ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,835 รายการ

  ๑.ชื่อโครงการ   โครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และ ไทย-นิวซีแลนด์ ครั้งที่ ๓ ๒. วัตถุประสงค์          ๒.๑ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและผลักดันโครงการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น          ๒.๒ เพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย         ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๖ – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ๔. สถานที่                 ๔.๑ นครโอ๊คแลนด์ และ เมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์           ๔.๒ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ๕. หน่วยงานผู้จัด            กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ๖. หน่วยงานสนับสนุน                ไม่มี ๗. กิจกรรม          ๗.๑ ข้าราชการกรมศิลปากร จำนวน ๑ คน ในคณะเดินทางไปราชการครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น ๒๑ คน เข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม โดยการแนะนำภารกิจของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และหารือแนวทางเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย          ๗.๒ คณะเดินทางได้ศึกษาดูงานสถานที่สำคัญทางการศึกษา ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย   ๘. คณะผู้แทนไทย           ๑. นางวิไลลักษณ์  เกียรติธีรรัตน์   นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ                                                 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม           ๒. คณะเดินทางจากหน่วยงานอื่นในรายละเอียดดังแนบ (รวม ๒๑ คน) ๙. สรุปสาระของกิจกรรม วันแรก (วันเสาร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)       ๑๖.๓๐ น.                              คณะพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ๑๘.๔๕ น.                              คณะออกเดินทางไปยังนครโอ๊คแลนด์ โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG491 (ระยะเวลาเดินทาง ๑๑ ชั่วโมง) วันที่สอง (วันอาทิตย์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)   ๑๐.๔๕ น.                              - คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์                                          - เดินทางไปยังโรงแรมที่พัก โรงแรม Stamford ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น.                     - รับประทานอาหารเที่ยง ๑๕.๐๐-๑๖.๓๐ น.                     - ศึกษาสถานที่สำคัญในนครโอ๊คแลนด์ ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่สาม (วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)    ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๑๐.๐๐ น.                              - เข้าพบและหารือ Auckland University of Technology (AUT)                                          - เรื่อง Faculty of Design and Creative Technologies และด้าน Applied Sciences เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับไทยในทั้ง ๒ สาขา การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา และภาคเอกชน และเรื่องการตั้ง Thai Studies Centre / Program ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - พบหารือ EDENZ College ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นการเรียนการสอน                                            ด้าน Film Academy, Technology Academy และ Digital Media Academy                                          - ไทยสามารถศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการของสถาบันเอกชน ที่ขนาดไม่ใหญ่ และมี Specialty ในด้าน Creative Industry เป็นการเฉพาะ   ๑๒.๐๐ น.                              - พบผู้บริหาร The Big Idea เว็บไซต์                                          - เว็บไซต์ www.thebigidea.nz ถือเป็นเว็บไซต์ที่เป็นชุมทาง (online hub) สำหรับกลุ่มผู้นำเสนอผลงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสาขาต่าง ๆ รวมถึง supplier ในด้านดังกล่าว ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงสมาชิก (ที่มีกว่า ๓ หมื่นคน) ให้ใช้ประโยชน์จาก Talent ของกันและกันในการนำเสนอผลงาน และจัดกิจกรรม                                          - ของทราบแนวทาง การดำเนินการผลสำเร็จในอดีต และการนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่สี่ (วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)      ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น.                  - พบหารือ Plant and Food Research เป็นบริษัทที่มีรัฐบาลนิวซีแลนด์ถือหุ้นทั้งหมด ทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ประเภท ผัก ผลไม้ พืชและอาหารโดยเน้นงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การค้าได้                                          - มีคณะมาเยือนไทยเมื่อปีที่แล้ว                                          - แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - NZ Food Innovation Network เป็นเครือข่ายด้านทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ธุรกิจทุกขนาดเพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดได้                                          - แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน ๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารเที่ยง ๑๕.๐๐ น.                              - โดยสารเครื่องบินไปยังกรุงเวลลิงตัน เที่ยวบิน NZ425 ๑๖.๐๕ น.                              - เดินทางถึงกรุงเวลลิงตัน และเข้าพักที่ โรงแรม Intercontinental ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น.                  - พบหารือ NZ File Commission                                          - แจ้งสรุปพัฒนาของฝ่ายไทยเกี่ยวกับมติ ครม. เรื่อง Film incentives                                          - แจ้งพัฒนาการเรื่องความพร้อมในการจัดทำ Film Agreement กับฝ่ายนิวซีแลนด์                                          - ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายนิวซีแลนด์ ๑๑.๐๐น.-๑๒.๐๐ น.                   - พบหารือ Massey University, Wellington Campas (School of Design)                                          - หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัยการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน                                          - ขอเชิญฝ่ายวิจัยด้านเกษตรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วยเพื่อหารือพัฒนาการความร่วมมือด้านดังกล่าวจากปีก่อน ๑๒.๓๐ น.-๑๓.๓๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ น.-๑๕.๐๐ น.                  - พบหารือกับหน่วยงาน New Zealand G2G Partnerships Limited                                          - เพื่อแจ้งให้หน่วยงาน G2G ของนิวซีแลนด์ทราบถึงโครงการ รวมถึงประสานกับภาคราชการและเอกชนไทยในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของนิวซีแลนด์ ในด้านต่าง ๆ ต่อไป                                                     -  เป็นผู้จัดคณะให้ของ Food and Plant Research มาเยือนไทยเมื่อปีก่อน ๑๗.๐๐ น.                              - ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเวลลิงตันไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เที่ยวบิน QF172  (ใช้เวลาเดินทาง ๔ ชั่วโมง) ๑๙.๐๐ น.                              - เดินทางถึงนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเข้าพักที่โรงแรม Stamford ๒๐.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่หก (วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)         ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๒.๐๐ น.                  - พบหารือผู้บริหาร Creative Victoria                                          - ขอพบ Mr. Andrew Abbott, Deputy Secretary เพื่อหารือแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและการสร้าง formal relationship กับ Creative Victoria                                          - เชิญฝ่ายออสเตรเลีย เป็น partnership ในการเข้าร่วมงาน Bangkok Entertainment Week และหารือเรื่องการที่ไทยจะเข้าร่วมในงาน International Game Week ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - พบหารือ Lead Scientist of Victoria                                          - อยู่ภายใต้ Department of Economic Development, Jobs, Transport and Resources มีบทบาทหน้าที่ในการเสนอนโยบาย เพื่อผลักดันการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของรัฐ                                          - Lead Scientist เป็นประธาน Innovation Expert Panel ด้วย                                          - แสวงหาความร่วมมือกับไทยในโครงการ เช่น Food Innopolis การใช้วิทยาศาสตร์หรือการวิจัย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๔.๓๐ น.-๑๖.๐๐ น.                  - พบหารือ Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) พบ Health Innovations Research Institute (HIRi)                                          - เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบ การตกแต่ง วิศวกรรม และคอมพิวเตอร์กราฟฟิค โดยมีการจัดคอร์สเฉพาะทางเช่น Diploma of Creative Industries                                          - มหาวิทยาลัยยังมีคณะ Food Science and Technology ซึ่งไทยสามารถจะแสดงหาความร่วมมือได้                                          - พบหารือกันทั้ง ๒ ภาควิชา เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์งานวิจัยร่วม การนำการวิจัยไปสู่หาอุตสาหกรรมการส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เป็นต้น                                          - ขอพบผู้บริหารสถาบันเพื่อหารือเรื่อง Thai Studies Center/Program ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่เจ็ด (วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)     ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๓๐ น.-๑๑.๐๐ น.                  - พบหารือ TAFE Victoria, Kangan Institute (Centre for Fashion and Creative Industries)                                          - เป็น Campus ที่มี facilities เพื่อส่งเสริมการใช้ digital technology สนับสนุน งานด้าน fashion and design, visual merchandising โดยตัว Campus ตั้งอยู่ในย่าน Richmond ซึ่งเป็นย่านสำคัญด้าน fashion and design ของนครเมลเบิร์น                                          - แสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่าง TAFE และภาคเอกสารไทย และสถาบันการศึกษาของไทย เช่น การ accredit ระหว่างสถาบันหรือสาชาวิชาชีพ ๑๑.๓๐ น.-๑๓.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๕.๑๕ น.                              - เดินทางกลับประเทศไทย โดยเครื่องบินโดยสารของ บริษัทการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 466 (ใช้เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง) ๒๑.๔๕ น.                              - เดินทางถึงประเทศไทย   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม       ๑๐.๑ จากการเข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ในทั้ง ๒ ประเทศมีการเรียนการสอน แบบครบวงจรและมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสามารถสร้างสรรค์งานออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการ       ๑๐.๒ ทั้งประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มีความเป็นมิตรกับประเทศไทยและมีความสนใจเรื่อง   การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษา การทำวิจัย ร่วมกัน       ๑๐.๓ ประเด็นการเจรจาสืบเนื่องจากโครงการที่จัดมาแล้วในปีก่อน และต่อยอดให้เกิดความก้าวหน้า   ขึ้นในปีนี้และหวังว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ในปีต่อไป     ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ นางวิไลลักษณ์  เกียรติธีรรัตน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ


สาระสังเขป        :  อธิบายการแต่งโคลงในแบบต่างๆ ได้แก่ การแต่งโคลงสุภาพ(แบบจินดามณี) โคลงทัณฑ์ (แบบจินดามณี) โคลงกลบท โคลงกระทู้ โคลงดั้น โคลงโบราณ และโคลงเยี่ยงโบราณผู้แต่ง               :  มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระโรงพิมพ์           :  โสภณพิพรรฒธนากรปีที่พิมพ์           :  2470ภาษา               :  ไทยรูปแบบ             :  PDFเลขทะเบียน      :  น.31บ.13666เลขหมู่             :  808.1                          ม113พ


เลขทะเบียน : นพ.บ.4/1ขห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  30 หน้า  ; 5 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 2 (11-19) ผูก 8หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



เลขทะเบียน : นพ.บ.49/14ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  36 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 30 (308-325) ผูก 18หัวเรื่อง :  บาลียมก --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอนำเสนอ “ศัพท์น่ารู้ก่อนดูพิพิธภัณฑ์ : Definitions Before Visiting the Exhibitions” ช่วยปูพื้นฐานด้านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่อให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ครั้งถัดไปมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยจัดทำองค์ความรู้คำว่า “โบราณวัตถุ : Artifacts” ทั้งนี้ สามารถชมพิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบเต็ม ๆ ได้ที่ : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/songkhla/index.php/th/ ................................................................................... เรียบเรียง / กราฟฟิก /ถ่ายภาพ : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา อ้างอิง : กรมศิลปากร. นิยามศัพท์ Definitions Before Visiting the Exhibition. กรุงเทพฯ: ฤทธี ครีเอชั่น, 2558. ที่มาของข้อมูล : https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum/posts/3072612666135981



ชื่อผู้แต่ง          จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔ ชื่อเรื่อง            จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔ครั้งที่พิมพ์ -สถานที่พิมพ์      กรุงเทพมหานครสำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์ปีที่พิมพ์            พ.ศ. ๒๕๓๐             จำนวนหน้า       ๑๔๔ หน้าคำค้น              จดหมายเหตุหมายเหตุ  -                หนังสือ จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔ นี้ รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงมีพระบรมราชคุณูปการแก่ประเทศและประชาชนเป็นล้นพ้นสุดที่จะพรรณาได้


1. ตำรายาเกร็ด เช่น ยาลมกระโสกล่อน, ยาริดสีดวง,ยาบิด, ยาแก้จุก, ยารูฝีในท้อง ฯลฯ 2. เวทย์สนต์คาถา อักษรขอม ภาษาบาลี



ชื่อเรื่อง : เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชยทั้งภาษาบาฬีแลคำแปล และเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ผู้แต่ง : พระโพธิรังสี ปีที่พิมพ์ : 2463 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โสภณพิพรรฒธนากร


ป้อมรูปดาว (Star Fort) สมัยกรุงศรีอยุธยาที่เขาชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี           เมืองพัทลุงได้ย้ายมาตั้งที่เขาชัยบุรีหรือเขาเมืองตั้งแต่พ.ศ. ๒๑๗๒ - พ.ศ.๒๓๑๐ ตัวเมืองตั้งอยู่ในที่ราบด้านทิศเหนือของเขาชัยบุรีและมีการสร้างกำแพงเป็นระเนียดไม้ปิดช่องเขาด้านตะวันตกระหว่างเขาเมืองกับเขาบ่อฬา แล้วทำกำแพงด้านทิศเหนือต่อจากเขาบ่อฬามาจนถึงเขาเจดีย์ จากนั้นทำกำแพงด้านทิศตะวันออกจากเขาเจดีย์ไปถึงเขาพลู และทำกำแพงปิดช่องเขาระหว่างเขาพลูกับเขาเมือง โดยใช้เขาเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นกำแพงเมืองด้านทิศใต้ รวมระยะเวลาที่เมืองพัทลุงตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลา ๑๓๘ ปี มีเจ้าเมืองปกครองตามที่ปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลุงทั้งสิ้น ๙ ท่าน การดำเนินงานทางโบราณคดี           สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ โดยได้ดำเนินการขุดค้นต่อจากการขุดค้นของสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราชที่ได้ดำเนินการไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ โดยได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด ๔ x ๔ เมตร ทั้งนี้ได้ดำเนินการขุดค้นเป็นจำนวน ๙๑ กริดคิดเป็นพื้นที่ ๑,๔๕๖ ตารางเมตร ป้อมรูปดาว (Star Fort) คืออะไร?           ป้อมรูปดาว (Star Fort) เป็นระบบป้อมปราการที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในคาบสมุทรอิตาลี ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อต่อสู้กับปืนใหญ่แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพร้ายแรงขึ้น จนส่งผลให้ป้อมแบบเดิมไม่อาจต้านทานพลังการทำลายได้ โดยป้อมลักษณะนี้ได้รับความนิยมไปทั่วยุโรปเป็นระยะเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี ทั้งนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เซบาสเตียง เลอ เพรส์เทรอ เดอ โวบอง และเม็นโน ฟาน โคฮูร์น สถาปนิกทางสถาปัตยกรรมทหารในราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้พัฒนารูปแบบของป้อมรูปดาว จนกลายเป็นระบบป้องกันอันซับซ้อน ป้อมรูปดาว (Star Fort) ที่เขาชัยบุรี           ป้อมรูปดาวที่ขุดพบนี้เป็นป้อมประจำมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นแนวกำแพงป้อมที่มีการหักมุมกำแพงเป็นดาว ๕ แฉก โดยมีจุดเริ่มของแนวกำแพงป้อมบริเวณด้านตะวันตกค่อนไปทางทิศเหนือก่อแนวต่อเนื่องไปจนถึงมุมภูเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยแนวกำแพงป้อมมีความยาวรวมกัน ๑๒๖.๗๒ เมตร และมีความกว้างเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๔๐-๑๕๐ เซนติเมตร //การวางฐานรากของป้อมรูปดาวที่ขุดพบนั้น เป็นการวางฐานรากบนพื้นธรรมชาติ โดยในส่วนของพื้นที่ปกติจะพบการวางอิฐชั้นแรกอยู่บนผิวดินในระดับที่เป็นพื้นปูนมาร์ล ในขณะที่ในอีกหลายบริเวณซึ่งพบหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ฐานรากในส่วนดังกล่าวจะวางบนหินเหล่านั้น โดยบางส่วนวางคร่อมหินทั้งหมดโดยใช้ปูนสอประสาน ในขณะที่บางส่วนมีการตัดแต่งยอดหินก่อนที่จะวางอิฐคร่อมหินในส่วนที่เหลือ           ตัวกำแพงป้อมนั้น วัดระดับสูงจากพื้นดินได้ ๕.๖๘ เมตร ลักษณะของกำแพงก่อด้วยอิฐสอปูน กำแพงตันไปตลอดแนวไม่มีการสอดไส้กำแพง โดยอิฐก่อกำแพงมีขนาดกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร อย่างไรก็ตามพบว่าตัวกำแพงไม่ได้ตั้งตรง หรือตั้งฉากกับพื้นดิน แต่กลับเอียงเข้าด้านในเล็กน้อย ซึ่งลักษณะนี้ก็พบที่กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชและแบบแปลนป้อมเมืองบางกอกและเมืองมะริดซึ่ง เดอ ลามาร์เป็นผู้ออกแบบเช่นเดียวกัน           ส่วนบนของป้อมก่อเป็นใบบังและจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับใบบังของป้อมกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่ออกแบบโดยวิศวกรคนเดียวกันแล้วสามารถกำหนดความสูงของใบบัง ๑๔๘ เซนติเมตร และความยาวของใบบังเท่ากับ ๓.๒๐ เมตร ส่วนแนวช่องประตูหรือบันไดสำหรับขึ้นป้อมนั้น พบแนวอิฐที่แสดงลักษณะของช่องบันไดในพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขา ใครคือวิศวกรผู้ออกแบบ?           ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างป้อมแห่งนี้คือวิศวกรชาวฝรั่งเศส ชื่อมองสิเออร์ เดอ ลามาร์ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับคณะราชทูตฝรั่งเศสเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ในพ.ศ.๒๒๒๘ ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ขอตัววิศวกรคนนี้เพื่อดำเนินการปรับปรุงป้อมและกำแพงเมืองสำคัญคือ อยุธยา ลพบุรี บางกอก มะริด นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง           ลาร์มา ออกเดินทางจากเมืองบางกอกเพื่อไปยังเมืองพัทลุง เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๒๒๙ จากและปรากฏหลักฐานว่าแผนผังเมืองพัทลุงที่เขียนโดยลามาร์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.๑๖๘๗ (พ.ศ.๒๒๓๐) ได้ปรากฏข้อความภาษาฝรั่งเศส ในคำบรรยายท้ายแผนผังกำแพงเมืองพัทลุงความว่า "...ภูเขาทุกแนวสูงชันปีนขึ้นไปไม่ได้ ด้านนอกมีโขดหินแข็งแรง เมืองนี้มีพลเมืองพอประมาณ เส้นประเป็นเครื่องหมายของกำแพงเดิมที่เป็นไม้ ส่วนเส้นทึบเป็นเครื่องหมายที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นกำแพงอิฐไว้ป้องกันเมือง ผังนี้เขียนขึ้นตามคำสั่งของกษัตริย์สยาม ค.ศ.๑๖๘๗..." วิไชยเยนทร์ตะวันออกคือป้อมต้นแบบ?        จากแผนผังที่ลาร์มาออกแบบไว้ พบว่าเดิมได้กำหนดให้ป้อมแห่งนี้มีลักษณะเป็นป้อมหัวลูกศร ดังเช่นป้อมที่ลาร์มาสร้างไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช แต่การขุดค้นทางโบราณคดีกลับแสดงให้เห็นว่ามีการแก้ไขแผนผังของป้อมแห่งนี้ให้กลายเป็นป้อมรูปดาวห้าแฉก และเมื่อนำแผนผังของป้อมวิไชยเยนทร์ตะวันออก(ป้อมเมืองบางกอก) มาซ้อนทับกันก็จะพบว่าป้อมที่เขาชัยบุรีนี้เกือบจะซ้อนทับกับเส้นโครงร่างของป้อมวิไชยเยนทร์ตะวันออกได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่าป้อมทั้งสองแห่งนี้ใช้อิฐขนาดเดียวกันคือ ขนาดกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร ในการก่อสร้างป้อมด้วยปืนใหญ่ประจำเมือง           ปรากฏหลักฐานว่าเมืองแห่งนี้มีการติดตั้งปืนใหญ่เหล็กของฮอลันดา (Finbanker of Dutch Pattern) ซึ่งโรงหล่อปืนที่ Finspang เมือง Ostergotland ประเทศสวีเดน ส่งมาจำหน่ายให้บริษัท V.O.C. และมักพบจารึกรูปตัว F ที่เพลาปืนด้านซ้ายและขวาเป็นสัญลักษณ์ของโรงงาน //ในปัจจุบันยังคงปรากฏปืนใหญ่ประจำเมืองชัยบุรีให้เห็นอยู่ ๒ กระบอก ตั้งอยูที่หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุง ปืนใหญ่ทั้งสองกระบอกนี้ได้ผ่านการยิงทดสอบ(proof firing) แล้ว โดยได้รับการจารึกสัญลักษณ์รูปประภาคารหรือ ที่เรียกว่า Amsterdam light house เพื่อเป็นการรับรองไว้บนกระบอกปืน นอกจากนี้ยังมีการจารึกน้ำหนักของปืนไว้ที่ท้ายกระบอกปืนด้วย โดยปืกระบอกหนึ่งหนัก 2322 Amsterdam Pound และอีกกระบอกหนึ่งหนัก 2306 Amsterdam Pound เทียบเป็นน้ำหนักปัจจุบันราว ๒ ตันเศษ การบูรณะป้อมรูปดาว (Star Fort) ที่เขาชัยบุรี           กรมศิลปากรได้อนุมัติงบประมาณสำหรับบูรณะป้อมแห่งนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ และ ๒๕๖๒ โดยสามารถดำเนินการบูรณะป้อมได้ถึงแฉกดาวที่ ๔ และยังคงเหลืองานบูรณะป้อมในส่วนของแฉกดาวที่ ๕ กำแพงเมืองด้านทิศเหนือที่ติดกับป้อม และงานปรับปรุงภูมิทัศน์ ซึ่งจะได้ดำเนินการต่อไปในอนาคต ......................................................................เรียบเรียงเนื้อหาวิชาการ โดย สารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาลิงค์สำหรับฟังการบรรยาย "การขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง" โดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา : https://bit.ly/3bUkSBR


ชื่อเรื่อง : นิราศตังเกี๋ย   ผู้แต่ง : หลวงนรเนติบัญชากิจ   พิมพ์ครั้งที่ : ๖   ปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๑   สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ   สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สามมิตร   หมายเหตุ: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาคำนวณคัคณานต์ (ศรี  ปายะนันทน์ ) และงานฌาปนกิจศพ คุณหญิงอุ่น คำนวณคัคณานต์                นิราศตังเกี๋ยเป็นทำนองจดหมายเหตุ เล่าถึงการเดินทางของข้าหลวงไทยซึ่งร่วมเดินทานไปปราบปรามพวกฮ่อทางเมืองตังเกี๋ยกับกองทัพฝรั่งเศส


ลูกปัด อายุสมัย : ศรีวิชัย วัสดุ : แก้ว ประวัติ : พบที่ผิวหน้าดินทั่วไปที่ควนลูกปัด ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งหน่วยศิลปากรที่ ๘ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช และ นายณรงค์ ปั้นทอง นายช่างศิลปกรรม ๕ ได้มาเมื่อเดือนมิถุนายน -กรกฎาคม ๒๕๒๓ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง รับมอบจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๒ ............................................................................          “ลูกปัด” ลูกปัดแก้วทรงกระบอกสีส้ม เขียว แดง และน้ำเงิน เป็นลูกปัดที่มีขนาดเล็กมากและมีขนาดที่แตกต่างกัน ลูกปัดรูปแบบนี้นิยมเรียนว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค (Indo-Pacific Beads)”หรือ “ลูกปัดลมสินค้า” (Trade winds beads) เนื่องจากได้มีการค้นพบลูกปัดรูปแบบนี้กระจายตัวอยู่ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค โดยพบตามเมืองท่าโบราณต่างๆ ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกปัดแก้วเหล่านี้คงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่มากับเรือเดินสมุทรซึ่งต้องอาศัยลมมรสุมในการเดินทางอันเป็นที่มาของชื่อ “ลูกปัดลมสินค้า”           ลูกปัดแก้วขนาดเล็กเหล่านี้ทำด้วยวิธีการนำแก้วมาหลอมโดยใช้ความร้อน จากนั้นจึงนำมาดึงยืดเป็นเส้นและตัดที่ละลูกจึงทำให้ลูกปัดมีขนาดที่ต่างกัน ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคมีแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตหลักในประเทศอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ และได้แพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออก สำหรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ พบที่ประเทศอินโดนีเซียที่เกาะสุมาตรา ประเทศไทยพบในเมืองท่าโบราณของภาคใต้ และในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบในมาเลเซียและเวียดนาม           ในประเทศไทยพบลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ในหลายพื้นที่ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ซึ่งพบในแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อาทิ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) จังหวัดกระบี่ เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ และแล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๙ แหล่งโบราณคดีเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วของภาคใต้ ดังได้พบลูกปัดแกวที่อยู่ในขั้นตอนการผลิต เช่น ลูกปัดแก้วที่หลอมติดกัน และก้อนแก้วสีต่างๆ จึงกล่าวได้ว่าลูกปัดแก้วเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ที่พบในแหล่งคลองท่อมจึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการผลิตลูกปัดแก้วในแถบอันดามัน ความนิยมของผู้คนในสมัยนั้น และยังแสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมืองท่าโบราณต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย ................................................................................ที่มาข้อมูล -ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖. - มยุรี วีระประเสริฐ. “คลองท่อม : แหล่งอุตสาหกรรมทำลูกปัดและสถานีขนถ่ายสินค้าสมัยโบราณบนชายฝั่ง ทะเลอันดามัน,”สารัตถะโบราณคดี บทความคัดสรรของ ๔ อาจารย์โบราณคดี.กรุงเทพ : บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๓: ๘๑-๑๐๑.


วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ได้จัดโครงการเครือข่ายมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ กิจกรรม"เล่าเรื่องเมืองกาญจน์" โดยได้นำผู้เข้าร่วมโครงการไปทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ดังต่อไปนี้๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า โดยมี นางสาวสำเนา จาดทองคำ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า บรรยายถึงประวัติความเป็นมา และโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดง และนางสาวสุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ บรรยายเรื่องการขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมทั้งนำชมหลุมขุดค้นบริเวณใกล้เคียง ๒. อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ โดยมี นายพิชิต รงค์ฤทธิไกร พนักงานดูแลโบราณสถาน อธิบายถึงประวัติความเป็นมา พร้อมทั้งนำชมโบราณสถาน และหลุมขุดค้นทางโบราณคดี๓. โบราณสถานกำแพงเมืองกาญจนบุรีและโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี โดยมี นายปรัชญา รุ่งแสงทอง นักโบราณคดีปฏิบัติการ อธิบายการเข้ามาบูรณะแนวกำแพงเมืองกาญจนบุรีของกรมศิลปากร และประวัติความเป็นมาของโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี


black ribbon.