ค้นหา
จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
ขอแจ้งงดการเข้าใช้พื้นที่เพื่อการออกกำลังกาย ทุกกรณี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัส covid-19
ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มี.ค.๒๕๖๓ เป็นต้นไป
จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
จึงขออภัยมา ณ ที่นี้
เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 และสอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม ขยายระยะเวลาการปิดให้บริการตามประกาศกรมศิลปากร ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 30 เมษายน 2563
ตามที่รัฐบาลสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจำนวนมาก และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่ดูแลแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติทั่วประเทศ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงได้ดำเนินมาตรการรองรับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาอย่างเร่งด่วน โดยให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและวิธีการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาให้แก่ผู้เข้าชมและผู้รับบริการ ซึ่งหน่วยงานได้ดำเนินการติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริเวณประตูทางเข้า - ออก บริเวณห้องน้ำ และตามจุดต่าง ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น ที่จับประตู ราวบันได และเคาน์เตอร์ให้บริการรวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และลดอัตราเสี่ยงการติดเชื้อได้
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า ได้ให้หน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานมาตรการรองรับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาของแต่ละหน่วยงาน เพื่อจะได้สรุปผลการดำเนินงานรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมต่อไป
วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓) เวลา ๐๙.๓๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ร่วมรณรงค์ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และแจกหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมทั้งเยี่ยมชมการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือของกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
จากการที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) ได้ประกาศให้เชื้อไวรัสโคโรนาเป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก" และรัฐบาลสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อคัดกรอง ณ บริเวณทางเข้าติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริเวณประตูทางเข้า - ออก บริเวณห้องน้ำ และตามจุดต่าง ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย บริการหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อให้แก่ผู้เข้าชม และให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและวิธีการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาให้แก่ผู้เข้าชมและผู้รับบริการ ทั้งนี้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ดำเนินการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือสำหรับใช้ภายในหน่วยงานและให้บริการแก่ประชาชนที่มาติดต่อ ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ
กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่ดูแลแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติทั่วประเทศโดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่มีนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ได้ดำเนินมาตรการรองรับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาอย่างเร่งด่วนโดยให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและวิธีการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาให้แก่ผู้เข้าชมและผู้รับบริการ ซึ่งหน่วยงานได้ดำเนินการติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริเวณประตูทางเข้า - ออก บริเวณห้องน้ำ และตามจุดต่าง ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น ที่จับประตู ราวบันได และเคาน์เตอร์ให้บริการรวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และลดอัตราเสี่ยงการติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๓ พร้อมชมการแสดง ประกอบด้วย การบรรเลงดนตรีไทย รำอวยพร “สังคีตศาลา – เลิศล้ำค่า นาฏดนตรี”การแสดงชุด “เบิกโรงนาฏยสังคีต”การแสดงเบิกโรง เรื่อง ตำนานพระคเณศ ชุด “มุสิกะเทพพาหนะพระคเณศ”และการแสดงชุด “จตุรภาคี ทวีบันเทิง” (การแสดงสี่ภาค) โดยมีประชาชนสนใจเข้าร่วมชมการแสดงเป็นจำนวนมาก
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า รายการดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา เป็นรายการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ยกเว้นบางปีที่มีสถานการณ์หรือความจำเป็นทำให้ต้องงดการแสดง โดยนำเสนอความรู้ และความบันเทิงมาสู่พี่น้องประชาชน อย่างยาวนาน ในปีนี้นับเป็นปีที่ ๖๓ แล้ว ด้วยการบรรเลงดนตรี และการแสดงที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแสดงออก ถึงเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของชาติไทย อันควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติสืบไป
กรมศิลปากรจัดโครงการดนตรีสำหรับประชาชนขึ้นเพื่อนำเสนอความบันเทิงและความรู้สู่ประชาชนมาเป็นเวลานานถึง ๖๓ ปี โดยมีรายการแสดงที่หลากหลายทั้งแบบมาตรฐาน แบบพื้นเมือง และแบบสากล จากหน่วยงานต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันไป ทั้งการแสดงโขน ละคร การบรรเลงดนตรีไทย ดนตรีสากลศิลปะการแสดงประเภทต่างๆ ซึ่งล้วนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและของชาติ เช่น การแสดงวิพิธทัศนา โดยโรงเรียนนาฏศิลป์ขาบมงคล การบรรเลง - ขับร้องดนตรีสากล โดยวงสุนทราภรณ์ และวงดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต กรมศิลปากร การแสดงชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ การแสดงโขนสด คณะประยุทธ์ ดาวใต้ การแสดงละครชาตรี คณะเรืองนนท์
การแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา เวทีกลางแจ้ง บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จะจัดการแสดงในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลา ๑๗.๐๐ น. - ๑๙.๐๐ น. ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ - วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓ (งดการแสดงในวันเสาร์ที่ ๑, วันอาทิตย์ที่ ๒,วันเสาร์ที่ ๘, และวันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) ค่าเข้าชมการแสดง คนละ ๒๐ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักการสังคีต โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ ๐ ๒๒๒๑ ๐๑๗๑ ในวันและเวลาราชการ
จากความหวัง : ศิลปะร่วมสมัยจากวิถีไทย มุสลิม โดย คีต์ตา อิสรั่นจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 – 30 กันยายน 2558ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร
พิธีเปิดนิทรรศการในวัน เสาร์ ที่ 5 กันยายน 2558 เวลา 17.30 น.
ชีวิตยังคงดำเนินอยู่ท่ามกลาง “ความหวัง” จากวิถีชีวิตของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านเรื่องเล่า จากบันทึก ประสบการณ์และเหตุการณ์ในพื้นที่ จากสถานการณ์ความสูญเสีย ความทรงจำที่แสนเจ็บปวด ที่เราทุกคนต่างรอคอย คำว่า สงบ สันติสุข และความสุขบนผืนแผ่นดินไทย การจัดนิทรรศการแสดงภาพผลงานศิลปะสื่อผสม ในชุดผลงาน จากความหวัง (SO HOPE) โดย คีต์ตา อิสรั่น เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะจากวิถีชีวิตไทย-มุสลิม
ในนิทรรศการแสดงภาพผลงาน เพื่อรวบรวมถึงช่วงชีวิตของการสร้างสรรค์ศิลปะ ที่ศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ และเข้าถึงศิลปะแห่ง ความจริง แก่นที่แท้จริงของศิลปะ การแสดงออกทางความรู้สึก การแสดงชีวิตของผู้สร้างสรรค์ ผ่านผลงาน ศิลปะสื่อผสมในรูปแบบผลงาน จิตรกรรมผสมวัสดุ ประติมากรรม ภาพพิมพ์และวาดเส้นสร้างสรรค์ จากที่มา และแรงดลใจในการสร้างสรรค์ ตลอดการศึกษาและเรียนรู้ ในศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการ สร้างสรรค์ ในนิทรรศการแสดงเดี่ยวในครั้งนี้
SO HOPE Contemporary of Thai and Islamic Art ExhibitionBy @Keeta IsaranAt Exhibition room 6 – 8 The National Gallery Art Bangkok.3 – 30 September 2015.
Opening reception Saturday 5September 2015, 5:30 Pm
Life continues for in the midst of “hope” from the way of life of people in the three southern border provinces through the narration of experiences and events in the area of the loss, painful memories which we are all waiting for the calmness, peace, and happiness on the land of Thailand.Exhibition to present the works of multi-media art in the series from the hope (SO HOPE) By Keeta Isran, to present and the creative art works from Thai – Muslim way of life.This is the first solo exhibition held at National Museum, Art Galleries, Chao Fa Road, Bangkok in the exhibition to gathers works for the lifetime of artistic creation. The study to learn and access the art of truth, the true essence of the art, the expression of feelings, the life of the creators is expressed through the works of multi-media art in the form of painting, sculpture, printmaking and drawing for creation.From the inspiration in the creativity, the study, and learning in the science of creation in this solo show in this exhibition.
จากความหวัง : ศิลปะร่วมสมัยจากวิถีไทย มุสลิม โดย คีต์ตา อิสรั่นจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 – 30 กันยายน 2558ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร
พิธีเปิดนิทรรศการในวัน เสาร์ ที่ 5 กันยายน 2558 เวลา 17.30 น.
ชีวิตยังคงดำเนินอยู่ท่ามกลาง “ความหวัง” จากวิถีชีวิตของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านเรื่องเล่า จากบันทึก ประสบการณ์และเหตุการณ์ในพื้นที่ จากสถานการณ์ความสูญเสีย ความทรงจำที่แสนเจ็บปวด ที่เราทุกคนต่างรอคอย คำว่า สงบ สันติสุข และความสุขบนผืนแผ่นดินไทย การจัดนิทรรศการแสดงภาพผลงานศิลปะสื่อผสม ในชุดผลงาน จากความหวัง (SO HOPE) โดย คีต์ตา อิสรั่น เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะจากวิถีชีวิตไทย-มุสลิม
ในนิทรรศการแสดงภาพผลงาน เพื่อรวบรวมถึงช่วงชีวิตของการสร้างสรรค์ศิลปะ ที่ศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ และเข้าถึงศิลปะแห่ง ความจริง แก่นที่แท้จริงของศิลปะ การแสดงออกทางความรู้สึก การแสดงชีวิตของผู้สร้างสรรค์ ผ่านผลงาน ศิลปะสื่อผสมในรูปแบบผลงาน จิตรกรรมผสมวัสดุ ประติมากรรม ภาพพิมพ์และวาดเส้นสร้างสรรค์ จากที่มา และแรงดลใจในการสร้างสรรค์ ตลอดการศึกษาและเรียนรู้ ในศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการ สร้างสรรค์ ในนิทรรศการแสดงเดี่ยวในครั้งนี้
SO HOPE Contemporary of Thai and Islamic Art ExhibitionBy @Keeta IsaranAt Exhibition room 6 – 8 The National Gallery Art Bangkok.3 – 30 September 2015.
Opening reception Saturday 5September 2015, 5:30 Pm
Life continues for in the midst of “hope” from the way of life of people in the three southern border provinces through the narration of experiences and events in the area of the loss, painful memories which we are all waiting for the calmness, peace, and happiness on the land of Thailand.Exhibition to present the works of multi-media art in the series from the hope (SO HOPE) By Keeta Isran, to present and the creative art works from Thai – Muslim way of life.This is the first solo exhibition held at National Museum, Art Galleries, Chao Fa Road, Bangkok in the exhibition to gathers works for the lifetime of artistic creation. The study to learn and access the art of truth, the true essence of the art, the expression of feelings, the life of the creators is expressed through the works of multi-media art in the form of painting, sculpture, printmaking and drawing for creation.From the inspiration in the creativity, the study, and learning in the science of creation in this solo show in this exhibition.
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงตระหนักในคุณค่าของหนังสือ
โปรดการอ่าน การศึกษาค้นคว้า และการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งพระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในวรรณคดีไทยและงานกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นผลมาจากทรงได้รับการปลูกฝังพระอุปนิสัย
ดังกล่าวมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเล่าเรื่องในวรรณคดีไทยพระราชทานมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ดังบทความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่” ว่า
********************************************
เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทย โดยการให้อ่านวรรณคดี เรื่องยืนโรง
สามเรื่อง คือ พระอภัยมณี อิเหนา และรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนตอนที่
เพราะๆ เช่น “ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่” ฯลฯ
คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทยชอบแต่งกลอน
********************************************
และในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “ฉันชอบอ่านหนังสือ” พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า
********************************************
... หนังสือทางวรรณคดีก็ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและความรู้อย่างกว้างขวาง เช่น หนังสือรามเกียรติ์ พระอภัยมณี ฯลฯ ก็มีเรื่องที่น่าสนใจมาก นอกจากจะเป็นกลอนที่ไพเราะแล้ว
ยังได้รับความรู้และคติเตือนใจ...
********************************************
นอกจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระราชหฤทัยด้านวรรณคดีกวีนิพนธ์แล้ว ยังโปรดการอ่านหนังสือหลากหลายประเภท ซึ่งทำให้ทรงรอบรู้ในศิลปวิทยาการหลายแขนง ทั้งยัง
มีพระปรีชาสามารถด้านการประพันธ์เป็นที่ประจักษ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งประเภทสารคดี บันเทิงคดี และบทความต่างๆ ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ผลงานพระราชนิพนธ์มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ แสดงให้เห็นถึงความเอาพระราชฤทัยใส่ในความสำคัญของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง รวมทั้งสาระความรู้และข้อคิด อันเป็นคุณประโยชน์แก่เยาวชนและผู้อ่าน ทรงเห็นคุณค่าและความสำคัญของวรรณคดีไทยโบราณ ตลอดจนการแต่งคำประพันธ์ตามขนบวรรณคดีทรงพระราชนิพนธ์บทกวีนิพนธ์ที่มีความไพเราะและทรงคุณค่าหลายเรื่อง เช่น กษัตริยานุสรณ์ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมพระศรีนรารัฐราชกิริณี คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างสำคัญ ๓ เชือก กาพย์ขับไม้กล่อมช้างสำคัญ ๓ เชือก และฉันท์ดุษฎีสังเวยสมโภชพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร นับว่าทรงอนุรักษ์และสืบทอดขนบการแต่งวรรณคดีโบราณให้คงอยู่สืบไป
นอกจากนี้ การที่พระองค์โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทอดพระเนตรงานด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย หรือได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจและทรงเยือนแหล่งโบราณสถาน และพิพิธภัณฑสถานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอันเป็นเรื่องราวในอดีตของชนชาติไทย ดังนั้นเมื่อทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีในคณะอักษรศาสตร์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์จึงทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก ทั้งยังทรงเข้าเป็นสมาชิกของชมรมประวัติศาสตร์ ชมรมภาษาไทย ชมรมภาษาตะวันออก ชมรมวรรณศิลป์ ฯลฯ ทรงเป็นกรรมการจัดหาเรื่องลงพิมพ์ในหนังสือ “อักษรศาสตร์พิจารณ์”ของชุมนุมวิชาการอักษรศาสตร์ ในบางครั้งก็พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ลงพิมพ์ในหนังสือนี้ด้วย เช่นเรื่อง “การเดินทางไปร่วมพิธีพระบรมศพ พระเจ้ากุสตาฟที่ ๖ อดอล์ฟ”และได้ทุนวิชาภาษาไทยจากทุนพระวรเวทย์พิสิฐ อีกด้วย
เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในบัณฑิตวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต และมหาวิทยาลัยศิลปากรในสาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก ทรงศึกษารอบรู้และมีพระปรีชาสามารถอย่างลึกซึ้ง ได้ทรงพระราชนิพนธ์งานวิชาการ
ด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายเรื่อง อีกทั้งทรงพระมหากรุณารับเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์
แก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองประวัติศาสตร์ ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ โดยปรับให้นักเรียนฝึกหัดตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการคิดหาเหตุผลและมีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ทรงปรับหลักสูตรให้นักเรียนนายร้อยมีความรู้ในประวัติศาสตร์บ้านเมือง และตระหนักในคุณค่ามรดกสำคัญของชาติในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย และเป็นบุคคลที่จะ
ทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศต่อไปในอนาคต เพื่อให้ได้รู้จักรากฐานของความเป็นชาติไทย
และมีความรู้ความเข้าใจสังคมไทยในปัจจุบันดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในสังคมโลก ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ให้การทำงานประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น นอกจากทรงวางรากฐาน
และทรงบรรยายพระราชทานแก่นักเรียนนายร้อยแล้ว ยังได้ทรงพานักเรียนไปทัศนศึกษาตามแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ทรงกำหนดสถานที่โดยทรงคำนึงถึงความรู้
ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี รวมทั้งภูมิศาสตร์ สภาพสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน
การดำเนินงานด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ตามรอยพระยุคลบาท
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ดำเนินภารกิจหลักในการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย แปลเอกสารต่างประเทศ และเรียบเรียงหนังสือและเอกสารทางวิชาการด้านภาษา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี รวมทั้งตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์หนังสือในสาขาดังกล่าวออกเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อประโยชน์แก่วงวิชาการ ตลอดจนอนุญาตให้หน่วยงานอื่นๆ และเอกชนนำต้นฉบับของ กรมศิลปากรออกพิมพ์เผยแพร่ เพื่อให้ในท้องตลาดมีหนังสือด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์สำหรับการศึกษาค้นคว้าอย่างเพียงพอและกว้างขว้างขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และความสำคัญของวรรณคดีกวีนิพนธ์ เช่น โครงการประกวดอ่านทำนองเสนาะ โครงการส่งเสริมยุวกวี ซึ่งจัดการประกวดแต่งคำประพันธ์ประเภทต่างๆ กิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาไทยในการพูด อ่าน เขียน อย่างถูกต้อง เช่น โครงการประกวดสุนทรพจน์ โครงการประกวดคัดเขียนไทย และกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี เช่น โครงการจัดสัมมนาและประชุมทางวิชาการ ซึ่งนักอักษรศาสตร์ของสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ทุกคนได้ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อธำรงรักษาส่งเสริม และสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมและทรัพย์ทางปัญญาของชาติให้รุ่งเรื่องและพัฒนาถาวร และต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่องานด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของชาติตลอดมา
งานด้านการส่งเสริมและสืบทอดวรรณคดีกวีนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นกวีและทรงตระหนักถึงคุณค่าของวรรณคดีกวีนิพนธ์ มีพระราชประสงค์ให้คนไทยช่วยกันธำรงรักษาและสืบทอดไว้ให้งดงามยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่กรมศิลปากร ความว่า
*******************************************
วรรณคดีกวีนิพนธ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและทำนุบำรุงมอบไว้ให้เป็นมรดกตกทอดที่ล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ จึงเป็นภาระหน้าที่และความภูมิใจของชาวไทยทั้งมวลที่ควรช่วยกันผดุงรักษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนี้ให้เจริญรุ่งเรือง และธำรงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน
*******************************************
นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดอ่านทำนองเสนาะ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๐ – ๒๕๓๗ ซึ่งสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จัดขึ้นเป็นโครงการต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ศิลปะการอ่านร้อยกรองและส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่ากวีนิพนธ์ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแต่งคำประพันธ์ในโครงการส่งเสริมยุวกวี การเสด็จพระราชดำเนินในงานดังกล่าว พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานด้านวรรณกรรมของชาติ ซึ่งนับเป็นสิริมงคลและกำลังใจแก่ข้าราชการและบรรดาผู้เข้าประกวดอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสที่พระราชทาน ความว่า
*******************************************
การแต่งกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ หรือคำประพันธ์ร้อยกรองใดๆ บุคคลจะรู้รสไพเราะของกวี
นิพนธ์ได้ด้วยการอ่าน ฟังเสียง หรืออ่านเป็นทำนองเท่านั้น บทกวีของชนทุกชาติทุกภาษามีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันฉะนี้ การอ่านทำนองเสนาะจึงเป็นการทำให้บทร้อยกรองหรืองานนิพนธ์ของกวีมีชีวิตจิตใจขึ้น รวมทั้งทำให้ผู้ฟังเข้าถึงรสและท่วงทำนองของภาษากวีอีกด้วย
******************************************
งานด้านประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชาสามารถในงานด้านประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง โปรดที่จะร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในการประชุม และการสัมมนาทางประวัติศาสตร์ ที่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ จัดขึ้น ดังเช่นการสัมมนาเรื่อง “หน้าประวัติศาสตร์ไทยจากเอกสารต่างประเทศ” ซึ่งสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจัดขึ้น ณ โรงแรมโซฟิเทล ราชาออร์คิด จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา พร้อมทั้งทรงร่วมประชุมในวันแรกของการสัมมนา ทรงฟังปาฐกถาพิเศษของศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล และเสวยพระกระยาหารกลางวัน แล้วจึงเสด็จกลับ ยังความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่บรรดาข้าราชการผู้จัดงาน วิทยากร ตลอดจนผู้เข้าร่วมการสัมมนาโดยถ้วนหน้า
นอกจากนี้ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ยังดำเนินงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยพระองค์ทรงตระหนักถึงคุณค่าของหนังสือและวรรณคดีโบราณ มีพระราชดำริว่า หนังสือวรรณกรรมเก่าเหล่านี้ล้วนแต่จะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา ต่อไปจะไม่มีผู้ใดรู้จัก จึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมศิลปากรพิจารณาคัดเลือกหนังสือเก่าและต้นฉบับวรรณคดีโบราณมาจัดพิมพ์ให้แพร่หลายกว้างขวางทั้งนี้เพื่อสืบทอดอายุหนังสือที่ทรงคุณค่า และเพื่อให้เยาวชนได้อ่าน ได้เข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าทางวรรณกรรมไทย กรมศิลปากรจึงสนอง แนวพระราชดำริมาดำเนินการเป็น ๒ โครงการ คือ โครงการจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก และโครงการตรวจสอบชำระวรรณคดีและประวัติศาสตร์ไทย โดยมอบให้สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบ
โครงการจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์คัดเลือกหนังสือเก่าหายากที่มีคุณค่าด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์มาจัดพิมพ์เผยแพร่เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน มีหนังสือเก่าที่พิมพ์เผยแพร่แล้วจำนวน ๖ เรื่อง คือ ๑) ประชุมหนังสือเก่า ภาคที่ ๑ – ๒ ๒) โคลงเรื่องพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ๓) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๔) สมุดมาลัยและสุบินกลอนสวด ๕) ประชุมเชิญขวัญ ๖) จดหมายเหตุเรื่องรับเสด็จแลสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปคราวแรก พ.ศ. ๒๔๔๐
โครงการตรวจสอบชำระวรรณคดีและประวัติศาสตร์ไทย สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ได้มอบหมายให้นักอักษรศาสตร์ดำเนินการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีจากต้นฉบับสมุดไทย รวมทั้งเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อน มาดำเนินการตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อให้เกิดความรู้ด้านวรรณคดีและได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน นับเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดอายุวรรณคดีไทยและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามแนวพระราชดำริ
ที่มาข้อมูล : หนังสือสิปปธัช : พระผู้เป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์ (จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส ๑๐๔ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร)
เงี้ยวปล้นเมืองเชียงแสนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริปรับปรุงการปกครองทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อดึงอำนาจรัฐเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ซึ่งการปฏิรูปการปกครองดังกล่าว ทำให้ราษฎรในดินแดนล้านนาหรือมณฑลพายัพเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากการถูกเกณฑ์แรงงานและการจัดเก็บภาษีระบบใหม่ รวมถึงบรรดาเจ้านายที่สูญเสียอำนาจไปเรื่อย ๆ ได้สนับสนุนพวกเงี้ยวให้ก่อกบฏ และในส่วนของพวกเงี้ยวเองก็มีความไม่พอใจสยามจากสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ห้ามคนในบังคับของอังกฤษมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการตัดไม้เพื่อสร้างบ้านหรือวัดในราชอาณาจักรสยาม หากเงี้ยวคนใดไม่มีหนังสือรับรองว่าเป็นคนในบังคับของอังกฤษก็ถือว่าเป็นคนของสยามและต้องเสียภาษีแทนการเกณฑ์แรงงาน ๔ บาทต่อปี เงี้ยวบางพวกอาศัยอยู่ในสยามมานานแต่ต้องการได้สิทธิพิเศษบางประการจากอังกฤษ จึงเข้าไปเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อสยามบังคับใช้กฎหมายตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พวกเงี้ยวเหล่านี้จึงต้องเสียสิทธิสภาพจากสยามไปโดยปริยาย จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นโดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ. ๒๔๔๕ และได้ลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เมืองเชียงแสนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถูกพวกเงี้ยวก่อการจลาจล เอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พบได้จากเอกสารรายงานสถานการณ์ของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ ใบบอก โทรเลข ร่างจดหมาย ซึ่งส่งถึงเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่ มณฑลพายัพ เสนาบดีมหาดไทย กรุงเทพ และเจ้าคุณยอดเมืองขวาง โดยในระยะนั้นมีโจรกลุ่มของพระยาศรีสองเมือง กับสล่าทุ เมืองอ๊อต นำกองกำลังเข้าตีเมืองเชียงแสน วางเพลิงที่ว่าการแขวงและบ้านเรือนราษฎร และมีแผนบุกเมืองเชียงราย แต่พระยาราชเดชดำรง (น้อย ไชยวงศ์) ญาติพี่น้อง แคว่น (กำนัน) แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และราษฎร ออกมาป้องกันเมืองไว้ได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ หัวหน้าพวกเงี้ยว คือ สล่าทุ เมืองอ๊อตและสล่าป๊อกถูกยิงตาย พวกเงี้ยวที่เหลือจึงถูกขับไล่ไปหมด พระยาอุตรกิจพิจารณ์จึงขอประทานรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือการปราบปรามพวกเงี้ยวเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความกล้าหาญผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. เอกสารรายงานการก่อจลาจลของเงี้ยวเมืองเชียงราย.๒. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. การปฏิรูปมณฑลพายัพของสยาม บีบบังคับให้เงี้ยวก่อกบฏ เมื่อ พ.ศ. 2445? (Online). https://www.silpa-mag.com/history/article_28848, สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๑. “พระยารัตนาณาเขตร์” (น้อยเมืองไชย) เจ้าเมืองเชียงรายองค์สุดท้ายที่ถูกลืม (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/870910/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔๔. สิริเดชะกุล. ๒๕๕๗. ย้อนรอยอาณาจักรเมืองเชียงแสน (Online). https://m.facebook.com/.../a.450220515.../548206211962945..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔.
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง ๙๐ วัสสา ผืนป่าห่มหล้า ผืนผ้าห่มเมือง องก์ที่ ๒ พระมหากรุณาธิคุณแผ่ผืนหล้าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมและถูกทำลายลงทุกขณะ จนเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของราษฎรและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาความแห้งแล้งและสร้างความอุดมสมบูรณ์คืนสู่ผืนดิน ทรงชักชวนและปลูกฝังให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าของป่า ช่วยกันปลูกป่า และดูแลป่า รวมทั้งรู้จักใช้ประโยชน์จากป่าอย่างถูกต้อง เพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธารอย่างถูกวิธีในอันที่จะสามารถพลิกผืนดินให้กลับมาชุ่มชื้นได้ ทรงมีแนวพระราชดำริในการอนุรักษ์ป่าให้เป็นไปอย่างเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า ให้ป่าอยู่กับคนได้ คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่มีการทำลาย แนวพระราชดำริของพระองค์จึงก่อให้เกิดโครงการต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ เช่นโครงการหมู่บ้านรวมไทย พื้นที่บริเวณปางอุ๋ง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่อันตรายที่อยู่ติดแนวชายแดน มีกองกำลังต่าง ๆ มีการขนส่งยาเสพติดตามแนวชายแดน มีการทำไร่ฝิ่นของชาวเขา และบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ทรงมีความห่วงใยสถานการณ์ในพื้นที่ จึงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการหมู่บ้านรวมไทยขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๓ เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นราษฎรส่วนใหญ่ในพื้นที่อำเภออมก๋อยมีความเป็นอยู่ยากไร้ จึงพระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร โดยยึดหลัก ๓ ประการ คือ รักษาสภาพป่าไว้มิให้ถูกทำลาย ฟื้นฟูสภาพป่าให้คืนสู่สภาพธรรมชาติ โดยให้มีทั้งป่าธรรมชาติและป่าไม้ใช้สอย และพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้มีอาชีพและมีที่ทำกินถาวร ตามหลักการของพระองค์คือให้คนเป็นผู้รักษาป่าหรือคนอยู่กับป่าได้อย่างกลมกลืนและเกื้อกูลกัน โดยคนเป็นผู้ดูแลรักษาป่าในลักษณะของ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ทรงมีพระราชดำริให้บ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านนำร่องโครงการ เมื่อเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จัดตั้งเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ จุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิจัยและให้ความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวบรวมพันธุ์ไม้ให้เป็นหมวดหมู่ตามวงศ์สกุลต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ มีความเป็นเลิศทางวิชาการด้านพืช รวมทั้งเป็นสถานที่เผยแพร่ความสวยงามและคุณค่าของพรรณพฤกษชาติไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป โครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูง จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๓ กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือรวม ๑๘ สถานี ภายใต้หลักการ “คนอยู่ร่วมกับป่า” โดยการพัฒนาคนให้มีความรู้ มีจิตสำนึกในการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างสมดุล และมีการบริหารจัดการแบบบูรณาการ และช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่สูงดำรงชีพในพื้นที่ทำกินเดิม ไม่อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน มีอาหารเพียงพอ มีความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอ้างอิง :๑. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. ๒๕๖๐. ๘๔ พรรษา ราชินีศรีแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล.๒. คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือไม้ดอกและไม้ประดับเฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๓๖. ไม้ดอกและไม้ประดับ. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.๓. กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๖๑. จดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙. กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.๔. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. ๒๕๔๘. ประมวลพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.๕. กรมการศาสนา. ๒๕๕๗. พระราโชวาทและพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.๖. กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, และ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์. ๒๕๕๐. ถักร้อยดวงใจมหกรรมทอผ้าไทย เทิดไท้พระบรมราชินีนาถ. กรุงเทพมหานคร: ศรีสยามการพิมพ์. ๗. สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน). ม.ป.ป. ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ (Online). https://www.sacict.or.th/th/listitem/10223 , สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔.๘. อรุณวรรณ ตั้งจันทร, เกษร ธิตะจารี, และ นิรัช สุดสังข์. ๒๕๕๖. “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอจากผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง จังหวัดเพชรบูรณ์.” วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ๔ (๒): ๕๕-๖๗. ๙. กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๕๘. อัคราภิรักษศิลปิน. กรุงเทพมหานคร: มปท.๑๐. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. ครูช่างทอ ผู้ได้ชื่อว่า “๔ ทหารเสือราชินี” แห่งวงการผ้าไหมไทย (Online). https://www.silpa-mag.com/culture/article_67780 , สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔.๑๑. กรมการพัฒนาชุมชน. ม.ป.ป. สืบสานอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทยดำรงไว้ในแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐอิตาลี
๑. ชื่อโครงการ การประชุมสมัยสามัญของศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา อนุรักษ์ และการบูรณปฏิสังขรณ์มรดกทางวัฒนธรรม (General Assembly of International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property : ICCROM) ครั้งที่ ๒๘
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อประชุมสมัยสามัญประจำปีตามระเบียบวาระการประชุมที่กำหนด และเลือกตั้งสมาชิกสภา ICCROM
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒๗ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
๔. สถานที่ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี
๔. หน่วยผู้จัด ศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา อนุรักษ์ และการบูรณปฏิสังขรณ์มรดกทางวัฒนธรรม(ICCROM)
๖. กิจกรรม ประชุมสมัยสามัญประจำปีตามระเบียบวาระการประชุมที่กำหนด
๗. ผู้เข้าร่วม
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศภาคีสมาชิก จำนวน ๘๙ ประเทศ ได้แก่
๑. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย
๒. สาธารณรัฐแองโกลา
๓. สาธารณรัฐอาร์เจนตินา
๔. สาธารณรัฐอาร์เมเนีย
๕. ประเทศออสเตรเลีย
๖. สาธารณรัฐออสเตรีย
๗. สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน
๘. ราชอาณาจักรบาห์เรน
๙. สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ
๑๐ ราชอาณาจักรเบลเยียม
๑๑. ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
๑๒. สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
๑๓. ประเทศบรูไนดารุสซาลาม
๑๔. สาธารณรัฐบัลแกเรีย
๑๕. สาธารณรัฐแคเมอรูน
๑๖. ประเทศแคนาดา
๑๗. สาธารณรัฐชาด
๑๘. สาธารณรัฐชิลี
๑๙. สาธารณรัฐประชาชนจีน
๒๐. สาธารณรัฐโคลอมเบีย
๒๑. สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ (ไอวอรี่โคสต์)
๒๒. สาธารณรัฐโครเอเชีย
๒๓. สาธารณรัฐไซปรัส
๒๔. สาธารณรัฐเช็ก
๒๕. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
๒๖. สาธารณรัฐโดมินิกัน
๒๗. สาธารณรัฐเอกวาดอร์
๒๘. สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์
๒๙. สาธารณรัฐเอสโตเนีย
๓๐. สาธารณรัฐฟินแลนด์
๓๑. สาธารณรัฐฝรั่งเศส
๓๒. สหพันธรัฐรัสเซีย
๓๓. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
๓๔. สาธารณรัฐกานา
๓๕. สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ)
๓๖. สาธารณรัฐกัวเตมาลา
๓๗. สาธารณรัฐเฮติ
๓๘. สาธารณรัฐอินเดีย
๓๙. สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
๔๐. สาธารณรัฐอิรัก
๔๑. ประเทศไอร์แลนด์
๔๒. รัฐอิสราเอล
๔๓. สาธารณรัฐอิตาลี
๔๔. ประเทศญี่ปุ่น
๔๕. ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน
๔๖. สาธารณรัฐเคนยา
๔๗. สาธารณรัฐลัตเวีย
๔๘. สาธารณรัฐเลบานอน
๔๙. ราชอาณาจักรเลโซโท
๕๐. สาธารณรัฐลิทัวเนีย
๕๑. ราชรัฐลักเซมเบิร์ก
๕๒. สาธารณรัฐมัลดีฟส์
๕๓. สาธารณรัฐมอลตา
๕๔. สหรัฐเม็กซิโก
๕๕. ราชรัฐโมนาโก
๕๖. ราชอาณาจักรโมร็อกโก
๕๗. สาธารณรัฐโมซัมบิก
๕๘. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์
๕๙. ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
๖๐. ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๖๑. รัฐสุลต่านโอมาน
๖๒. สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
๖๓. สาธารณรัฐปารากวัย
๖๔. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
๖๕. สาธารณรัฐโปแลนด์
๖๖. สาธารณรัฐโปรตุเกส
๖๗. รัฐกาตาร์
๖๘. สาธารณรัฐเกาหลี
๖๙. สาธารณรัฐรวันดา
๗๐. ประเทศซาอุดีอาระเบีย
๗๑. สาธารณรัฐสโลวัก
๗๒. สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
๗๓. ราชอาณาจักรสเปน
๗๔. สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
๗๕. สาธารณรัฐซูดาน
๗๖. ราชอาณาจักรสวีเดน
๗๗. สมาพันธรัฐสวิส (สวิตเซอร์แลนด์)
๗๘. ประเทศไทย
๗๙. สาธารณรัฐมาซิโดเนีย
๘๐. สาธารณรัฐตูนิเซีย
๘๑. สาธารณรัฐตุรกี
๘๒. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
๘๓. สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ
๘๔. สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย
๘๕. สหรัฐอเมริกา
๘๖. สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา
๘๗. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๘๘. สาธารณรัฐเยเมน
๘๙. สาธารณรัฐซิมบับเว
ประเทศผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
๑. นครรัฐวาติกัน
๒. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๓. ประเทศยูเครน
องค์กรเครือข่าย
๑. Academia Istropolitana Nova (AIN0VA)
๒. American University in Rome
๓. Associazione Herculaneum
๔. Centro Universitario Europeo per i Beni Culturali
๕. Commissione Nazionale Italiana Per L’UNESCO
๖. Consiglio Nazionzle delle Ricerche, Institute for the Conservation and Enhancement of Cultural Heritage
๗. Council of Europe
๘. Cultural Heritage protection Cooperation Office Asia/Pacific Cultural Center for UNESCO – Accu Nara Office
๙. Deutsches Archäologisches Institut – Abt. Rom
๑๐. European Confederation of Conservator-restorers’ Organizations - ECCO
๑๑. Herity Italy and Herity International
๑๒. International Committee for the Conservation of Mosaics (ICCM)
๑๓. Icomos Italia
๑๔. Icomos Serbia
๑๕. Italian Geographical Society
๑๖. Kunsthistorisches Institut der Universität Bonn
๑๗. La Sapienza University
๑๘. Musei Vaticani
๑๙. OECD
๒๐. Organization of World Heritage Cities
๒๑. Romualdo Del Bianco Foundation – Life Beyond Tourism
๒๒. Trust for African Rock Art (TARA)
๒๓. UNESCO
๒๔. UNESCO Regional Office for Science and Culture in Europe
๒๕. University of Montreal
๒๖. University of Nova Gorica, Economic and Techniques for the Conservation of the Architectural and Environmental Heritage
๒๗. World Association for the Protection of Tangible and Intangible Cultural Heritage in Times of Armed Conflict (Watch)
๘. สรุปสาระของกิจกรรม
การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยวาระการประชุม ๒๘ วาระ ดังนี้
ระเบียบวาระที่ ๑ การเปิดประชุมอย่างเป็นทางการ
ระเบียบวาระที่ ๒ การรับรองผู้สังเกตการณ์ (Acceptance of the Observers)
ระเบียบวาระที่ ๓ การต้อนรับประเทศสมาชิกใหม่ (Welcome to New Member States)
ระเบียบวาระที่ ๔ การเลือกตั้งประธานและรองประธาน สำหรับการประชุมสมัยสามัญของ ICCROM ครั้งที่ ๒๘ (Election of the President and three Vice- Presidents for the XXVIII Session of the General Assembly)
ระเบียบวาระที่ ๕ การเลือกตั้งคณะกรรมการในการประชุม (Election of the Committees)
ระเบียบวาระที่ ๖ การรับรองระเบียบวาระการประชุมชั่วคราว
(Adoption of the Provisional Agenda)
ระเบียบวาระที่ ๗ การมอบรางวัล ICCROM Award
ระเบียบวาระที่ ๘ ถ้อยแถลงและการแสดงความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สังเกตการณ์ใน ประเด็นทั่วไป (Statements and interventions of Delegates and Observers on general issues)
ระเบียบวาระที่ ๙ รายงานของคณะกรรมการตรวจตราสารแต่งตั้ง
(Report of the Credentials Committee)
ระเบียบวาระที่ ๑๐ รายงาน เรื่อง การค้างชำระค่าบำรุงของประเทศสมาชิก
(Report of ICCROM Member States in Arrears with Contributions)
ระเบียบวาระที่ ๑๑ รับรองรายงานการประชุมสมัยสามัญ ICCROM ครั้งที่ ๒๗ (Adoption of the Minutes of the XXVII Session of the General Assembly)
ระเบียบวาระที่ ๑๒ รายงานจากสภา ICCROM (Report of the ICCROM Council)
ระเบียบวาระที่ ๑๓ รายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้งสมาชิกสภา ICCROM
(Report of the Committee on Candidatures for the Council)
ระเบียบวาระที่ ๑๔ การนำเสนอผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ICCROM
(Presentation of Candidates for Council)
ระเบียบวาระที่ ๑๕ รายงานสถานการณ์ปัจจุบันด้านที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ ICCROM
(Report on current situation of ICCROM’s new premises)
ระเบียบวาระที่ ๑๖ การไว้อาลัย (In Memoriam)
ระเบียบวาระที่ ๑๗ รายงานโครงการดำเนินงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖
(Report on Implementation of the Programme 2012-2013)
ระเบียบวาระที่ ๑๘ ต่อเนื่องจากระเบียบวาระที่ ๑๗ และรับรองรายงานการดำเนินงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ (Item 17 continued and Adoption of the Report on Implementation of the Programme 2012-2013)
ระเบียบวาระที่ ๑๙ และ ๒๐ พิจารณาโครงการและงบประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘ (Provisional Programme and Budget 2014-2015 and Approval by the General Assembly)
ระเบียบวาระที่ ๒๑ พิจารณาร่างการแก้ไขกฎ ICCROM
(Proposed Amendments to the ICCROM Statutes)
ระเบียบวาระที่ ๒๒ การเลือกตั้งสมาชิกใหม่ของสภา ICCROM
(Election: New Members of Council)
ระเบียบวาระที่ ๒๓ และ ๒๔ ถ้อยแถลงและการแสดงความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สังเกตการณ์ (Statements of Delegates and Observers)
ระเบียบวาระที่ ๒๕ ผลการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ของสภา ICCROM
(Results of the Election: New Members of Council)
ระเบียบวาระที่ ๒๖ การเลือกตั้งผู้แทน ICCROM เป็นคณะทำงานด้านเงินสงเคราะห์ร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (Election of ICCROM representatives to the United Nations Joint Staff Pension Fund)
ระเบียบวาระที่ ๒๗ เรื่องอื่น ๆ (Other Business)
ระเบียบวาระที่ ๒๘ การรับรองรายงานการพิจารณาตามวาระต่าง ๆ ของการประชุมสมัยสามัญ ICCROM ครั้งที่ ๒๘ (Adoption of the Report Setting Forth the Decisions of the XXVIII Session of the General Assembly)
นอกจากการประชุมตามวาระการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้รับเชิญเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง ICCROM-ATHAR Regional Centre for the Protection of Cultural Heritage in the Arab States ณ Egyptian Academy in Rome ในวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดร่วมกันระหว่าง Egyptian Academy และ ICCROM การบรรยายพิเศษดังกล่าวเป็นการแนะนำให้รู้จักศูนย์ ICCROM-ATHAR Regional Centre for the Protection of Cultural Heritage in the Arab States ที่ได้ดำเนินการก่อตั้งขึ้นที่รัฐชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงกิจกรรมของศูนย์แห่งนี้ที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งนำเสนอโดย Dr. Zaki Aslan
๙. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รู้จัก ICCROM ดีขึ้น ได้รับทราบองค์ประกอบของศูนย์ ICCROM กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในความดูแลของ ICCROM ตลอดจนแนวคิดในการดูแลรักษาและอนุรักษ์โบราณสถาน และประเด็นสำคัญที่วงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกำลังให้ความสำคัญ เช่น การบริหารความเสี่ยงที่มีต่อโบราณสถานอันเกิดจากภัยธรรมชาติและภัยสงคราม การป้องกันและการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหนืออย่างรวดเร็วภายหลังจากการเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังเห็นความตั้งใจของ ICCROM ที่พยายามอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั้งประเภทที่จับต้องได้ (Tangible Heritage) และประเภทที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) โดยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมของชุมชนและเพื่อชุมชน ดังนั้น จึงควรจัดส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำงานของ ICCROM และมีประสบการณ์ในการประชุมระดับนานาชาติ
(นายสถาพร เที่ยงธรรม)
นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
.................................................
(นายศิริชัย หวังเจริญตระกูล)
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์
ผู้จัดทำรายงานการเดินทาง
สังคโลกหายไปไหน?
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เครื่องสังคโลกเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่างหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ การค้าเครื่องสังคโลกของชาวสยามก็เริ่มซบเซาลง และหายไปจากตลาดการค้าในที่สุด ทำให้การผลิตเครื่องสังคโลกพลอยหยุดชะงักไปด้วยเช่นกัน คงเหลือเพียงซากเตาเผาและชิ้นส่วนเครื่องสังคโลกแบบต่าง ๆ จำนวนมากที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงความเฟื่องฟูของการค้าสังคโลกในอดีต
นักวิชาการเสนอสาเหตุของการหายไปจากตลาดเครื่องถ้วยและการสิ้นสุดการผลิตเครื่อง
สังคโลกไว้หลายแนวคิด อาทิ เครื่องถ้วยของจีนกลับมามีบทบาทในตลาดการค้าอีกครั้ง การเข้ามายึดครองเมืองท่าในแถบเอเชียอาคเนย์ของชาวตะวันตกที่เน้นการค้าเครื่องถ้วยจีนและญี่ปุ่นเป็นสำคัญ การอพยพครอบครัวของพระยายุธิษเฐียร เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย (หรือเมืองสวรรคโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยา) ไปขึ้นกับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา และการศึกระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่าที่ส่งผลให้เมืองสุโขทัยและเมืองสวรรคโลกตกเป็นพื้นที่ของการทำสงคราม รวมถึงสถานการณ์ความวุ่นวายภายในกรุงศรีอยุธยาก่อนการเสียกรุง ครั้งที่ ๒ สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยร่วมที่นำไปสู่การสิ้นสุดการผลิตเครื่องสังคโลกในเวลาต่อมา
แม้ว่าการผลิตเครื่องสังคโลกในอดีตจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่เครื่องสังคโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ถือเป็นหลักฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และถูกใช้เป็นต้นแบบในการทำเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบัน โดยนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการส่งต่อภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นให้เครื่องสังคโลกยังคงมีลมหายใจอยู่ต่อไป
ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์. การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : มติชน,
2561. 296 หน้า. ภาพประกอบ. 240 บาท.
เสนอข้อมูลสถานการณ์ทางการเมืองในรัชกาลที่ 5 เหตุการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงและวังหน้า ราชสำนักฝ่ายในช่วงต้นรัชกาล พ.ศ.2411-2428 ลำดับศักดิ์พระมเหสีเทวี พระภรรยา และพระราชโอรสพระราชธิดา ราชสำนักฝ่ายใน ในสมัย 4 พระนาง ราชสำนักฝ่ายในช่วงปลายรัชกาล พ.ศ. 2428- 2453 สมเด็จพระบรมราชเทวี พระอัครมเหสี พระราชวังสวนดุสิต พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้าคุณจอมมารดาแพ เจ้าจอมก๊กออ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ นางเดียวในพระราชหฤทัย และสะใภ้ผู้ถูกเลือก
959.3057
ฉ 232 ก (ห้องหนังสือทั่วไป)
> > ไม่อยากออกจากบ้าน ! ! < <
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กันใช่มั้ยล่ะคะ ถ้าเช่นนั้นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอนำเสนอทุกท่าน เข้ามาสัมผัสกับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ในรูปแบบ "เสมือนจริง 360 องศา" รับรองว่าไม่คิดโควิค19 แน่นอนค่ะ
เพียงแค่ท่านคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์
I I I
v v v
http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/surin/index.php/th/
เพียงเท่านี้ ทุกท่านก็จะสามารถเข้ามาเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ได้ทุกห้องนิทรรศการ ไม่ว่าท่านจะกักตัว work from home อยู่ที่บ้าน หรือจะศึกษาออนไลน์อยู่ที่ใดก็ตาม แค่มีสมาร์ทโฟนและสัญญาณอินเตอร์เน็ตแรงๆ เท่านี้ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ได้แล้วค่ะ
+ + + นอกจากหน้าเว็บไซต์ของพิพิธภัฑณสถานแห่งชาติ สุรินทร์ แล้ว ยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในสังกัดกรมศิลปากร กว่าอีก 40 แห่งให้ท่านเลือกเที่ยวชมผ่านทางเว็บไซต์
http://www.virtualmuseum.finearts.go.th
หลังสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด19 บรรเทาลง และหายสิ้นไปแล้ว อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชม ' พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ' ตัวจริงเสียงจริงกันด้วยนะคะ ....ขอให้ทุกท่านปลอดภัยปราศจากโรคภัยค่ะ
เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19
กรมศิลปากร งดให้บริการหอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโบราณสถานที่มีการเก็บค่าเข้าชมทุกแห่ง
ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 25 เมษายน 2563
ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ สถานที่ที่ปิดให้บริการ คือ
1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์*
2. โบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ
3. โบราณสถานปราสาทบ้านพลวง
ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ค่ะ
*หมายเหตุ สามารถติดต่องานราชการได้ตามปกติ ตามวันเวลาทำการค่ะ งดให้บริการเฉพาะส่วนห้องจัดแสดงเท่านั้นค่ะ