...

ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 41,354 รายการ






โบราณสถานหมายเลข 1 ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 1 หรือปราสาทเมืองสิงห์เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อแบบขอม พบในระดับความลึก 2.13 เมตร จากระดับสมมติ หรือประมาณ 1.48 เมตรจากผิวดิน มีสภาพไม่สมบูรณ์ เนื่องจากถูกรบกวนจากสัตว์ในดินและอื่นๆ ไม่สามารถกำหนดอายุหรือเพศได้ ทิศทางการฝังศพ หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งของที่พบร่วมกับโครงกระดูกมีจำนวนมาก ทำให้หลุมฝังศพมีขนาดยาวมาก ประมาณ 3.20 เมตร สิ่งของที่พบในหลุมฝังศพมีทั้งภาชนะสำริด เครื่องประดับต่างๆ อาทิ กำไลสำริด กำไลเปลือกหอย ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว เครื่องมือเหล็ก แวดินเผา ภาชนะดินเผา 8 ใบ โดยวางเรียงต่อกันเป็นแนวทางด้านปลายเท้า 7 ใบ และทัพพีสำริดที่ใส่ไว้ในภาชนะดินเผาที่อยู่ปลายเท้า มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับปราสาทหิน ที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นต้น แต่ที่ปราสาทเมืองสิงห์จะมีขนาดเล็กกว่ามากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นศิลาแลง ซึ่งนํามาจากแหล่งตัดหินในท้องถิ่นมาสกัดแต่งให้มีขนาดต่าง ๆ กันแล้วจึงนํามาเรียงต่อกันขึ้นเป็นโครงสร้างการเรียงศิลาแลงของปราสาทเมืองสิงห์นี้ เพื่อใช้เป็นเพียงแกนของศาสนสถานเท่านั้น เพราะมีการฉาบปูนทับศิลาแลงอีกชั้น ก่อนที่จะปั้นลวดลายประดับตัวอาคาร โบราณสถานหมายเลข 1 ประกอบด้วย ทางเข้าปราสาท มีลักษณะเป็นชานก่อด้วยศิลาแลงยกพื้นเป็นรูปกากบาท ตัวชานทําเป็นฐานเขียงลดชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานบัวคว่ำ มีหน้ากระดานเป็นลายลูกฟัก ส่วนบนเป็นหน้ากระดานเรียบ ปลายทางเข้าปราสาทด้าน ทิศตะวันตกติดกับประตูของกําแพงแก้วหรือกําแพงชั้นนอก ส่วนปลายทางเข้าปราสาทด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศใต้ ทําเป็นบันไดทางข้ึนกําแพงแก้ว ก่อสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยส่วนฐานของกําแพงก่อกว้างออกจากตัวกําแพงประมาณ 2.40 เมตร ปัจจุบันกําแพงส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมดแล้ว แต่ยังคงเหลือแนวกําแพงที่สมบูรณ์เพียง บางส่วนตรงกลางของกําแพงแก้วด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกทําเป็นของประตูทางเข้า ลานหน้าปราสาท เมื่อพ้นจากกําแพงแก้วแล้วเป็นลานยกระดับที่ก่อด้วยศิลาแลงคล้ายกับเป็นลานทางเดินท่ีประกอบด้วยแนวทางเดิน 3 แนว ท่ีเชื่อมต่อกันและตัดกันเป็นรูปกากบาท แนวทางเดินดังกล่าวมีรอยของแอ่งน้ําตื้น ๆ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรสที่ลึกเพียงครึ่งฟุต คั่นอยู่ระหว่างแนวทางเดินจํานวน 4 แอ่ง เช่ือว่าในสมัยก่อนคงมีน้ําขังอยู่บริเวณรอบ ๆ แอ่งน้ํามีหลุมสี่เหลี่ยมประมาณ 35 หลุมเรียงกันเป็นระยะๆ สันนิษฐานว่าคงจะเป็นหลุมเสาที่รองรับหลังคา ปัจจุบันหลังคาสูญหายไปตามกาลเวลา ไม่มีร่องรอยปรากฏให้เห็น ระเบียงคดและซุ้มประตู ระเบียงคดหรือกําแพงชั้นใน มีลักษณะเป็นห้องคล้ายทางเดินล้อมรอบปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ไม่สามารถเดินทะลุถึงกันได้ เพราะบางช่วงมีผนังหินกั้นไว้ ระเบียงคด ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก มีความยาวประมาณ 36.40 เมตร ส่วนทางทิศเหนือและทิศใต้ มีความยาวประมาณ 42.50 เมตร โดยมีหลังคาคลุมในลักษณะที่เรียงซ้อนเหลี่ยมกันคล้ายกับประทุนเรือและมีบราลี ที่สลักเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายดอกบัวตูมประดับที่สันหลังคา ปัจจุบันมีให้เห็นเพียงบางส่วน ตรงกลางของระเบียงคดทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประตูหรือโคปุระที่มีลักษณะเดียวกัน คือ มีมุขยื่นด้านในและด้านนอก ด้านข้างทําเป็นปีกออกไปเชื่อมกับระเบียงคด ภายในมีลักษณะเป็นรูปกากบาท ลักษณะของซุ้มประตูมีลักษณะคล้ายเรือนธาตุของปรางค์และส่วนยอดนั้นจะมีบัวกลุ่มต่อกับยอดบนสุด ในลักษณะแฉกคล้ายกลีบ มะเฟือง ซุ้มประตูที่สมบูรณ์ที่สุดเหลือเพียงซุ้มเดียวคือซุ้มประตูด้านทิศตะวันตก ด้านทิศตะวันออกเหลือเพียงส่วนยอดด้านหน้า ด้านเดียว ส่วนซุ้มประตูทางทิศเหนือและทิศใต้ ได้พังทลายเหลือเพียงฐานเท่านั้น นอกจากนี้ที่มุมของระเบียงคด ทั้ง 4 ทิศ มีซุ้มประจําทิศลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 4.50 เมตร มีหลังคาเป็นแบบจัตุรมุขคือ หลังคาเป็นหน้าจั่ว 4 ด้าน โดยอยู่ด้านนอก 2 ด้านและด้านในอีก 2 ด้าน และมียอดเหมือนกับ ซุ้มประตูแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ผนังด้านนอกทําเป็นประตูหลอก ถัดจากระเบียงคดเป็นปรางค์หรือปรางค์ประธานและลานหน้าปราสาท ที่มุมทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ปรางค์ประธานมีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ยาว ประมาณ 6.50 เมตร กว้างประมาณ 5.50 เมตร เรียกว่า บรรณาลัย สันนิษฐานว่าคงเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา อาคารนี้มีช่องประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันตกเพียงด้านเดียว ผนังด้านทิศตะวันออกทําเป็นประตูหลอกไว้ ส่วนผนังทางทิศเหนือและทิศใต้ ทําเป็นหน้าต่างเล็ก ๆ ไว้ทั้ง 2 ด้าน ส่วนบนของหลังคาอาคารพังทลายหมดแล้ว พบเพียงบางส่วนทางทิศตะวันออก ที่มีการถากศิลาแลงลักษณะเป็นรูปบัวคว่ำ คาดว่า บรรณาลัยนี้อาจใช้ศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นหลังคารูปโค้ง ซึ่งอาจจะใช้ โครงสร้างที่เป็นไม้เข้ามาช่วย ปรางค์ประธานเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสที่ตั้งอยู่บนฐาน 2 ชั้น ฐานล่างเป็นฐานเขียงและฐานบนเป็นฐานบัทม์ มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4ด้านมุขด้านทิศตะวันออกมีขนาดยาวกว่าด้านอื่น มีประตูเข้าออกอยู่ท่ีมุขท้ัง 4 ด้าน ส่วนยอดแม้จะพังทลายหมดแล้ว แต่พอคาดว่าคงมีลักษณะเดียวกันกับยอดซุ้มประตูที่เหลืออยู่ ภายในองค์ปรางค์ ยกพื้นสูงส่วนผนังด้านนอกแต่งเชิงเป็นลวดลายบัวในระดับเท่ากับพื้นห้องข้างในห้องดังกล่าว ขององค์ปรางค์เรียกว่า ห้องครรภห์ รือห้องครรภคฤหะ เป็นห้องประดิษฐานรปูเคารพสําคัญที่สุดของศาสนสถานแห่งนี้ ซึ่งอาจจะเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมีเพราะได้ขุดพบในบริเวณปรางค์แห่งนี้ ภายในห้องครรภ์มีรางนํ้ามนต์หรือเรียกว่าท่อโสมสูตรที่ต่อท่อออกไปยังด้านนอกด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีบ่อรูปสี่เหลี่ยมรอง รับนํ้ามนต์อยู่บริเวณฐานรางนํ้ามนต์นี้มีไว้สําหรับรับนํ้าที่สรง จากรูปเคารพเมื่อมีการประกอบพิธีกรรม น้ําที่สรงน้ันก็จะได้ใหลออกไปภายนอกลงสู่บ่อนํ้ามนต์เพื่อให้ศาสนิกชนได้ นําไปบูชาหรือ อาจดื่มกินเพื่อความเป็นสิริมงคลเพราะห้องครรภ์ท่ีเป็นห้องประดิษฐานรูปเคารพสําคัญจะไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าไปเมื่อมีการประกอบพิธีกรรมเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่พบทับหลัง หรือเสาประดับกรอบประตู เช่นที่พบในโบราณสถานแบบขอมในสมัยเดียวกัน สันนิษฐานว่าอาจจะก่อด้วยศิลาแลง ทั้งหมดแล้วประดับลายปูนปั้นแต่นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า ทับหลังเหนือกรอบประตูปราสาทแห่งนี้ คงจะเป็นไม้จึงผุพังไปหมดแล้ว ด้านหลังของปรางค์ประธานเป็น ซุ้มประตูและระเบียงคดทางทิศตะวันตก ที่มีภาพสมบูรณ์ ถัดออกไปจากระเบียงคดเป็นกําแพงแก้วและชานที่ปูด้วยศิลาแลงเป็นรูปกากบาทเช่นเดียวกับชานด้านหน้าด้านทิศตะวันออกโดยมีปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับซุ้มประตูของกําแพงแก้วเช่นเดียวกัน











black ribbon.