ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,068 รายการ
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากรขอแนะนำน่าอ่าน หนังสือ “มหาเวสสันดรชาดก คาถาพัน และ นิบาตชาดก” ฉบับสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2566 เป็นหนังสือที่นำเสนอเรื่องมหาเวสสันดรชาดก นิทานชาดกที่ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันตรโพธิสัตว์ อันเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยหลายเรื่อง ประกอบด้วย คาถาพัน คือเวสสันตรชาดกในมหานิบาตชาดกที่แต่งเป็นคาถาหรือร้อยกรองภาษาบาลีในพระไตรปิฎก (ตรวจสอบจากฉบับกรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่พุทธศักราช 2514) และ นิบาตชาดก คืออรรถกถาเวสสันตรชาดกที่พระภิกษุและคฤหัสถ์ผู้รู้ภาษาบาลีแปลและเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วภาษาไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรวจสอบจากหนังสือ “นิบาตชาดก เล่ม 22 เวสสันตรชาดก ในมหานิบาต” ฉบับพุทธศักราช 2474 พร้อมทั้งนำพระบรมราชาธิบายเรื่องนิบาตชาดก พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มารวมพิมพ์ไว้ด้วย หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจเรื่องชาดกและวรรณคดีพุทธศาสนาต่อไป
จำหน่ายราคาเล่ม 400 บาท ผู้สนใจสามารถซื้อได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) หรือสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ https://bookshop.finearts.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร (ในวันและเวลาราชการ)
*(ออกแบบภาพประกอบ ณภัทร เตชพาหพงษ์)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๕๕ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการกรมศิลปากร และประชาชน เฝ้า ฯ รับเสด็จ
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กราบบังคมทูลรายงานการบูรณะพระพุทธสิหิงค์ เจ้าพนักงานพระราชพิธีอัญเชิญพระรัศมีทองคำประดับเพชร เข้าถวาย ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมพระรัศมีทองคำประดับเพชร จากนั้นพระราชทานพระรัศมีทองคำประดับเพชรแก่อธิบดีกรมศิลปากรอัญเชิญไปสวมถวายพระเศียรพระพุทธสิหิงค์ภายในพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ แล้วจึงเสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะพระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์ ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความเคารพสักการะมาอย่างยาวนาน ด้วยพุทธลักษณะอันงดงามตามแบบศิลปะล้านนา พุทธศักราช ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พระพุทธสิหิงค์ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าองค์พระพุทธสิหิงค์มีความเสื่อมสภาพหลายประการ และพบหลักฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากของแท้ดั้งเดิม นับแต่พระรัศมี ยอดฉัตร ระย้าที่ห้อยระบายฉัตร กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการบูรณะพระพุทธสิหิงค์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ยึดหลักการรักษาคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมให้มากที่สุด เพื่อธํารงรักษางานพุทธศิลป์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับจารีตประเพณี และดำเนินการหล่อพระรัศมีพระพุทธสิหิงค์ ด้วยทองคำลงยาประดับเพชรตามหลักฐานเดิม สันนิษฐานจากภาพถ่ายเก่าและรูปลักษณะพระรัศมีปัจจุบัน เปรียบเทียบกับพระรัศมีของพระพุทธสิหังคปฏิมากร พระประธานในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำลองจากพระพุทธสิหิงค์ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ โดยประดับเพชรเม็ดใหญ่ที่ใจกลางของเปลวรัศมี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวม ๒ เม็ด และที่ใจกลางกลีบบัวฐานพระรัศมี ๘ เม็ด ในการนี้มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธามีส่วนร่วมบริจาคทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ เพื่อนำมาหล่อพระรัศมีทองคำถวายแด่พระพุทธสิหิงค์ด้วย
หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์กลางของศาสนสถานภายในวัดพระมหาธาตุ ประกอบด้วย พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่หนึ่งองค์ที่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง เจดีย์ทิศ 4 องค์ที่มุมของฐาน และเจดีย์ราย 120 องค์ล้อมรอบฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวนสามชั้น พระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่บนพื้นทรายที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 5.25 เมตร
พระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์ประธานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 29.20 เมตร สูง 5 เมตร ฐานทรงกลมขององค์ระฆังสูง 3.10 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 21.98 เมตร ส่วนองค์ระฆังเองสูง 9.80 เมตร บัลลังก์ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ระหว่างองค์ระฆังและปล้องไฉนมีความสูง 5.30 เมตร และปล้องไฉนสูง 20.7 เมตร ส่วนปลียอดที่ประดับอย่างวิจิตรด้วย แผ่นทองคำแท้และอัญมณีมีความสูง 12.09 เมตร เจดีย์ทิศสี่องค์อยู่ที่มุมซึ่งมีรูปทรงแบบเดียวกับเจดีย์ประธาน ส่วนบนขององค์ระฆังใกล้กับบัลลังก์มีเสาทำด้วยหินแกรนิตหลายต้นตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ปรากฏในเจดีย์ประธานของศาสนสถานอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสาเหล่านี้อาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่เก่ากว่า เช่น กรอบประตูและเสาของเทวาลัยฮินดูเก่าแก่ในพื้นที่วัดพระมหาธาตุ เนื่องจากส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินแกรนิตเหล่านี้พบได้บ่อยในเทวาลัยฮินดู แต่ไม่เป็นที่นิยมในอารามพุทธศาสนาบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย หินแกรนิตเหล่านี้บางส่วนมีการกระจุกตัวอยู่บนเนิน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของวิหารพระพุทธบาทหลังใหม่ทางตอนเหนือของวัดพระมหาธาตุ
พระบรมธาตุเจดีย์สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียและอินโดนีเซีย (ชวา ภาคกลาง) การออกแบบแผนผังของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่นี้ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อแสดงถึงแผนผังมณฑลสามมิติ (แผนผังจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์) โดยมีชั้นแนวนอนสามชั้นเป็นสี่เหลี่ยมที่ประกอบไปด้วยเจดีย์รายล้อมรอบฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของพระบรมธาตุเจดีย์ มีสัดส่วนโดยประมาณดังนี้ เจดีย์ชั้นในสุดมีความสูง 9.98 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 3.75 เมตร เจดีย์ชั้นกลางมีความสูง 7.95 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 2.95 เมตร ส่วนเจดีย์ชั้นนอกสุดมีความสูง 7 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 2.25 เมตร ความสูงของเจดีย์ราย เหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงจากชั้นในสุดไปยังชั้นนอกสุด ตัวเจดีย์จัดเรียงอย่างสมมาตรและเป็นระเบียบตามแนวรัศมีที่แผ่ออกจากเจดีย์ประธาน ทำให้เกิดรูปลักษณ์ของการขึ้นสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นอย่างอัศจรรย์ ค่าอายุทางวิทยาศาสตร์จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของพระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์รายบ่งชี้ว่าโบราณสถานเหล่านี้น่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 กรมศิลปากรได้ขุดค้นที่ฐานสี่เหลี่ยมของมหาเจดีย์และพบแถวอิฐขนาดใหญ่ที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ บางก้อนมีขนาดกว้างถึง 28 ยาว 40 และหนา 10 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับอิฐในแหล่งโบราณสถานยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวอย่างอิฐจากแถวอิฐที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบจากหลุมทดสอบที่ฐานของมหาเจดีย์ถูกเก็บรวบรวมเพื่อนำไปหาค่าอายุด้วยวิธีเรืองแสง ความร้อน (Thermoluminescence (TL)) และ Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ที่ห้องปฏิบัติการหลายแห่ง ผลการหาค่าส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกันเป็นอย่างดี โดยค่าจาก TL ส่วนใหญ่ ได้แก่ พ.ศ. 1307 - 1441, 1323 - 1435, 1331 - 1461, 1365 - 1473 และ 1379 – 1485 ในขณะที่ค่าจาก AMS คือ พ.ศ. 1393 - 1453 ปีเหล่านี้สอดคล้องกับผลการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของเจดีย์ราย ค่าอายุจาก TL ทั้งหมด ได้แก่ พ.ศ. 1421 - 1523 และ 1382 - 1508 และค่าอายุจาก AMS ได้แก่ พ.ศ. 1318 - 1333 และ 1343 - 1523 (Ueasaman 2022: 211 - 218) ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์รายสร้างขึ้นพร้อมกันตาม ผังมณฑล ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15
ผังมณฑลนี้ใช้ในสถาปัตยกรรมฮินดูและบ่อยครั้งใช้ในการจัดวางสถาปัตยกรรมพุทธศาสนามหายาน ตัวอย่างที่เด่นชัดคือแผนผังวัดพุทธศาสนามหายานในชวาภาคกลาง (อินโดนีเซีย) อายุราว พุทธศตวรรษที่ 13 - 14 เช่น บุโรพุทโธ วัดเซวู และวัดเพลาสัน รวมถึงโบราณสถานเขาคลังนอก (เมืองโบราณศรีเทพ ภาคกลางตอนบนของไทย) ซึ่งมีเทวาลัยฮินดูเพียงไม่กี่แห่งที่ใช้ผังมณฑลนี้ เช่น วัดปรัมบานัน (ชวาภาคกลาง) ในพุทธศตวรรษที่ 14 และพนมบาแค็ง (เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 เห็นได้ชัดว่าผังมณฑลนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดในชวาภาคกลาง วัดทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ข้อเท็จจริงนี้ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดพระมหาธาตุซึ่งยังคงมีการใช้งานเป็นตัวอย่างที่มีอายุยืนยาวที่สุดของผังในลักษณะมณฑลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร
ความเชื่อมโยงระหว่างชวากลางและนครศรีธรรมราชยังได้ปรากฎหลักฐานสำคัญคือจารึกหมายเลข 23 หรือที่เรียกว่าจารึกลิกอร์ พบที่วัดเสมามืองอยู่ห่างจากวัดพระมหาธาตุเพียง 1.50 กิโลเมตร จารึกนี้เขียนเป็นภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะที่ได้รับการดัดแปลงแล้ว ด้านบีของจารึกที่เรียกว่า ลิกอร์ บี (Ligor B) กล่าวถึงกษัตริย์ที่อาจชื่อวิษณุแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์จากชวากลาง และตามที่เฮอร์มันน์ คุลเค (2559) ได้เสนอไว้ จากรูปแบบตัวอักษรอาจมีอายุช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14 ในขณะที่ด้านเอ หรือลิกอร์ เอ (Ligor A) มีการระบุ พ.ศ. 1318 และกล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีวิชัย อาณาจักรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร ซึ่งมีเครือข่ายการค้าและพุทธศาสนามหายานอย่างกว้างขวาง พระบรมธาตุเจดีย์ของวัดพระมหาธาตุมีฐานสี่เหลี่ยมสูงพร้อมบันไดหนึ่งทางตั้งอยู่ทางทิศเหนือ บนฐานสูงนี้มีพระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีเจดีย์ทิศ 4 องค์ในรูปแบบเดียวกับพระบรมธาตุเจดีย์ที่มุมทั้งสี่ จัดเรียงเป็นแผนผังแบบห้าองค์ (quincunx) อันศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับเจดีย์หมายเลข 3 ที่นาลันทาในอินเดีย องค์ระฆังของพระบรมธาตุมีรูปทรงกระบอกหนา แตกต่างจากองค์ระฆังของเจดีย์ศรีลังกา และปยู (ในเมียนมา) แต่คล้ายกับศิลปะปาละในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เจดีย์ที่นาลันทา ในพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งมีอิทธิพลต่อรูปแบบเจดีย์ที่บุโรพุทโธ และวัดเซวู อย่างไรก็ตาม พระบรมธาตุเจดีย์มีองค์ระฆังขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเจดีย์แบบนี้ทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังคงใช้งานอยู่ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญระดับสากลของแหล่งมรดกแห่งนี้ องค์ระฆังทรงกระบอกของพระบรมธาตุเจดีย์ยังเป็นแบบอย่างให้วัดอื่น ๆ ในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น วัดเขียนบางแก้ว วัดพะโคะ และวัดพระบรมธาตุสวี ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -18 บัลลังก์ของพระบรมธาตุเจดีย์น่าจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นแบบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของศรีลังกา เช่นเดียวกับเจดีย์ที่โปลนนารุวะ ภาพแบบจำลองพื้นผิวดิจิทัล (DSM) ที่ถ่ายด้วยโดรนโดยใช้เทคนิคการถ่ายภาพเชิงภูมิศาสตร์ยิ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้ จากภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่าบัลลังก์ระหว่างองค์ระฆังและและปล้องไฉนนั้นเอนออกและไม่ตรงกับฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสของพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้อาจไม่ได้รับการสร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน บัลลังก์ดั้งเดิมแบบปาละ ซึ่งโดยปกติจะมีขนาดเล็กและย่อมุม ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 อาจถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่แบบศรีลังกาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 และในช่วงเวลาต่อมา ฐานนี้ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเครื่องเคลือบดินเผาจากจีน ซึ่งแสดงถึงเครือข่ายการค้าทางทะเลที่กว้างขวางของนครศรีธรรมราช
ส่วนซุ้มวงโค้งที่ครอบประติมากรรมช้างที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์แบบศรีลังกา น่าจะถูกเพิ่มเข้ามาราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ว่าซุ้มเหล่านี้อาจเป็นลักษณะดั้งเดิมตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 โดยตัวอย่างที่โดดเด่นของรูปปั้นช้างรอบฐานเจดีย์ในศรีลังกา ได้แก่ เจดีย์รุวันเวลิเสยะในเมืองอนุราธปุระ ซึ่งได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ. 1696 - 1729) แห่งอาณาจักรโปลนนารุวะ
การบูรณะครั้งใหญ่ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะนี้ตรงกับการกำหนดอายุแบบ TL จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐาน (ข้างซุ้มช้าง) ของพระบรมธาตุ ชั้นของอิฐจำนวนมากได้รับการกำหนดอายุแบบ TL ได้แก่ พ.ศ. 1558 - 1662, 1571 - 1663, 1566 - 1668, 1055 - 1598, 1614 - 1706, 1627 - 1721 และ 1780 - 1848 (ช่วงปีสุดท้ายนี้มาจากชั้นอิฐชั้นบนสุดในการขุดค้น) นอกจากนี้ ยังพบอิฐที่แตกหักอยู่บนชั้นอิฐที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบในการขุดค้น ซึ่งกำหนดอายุแบบ TL ได้แก่ พ.ศ. 1988 - 2046, 2001 - 2047 และ 2002 - 2048 ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีการบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์และทางเดินเวียนรอบฐานครั้งใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 พุทธศตวรรษที่ 18 และครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 18 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาคารที่ยังคงใช้งานอยู่แห่งนี้ได้รับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ไว้อย่างดีตลอดยุคสมัยต่าง ๆ
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบมอญยังมีอิทธิพลต่อรูปแบบของพระบรมธาตุเจดีย์ในราว พุทธศตวรรษที่ 20 - 22 เช่น การตกแต่งปลียอดด้วยทองคำแท้ซึ่งไม่พบในศรีลังกา พงศาวดารท้องถิ่นของนครศรีธรรมราชยังกล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกที่เป็นอัครศาสนูปถัมภกของพุทธศาสนาเถรวาทผู้มาจากหงสาวดี เมืองหลวงของมอญโบราณในเมียนมาตอนใต้ เจดีย์ในย่างกุ้งที่มีชื่อเสียงซึ่งได้รับอิทธิพลจากมอญ มีปลียอดตกแต่งด้วยทองคำ ได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง ซึ่งรูปแบบในปัจจุบันสามารถสืบย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 20
ปลียอดของพระบรมธาตุได้รับการประดับตกแต่งเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสมัยอยุธยาด้วยทองคำและอัญมณีต่าง ๆ ในช่วงเวลาหลายปี เช่น พ.ศ. 2155, 2192, 2213, 2229, 2230, 2231, 2235, 2242 และ 2277 หลังจากนั้น โดยเฉพาะในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์มีการบูรณะปลียอดขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ด้วยทองคำและเครื่องประดับมีค่า เช่น แหวน ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาอย่างลึกซึ้งของประชาชนที่มีต่อพระบรมธาตุเจดีย์นั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ และยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน แผ่นทองคำทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 197.45 กิโลกรัม ทองคำและของมีค่าสำหรับการนี้ได้รับการบริจาคจาก ผู้มีจิตศรัทธาหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไป เชื้อพระวงศ์ และเหล่าข้าราชการ โดยแผ่นทองคำแต่ละแผ่นจะสลักเป็นภาษาไทย ซึ่งมักประกอบด้วยชื่อและที่อยู่ของผู้บริจาค วันที่บริจาค น้ำหนักของทองคำ และความปรารถนาสูงสุดของผู้บริจาค โดยทั่วไป ความปรารถนาที่สลักไว้ได้แก่การบรรลุสมบัติสูงสุด 3 ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ รวมทั้งความปรารถนาที่จะได้พบ พระศรีอริยเมตไตรย แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ปลียอดทองคำนี้ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์มีลักษณะที่ยิ่งใหญ่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนทำให้เป็นหนึ่งในเจดีย์ที่ยังคงมีการใช้งานที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของวัดพระมหาธาตุ หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางทาง จิตวิญญาณของประเพณีที่มีชีวิตอันหลากหลายและฝังรากลึก โดยเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่น ศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา ผสานกันอย่างลงตัว ประเพณีที่มีชีวิตซึ่งมีความสำคัญในระดับสากล ได้แก่ ประเพณีสารทเดือนสิบ พิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ การแสดงโนรา และการสวดพระนิพพานโสตรหรือตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชที่วัดพระมหาธาตุ
องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
เรื่อง ปราสาทบ้านเบ็ญ อำเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
"#รากษสเทวี" นางสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙
.
ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ #ประกาศสงกรานต์ ๒๕๖๙ ความว่า
ปีมะเมีย (เทวดาผู้หญิง ธาตุไฟ) อัฐศก จุลศักราช ๑๓๘๘ ทางจันทรคติ เป็น อธิกมาส ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน
.
วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติ ตรงกับวันอังคาร แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๔ นาที ๓๕ วินาที
.
นางสงกรานต์ ทรงนามว่า "รากษสเทวี" (ราก-สะ-สะ-เท-วี / ราก-สด-เท-วี) ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จยืนมาเหนือหลังวราหะเป็นพาหนะ
.
วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๐ นาที ๑๒ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๘๘
ปีนี้ วันจันทร์ เป็น ธงชัย, วันเสาร์ เป็น อธิบดี, วันอาทิตย์ เป็น อุบาทว์, วันจันทร์ เป็น โลกาวินาศ
.
ปีนี้ วันพฤหัสบดี เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๕๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๐๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๕๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๐๐ ห่า นาคให้น้ำ ๓ ตัว
.
เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วง เเละแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง
เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราสีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย
เกณฑ์โดยรวม จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ในบางพื้นที่ ประชาชนควรเตรียมการด้านสุขภาพและการเกษตรให้ดี
.
ที่มา: ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
.
จัดทำโดย
นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย
บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
#NLTKORAT #สงกรานต์ #สงกรานต์2569 #นางสงกรานต์ #นางสงกรานต์2569
โครงการเปิดโลกสร้างสรรค์ พิพิธภัณฑ์เพื่อคุณ (Museum for you)
ผู้แต่ง : ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่ ปีที่พิมพ์ : 2539 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ. เชียงใหม่มีอายุยืนยาวนานมาถึง 700 ปี ในปีพ.ศ. 2539 เป็นปีที่มีความหมายสำหรับชาวเชียงใหม่ ที่มีความสำคัญสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง โดยเฉพาะเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามหลายสิ่งหลายประการที่ได้นิยมนับถือปละปฏิบัติสืบสานกันต่อมา ในด้านวัฒนธรรมประเพณีท่านที่มีความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ พระสงฆ์องค์เจ้า ได้รวบรวมจัดทำคู่มือเป็นหนังสือรูปเล่มอยู่จำนวนไม่น้อย ที่จะได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเป็นแบบปฏิบัติในด้านประเพณีต่างๆ ของบ้านเมืองไว้เป็นมรดกตกทอดสืบสานต่อไปยังลูกหลาน ในวาระที่บ้านเมืองมีอายุได้ถึง 700 ปีในครั้งนี้ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่จึงได้รวบรวมเรียบเรียงประเพณีที่ดีงามต่างๆ ของท้องถิ่น และยังมีความจำเป็นสำหรับวิถีชีวิตประจำวันขึ้นในเวลาที่เป็นมงคล
โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทิศตะวันออก
ชื่อโบราณสถาน วัดตระพังช้าง
ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองบริเวณห่างจากมุมกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก เฉียงเหนือประมาณ ๓๐๐ เมตร และฝั่งตะวันออกของห้วยแม่ลำพันบริเวณที่เป็นคันดินยกพื้นสูง ที่เรียกว่าคันน้ำอ่างเก็บน้ำโบราณหมาย เลข ๒ ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๕๙ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย -
ลักษณะและสภาพ เป็นเนินโบราณสถาน ไม่ทราบรูปร่าง มีแนวก่ออิฐและร่องรอยของชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคา เนินโบราณสถานแห่งนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๐ เมตร ทางทิศตะวันออกของโบราณสถาน มีสระน้ำใหญ่ขนาดกว้าง ๕๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร อยู่ เรียกว่า ตะพังช้าง เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานกลุ่มนี้
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่ง พ.ศ.2556
ชื่อโบราณสถาน วัดโบสถ์
ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันออก โดยอยู่ห่างจากมุมกำแพงเมืองด้าน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร และอยู่ในเขต อ่างเก็บน้ำโบราณหมายเลข ๒ ใกล้กับคันดินกั้นน้ำ บริเวณมุมอ่างเก็บน้ำด้านทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ในเขตตำบลเมืองนา อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๓ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย -
ลักษณะและสภาพ เป็นเนินโบราณสถานที่อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำโบราณ โดยมีร่องรอยแนวศิลาแลงเป็นผนังกั้นดินอยู่โดยรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพื้นที่กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร บนเนินดินเป็นซากโบรานสถานยังไม่ได้ขุดแต่งและบูรณะ มีร่องร่อยของการเรียงอิฐ และเสาศิลาแลงกลม ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นอุโบสถกลางน้ำ ตามชื่อที่เรียก
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ยังไม่ได้มีการขุดแต่งและบูรณะ
ชื่อโบราณสถาน วัดปากท่อ
ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองเก่าสุโขทัยด้านทิศตะวันออก โดยห่างจากมุมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ออกมาทางทิศตะวันออกประมาณ ๑.๖ กิโลเมตร และอยู่ติดกับมุมด้านนอกของอ่างเก็บน้ำโบราณหมายเลข ๒ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยห่างประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๒๘ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๓ ลิปดา ๑ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย -
ลักษณะและสภาพ เป็นเนินโบราณสถาน ไม่ทราบรูปร่าง มีร่องรอยของแนวอิฐและเสาศิลาแลงกลมปรากฏอยู่ เส้นผ่าศูนย์กลางของโบราณสถานนี้ประมาณ ๒๗ เมตร โบราณสถานนี้มีร่องรอยของคูน้ำล้อมรอบบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร คูน้ำตื้นเขินไปมากแล้ว ขนาดความกว้างของคูประมาณ ๗-๘ เมตร
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ขุดแต่ง พ.ศ.2556
ชื่อโบราณสถาน วัดอีฝ้าย
ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก โดยอยู่ห่างจากประตูกำแพงหักไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๖๐๐ เมตร และอยู่ห่างจากวัดหญ้ากร่อนไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๕๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๓ ลิปดา ๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย -
ลักษณะและสภาพ เป็นเนินโบราณสถานมีแนวเรียงอิฐและเสาศิลาแลงกลม ไม่ทราบรูปร่างแน่ชัด มีขนาดของเนินดินกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๕ เมตร
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่ง พ.ศ. 2555
ชื่อโบราณสถาน วัดหญ้ากร่อน
ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก โดยอยู่ห่างจากประตูกำแพงหักไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๔๐๐ เมตร และอยู่ห่างจากห้วยแม่ลำพันไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๕๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๓ ลิปดา ๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย สุโขทัย
ลักษณะและสภาพ เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่โดยรอบเนินที่ตั้งมีคูน้ำล้อมรอบอยู่ทั้ง ๔ ด้าน กลุ่มโบราณสถานวัดหญ้ากร่อนนี้ประกอบด้วย โบราณสถานดังต่อไปนี้
๑. ฐานวิหาร ๕ ห้อง ก่ออิฐ และมีเสาทำด้วยศิลาแลงกลม ขนาดกว้างประมาณ ๘ เมตร ยาว ๑๘ เมตร ตั้งอยู่กลางเนิน
๒. ฐานเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ขนาด ๑๒ x ๑๒ เมตร ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ด้านหลัง หรือทิศตะวันตกของวิหาร
๓. ฐานเจดีย์รายก่ออิฐ จำนวน ๔ องค์ ตั้งอยู่เรียงรายทั่วไป
๔. ฐานวิหารเล็กก่ออิฐ เสาทำด้วยศิลาแลง ขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๕ เมตร ตั้งอยู่ระหว่างกลางของวิหาร ๕ ห้อง กับเจดีย์ประธานทรงกลม
๕. ฐานศาลาก่ออิฐ ทำด้วยศิลาแลงกลม ขนาด ๔ เมตร ยาว ๕ เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารใหญ่
๖. คูน้ำที่ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถานทั้งหมดไว้มีขนาดกว้างประมาณ ๖ เมตร ล้อมรอบพื้นที่ที่ตั้งโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๔๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๕๑๕
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรน้อมใจปลูกดอกไม้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและถวายความอาลัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ทำโครงการปลูกต้นไม้มงคลจำนวน ๒๕๐ ต้น ดาวเรือง จำนวน ๑๐,๐๐๐ ต้น และปอเทือง จำนวน ๓๐ ไร่ ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร รวมทั้งปล่อยพันธุ์ปลา ๕๐,๐๐๐ ตัวลงคูเมืองกำแพงเพชร เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ และเป็นการสนองนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่ชวนคนไทยร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลืองให้บานสะพรั่งทั่วแผ่นดินในห้วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ขณะนี้ดอกปอเทืองเริ่มออกดอกสีเหลืองมาตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ และคาดว่าจะบานสะพรั่งในช่วงวันพระราชพิธี และบานต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ส่วนดอกดาวเรืองจะเอาออกมาประดับสถานที่ในช่วงใกล้วันพระราชพิธี โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร สถานีวิจัยประมงน้ำจืดจังหวัดกำแพงเพชร ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเที่ยวชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ทุ่งปอเทืองได้ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเขตภายในกำแพงเมืองใกล้ประตูผี นอกจากจะได้ถ่ายภาพที่สวยงามกับทุ่งปอเทืองแล้ว ยังสามารถเที่ยวชมโบราณสถาน กำแพงเมือง ป้อม ประตูเมืองโบราณกำแพงเพชรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทางอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรขอความกรุณาเพียงอย่าเหยียบย่ำทำให้ต้นปอเทืองเสียหาย และช่วยกันรักษาความสะอาดพื้นที่ เพื่อถนอมให้ต้นปอเทืองสวยงาม เป็นสัญลักษณ์แห่งการถวายความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อันเปรียบประดุจ"พ่อ" ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ที่ไหนๆก็มีปอเทือง ที่ไหนๆก็มีโบราณสถาน แต่ที่นี่มีปอเทืองอยู่กับโบราณสถาน คือผลพลอยได้จากการแสดงออกถึงความรักและอาลัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ การท่องเที่ยวและการถ่ายภาพสวยงาม...แท้จริงเพื่อคลายความทุกข์โศกและเยียวยาจิตใจของพวกเราชาวไทยมิให้เศร้าโศกจนสุดทน ผลที่ได้ตามมาคือการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเตรียมฟื้นคืนผืนป่าตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ มาแล้วอย่าลืมเลยไปเที่ยวโบราณสถานสำคัญในเขตอรัญญิก และเขตวัดพระแก้ว วัดพระธาตุ กลางเมืองกำแพงเพชร มีค่าใช้จ่ายเขตละ ๒๐ บาทสำหรับคนไทย และเขตละ ๑๕๐ บาทสำหรับชาวต่างชาติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ๐๙๕-๓๐๗-๘๒๑๑ , ๐๕๕-๘๕๔-๗๓๖ , ๐๕๕-๘๕๔-๗๓๗