ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,932 รายการ

กรมศิลปากร ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอมโบราณในงาน "Mini Light & Sound Phimai: วิมายะนาฏการ" ชมการแสดงแสง สี เสียง อันวิจิตรบรรจง ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสัมผัสตำนานอันทรงคุณค่า ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 - 20.00 น. ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา        ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ หรือกดลิงก์ เพื่อแจ้งรายชื่อการเข้าชมการแสดงฯ https://eform.tourismthailand.org/public/tatkorat-15 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4421 3030, 0 4421 3666 Facebook : ททท.สำนักงานนครราชสีมา TAT Nakhonratchasima https://www.facebook.com/TATNakhonratchasima 




หอสมุดแห่งชาติขอนำเสนอรายการ “#จรดจดจาร” ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาที่น่าสนใจจากเอกสารโบราณ #หอสมุดแห่งชาติ #กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก มาถ่ายถอดเนื้อหาให้ทุกท่านได้อ่านพร้อมภาพประกอบจากเอกสารต้นฉบับที่หาดูได้ยาก โดยนำเสนอให้ท่านได้อ่านเป็นประจำทุกวันอังคาร วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ศิลาจารึกคาถาป้องกันอสนีบาต” ถ่ายถอดเนื้อหาโดย นางสาวชญานุตม์ จินดารักษ์ นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก เนื้อหามีดังนี้ ในอดีต “อสนีบาตหรือฟ้าผ่า” เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ทำลายชีวิตชาวนาชาวไร่ และเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุร้าย การสวดอ้อนวอนสิ่งศักดิ์ที่ตนนับถือให้ช่วยคุ้มครองป้องกันจึงเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ดังคาถาในจารึกนี้ มีว่า “โอมฺ ชยฺย มุนีพสุพนฺธญฺ จ ไวลปฺปา ยตฺนเมว จ องฺคตฺยปุลฺลหคฺไจว ปญฺไจเศศฺ จ นิวารณาย ตุ นามา นิลกฺษนฺเต อสุณี ปริวชฺชาเยตฺ โอมฺ ทูเร ทูเร อศฺวณี ปริวชฺชาเยตฺ” เพื่อขอให้พระศิวะจงปัดเป่าให้อสนีบาตไปตกในที่ห่างไกล ด้วยคงระลึกถึงคุณแห่งความเป็น “เทพรุทระ” ของพระองค์ที่เกี่ยวกับลมพายุฝนฟ้าคะนอง เหมือนพระอินทร์ในยุคพระเวท ที่คนจะบูชาเพื่อเลี่ยงภัยพิบัติ แต่ในยุคพระเวทก็มีคาถาสวดขอเทพแห่งฟ้าแลบฟ้าผ่าโดยตรงคือ “พระอัคนี” มีว่า “เย เทวา ทิวิษฺฐา เย ปฺฤถิวฺยำ ชาตเวโท ย อุรวนฺตริกฺเษ เย คิริษุ ปรฺวเตษฺวปฺสฺวนฺตสฺ เต เทวา อศนึ ยาวยาถ” แปลว่า ข้าแต่พระเจ้าทั้งหลาย! ผู้อยู่ในท้องฟ้า อยู่ในโลก และอยู่ในบรรยากาศอันกว้างใหญ่ ข้าแต่ชาตเวทัส (พระอัคนี)! ผู้อยู่ในภูเขา ในหิน ในน้ำ ข้าแต่พระเจ้าทั้งหลาย! ขอพระองค์จงปัดเป่าให้อสนีบาตห่างไกลด้วย บรรณานุกรม “ศิลาจารึกคาถาป้องกันอสนีบาต พล.๑ ภาษาสันสกฤต อักษรขอมสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐” จัดแสดง ณ กลุ่มหนังสือเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๘. กาญจนี ละอองศรี และคณะ. อินเดียมหัศจรรย์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยม, ๒๕๕๙ Paippalāda-saṁhitā of the Atharva-veda: Kāṇḍa 15: Sūkta 22.4. https://gretil.sub.unigoettingen.de/.../sa...



กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “ศาลาไทยในต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร” เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘   หนังสือเรื่อง “ศาลาไทยในต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร”  ได้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของศาลาไทย สถานที่ตั้ง วัตถุประสงค์ในการสร้าง ประวัติการก่อสร้าง ผู้ออกแบบ แนวความคิดในการออกแบบ แผนผัง แบบแปลน และการใช้ประโยชน์จากศาลาไทย พร้อมภาพประกอบ รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จฯ ไปทรงร่วมพิธีเปิดศาลาไทยหลายแห่ง ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ ศาลาไทยในต่างประเทศที่ออกแบบและควบคุมการดำเนินงานโดยกรมศิลปากร ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ จำนวน ๑๓ แห่ง รวม ๑๒ ประเทศ เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมไทย และกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ให้แก่ผู้สนใจ รวมทั้งยังได้จัดทำ QR codeเพื่อความสะดวกในการอ่านหนังสือได้ง่ายยิ่งขึ้น   หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์สี่สีสวยงาม จำหน่ายราคาเล่มละ ๓๐๐ บาท (ไม่รวมค่าบริการจัดส่ง) ติดต่อสั่งซื้อได้ที่กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ เขตพระนคร กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๒๒๒๒ ๐๙๓๔, ๐ ๒๒๒๒ ๓๕๖๙


โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทิศเหนือ ชื่อโบราณสถาน                              วัดตะพังป่าน   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ บริเวณประตูศาลหลวงและชิดกับกำแพง                          เมืองชั้นนอก ริมถนนพระร่วง ๒ ด้านทิศตะวันออก ในเขตตำบลเมืองเก่า                       อำเภอเมือง  จังหวัดสุโขทัย พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๒ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๔๒ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                                      -   ลักษณะและสภาพ                  เป็นกลุ่มโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีคูล้อมรอบ ในพื้นที่กว้าง                        ประมาณ ๑๕๐ เมตร ยาว ๓๕๐ เมตร กลุ่มโบราณสถานประกอบด้วย ๑.      เจดีย์ทรงลังกา ๑ องค์ ไม่มีองค์ระฆัง ขนาดฐานประมาณ ๖x๖ เมตร เป็นเจดีย์หลักของวัดที่ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหาร ๒.      ฐานวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐและเสาทำด้วยศิลาแลงกลมตั้งซ้อนกันขึ้นไป ตั้งอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางของพื้นที่ ๓.      เจดีย์รายขนาดเล็ก ๑ องค์ ๔.      สระน้ำ ๑ สระ อยู่บริเวณหน้าทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของวิหารกว้างประมาณ ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ๕.      พระอุโบสถเป็นเนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขุดแต่งและบูรณะ อยู่ทางทิศตะวันออกของวิหาร มีแนวฐานเรียงอิฐและเสาศิลาแลงกลมเห็นได้อย่างชัดเจน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อวัดตะพังป่านในเอกสารและศิลาจารึก   การดำเนินการ                      โบราณสถานส่วนใหญ่ได้รับการขุดแต่งและบูรณะแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔                                       ยกเว้นพระอุโบสถยังไม่ได้ขุดแต่งและบูรณะ   ชื่อโบราณสถาน                              วัดแม่โจน   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ติดประตูศาลหลวง และริมถนนพระร่วง                          ๒ ด้านฝั่งตะวันตก หรือริมฝั่งแม่โจน ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง                       จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๒๗ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถาน จำนวน ๒ เนินติดกัน เนินแรกอยู่ใกล้กับถนนพระ                  ร่วง ๒ ขนาดเส้นผ่านศูนย์ประมาณ ๑๕ เมตร มีลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐ              ส่วนเนินที่สองเป็นเนินก่ออิฐขนาดเล็กกว่าเนินแรกเล็กน้อย ไม่ทราบรูปร่าง                 ที่แน่นอน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและเอกสาร   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งเรียกวัดนี้ว่า โบราณสถานวัดร้าง (N.11) หลักฐานที่ได้จาก                                    การขุดแต่งทำให้ทราบว่า วัดแม่โจนเป็นวัดขนาดเล็กสร้างในสมัยสุโขทัย                                      ตอนกลาง และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยต่อๆ มา   การดำเนินการ                      ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดหนองปรือ   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือริมแม่โจนและวัดพระ                           พายหลวง ด้านทิศใต้ ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๓ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๕ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถาน ประกอบด้วย ๑.      เนินฐานวิหารก่ออิฐ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ เมตร ๒.      เนินฐานเจดีย์ก่ออิฐขนาดเล็ก ๓ องค์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ ฐานวิหาร   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งพบว่าเป็นฐานวิหารขนาดเล็ก สันนิษฐานว่าสร้างในสมัย                                       สุโขทัยตอนกลาง ในการขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ เรียกวัดนี้ว่า โบราณสถานวัด                                   ร้าง (N.1) การดำเนินการ                      ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒                                       ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘                                       ๒. ขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดเนินร่อนทอง   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ริมแม่โจนหรือบริเวณที่เรียกว่า                                       เนินร่อนทอง ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๘ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถานก่ออิฐ ไม่ทราบรูปร่างที่แน่นอน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งพบว่าวัดเนินร่อนทอง มีโบราณสถาน ๒ กลุ่ม ที่สร้างต่าง                                      ระดับกันประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ห่างกันประมาณ ๒๐ เมตร ดังนั้นใน                                       การดำเนินการขุดแต่ง จึงกำหนดชื่อเรียกเป็นโบราณสถานวัดร้าง (N.2)                                   และโบราณสถานวัดร้าง (N.3)   การดำเนินการ                      ขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดศรีชุม   ที่ตั้ง                                  อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกำแพงเมือง ห่างจากมุมกำแพงเมือง                          ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๒ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๑ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน                    โดยพื้นที่นี้กว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร และยาว ๑๕๐ เมตร โบราณสถาน          เหล่านี้ประกอบด้วยสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้ ๑.      มณฑปรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ๓๒ เมตร สูง ๑๕ เมตร ผนังหนา ๓ เมตร มีพระพุทธรูปปูนปั้นแบบมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๑.๓๐ เมตร มณฑปนี้ตรงประตูทางเข้าเจาะเป็นช่องสูง ผนังด้านซ้ายมีทางเดินเข้าไปภายในผนังและขึ้นไปได้จนถึงหลังคา บนเพดานผนังทางเข้านี้ มีภาพสลักอยู่บนหินชนวน ๕๐ กว่าภาพ ทุกภาพมีอักษรไทยสมัยสุโขทัยโบราณบรรยาย ๒.      ฐานวิหาร ๖ ห้อง ขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร มีผนังก่อด้วยอิฐเจาะช่องเป็นรูปกากบาท ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของมณฑป ๓.      วิหารอยู่ทางทิศเหนือของมณฑป ก่อด้วยอิฐขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ๔.      มณฑปขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกว้าง ยาว ด้านละ ๙.๕๐ เมตร อยู่ทางด้านหลังวิหารเล็กหรือทางทิศเหนือของมณฑปใหญ่ ๕.      เจดีย์รายจำนวน ๙ องค์ ตั้งอยู่ด้านข้างวิหารใหญ่ และมณฑปใหญ่ด้านทิศเหนือ ๖.      พระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑปใหญ่และอยู่นอกคูน้ำที่ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ ๗.      ศาลาฤๅษีอยู่นอกคูน้ำทางทิศใต้ของกลุ่มโบราณสถานใหญ่ ๘.      สระน้ำ ๓ สระ สระแรกอยู่ภายในแนวคูน้ำล้อมรอบโบราณสถานโดยอยู่ด้านทิศเหนือติดกับวิหารและมณฑปเล็ก สระที่สองอยู่ด้านนอกคูหาน้ำทางทิศใต้โดยอยู่ติดกับศาลาพระฤๅษี สระที่สามอยู่ทางทิศตะวันตกนอกคูน้ำ ๙.      คูน้ำล้อมรอบวัด มีขนาดกว้างโดยประมาณ ๖ เมตร ล้อมรอบพื้นที่ที่ตั้งโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดพื้นที่กว้าง ๑๐๐ เมตร และยาว ๑๕๐ เมตร ประวัติ                               วัดศรีชุมเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ในสมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานใน                                   ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พุทธศักราช ๑๘๓๕ กล่าวไว้ว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาทมีป่าหมากพร้าว มีป่าหมากลาง” พระอจนะ ในที่นี้คงหมายถึง พระพุทธรูปในมณฑปวัดศรีชุมนั่นเอง นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานจากศิลาจารึกวัดศรีชุมประมาณพุทธศักราช ๑๘๘๔-๑๙๑๐ ด้าน ๒ บรรทัดที่ ๓๙-๔๒ ความว่า “พระเจดีย์สูงใหญ่ รอบนั้นฉลักหินห้าร้อยชาติติรเทศงามพิจิตรนักหนาแก่กม ตุรกมล้างเอาทองตรธานสมเด็จพระมหาสามี จากแต่สีหลมา เอาฝูง…แบกอิฐแต่ต่ำขึ้นไปกระทำพระเก้าท่านคืนบริบวรณด้วยศรัทธา” นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ว่า เมื่อพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นมาปราบกบฏเมืองสวรรคโลก ในปี พ.ศ. ๒๑๒๘ นั้น ก่อนจะยกไปเมืองสวรรคโลกได้แวะพักพลที่ตำบลฤๅษีชุม เมืองสุโขทัย เข้าใจว่าคือที่วัดศรีชุมแห่งนี้นี่เอง การดำเนินการ                      ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒                                       ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘                                       ๒. ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๖                                       ๓. บูรณะมณฑปเพิ่มเติมอีกครั้ง พ.ศ. ๒๕๑๐




กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


ประกาศจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เรื่อง การป้องกันโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่




เตรียมพบกับผลงานชิ้นเอกของสมเด็จครูผู้บุกเบิกงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าแห่งกรุงสยามในนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2563เรื่อง " ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ "ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเร็วๆนี้




black ribbon.