ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,835 รายการ
๑.ชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และ ไทย-นิวซีแลนด์ ครั้งที่ ๓
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและผลักดันโครงการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
๒.๒ เพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๖ – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
๔.๑ นครโอ๊คแลนด์ และ เมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
๔.๒ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
๕. หน่วยงานผู้จัด
กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ
๖. หน่วยงานสนับสนุน
ไม่มี
๗. กิจกรรม
๗.๑ ข้าราชการกรมศิลปากร จำนวน ๑ คน ในคณะเดินทางไปราชการครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น ๒๑ คน เข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม โดยการแนะนำภารกิจของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และหารือแนวทางเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย
๗.๒ คณะเดินทางได้ศึกษาดูงานสถานที่สำคัญทางการศึกษา ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. นางวิไลลักษณ์ เกียรติธีรรัตน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๒. คณะเดินทางจากหน่วยงานอื่นในรายละเอียดดังแนบ (รวม ๒๑ คน)
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
วันแรก (วันเสาร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๑๖.๓๐ น. คณะพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
๑๘.๔๕ น. คณะออกเดินทางไปยังนครโอ๊คแลนด์ โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG491 (ระยะเวลาเดินทาง ๑๑ ชั่วโมง)
วันที่สอง (วันอาทิตย์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๑๐.๔๕ น. - คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
- เดินทางไปยังโรงแรมที่พัก โรงแรม Stamford
๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. - รับประทานอาหารเที่ยง
๑๕.๐๐-๑๖.๓๐ น. - ศึกษาสถานที่สำคัญในนครโอ๊คแลนด์
๑๘.๐๐ น. - รับประทานอาหารค่ำ
วันที่สาม (วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหารเช้า
๑๐.๐๐ น. - เข้าพบและหารือ Auckland University of Technology (AUT)
- เรื่อง Faculty of Design and Creative Technologies และด้าน Applied Sciences เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับไทยในทั้ง ๒ สาขา การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา และภาคเอกชน และเรื่องการตั้ง Thai Studies Centre / Program
๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น. - พบหารือ EDENZ College ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นการเรียนการสอน
ด้าน Film Academy, Technology Academy และ Digital Media Academy
- ไทยสามารถศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการของสถาบันเอกชน ที่ขนาดไม่ใหญ่ และมี Specialty ในด้าน Creative Industry เป็นการเฉพาะ
๑๒.๐๐ น. - พบผู้บริหาร The Big Idea เว็บไซต์
- เว็บไซต์ www.thebigidea.nz ถือเป็นเว็บไซต์ที่เป็นชุมทาง (online hub) สำหรับกลุ่มผู้นำเสนอผลงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสาขาต่าง ๆ รวมถึง supplier ในด้านดังกล่าว ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงสมาชิก (ที่มีกว่า ๓ หมื่นคน) ให้ใช้ประโยชน์จาก Talent ของกันและกันในการนำเสนอผลงาน และจัดกิจกรรม
- ของทราบแนวทาง การดำเนินการผลสำเร็จในอดีต และการนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย
๑๘.๐๐ น. - รับประทานอาหารค่ำ
วันที่สี่ (วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น. - พบหารือ Plant and Food Research เป็นบริษัทที่มีรัฐบาลนิวซีแลนด์ถือหุ้นทั้งหมด ทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ประเภท ผัก ผลไม้ พืชและอาหารโดยเน้นงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การค้าได้
- มีคณะมาเยือนไทยเมื่อปีที่แล้ว
- แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน
๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น. - NZ Food Innovation Network เป็นเครือข่ายด้านทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ธุรกิจทุกขนาดเพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดได้
- แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน
๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น. - รับประทานอาหารเที่ยง
๑๕.๐๐ น. - โดยสารเครื่องบินไปยังกรุงเวลลิงตัน เที่ยวบิน NZ425
๑๖.๐๕ น. - เดินทางถึงกรุงเวลลิงตัน และเข้าพักที่ โรงแรม Intercontinental
๑๘.๐๐ น. - รับประทานอาหารค่ำ
๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น. - พบหารือ NZ File Commission
- แจ้งสรุปพัฒนาของฝ่ายไทยเกี่ยวกับมติ ครม. เรื่อง Film incentives
- แจ้งพัฒนาการเรื่องความพร้อมในการจัดทำ Film Agreement กับฝ่ายนิวซีแลนด์
- ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายนิวซีแลนด์
๑๑.๐๐น.-๑๒.๐๐ น. - พบหารือ Massey University, Wellington Campas (School of Design)
- หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัยการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน
- ขอเชิญฝ่ายวิจัยด้านเกษตรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วยเพื่อหารือพัฒนาการความร่วมมือด้านดังกล่าวจากปีก่อน
๑๒.๓๐ น.-๑๓.๓๐ น. - รับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๓๐ น.-๑๕.๐๐ น. - พบหารือกับหน่วยงาน New Zealand G2G Partnerships Limited
- เพื่อแจ้งให้หน่วยงาน G2G ของนิวซีแลนด์ทราบถึงโครงการ รวมถึงประสานกับภาคราชการและเอกชนไทยในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของนิวซีแลนด์ ในด้านต่าง ๆ ต่อไป
- เป็นผู้จัดคณะให้ของ Food and Plant Research มาเยือนไทยเมื่อปีก่อน
๑๗.๐๐ น. - ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเวลลิงตันไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เที่ยวบิน QF172 (ใช้เวลาเดินทาง ๔ ชั่วโมง)
๑๙.๐๐ น. - เดินทางถึงนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเข้าพักที่โรงแรม Stamford
๒๐.๐๐ น. - รับประทานอาหารค่ำ
วันที่หก (วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น.-๑๒.๐๐ น. - พบหารือผู้บริหาร Creative Victoria
- ขอพบ Mr. Andrew Abbott, Deputy Secretary เพื่อหารือแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและการสร้าง formal relationship กับ Creative Victoria
- เชิญฝ่ายออสเตรเลีย เป็น partnership ในการเข้าร่วมงาน Bangkok Entertainment Week และหารือเรื่องการที่ไทยจะเข้าร่วมในงาน International Game Week
๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น. - พบหารือ Lead Scientist of Victoria
- อยู่ภายใต้ Department of Economic Development, Jobs, Transport and Resources มีบทบาทหน้าที่ในการเสนอนโยบาย เพื่อผลักดันการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของรัฐ
- Lead Scientist เป็นประธาน Innovation Expert Panel ด้วย
- แสวงหาความร่วมมือกับไทยในโครงการ เช่น Food Innopolis การใช้วิทยาศาสตร์หรือการวิจัย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น. - รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๓๐ น.-๑๖.๐๐ น. - พบหารือ Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) พบ Health Innovations Research Institute (HIRi)
- เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบ การตกแต่ง วิศวกรรม และคอมพิวเตอร์กราฟฟิค โดยมีการจัดคอร์สเฉพาะทางเช่น Diploma of Creative Industries
- มหาวิทยาลัยยังมีคณะ Food Science and Technology ซึ่งไทยสามารถจะแสดงหาความร่วมมือได้
- พบหารือกันทั้ง ๒ ภาควิชา เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์งานวิจัยร่วม การนำการวิจัยไปสู่หาอุตสาหกรรมการส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เป็นต้น
- ขอพบผู้บริหารสถาบันเพื่อหารือเรื่อง Thai Studies Center/Program
๑๘.๐๐ น. - รับประทานอาหารค่ำ
วันที่เจ็ด (วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหารเช้า
๐๙.๓๐ น.-๑๑.๐๐ น. - พบหารือ TAFE Victoria, Kangan Institute (Centre for Fashion and Creative Industries)
- เป็น Campus ที่มี facilities เพื่อส่งเสริมการใช้ digital technology สนับสนุน งานด้าน fashion and design, visual merchandising โดยตัว Campus ตั้งอยู่ในย่าน Richmond ซึ่งเป็นย่านสำคัญด้าน fashion and design ของนครเมลเบิร์น
- แสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่าง TAFE และภาคเอกสารไทย และสถาบันการศึกษาของไทย เช่น การ accredit ระหว่างสถาบันหรือสาชาวิชาชีพ
๑๑.๓๐ น.-๑๓.๐๐ น. - รับประทานอาหารกลางวัน
๑๕.๑๕ น. - เดินทางกลับประเทศไทย โดยเครื่องบินโดยสารของ บริษัทการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 466 (ใช้เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง)
๒๑.๔๕ น. - เดินทางถึงประเทศไทย
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ จากการเข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ในทั้ง ๒ ประเทศมีการเรียนการสอน แบบครบวงจรและมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสามารถสร้างสรรค์งานออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการ
๑๐.๒ ทั้งประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มีความเป็นมิตรกับประเทศไทยและมีความสนใจเรื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษา การทำวิจัย ร่วมกัน
๑๐.๓ ประเด็นการเจรจาสืบเนื่องจากโครงการที่จัดมาแล้วในปีก่อน และต่อยอดให้เกิดความก้าวหน้า ขึ้นในปีนี้และหวังว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ในปีต่อไป
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
นางวิไลลักษณ์ เกียรติธีรรัตน์
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
สาระสังเขป : อธิบายการแต่งโคลงในแบบต่างๆ ได้แก่ การแต่งโคลงสุภาพ(แบบจินดามณี) โคลงทัณฑ์ (แบบจินดามณี) โคลงกลบท โคลงกระทู้ โคลงดั้น โคลงโบราณ และโคลงเยี่ยงโบราณผู้แต่ง : มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระโรงพิมพ์ : โสภณพิพรรฒธนากรปีที่พิมพ์ : 2470ภาษา : ไทยรูปแบบ : PDFเลขทะเบียน : น.31บ.13666เลขหมู่ : 808.1 ม113พ
เลขทะเบียน : นพ.บ.4/1ขห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 30 หน้า ; 5 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 2 (11-19) ผูก 8หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.49/14ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 30 (308-325) ผูก 18หัวเรื่อง : บาลียมก --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอนำเสนอ “ศัพท์น่ารู้ก่อนดูพิพิธภัณฑ์ : Definitions Before Visiting the Exhibitions” ช่วยปูพื้นฐานด้านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่อให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ครั้งถัดไปมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยจัดทำองค์ความรู้คำว่า “โบราณวัตถุ : Artifacts” ทั้งนี้ สามารถชมพิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบเต็ม ๆ ได้ที่ : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/songkhla/index.php/th/ ................................................................................... เรียบเรียง / กราฟฟิก /ถ่ายภาพ : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา อ้างอิง : กรมศิลปากร. นิยามศัพท์ Definitions Before Visiting the Exhibition. กรุงเทพฯ: ฤทธี ครีเอชั่น, 2558. ที่มาของข้อมูล : https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum/posts/3072612666135981
ชื่อผู้แต่ง จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔
ชื่อเรื่อง จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔ครั้งที่พิมพ์ -สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานครสำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ จำนวนหน้า ๑๔๔ หน้าคำค้น จดหมายเหตุหมายเหตุ - หนังสือ จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๔ นี้ รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงมีพระบรมราชคุณูปการแก่ประเทศและประชาชนเป็นล้นพ้นสุดที่จะพรรณาได้
1. ตำรายาเกร็ด เช่น ยาลมกระโสกล่อน, ยาริดสีดวง,ยาบิด, ยาแก้จุก, ยารูฝีในท้อง ฯลฯ 2. เวทย์สนต์คาถา อักษรขอม ภาษาบาลี
ชื่อเรื่อง : เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชยทั้งภาษาบาฬีแลคำแปล และเจ้าดารารัศมี พระราชชายา
ผู้แต่ง : พระโพธิรังสี
ปีที่พิมพ์ : 2463
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โสภณพิพรรฒธนากร
ป้อมรูปดาว (Star Fort) สมัยกรุงศรีอยุธยาที่เขาชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี เมืองพัทลุงได้ย้ายมาตั้งที่เขาชัยบุรีหรือเขาเมืองตั้งแต่พ.ศ. ๒๑๗๒ - พ.ศ.๒๓๑๐ ตัวเมืองตั้งอยู่ในที่ราบด้านทิศเหนือของเขาชัยบุรีและมีการสร้างกำแพงเป็นระเนียดไม้ปิดช่องเขาด้านตะวันตกระหว่างเขาเมืองกับเขาบ่อฬา แล้วทำกำแพงด้านทิศเหนือต่อจากเขาบ่อฬามาจนถึงเขาเจดีย์ จากนั้นทำกำแพงด้านทิศตะวันออกจากเขาเจดีย์ไปถึงเขาพลู และทำกำแพงปิดช่องเขาระหว่างเขาพลูกับเขาเมือง โดยใช้เขาเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นกำแพงเมืองด้านทิศใต้ รวมระยะเวลาที่เมืองพัทลุงตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลา ๑๓๘ ปี มีเจ้าเมืองปกครองตามที่ปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลุงทั้งสิ้น ๙ ท่าน การดำเนินงานทางโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ โดยได้ดำเนินการขุดค้นต่อจากการขุดค้นของสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราชที่ได้ดำเนินการไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ โดยได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด ๔ x ๔ เมตร ทั้งนี้ได้ดำเนินการขุดค้นเป็นจำนวน ๙๑ กริดคิดเป็นพื้นที่ ๑,๔๕๖ ตารางเมตร ป้อมรูปดาว (Star Fort) คืออะไร? ป้อมรูปดาว (Star Fort) เป็นระบบป้อมปราการที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในคาบสมุทรอิตาลี ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อต่อสู้กับปืนใหญ่แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพร้ายแรงขึ้น จนส่งผลให้ป้อมแบบเดิมไม่อาจต้านทานพลังการทำลายได้ โดยป้อมลักษณะนี้ได้รับความนิยมไปทั่วยุโรปเป็นระยะเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี ทั้งนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เซบาสเตียง เลอ เพรส์เทรอ เดอ โวบอง และเม็นโน ฟาน โคฮูร์น สถาปนิกทางสถาปัตยกรรมทหารในราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้พัฒนารูปแบบของป้อมรูปดาว จนกลายเป็นระบบป้องกันอันซับซ้อน ป้อมรูปดาว (Star Fort) ที่เขาชัยบุรี ป้อมรูปดาวที่ขุดพบนี้เป็นป้อมประจำมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นแนวกำแพงป้อมที่มีการหักมุมกำแพงเป็นดาว ๕ แฉก โดยมีจุดเริ่มของแนวกำแพงป้อมบริเวณด้านตะวันตกค่อนไปทางทิศเหนือก่อแนวต่อเนื่องไปจนถึงมุมภูเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยแนวกำแพงป้อมมีความยาวรวมกัน ๑๒๖.๗๒ เมตร และมีความกว้างเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๔๐-๑๕๐ เซนติเมตร //การวางฐานรากของป้อมรูปดาวที่ขุดพบนั้น เป็นการวางฐานรากบนพื้นธรรมชาติ โดยในส่วนของพื้นที่ปกติจะพบการวางอิฐชั้นแรกอยู่บนผิวดินในระดับที่เป็นพื้นปูนมาร์ล ในขณะที่ในอีกหลายบริเวณซึ่งพบหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ฐานรากในส่วนดังกล่าวจะวางบนหินเหล่านั้น โดยบางส่วนวางคร่อมหินทั้งหมดโดยใช้ปูนสอประสาน ในขณะที่บางส่วนมีการตัดแต่งยอดหินก่อนที่จะวางอิฐคร่อมหินในส่วนที่เหลือ ตัวกำแพงป้อมนั้น วัดระดับสูงจากพื้นดินได้ ๕.๖๘ เมตร ลักษณะของกำแพงก่อด้วยอิฐสอปูน กำแพงตันไปตลอดแนวไม่มีการสอดไส้กำแพง โดยอิฐก่อกำแพงมีขนาดกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร อย่างไรก็ตามพบว่าตัวกำแพงไม่ได้ตั้งตรง หรือตั้งฉากกับพื้นดิน แต่กลับเอียงเข้าด้านในเล็กน้อย ซึ่งลักษณะนี้ก็พบที่กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชและแบบแปลนป้อมเมืองบางกอกและเมืองมะริดซึ่ง เดอ ลามาร์เป็นผู้ออกแบบเช่นเดียวกัน ส่วนบนของป้อมก่อเป็นใบบังและจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับใบบังของป้อมกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่ออกแบบโดยวิศวกรคนเดียวกันแล้วสามารถกำหนดความสูงของใบบัง ๑๔๘ เซนติเมตร และความยาวของใบบังเท่ากับ ๓.๒๐ เมตร ส่วนแนวช่องประตูหรือบันไดสำหรับขึ้นป้อมนั้น พบแนวอิฐที่แสดงลักษณะของช่องบันไดในพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขา ใครคือวิศวกรผู้ออกแบบ? ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างป้อมแห่งนี้คือวิศวกรชาวฝรั่งเศส ชื่อมองสิเออร์ เดอ ลามาร์ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับคณะราชทูตฝรั่งเศสเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ในพ.ศ.๒๒๒๘ ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ขอตัววิศวกรคนนี้เพื่อดำเนินการปรับปรุงป้อมและกำแพงเมืองสำคัญคือ อยุธยา ลพบุรี บางกอก มะริด นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง ลาร์มา ออกเดินทางจากเมืองบางกอกเพื่อไปยังเมืองพัทลุง เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๒๒๙ จากและปรากฏหลักฐานว่าแผนผังเมืองพัทลุงที่เขียนโดยลามาร์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.๑๖๘๗ (พ.ศ.๒๒๓๐) ได้ปรากฏข้อความภาษาฝรั่งเศส ในคำบรรยายท้ายแผนผังกำแพงเมืองพัทลุงความว่า "...ภูเขาทุกแนวสูงชันปีนขึ้นไปไม่ได้ ด้านนอกมีโขดหินแข็งแรง เมืองนี้มีพลเมืองพอประมาณ เส้นประเป็นเครื่องหมายของกำแพงเดิมที่เป็นไม้ ส่วนเส้นทึบเป็นเครื่องหมายที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นกำแพงอิฐไว้ป้องกันเมือง ผังนี้เขียนขึ้นตามคำสั่งของกษัตริย์สยาม ค.ศ.๑๖๘๗..." วิไชยเยนทร์ตะวันออกคือป้อมต้นแบบ? จากแผนผังที่ลาร์มาออกแบบไว้ พบว่าเดิมได้กำหนดให้ป้อมแห่งนี้มีลักษณะเป็นป้อมหัวลูกศร ดังเช่นป้อมที่ลาร์มาสร้างไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช แต่การขุดค้นทางโบราณคดีกลับแสดงให้เห็นว่ามีการแก้ไขแผนผังของป้อมแห่งนี้ให้กลายเป็นป้อมรูปดาวห้าแฉก และเมื่อนำแผนผังของป้อมวิไชยเยนทร์ตะวันออก(ป้อมเมืองบางกอก) มาซ้อนทับกันก็จะพบว่าป้อมที่เขาชัยบุรีนี้เกือบจะซ้อนทับกับเส้นโครงร่างของป้อมวิไชยเยนทร์ตะวันออกได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่าป้อมทั้งสองแห่งนี้ใช้อิฐขนาดเดียวกันคือ ขนาดกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร ในการก่อสร้างป้อมด้วยปืนใหญ่ประจำเมือง ปรากฏหลักฐานว่าเมืองแห่งนี้มีการติดตั้งปืนใหญ่เหล็กของฮอลันดา (Finbanker of Dutch Pattern) ซึ่งโรงหล่อปืนที่ Finspang เมือง Ostergotland ประเทศสวีเดน ส่งมาจำหน่ายให้บริษัท V.O.C. และมักพบจารึกรูปตัว F ที่เพลาปืนด้านซ้ายและขวาเป็นสัญลักษณ์ของโรงงาน //ในปัจจุบันยังคงปรากฏปืนใหญ่ประจำเมืองชัยบุรีให้เห็นอยู่ ๒ กระบอก ตั้งอยูที่หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุง ปืนใหญ่ทั้งสองกระบอกนี้ได้ผ่านการยิงทดสอบ(proof firing) แล้ว โดยได้รับการจารึกสัญลักษณ์รูปประภาคารหรือ ที่เรียกว่า Amsterdam light house เพื่อเป็นการรับรองไว้บนกระบอกปืน นอกจากนี้ยังมีการจารึกน้ำหนักของปืนไว้ที่ท้ายกระบอกปืนด้วย โดยปืกระบอกหนึ่งหนัก 2322 Amsterdam Pound และอีกกระบอกหนึ่งหนัก 2306 Amsterdam Pound เทียบเป็นน้ำหนักปัจจุบันราว ๒ ตันเศษ การบูรณะป้อมรูปดาว (Star Fort) ที่เขาชัยบุรี กรมศิลปากรได้อนุมัติงบประมาณสำหรับบูรณะป้อมแห่งนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ และ ๒๕๖๒ โดยสามารถดำเนินการบูรณะป้อมได้ถึงแฉกดาวที่ ๔ และยังคงเหลืองานบูรณะป้อมในส่วนของแฉกดาวที่ ๕ กำแพงเมืองด้านทิศเหนือที่ติดกับป้อม และงานปรับปรุงภูมิทัศน์ ซึ่งจะได้ดำเนินการต่อไปในอนาคต ......................................................................เรียบเรียงเนื้อหาวิชาการ โดย สารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาลิงค์สำหรับฟังการบรรยาย "การขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง" โดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา : https://bit.ly/3bUkSBR
ชื่อเรื่อง : นิราศตังเกี๋ย
ผู้แต่ง : หลวงนรเนติบัญชากิจ
พิมพ์ครั้งที่ : ๖
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๑
สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สามมิตร
หมายเหตุ: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาคำนวณคัคณานต์ (ศรี ปายะนันทน์ ) และงานฌาปนกิจศพ คุณหญิงอุ่น คำนวณคัคณานต์
นิราศตังเกี๋ยเป็นทำนองจดหมายเหตุ เล่าถึงการเดินทางของข้าหลวงไทยซึ่งร่วมเดินทานไปปราบปรามพวกฮ่อทางเมืองตังเกี๋ยกับกองทัพฝรั่งเศส
ลูกปัด อายุสมัย : ศรีวิชัย วัสดุ : แก้ว ประวัติ : พบที่ผิวหน้าดินทั่วไปที่ควนลูกปัด ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งหน่วยศิลปากรที่ ๘ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช และ นายณรงค์ ปั้นทอง นายช่างศิลปกรรม ๕ ได้มาเมื่อเดือนมิถุนายน -กรกฎาคม ๒๕๒๓ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง รับมอบจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๒ ............................................................................ “ลูกปัด” ลูกปัดแก้วทรงกระบอกสีส้ม เขียว แดง และน้ำเงิน เป็นลูกปัดที่มีขนาดเล็กมากและมีขนาดที่แตกต่างกัน ลูกปัดรูปแบบนี้นิยมเรียนว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค (Indo-Pacific Beads)”หรือ “ลูกปัดลมสินค้า” (Trade winds beads) เนื่องจากได้มีการค้นพบลูกปัดรูปแบบนี้กระจายตัวอยู่ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค โดยพบตามเมืองท่าโบราณต่างๆ ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกปัดแก้วเหล่านี้คงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่มากับเรือเดินสมุทรซึ่งต้องอาศัยลมมรสุมในการเดินทางอันเป็นที่มาของชื่อ “ลูกปัดลมสินค้า” ลูกปัดแก้วขนาดเล็กเหล่านี้ทำด้วยวิธีการนำแก้วมาหลอมโดยใช้ความร้อน จากนั้นจึงนำมาดึงยืดเป็นเส้นและตัดที่ละลูกจึงทำให้ลูกปัดมีขนาดที่ต่างกัน ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคมีแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตหลักในประเทศอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ และได้แพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออก สำหรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ พบที่ประเทศอินโดนีเซียที่เกาะสุมาตรา ประเทศไทยพบในเมืองท่าโบราณของภาคใต้ และในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบในมาเลเซียและเวียดนาม ในประเทศไทยพบลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ในหลายพื้นที่ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ซึ่งพบในแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อาทิ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) จังหวัดกระบี่ เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ และแล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๙ แหล่งโบราณคดีเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วของภาคใต้ ดังได้พบลูกปัดแกวที่อยู่ในขั้นตอนการผลิต เช่น ลูกปัดแก้วที่หลอมติดกัน และก้อนแก้วสีต่างๆ จึงกล่าวได้ว่าลูกปัดแก้วเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ที่พบในแหล่งคลองท่อมจึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการผลิตลูกปัดแก้วในแถบอันดามัน ความนิยมของผู้คนในสมัยนั้น และยังแสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมืองท่าโบราณต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย ................................................................................ที่มาข้อมูล -ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖. - มยุรี วีระประเสริฐ. “คลองท่อม : แหล่งอุตสาหกรรมทำลูกปัดและสถานีขนถ่ายสินค้าสมัยโบราณบนชายฝั่ง ทะเลอันดามัน,”สารัตถะโบราณคดี บทความคัดสรรของ ๔ อาจารย์โบราณคดี.กรุงเทพ : บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๓: ๘๑-๑๐๑.
วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ได้จัดโครงการเครือข่ายมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ กิจกรรม"เล่าเรื่องเมืองกาญจน์" โดยได้นำผู้เข้าร่วมโครงการไปทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ดังต่อไปนี้๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า โดยมี นางสาวสำเนา จาดทองคำ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า บรรยายถึงประวัติความเป็นมา และโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดง และนางสาวสุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ บรรยายเรื่องการขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมทั้งนำชมหลุมขุดค้นบริเวณใกล้เคียง ๒. อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ โดยมี นายพิชิต รงค์ฤทธิไกร พนักงานดูแลโบราณสถาน อธิบายถึงประวัติความเป็นมา พร้อมทั้งนำชมโบราณสถาน และหลุมขุดค้นทางโบราณคดี๓. โบราณสถานกำแพงเมืองกาญจนบุรีและโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี โดยมี นายปรัชญา รุ่งแสงทอง นักโบราณคดีปฏิบัติการ อธิบายการเข้ามาบูรณะแนวกำแพงเมืองกาญจนบุรีของกรมศิลปากร และประวัติความเป็นมาของโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี