เครื่องถมปัด
เครื่องถมปัดเป็นภาชนะโลหะประเภทหนึ่ง ใช้เทคนิคเคลือบผิวภาชนะทองแดงด้วยน้ำยาเคลือบที่ผสมจากลูกปัดแก้วสีต่างๆ ที่นำมาบดจนละเอียดเป็นผง จากนั้นช่างจะทำการเขียนลวดลายและนำไปเผาไฟจนผงแก้วหลอมละลายกลายเป็นเนื้อแก้วเคลือบติดแน่นอยู่บนผิวโลหะอย่างเงางามและมีสีสันสดใส กระบวนการผลิตเครื่องถมปัดเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เครื่องลงยาระบายสี ใช้วิธีการ "วาดสีผงแก้ว" ลงบนผิวโลหะโดยตรงเหมือนงานจิตรกรรม
ที่มาของคำว่า “ถมปัด” จึงเป็นการประสมคำระหว่างคำว่า "ถม" หมายถึง การเติมหรือเคลือบให้เต็มร่อง และคำว่า "ปัด" ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าย่อมาจากคำว่า "ลูกปัด" ตามวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ทำน้ำยาลงยานั่นเอง สันนิษฐานว่าเครื่องถมปัดมีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรป ก่อนที่พ่อค้าและบาทหลวงชาวตะวันตกจะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเผยแพร่ในจีนช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ช่างชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งจึงได้นำมาพัฒนาและผสมผสานกับลวดลายแบบเอเชียจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ราชสำนักไทยได้สั่งทำเครื่องถมปัดนี้มาจากเมืองจีนโดยเฉพาะ เพื่อนำมาใช้เป็น "เครื่องยศประกอบสมณศักดิ์" ของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ โดยช่างไทยจะกำหนดรูปแบบภาชนะและส่งลวดลายไทย เช่น ลายเทพนม ลายก้านต่อดอกใบเทศ ไปให้ช่างจีนผลิตให้ ก่อนที่ช่างไทยจะเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถทำขึ้นเองได้ในภายหลัง
เครื่องถมปัดถือเป็น "เครื่องยศ" สำคัญที่พระมหากษัตริย์จะพระราชทานให้แก่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระราชาคณะ สมเด็จพระราชาคณะ ร่วมกับพัดยศ สิ่งของที่ทำมักเป็นเครื่องใช้ในวิถีสงฆ์ เช่น กาน้ำชา พานพระศรี กระโถน ฝาบาตร และกลศ สาเหตุที่เครื่องยศของพระสงฆ์ต้องทำด้วยเทคนิคถมปัดบนทองแดง แทนที่จะใช้ "เครื่องถมเงิน" หรือ "เครื่องถมทอง" แบบขุนนาง เป็นเพราะตามพระธรรมวินัย พระสงฆ์ไม่สามารถจับต้องสิ่งของที่เป็นเงินหรือทองคำแท้ได้ ถือเป็นอนามาสหรือสิ่งต้องห้าม ซึ่งทำให้ต้องอาบัติ ช่างศิลป์จึงเลี่ยงมาใช้โลหะฐานเป็นทองแดงหรือทองเหลือง แล้วถมเคลือบปิดผิวด้วยผงแก้วสีแทน แม้เครื่องถมปัดจะมีการทำสีพื้นหลายสี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน หรือสีดำ แต่ เครื่องถมปัดสีพื้นเหลือง จะถือเป็นเครื่องยศชั้นพิเศษและมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากสีเหลืองเป็นสีที่สอดคล้องกับผ้ากาสาวพัสตร์ของสงฆ์ และยังเป็นสีตัวแทนของพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานอีกด้วย
จำนวนผู้เข้าชม 22 คน