ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ

         พัดรองที่ระลึกงาน “เถลิงพลับพลาสวนดุสิต” พ.ศ. ๒๔๔๒          ภายหลังกลับจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐ มีพระราชประสงค์สร้างพระราชนิเวศน์สำหรับแปรพระราชฐาน เนื่องด้วยนายแพทย์ประจำพระองค์ชาวตะวันตกได้กราบบังคมทูลว่า ภายในพระบรมมหาราชวังมีอาคารปลูกสร้างแออัด บังทิศทางลม สถานที่คับแคบ อากาศไม่ถ่ายเท ทำให้ฤดูร้อนมีอากาศร้อนจัดเป็นเหตุให้ทรงประชวรอยู่บ่อยครั้ง จึงมีพระราชดำริว่าควรปลูกสร้างที่ประทับในฤดูร้อน สำหรับทรงสำราญพระราชอิริยาบถและพระราชดำเนินด้วยพระบาท แทนการเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมือง           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรพื้นที่สวนและทุ่งนาทางตะวันออกเฉียงเหนือของพระนคร แล้วพอพระราชหฤทัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงนครบาลจัดซื้อที่ดินด้วยเงินพระคลังข้างที่ โดยวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๒ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินตัดต้นไม้บนที่ดินเป็นปฐมฤกษ์ก่อนการปรับสภาพพื้นที่ ตัดถนน ขุดคลอง ทำสวน และปลูกพลับพลาที่ประทับขึ้นก่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อประทับร่วมกับมเหสี เจ้าจอม พระราชโอรส และพระราชธิดา พร้อมพระราชทานนามว่า “สวนดุสิต”          ต่อมาได้มีหมายกำหนดการจัดงานเถลิงพลับพลารวมและงานปีสวนดุสิตระหว่างวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ถึง ๔ มีนาคม ๒๔๔๒ ประกอบด้วย พระราชพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพล งานพระราชทานเลี้ยงน้ำชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ พระราชทานสิ่งของแก่ราษฎรที่มารอเฝ้า พระราชทานข้าวกระทงกับผ้าอาบน้ำให้กับคนทำงานในสวนดุสิต งานประกวดเครื่องชิ้นโต๊ะที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการนำมาจัดตกแต่งพลับพลา การตั้งร้านขายเครื่องบริโภคต่างๆ อีกทั้งมีการละเล่นมหรสพรื่นเริง อาทิ พิณพาทย์ แตรวง การแสดงลิเก ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประทับแรมที่สวนดุสิตครั้งแรกด้วย          “สวนดุสิต” ตามพระราชประสงค์นั้น ต้องการให้เป็นพระราชนิเวศน์สำหรับประทับพักผ่อนพระราชอิริยบถส่วนพระองค์ คล้ายกับพระราชอุทยานในพระราชวังของยุโรป ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ ปลูกพืชพันธุ์นานาชนิด และให้ความสงบร่มเย็น พระองค์จึงทรงเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้นานาชนิดมาปลูกในสวนดุสิตเพื่อให้กลายเป็นสวนป่า และมีพระราชหัตถเลขาถึงผู้กำกับดูแลการปลูกต้นไม้และจัดการสวนอยู่บ่อยครั้ง           “…ต้นหางนกยูงริมถนนดวงตวันเอนเข้ามาหาถนนหมดทุกต้น ตลอดทั้งแถวหากว่าไม่ดามไว้เผลอๆไปโตขึ้นอีกนิดหนึ่งจะดัดไม่ไป ขอให้รีบไปดามเสียให้ได้โดยเร็วฟากข้างวังก็ไม่ได้ปลูกถ้าไม่ปลูกเสีย ในเวลานี้คงจะโตไม่เท่ากันถ้าหากว่าจะปลูกได้ก็ให้เร่งปลูก ถ้าไม่ปลูกไม่ไหว…” โดยมีความพยายามทดลองปลูกพันธุ์ไม้จากต่างประเทศ อาทิ องุ่นจากทวีปแอฟริกาที่ไม่เจริญงอกงาม และต้นลิ้นจี่ซึ่งออกผลยาก แต่คราวติดลูกเต็มต้น จึงได้มีการเล่นละครทำขวัญ ทั้งนี้ยังมีการปลูกครอบคลุมสองฟากถนนรอบพื้นที่สวนดุสิต ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยเหล่าไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งต้นประดู่ ต้นสารภี ต้นกระดังงา ต้นชะบา ต้นมะม่วง ต้นขนุน รวมมากกว่า ๑๐๐ ชนิด           ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับ ณ สวนดุสิตบ่อยครั้งขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานสร้างหมู่พระที่นั่งและอาคารเป็นการถาวร คือ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต พระที่นั่งอัมพรสถาน พระตำหนักสวนหงส์ พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระตำหนักสวนนกไม้ เป็นต้น          ทั้งนี้ความสงบร่มเย็นจากการปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิดของสวนดุสิต ได้ปรากฎเป็นเอกลักษณ์ใน “พัดรองที่ระลึกงานเถลิงพลับพลาสวนดุสิต” พ.ศ. ๒๔๔๒ มีลักษณะเป็นพัดหน้านาง กรุด้วยผ้ากำมะหยี่ลายดอกไม้นานาพันธุ์ นมพัดรูปกลีบบัว ตรงกลางดุนลายพระราชลัญจกรพระโพธิสัตว์สวนดุสิตประทับห้อยพระบาท (ลลิตาสนะ) บนบัลลังก์ดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม พระหัตถ์ขวาทอดลงข้างพระวรกาย และมีประภามณฑลด้านหลัง ด้ามไม้ สันงากลึง อันเป็นผลงานการออกแบบของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นอกจากนี้ยังทรงออกแบบพลับพลาที่เสวย (พระเสาวคนธกุฎี) ในสวนแง่เต๋งของวังสวนดุสิตจำนวน ๒ หลัง อีกด้วย ปัจจุบันคือ ศาลาวรสภาภิรมย์ ตั้งอยู่ภายในพระราชวังสวนดุสิต และศาลาสำราญมุขมาตย์ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร     อ้างอิง ณัฏฐภัทร  จันทวิช. ตาลปัตร พัดยศ และสมณศักดิ์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๒๙ บัณฑิต จุลาสัย และคณะ. วังสวนดุสิต. กรุงเทพฯ : มติชน. ๒๕๕๗ สมคิด จิระทัศนกุล. งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. กรุงเทพฯ : สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์. ๒๕๖๓ ภัทรพล เปี้ยวนิ่ม. พระราชวังสวนดุสิต ทุ่งนาและสวนผลไม้สุดสายตาในอดีตที่กลายเป็นพระราชวังใหญ่ใจกลางพระนคร. เข้าถึงเมื่อ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://siam-renaissance.com/contents/nobleman/พระราชวังสวนดุสิต/




องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (วันวชิราวุธ) 25 พฤศจิกายน” วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือ “วันวชิราวุธ” เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ และบรรดาลูกเสือ เนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า คือ เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสิน ทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งด้านการคมนาคม การแพทย์และสาธารณสุข ด้านการปกครอง กิจการเสือป่าและลูกเสือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปและวัฒนธรรมไทย ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ด้วยคุณูปการดังกล่าว ทางราชการจึงได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ในสถานที่ต่างๆหลายแห่ง ที่สำคัญ คือ พระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณหน้าสวนลุมพินี ซึ่งรัฐบาลและประชาชนพร้อมใจกันบริจาคทรัพย์สร้างขึ้น พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ได้มีพิธีเปิด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 และทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็น วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือ “วันวชิราวุธ” และจัดให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสิน ทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (1 มกราคม พ.ศ. 2423 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 6 ในราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสวยราชสมบัติเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม ปีจอ พุทธศักราช 2453 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รวมพระชนมายุ 45 พรรษา เสด็จดำรงราชสมบัติรวม 15 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใน พระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล แต่ได้ทรงมีการการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน อ้างอิง : ประชิด สกุณะพัฒน์, อุดม เชยกีวงศ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : ภูมิปัญญา, 2549. บุญเติม แสงดิษฐ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัชรการพิมพ์. 2541. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


        การแบ่งยุคสมัยด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือ ในการแบ่งตามเกณฑ์นี้จะให้ความสำคัญต่อพัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้เป็นหลัก โดยอ้างอิงจากเครื่องมือที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์ได้ในแต่ละยุคสมัย ในเริ่มต้นมนุษย์จะเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือจากไม้และหิน ต่อมาจึงเป็นโลหะ ในรูปแบบง่าย ๆ  แล้วจึงสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ ก่อนจะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถผลิตเครื่องมือให้ซับซ้อนขึ้นได้ การแบ่งยุคด้วยเครื่องมือจะสามารถแบ่งได้ดังนี้         ๑. สมัยหิน กำหนดอายุได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ – ๔,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มนำหินมากะเทาะเพื่อให้มีเหลี่ยมคมจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ สมัยหินได้ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ช่วงย่อย ๆ โดยจัดจำแนกตามความแตกต่างของรูปแบบเครื่องมือหิน คือสมัยหินเก่า สมัยหินกลาง และสมัยหินใหม่         ในสมัยหินเก่า หรือกำหนดอายุประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในพื้นที่ประเทศไทยปรากฎเครื่องมือหินที่เรียกว่า “เครื่องมือสับตัด” (Chopper – Chopping tools) สันนิษฐานว่านำไปใช้งานโดยการสับ ตัด ขุด ทุบ เป็นต้น ส่วนสะเก็ดของหินที่ถูกกะเทาะออกมา มีการนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือหินใช้ในการตัด ฟัน เฉือนเรียกว่า “เครื่องมือสะเก็ดหิน” (Flake tools) ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่นที่ แหล่งโบราณคดีถ้ำวิมานนาคิน อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ, แหล่งโบราณคดีถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดลำปาง เป็นต้น           ในสมัยต่อมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถูกเรียกว่าสมัยหินกลาง เทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือหินก็ได้พัฒนาขึ้นมา มีการคัดเลือกประเภทของหินที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ และพัฒนาเทคนิคการกะเทาะให้ดียิ่งขึ้น สามารถกะเทาะหินให้มีรูปร่างเหมาะสมแก่การใช้งาน มีความละเอียด และขนาดที่เล็กลง เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น เช่น เจาะ ขูด เป็นต้น เรียกว่า “เครื่องมือหินแบบหัวบิเนียน” (Hoabinhian tool)  ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่นที่ แหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำปุงฮุง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีถ้ำเบื้องแบบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี          และช่วงท้ายของยุคหินในช่วงประมาณ ๖,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จะถูกนับให้เป็นสมัยหินใหม่ เทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือหินถูกพัฒนาขึ้นไปอีก มีการนำเครื่องมือหินมาขัดให้ผิวเรียบ เพื่อให้เกิดมีความแข็งแรงมากขึ้น และสะดวกต่อการใช้งานในการตัดต้นไม้ และทำเกษตรกรรมให้ดียิ่งขึ้น เรียกว่า “เครื่องมือหินขัด” ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่น แหล่งโบราณคดีหนองแช่เสา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกเจริญ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นต้น         ๒. สมัยสำริด สมัยสำริดเริ่มขึ้นเมื่อการปรากฏของหลักฐานทางโบราณคดีประเภทสำริด ซึ่งคือโลหะผสมโดยมีทองแดงและดีบุกเป็นส่วนผสมหลัก โดยในพื้นที่ประเทศไทยพบร่องรอยการถลุง และผลิตเครื่องมือ เครื่องประดับสำริด กำหนดอายุได้ประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตสำริด เช่น เบ้าหลอมดินเผา ขวานสำริด กระพรวนสำริด กำไลสำริด เป็นต้น แหล่งโบราณคดีสำคัญสมัยสำริด ได้แก่แหล่งโบราณคดีบ้านหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีโนนนกทา อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น, แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี, แหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น          ๓. สมัยเหล็ก เทคโนโลยีในการผลิตโลหะมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก จากเดิมที่สามารถถลุงได้เฉพาะสำริด ได้พัฒนาวิทยาการให้สามารถถลุงโลหะได้ดียิ่งขึ้นจนสามารถถลุงโลหะเหล็กได้ สมัยเหล็กในพื้นที่ประเทศไทยปรากฏขึ้นในช่วงประมาณ ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตเหล็ก เช่น ขวานเหล็ก ใบหอกเหล็ก กำไลเหล็ก เป็นต้น แหล่งโบราณคดีสำคัญสมัยเหล็ก ได้แก่ แหล่งโบราณคดีเนินอุโลก อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีนิลกำแหง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ภาพการเก็บและคัดเลือกหินมากะเทาะเพื่อใช้เป็นเครื่องมือภาพการนำหินมากะเทาะเพื่อผลิตเป็นเครื่องมือภาพตัวอย่างการใช้เครื่องมือหิน (มัดหินกับกิ่งไม้เพื่อทำเป็นขวานหิน)ภาพลายเส้นเครื่องมือหินของเครื่องมือหินแบบหัวบิเนียน ที่มา : กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. “โบราณคดีสำหรับเยาวชน เล่ม ๒ ยุค สมัยทางโบราณคดี.” (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)), 2560, น. 38.ภาพการนำแร่มาแต่งและถลุงภาพการนำแร่ที่ถลุงแล้วมาหลอมในเบ้าหลอมและเทใส่แม่พิมพ์ภาพเครื่องมือขวานสำริด--------------------------------------------- ผู้เรียบเรียง :  นายพรหมพิริยะ พรหมเมศ  ผู้ช่วยนักโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี --------------------------------------------- บรรณานุกรม กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. “โบราณคดีสำหรับเยาวชน เล่ม ๒ ยุค สมัยทางโบราณคดี.” (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)), 2560. --------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : เฟสบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี https://www.facebook.com/100064881662778/posts/pfbid0X8hjeBweJG9gH1UQ9PBzizkySSTwhwCVwrpfVHMq78hmTn8ouEY5Kstk7buHQpCVl/?mibextid=WiMSqg





             พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จัดกิจกรรม ๑๐๐ ปี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ขอเชิญชมนิทรรศการ Black & White Palace เมื่อครั้ง... วังนี้สี "ขาวดำ" "ภาพหนึ่งภาพแทนคำบอกเล่านับพัน" พบกับนิทรรศการภาพถ่ายเก่าที่จะพาย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พระราชวังแห่งนี้ยังถูกย้อมด้วยสีเพียงขาวและดำ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2567 - 5 มกราคม 2568 ณ พระที่นั่งจันทรพิศาล อาคารทิมดาบด้านทิศใต้ และพระนารายณ์ราชนิเวศน์              พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เปิดให้บริการ วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท ติดตามข้อมูลข่าวสารรายละเอียดกิจกรรม ได้ที่ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ : King Narai National Museum สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3641 1458 “ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน” เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๖ โดยรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุ ณ พระที่นั่งจันทรพิศาล ภาพถ่ายเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้บันทึกภาพรูปแบบ การจัดแสดงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙ ช่วยพาเราย้อนกลับไปเมื่อช่วง แรกตั้งพิพิธภัณฑ์แม้ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถระบุได้ว่าภาพใดคือภาพถ่ายที่เก่าที่สุดของเมืองลพบุรี แต่สันนิษฐานว่าเป็นภาพเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองลพบุรี โดยภาพที่สามารถระบุศักราชชัดเจนคือ ภาพจากฟิล์มกระจกของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถ่ายขณะที่ราษฎรเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ตลาดท่าโพธิ์ เมืองลพบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ซึ่งเป็นครั้งเดียวกันกับการเสด็จประพาสเขาสมอคอน และวัดไลย์ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 


            วันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร มอบหมายให้ นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้แทนกรมศิลปากร ร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้งบริจาคเงินสบทบทุน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันก่อตั้งสถาบันการประชาสัมพันธ์ ปีที่ ๖๓ โดยมีนางสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธรสืบนุกูล หัวหน้าส่วนบริหารการฝึกอบรม เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารที่ทำการสถาบันการประชาสัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ


            อุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย ขอเชิญชมการแสดงดนตรี ซิมโฟนีออร์เคสตรา ผสมผสานดนตรีพื้นถิ่นโคราช "ดนตรีกล่อมปราสาท" ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00 - 20.00 น. จัดโดย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข สนับสนุนโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ไทยพีบีเอส มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เทศบาลตำบลพิมาย ที่ทำการปกครองอำเภอพิมาย


โบราณสถานวัดผดุงสุข (วัดถิ่นดุง)          โบราณสถานวัดผดุงสุข (วัดถิ่นดุง) ตั้งอยู่ที่บ้านถิ่นดุง ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แต่เดิมมีชื่อวัดว่า “วัดถิ่นดุง” ตามชื่อหมู่บ้าน เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๖ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดผดุงสุข” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๖ ภายในบริเวณวัดผดุงสุข มีโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ สิม (อุโบสถ) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของวัด มีลักษณะเป็นสิม (อุโบสถ) แบบสถาปัตยกรรมอีสาน ก่อด้วยอิฐถือปูน อยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า และเจดีย์ (ธาตุ) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของสิม (อุโบสถ) จำนวน ๒ องค์ ก่อด้วยอิฐ องค์ที่หนึ่งเหลือเพียงส่วนฐาน ไม่สามารถระบุรูปแบบได้ ส่วนองค์ที่สองเป็นเจดีย์ศิลปกรรมแบบล้านช้าง ฐานเป็นผังสี่เหลี่ยม ส่วนเรือนธาตุทรงบัวเหลี่ยม           นอกจากนี้ ภายในวัดยังพบศิลาจารึกสำคัญ มีลักษณะเป็นจารึกบนแผ่นใบเสมาหินทรายแบนยอดแหลม อักษรไทยน้อย จำนวน ๒ หลัก ได้แก่ ศิลาจารึกผดุงสุข ๑ (นค.๑๐) ระบุจุลศักราช ๙๑๓   (พ.ศ.๒๐๙๔) กล่าวถึงการพระราชทานที่ดินให้แก่วัดศรีสุวรรณของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และศิลาจารึกผดุงสุข ๒ (นค.๑๑) (ศิลาจารึกวัดถิ่นดุง) ด้านที่ ๑ ระบุจุลศักราช ๙๓๒ (พ.ศ.๒๑๑๓) กล่าวถึง พระยาปากเจ้า (เจ้าเมืองปากห้วยหลวง) และเจ้านายอื่นๆ ได้อุทิศที่ดินแก่มหาป่าเจ้า ด้านที่ ๒ กล่าวถึงชื่อพระสุมังคลไอยโกโพธิสัตว์ และกล่าวถึงการกัลปนาหรืออุทิศที่ดินและอาณาเขตที่ดินให้แก่ศาสนา          กรมศิลปากรประกาศกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ “วัดตีนดุง อำเภอโพนพิสัย ตำบลวัดหลวง” ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๓ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙ และประกาศขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๘ ตอนที่ ๗๐ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๔ จำนวน ๒ รายการ ได้แก่ ศิลาจารึกวัดผดุงสุข ๑ และ ศิลาจารึกวัดผดุงสุข ๒       Wat Ph-dung Suk (Wat Thin Dung)          Wat Ph-dung Suk (original name: Wat Thin Dung) is located at Ban Thin Dung, Wat Luang Sub-district, Phon Phisai District, Nong Khai Province. It was permitted to establish the land in February 24, 1983. The complex consists of Ubosot, a square shape brick-stucco built in northeastern style, stated at the west. At the left side of Ubosot there are two brick-made stupas, which the first one only left with the base, unable to describe it design. The other was built in the visual of Lan Xang art, a square layout-based top with square-shaped lotuses body.          Two of Sema, a flat-shaped boundary stone, engraved with Tai Noi inscriptions were found within the temple. The first slab mentions the name of King Setthathirath given the land authority to Wat Sri Suwan in 1551. The second stone had inscriptions on both flat sides. The front side referred to Phra Ya Pak Chao (ruler of Pak Huai Luang), along with other nobles, donated the land to Maha Pa Chao. Other sentence on the back had the name “Sen Soulintha” who donated the land as religious property.          The Fine Arts Department has announced “Wat Thin Dung, Amphoe Phon Phisai, Tambon Wat Luang” in the Government Gazette, Volume 53, on September 27, 1936. It is later has been registered and published in the Government Gazette, Volume 108, Part 70, on April 19, 1991. The area of ancient monument is 7036 square meters.  


              นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกรมศิลปากร ร่วมจัดกิจกรรม ดังนี้              1. เปิดให้บริการและงดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร (ยกเว้นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป พีระศรี อนุสรณ์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวม 3 วัน ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกให้พุทธศาสนิกชนสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่ อีกด้วย              2. กิจกรรมสักการะ นบพระปฏิมา 9 นครามหามงคล 2568 สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อัญเชิญพระพุทธรูปกอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่าง ๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก 9 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองเชียงใหม่ พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม 2 พระหัตถ์ เมืองลพบุรี พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองสรรคบุรี จ.ชัยนาท พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เมืองสุโขทัย พระพิมพ์ลีลาในซุ้มเรือนแก้ว (พระกำแพงศอก) เมืองสุพรรณบุรี พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย 2 พระหัตถ์ เมืองพิษณุโลก และพระชัยเมืองนครราชสีมา นำมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น.              3. ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำและท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ให้เข้าชมความงดงามของเรือพระราชพิธี มรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งสายน้ำ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 20.00 น. ระหว่างวันที่ 27 - 29 ธันวาคม 2567 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จัดกิจกรรม Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม เปิดให้เข้าชมวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา16.30 - 21.00 น. (เฉพาะภายนอกอาคาร) และอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เปิดให้เข้าชมวัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดไชยวัฒนาราม จนถึงเวลา 21.00 น. ในวันศุกร์ – อาทิตย์ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568                       4. เชิญชวนมอบหนังสือเป็นของขวัญปีใหม่ “ให้หนังสือเท่ากับให้ปัญญา” นำหนังสือที่จัดพิมพ์โดยหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร ลดราคาสูงสุด 20% ตั้งแต่บัดนี้ถึง 15 มกราคม 2568 พร้อมกันนี้ได้จัดพิมพ์สมุดบันทึก “เรือพระราชพิธี ศรีแห่งนครา” ให้เลือกสรรเป็นของขวัญปีใหม่ สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร ชั้น 1 อาคารเทเวศร์ หรือสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th              5. กิจกรรม Night Library อ่านกันยามค่ำ ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2568 หอสมุดแห่งชาติ เปิดให้บริการ อาคาร 1 ชั้น 1, 2 และอาคาร Smart Library วันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 09.00 – 19.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. 




            สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์เวลาเปิด - ปิดโบราณสถาน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้แก่ หอพระสิหิงค์ หอพระสูง หอพระอิศวร หอพระนารายณ์ และโบสถ์พราหมณ์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางกล่องข้อความ facebook สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช หรือ โทร. ๐ ๗๕๓๕ ๖๔๕๘              - หอพระสิหิงค์ หรือหอพระพุทธสิหิงค์ เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” พระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุในสมัยอยุธยา (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑) หอพระสิหิงค์ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นหอพระตั้งอยู่บริเวณจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช “พระพุทธสิหิงค์” ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญของบ้านเมือง ซึ่งในประเทศไทยปรากฏพระพุทธสิหิงค์เพียง ๓ องค์ องค์แรกประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และองค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดพระนครศรีธรรมราช               - หอพระสูง หรือ พระวิหารสูง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔) หอพระสูงถือเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตั้งอยู่ที่ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ นอกกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชด้านทิศเหนือ มีข้อสันนิษฐานหลายประการเกี่ยวกับประวัติการสร้างหอพระสูงและที่มาของเนินดิน เช่น เชื่อว่าเนินดินนี้เกิดจากชาวเมืองนครศรีธรรมราชช่วยกันขุดดินจากบริเวณคลองหน้าเมืองมาถมจนเป็นเนินใหญ่ เพื่อใช้ตั้งปืนใหญ่ในการสกัดกั้นทัพพม่าในคราวที่มีการยกทัพมาตีหัวเมืองภาคใต้ตั้งแต่มะริด ถลาง ไชยา เรื่อยมาจนถึงนครศรีธรรมราช เมื่อครั้งสงคราม ๙ ทัพใน พ.ศ. ๒๓๒๘ ภายหลังเนินดินแห่งนี้ได้กลายเป็นที่รกร้าง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ราว พ.ศ.๒๓๗๗ เจ้าพระยานคร (น้อย) เห็นว่าควรจะสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวเมือง จึงให้สร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตักประมาณ ๕ ศอก สูงประมาณ ๘ ศอกขึ้นบนเนินนั้น และสร้างวิหารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปด้วยหลังหนึ่ง เรียกว่า “หอพระสูง” และเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าหอพระสูงมาตั้งแต่บัดนั้น              - หอพระอิศวร ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งบูชาพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นใหญ่เหนือเทพองค์อื่น สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ศิลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ สันนิษฐานว่าหอพระอิศวรสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา โดยสร้างขึ้นพร้อมกับหอพระนารายณ์ และโบสถ์พราหมณ์ ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เจริญควบคู่มากับการตั้งถิ่นฐานของเมืองนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นภายในหอพระอิศวรยังเคยเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปสำริดอื่นๆ ได้แก่ พระศิวนาฏราช พระอุมา พระคเณศ และรูปหงส์ ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช                - หอพระนารายณ์ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับหอพระอิศวร เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย บูชาพระนารายณ์เป็นใหญ่เหนือเทพองค์อื่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมเนื่องในลัทธิศาสนาและประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ หอพระนารายณ์ มีการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๔๗๕) หลักฐานสำคัญที่พบในหอพระนารายณ์ ได้แก่ เทวรูปพระนารายณ์ สี่กร ทำด้วยหินทรายลักษณะเป็นเทวรูปรุ่นเก่า อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๑ ปัจจุบันนำมาเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ส่วนเทวรูปพระนารายณ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในหอนั้น กรมศิลปากรได้จำลองแบบตามภาพถ่ายเก่า ลักษณะเป็นเทวรูปในศิลปะอยุธยา จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ พบว่าอาคารหอพระนารายณ์หลังปัจจุบัน สร้างทับอาคารหลังเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยอาคารปัจจุบันมีขนาดเล็กกว่า               - โบสถ์พราหมณ์ เป็นเทวสถานสำคัญประจำเมืองนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญของพราหมณ์ โดยเฉพาะพิธีตรียัมปวาย และตรีปวาย ภายในเคยเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพเนื่องในศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญหลายองค์ ได้แก่ พระศิวนาฏราชสำริด พระอุมาสำริด พระวิษณุสำริด พระหริหระสำริด พระคเณศสำริด และหงส์สำริด ภายหลังโบสถ์พราหมณ์หลังที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยามีสภาพชำรุดมาก จึงถูกรื้อลงใน พ.ศ. ๒๕๐๕ กระทั่งใน พ.ศ.๒๕๕๗ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี พบฐานรากอาคารของโบสถ์พราหมณ์ห่างจากหอพระอิศวรมาทางทิศใต้ ๕ เมตร ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก ขนาดกว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ภายในอาคารด้านในสุดมีห้องคูหาก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีแท่นสำหรับประดิษฐานรูปเคารพอยู่ภายใน ในครั้งนั้นได้มีการนำตัวอย่างอิฐที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีไปกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคเรืองแสงความร้อน (TL) ได้ค่าอายุประมาณ ๔๕๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา จากการดำเนินงานทางโบราณคดีครั้งดังกล่าว ใน พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช จึงดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์พราหมณ์ขึ้นใหม่ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และเพื่อเป็นการคงคุณค่าความสำคัญของโบสถ์พราหมณ์ในฐานะโบราณสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช


black ribbon.