๕๒๐ สุรัตน์ วรางครัตน์ การค้าต่างแดนของอิสานในอดีต ,วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ เล่มที่ ๒ ๒๕๒๗ สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา,นครราชสีมา :นิวส มบูรณ์การพิมพ์ ,๒๕๒๖ ----------. หมู่พงศาวดารชื่อพงศาวดารเมืองประทายสมันต์ เลขที่ ๐๐๑,๓


เมืองโบราณยะรัง Ep.4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ --------------------------------------------------------------- สำหรับหัวข้อที่จะมานำเสนอในวันนี้ คือ เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ จะมีเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้นเชิญติดตามรับชมกันได้เลยค่ะ   --------------------------------------------------------------- Ep.1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790 Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ? https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid023vs8jRqA2iqonHKfjBgCMWEC6GfQLWyYHFy8ogMX3RVt1UG1uy2pSNVxkd2s9BT6l Ep.3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid02yA8FEeS67MfC8HzjSBSYFYPtYd2b3nmNpXf9FQuwkajWb5X4woZgmPtHJ4vyyA8dl Ep.4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ EP.5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR) Ep.6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี -------------------- เอกสารอ้างอิง  กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้. สงขลา : สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา, 2565. การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้, ศูนย์. ลุ่มน้ำตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2525 เขมชาติ เทพไชย, รายงานการสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดี บริเวณเมืองโบราณยะรังและใกล้เคียง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, สงขลา : โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กองโบราณคดี  กรมศิลปากร, 2528 เขมชาติ เทพไชย, “การวิจัยทางโบราณคดี ณ บริเวณเมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี”, เอกสารหมายเลข 11 การสัมมนาวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมไทยโฮเต็ล นครศรีธรรมราช 18-20 กันยายน 2532 ชูสิริ จามรมาน, รายงานผลการวิจัยเรื่องการวิจัยข้อมูลทางศิลปะและโบราณคดี ณ เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์, นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม, 2528 พรทิพย์ พันธุโกวิท, การศึกษาประติมากรรมสมัยทวารวดี ณ เมืองโบราณ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,2530 ภัคพดี อยู่คงดี, รายงานสังเขปผลการปฏิบัติงานทางวิชาการ โครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ปีงบประมาณ 2531 และครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2532 ศิริพร ลิ่มวิจิตรวงศ์, รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านประแวในปีพ.ศ.2541  ศิลปากรที่ 11 สงขลา, สำนัก. รายงานผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและขยายฐานความรู้เมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ปีงบประมาณ 2561, เอกสารอัดสำเนา, 2561 ศิลปากรที่ 11 สงขลา, สำนัก. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้,สมุทรสาคร : บริษัท บางกอกอินเฮาส์ จำกัด,2565 สว่าง เลิศฤทธิ์, การสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดีบริเวณเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2530 อนันต์ วัฒนานิกร, แลหลังเมืองตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2528 อิบรอฮิม ซุกรี(เขียน), หะสัน หมัดหมาน(แปล) ประพน เรืองณรงค์(เรียบเรียง), ตำนานเมืองปัตตานี (Sejarah Kerajaan Melayu Pattani), ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2525 อมรา ศรีสุชาติ.ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,2557.


องค์ความรู้ตอนแรกที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า “ Ep.1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานเรื่องเมืองโบราณยะรังก่อนจะไปใน Ep ต่อไป  ซึ่งเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้นเชิญติดตามรับชมกันได้เลยค่ะ   -------------------------------------------------------------------------- Ep1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3  จังหวัดชายแดนใต้ Ep 2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ? Ep 3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี Ep 4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ EP 5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR) Ep 6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี -------------------------------------------------------------------------- อ้างอิง  การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้, ศูนย์. ลุ่มน้ำตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2525 เขมชาติ เทพไชย, รายงานการสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดี บริเวณเมืองโบราณยะรังและใกล้เคียง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, สงขลา : โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กองโบราณคดี  กรมศิลปากร, 2528 เขมชาติ เทพไชย, “การวิจัยทางโบราณคดี ณ บริเวณเมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี”, เอกสารหมายเลข 11 การสัมมนาวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมไทยโฮเต็ล นครศรีธรรมราช 18-20 กันยายน 2532 ชูสิริ จามรมาน, รายงานผลการวิจัยเรื่องการวิจัยข้อมูลทางศิลปะและโบราณคดี ณ เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์, นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม, 2528 พรทิพย์ พันธุโกวิท, การศึกษาประติมากรรมสมัยทวารวดี ณ เมืองโบราณ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,2530 ภัคพดี อยู่คงดี, รายงานสังเขปผลการปฏิบัติงานทางวิชาการ โครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ปีงบประมาณ 2531 และครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2532 ศิริพร ลิ่มวิจิตรวงศ์, รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านประแวในปีพ.ศ.2541  ศิลปากรที่ 11 สงขลา, สำนัก. รายงานผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและขยายฐานความรู้เมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ปีงบประมาณ 2561, เอกสารอัดสำเนา, 2561 ศิลปากรที่ 11 สงขลา, สำนัก. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้,สมุทรสาคร : บริษัท บางกอกอินเฮาส์ จำกัด,2565 สว่าง เลิศฤทธิ์, การสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดีบริเวณเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2530 อนันต์ วัฒนานิกร, แลหลังเมืองตานี, ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2528 อิบรอฮิม ซุกรี(เขียน), หะสัน หมัดหมาน(แปล) ประพน เรืองณรงค์(เรียบเรียง), ตำนานเมืองปัตตานี (Sejarah Kerajaan Melayu Pattani), ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2525  


          เครื่องประดับทองคำรูปหน้ายักษ์ พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง            เครื่องประดับทองคำ ขนาดกว้าง ๑.๑ เซนติเมตร สูง ๑.๙ เซนติเมตร สันนิษฐานว่าเป็นรูปใบหน้ายักษ์ สวมเครื่องประดับศีรษะยอดแหลม ขอบกระบังหน้าเป็นสันนูน คิ้วหนาตกแต่งด้วยขีดเป็นร่อง ระหว่างคิ้วเหนือจมูกมีรอยย่น ตาโปนกลมโต จมูกกลมใหญ่ แก้มป่อง หูสั้นมีปลายแหลม ริมฝีปากหนา อ้าปากเห็นฟันซี่ใหญ่ที่ขีดเป็นร่อง เหนือริมฝีปากด้านซ้ายและขวามีลายขีดเป็นร่องอาจเป็นหนวด ด้านหลังทำเป็นห่วงกลม และมีเดือยเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมอยู่ด้านล่าง กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว           ประติมากรรมรูปยักษ์ ปรากฏมาแล้วตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ และมีพัฒนาการทางรูปแบบศิลปะของแต่ละยุคสมัยเรื่อยมา ทั้งยังส่งอิทธิพลให้ศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นต้น  สำหรับงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี นอกจากเครื่องประดับทองคำรูปหน้ายักษ์ชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปยักษ์ทำจากดินเผาหรือปูนปั้นตามเมืองโบราณสมัยทวารวดีต่าง ๆ พบทั้งประติมากรรมลอยตัวและประติมากรรมนูนสูงสำหรับประดับศาสนสถาน บางชิ้นสันนิษฐานว่าเป็นทวารบาลผู้พิทักษ์ศาสนสถาน เช่น เศียรยักษ์ปูนปั้นพบที่เมืองโบราณอู่ทอง เศียรยักษ์พบที่หน้าบริเวณที่ทำการไปรษณีย์ จังหวัดลพบุรี ทวารบาลดินเผารูปยักษ์ พบที่โบราณสถานวัดพระงาม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น           เครื่องประดับรูปหน้ายักษ์ชิ้นนี้แม้มีขนาดเล็ก แต่ก็มีรายละเอียดที่คมชัด งดงาม เป็นหลักฐานที่แสดงถึงแสดงถึงความชำนาญและฝีมือของช่างสมัยทวารวดี ที่ทำเครื่องประดับทองคำนี้เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว นอกจากนี้ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังพบเครื่องประดับทำด้วยทองคำอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ เครื่องประดับรูปกินรี ตุ้มหู แหวน จี้และลูกปัด เป็นต้น ---------------------------------------------------  เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. กรมศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์. กรุงเทพฯ : อมรินพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๔ เฉิดฉันท์ รัตน์ปิยะภาภรณ์. “การศึกษาคติความเชื่อและรูปแบบของ “ยักษ์” จากประติมากรรมที่พบในประเทศไทย.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๑. ---------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง  https://www.facebook.com/Uthongmuseum/posts/pfbid02N59fbeRwJEM4L17dYF8JozvoiBZ57S2FvYmosk25J1yGQ5DoGT8cob846HbqKT19l ---------------------------------------------------- *เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร  


"เอาผ้าขาวมาวัดตัดสบง เย็บลงฝีเข็มเหมือนเล็มเลี่ยน ตัดจีวรสไบตะไกรเจียน เย็บทับจับเนียนเป็นเนื้อเดียว” จากขุนช้างขุนแผน ตอน พลายแก้วบวชเณร ไตรจีวร ถือเป็นปัจจัยเครื่องอัฏฐบริขารที่พระภิกษุใช้สอย โดยพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐาน คือ ตั้งไว้เป็นของประจำตัว ประกอบด้วย อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) และสังฆาฏิ (ผ้าห่มซ้อนนอก) ในต้นพุทธกาลพระภิกษุคงใช้ผ้านุ่งห่มตามที่หามาได้ โดยเก็บเอาผ้าที่ถูกทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ผ้าคลุกฝุ่น และผ้าห่อศพ เรียกว่า “ผ้าบังสกุล” ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาตให้รับผ้าจากฆราวาส ตามศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกา และเพื่อบรรเทาความยากลำบากของพระภิกษุ รูปแบบของสีจีวรตามพระอรรถกถาจารย์ กล่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า... ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประเสริฐสีแดง มีวรรณะละม้ายยอดอ่อนแห่งต้นไทร (นิโครธ)” และ “..แม้พระมหาเถระทั้งหลาย มีท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะเปนต้น ก็ห่มบังสุกุลจีวรมีสีแดงเหมือนเมฆ” แสดงให้เห็นว่าน้ำย้อมจีวรที่ได้จากการเคี่ยวสีย้อมจากธรรมชาติ ทำให้มีความเข้มอ่อนแตกต่างกัน แต่ยังคงเป็นโทนสีแดงหรือเรียกว่าสีกรักแดง พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตใช้น้ำย้อมสำหรับผ้ากาสาวพัสตร์ คือ ผ้าจีวรที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ๖ ชนิด อันเป็นการรักษาคุณภาพของผ้า เนื่องจากยางไม้บางประเภทมีคุณสมบัติทางยา ทำให้เชื้อราไม่เจริญเติบโต มีสีเข้มไม่เปื้อน และไม่เก็บความชื้น ทั้งนี้ยังกำหนดข้อห้ามใช้จีวรบางสีเพื่อให้เกิดความแตกต่างจากนักบวชของสำนักอื่นๆ การเย็บจีวรของพระภิกษุยังไม่มีรูปแบบชัดเจน โดยนำเศษผ้ามาเย็บต่อกันตามความสามารถของพระภิกษุสำหรับพอนุ่งหุ่มได้ แต่ยังดูไม่เป็นระเบียบ พระพุทธเจ้าจึงได้มอบให้พระอานนท์กำหนดการตัดเย็บจีวรตามรูปร่างผืนนาข้าวสำหรับเป็นแบบแผนเดียวกัน เรียกว่า ผ้าขัณฑ์ คือ ผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ตัดจีวรเป็นกระทง มีลักษณะการตัดผ้าเป็นชิ้นๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกระทงนา แล้วเย็บติดกัน แต่ละชิ้นเรียกว่าขัณฑ์ โดยต้องตัดผ้าตามจำนวนเลขคี่ เรียกว่า ขัณฑ์ขอน พระธรรมวินัยได้บัญญัติขนาดของจีวร ในรตนวรรคสิกขาบทที่ ๑๐ ความว่า “อนึ่งภิกษุใด ให้ทำจีวรมีประมาณเท่าสุคตจีวรหรือยิ่งกว่า เป็นปาจิตตีย์ มีอันให้ตัดเสีย นี้ประมาณแห่งสุคตจีวรของพระสุคตในคำนั้น โดยยาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต” หากจีวรมีขนาดย่อมกว่า แล้วพอดีกับบุคคลผู้ครองนั้นไม่มีข้อห้าม สำหรับพระภิกษุไทยนั้น ประมาณความยาวไม่เกิน ๖ ศอก กว้างไม่เกิน ๔ ศอกของผู้ครอง จีวรสีแก่นขนุน ๕ ขัณฑ์ นี้ ปักอักษรบริเวณกระทงความว่า “ผ้าผืนนี้ของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริยรักธอเมื่อจุลสักราชได ๑๑๖๔ ปีจอจัตวาศก ด้ายหนักเขดลสลึงสองไพธอเป็นเนื้อเอกมือ ๛” โดยสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (พระเชษฐภคินีในรัชกาลที่ ๑) กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน มีบทบาทเกี่ยวกับการสงคราม โขน-ละคร และการปฏิสังขรณ์วัดเลียบ ภายหลังพระราชทานนามว่า “วัดราชบูรณะ” จากลักษณะการเย็บทับจับเนียนเป็นเนื้อเดียว แสดงให้เห็นฝีมือการทอผ้าเนื้อละเอียดและการเย็บที่ต้องอาศัยความประณีตบรรจง มีขนาดต้องตามพระธรรมวินัย และอาจพอเหมาะกับรูปร่างของบุคคลผู้ครองจีวรด้วย จีวรผืนนี้ตามประวัติระบุว่า พระอาจารย์รวม วัดยาง ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มอบให้เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ . . อ้างอิง กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๕๔. สุนทรี สุริยะรังษี. จีวร : การตัดเย็บจากอดีตถึงปัจจุบัน. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ ๓,๒(พฤษภาคม-สิงหาคม) ๒๕๕๙ พระสมุห์จักรพงศ์ จนฺทสีโล. ศึกษาการทรงผ้าจีวรของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑ ถมรัตน์ สีต์วรานนท์. ปทานุกรมผ้าไทย ใน “วารสารฝ้ายและสิ่งทอ” ๕,๙ (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ๒๕๒๕ ยิ้ม ปัณฑยางกูร. ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ ๒ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ๒๕๒๕


black ribbon.