ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,557 รายการ

***บรรณานุกรม***     ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ     ปีที่ 16(7)     ฉบับที่ 654(248)    วันที่ 16-31 พฤษภาคม 2534




✦ โบราณสถานถ้ำนางทองกับรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย ที่ประดิษฐานไว้ในเมืองบางพาน✦ . เรียบเรียงโดยนางสาวธนิสรา พุ่มผะกา นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย . . ▶ เขานางทอง . โบราณสถานถ้ำนางทอง หรือ วัดเขานางทอง ตั้งอยู่ที่ “เขานางทอง” ซึ่งอยู่นอกเมืองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบางพาน ในเขตตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เป็นภูเขาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองบางพานและเคยเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัยที่สันนิษฐานกันว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) โปรดฯ ให้สร้างไว้บนยอดเขาตามที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๒ (จารึกนครชุม) ความว่า . " …พระยาธรรมมิกราช ให้ไปพิมพ์เอารอยตีน…พระเป็นเจ้าเถิงสิงหล อันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฏบรรพต ประมาณเท่าใดเอามาพิมพ์ไว้ จุ่งคนทั้งหลายแท้…อันหนึ่งประดิษฐสถานไว้ในเมืองศรีสัชชนาลัย เหนือจอมเขา…อันหนึ่งประดิษฐสถานไว้ในเมืองสุโขทัยเหนือเขาสุมนกูฏ อันหนึ่งประดิษฐสถานไว้ในเมืองบางพานเหนือจอมเขานางทอง.... " . ในพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระราชาธิบายเกี่ยวกับเขานางทองไว้ ดังนี้ . “..ยอดเขานี้มีกองแลงอยู่กองหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นพระเจดีย์ได้ตั้งอยู่บนเนินหนึ่ง อีกเนินหนึ่งมีอะไรคล้ายบุษบกอยู่บนนั้น ที่ระหว่างเนินทั้งสองนี้ มีแผ่นศิลาสลักเป็นรอยพระพุทธบาทไว้แผ่นหนึ่ง นอกจากลายก้นหอยที่นิ้วกับจักรใหญ่อยู่ตรงฝ่าพระบาทมีลายต่างๆ แบ่งเป็นห้อง ดูเป็นทำนองจีน มีอะไรคล้าย ๆ กับเก๋งจีนอยู่ในนั้นหลายห้องทางริมแผ่นศิลาข้างซ้ายพระบาท แต่นอกรอยพระบาทออกมามีตัวอักษรขอมจารึกอยู่ แต่ศิลากะเทาะออกเสียมาก อ่านไม่ได้ความ พระบาทนี้เหลือที่จะกำหนดอายุได้อาจเป็นของเก่าครั้งพระร่วง...” . ▶ โบราณสถานบนเขานางทอง . โบราณสถานถ้ำนางทองตั้งอยู่บนเขานางทอง วางผังตามแนวยาวของภูเขา ด้านบนสูงสุดเป็นเจดีย์ใหญ่ทรงดอกบัวตูมหรือพุ่มข้าวบิณฑ์ ฐานเจดีย์กว้าง ๑๒ เมตร ก่อด้วยศิลาแลง ถัดมาเป็นเจดีย์รายก่ออิฐขนาดเล็ก ๓ องค์ กว้างด้านละ ๒ เมตร เท่ากันทุกองค์ และมีวิหาร ๑ หลัง ส่วนอีกเนินหนึ่งทางด้านทิศเหนือเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่าเป็นอาคารโถงประเภทวิหาร และมีบ่อน้ำกรุอิฐเป็นรูปวงกลม . ▶ รอยพระพุทธบาทเขานางทอง . รอยพระพุทธบาทเขานางทอง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นศิลปะสมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๒๐) แกะสลักจากหินชนวน มีขนาดยาว ๑๗๒.๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๑๔ เซนติเมตร รอยพระพุทธบาทมีรูปมงคลร้อยแปดอยู่ในช่องตารางรูปสี่เหลี่ยม ตรงกลางมีลายธรรมจักร ปลายนิ้วพระบาทสลักเป็นลายนิ้ว ที่ด้านข้างสลักลายเทวดาขนาดใหญ่ กรอบรอบขอบนอกเป็นลายบัว สภาพขอบโดยรอบกะเทาะ ขอบและมุมหักบิ่น . ▶ การดำเนินงานทางโบราณคดีและประวัติการอนุรักษ์ . ๑. กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเขานางทอง ในราชกิจจานุเบกษา ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๘ หน้าที่ ๓๖๘๐ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ . ๒. กรมศิลปากรประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเขานางทอง ในราชกิจจานุเบกษา ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน เล่ม ๑๑๘ ตอน พิเศษ ๒๙ ง วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เนื้อที่โบราณสถาน ๑๗๕ ไร่ ๑ งาน ๒๕ ตารางวา . ๓. กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งทางโบราณคดีเพื่อบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ . ๔. กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙





          เอกสารโบราณและบันทึกชาวต่างชาติ มักกล่าวถึงพื้นที่บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์และ กรุงธนบุรีในนาม “เมืองบางกอก” โดยในสมัยอยุธยาเมืองบางกอกอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา๑ ในสมัยธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ เมืองถูกสร้างโดยใช้พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำฯ ราชธานีอยู่ฝั่งตะวันตก วังลูกเจ้าเมืองบางกอก บ้านพระยาราชาเศรษฐี และชุมชนชาวจีนอยู่ฝั่งตะวันออก๒ กระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์พื้นที่ ฝั่งตะวันออกนี้ได้สร้างราชธานีและพระบรมมหาราชวังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน๓ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มีร่องรอยของชุมชนเรื่อยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์           พ.ศ.๒๕๖๐ บริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ดำเนินงานการปรับปรุงภูมิทัศน์รวมทั้งอาคารต่าง ๆ และงานขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เริ่มขุดค้นในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดย นายอนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ จำนวน ๕ หลุมขุดค้น (ขณะวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนดำเนินงานเพียง ๔ หลุมขุดค้น) จากการขุดค้นพบหลักฐานประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับวังท่าพระ เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง (Stoneware) เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง (Porcelain) รวมถึงเครื่องถ้วยจีนที่เป็นหลักฐานประเภทหนึ่งของเศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง พบจำนวน ๒๓๐ ชิ้น (จาก ๔ หลุมขุดค้น) จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีน แบ่งอายุสมัยได้ ๒ สมัย ได้แก่ สมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่ กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับรัชกาลที่ ๑-๕ และสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับรัชกาลที่ ๖ ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตจากเตาจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เตาเต๋อฮั่วและเตาอันซี มณฑลฝูเจี้ยน เตาต้าปู้ มณฑลกว่างตง และกลุ่มเตาในมณฑลกว่างตงหรือมณฑลฝูเจี้ยน รูปแบบของเครื่องถ้วยจีนส่วนใหญ่เป็นจาน จานเชิง ชาม ชามมีฝา ถ้วย ถ้วยชา และโถ ตกแต่ง ด้วยการเขียนลายสีครามใต้คราม รวมทั้งการพิมพ์ลายสีครามใต้คราม เขียนลายสีบนเคลือบ เขียนสีลงยาบนเคลือบ (เครื่องถ้วยเบญจรงค์และเบญจรงค์แลทอง) เคลือบสีเขียว และเคลือบสีขาว           จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระนี้ สรุปได้ว่า เครื่องถ้วยจีนมีอายุร่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๑-๖ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานสำหรับชนชั้นสูงภายในวังท่าพระ แต่ยังไม่พบเครื่องถ้วยจีนที่มีอายุในช่วงสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี อาจเพราะพื้นที่นี้ถูกใช้ในกิจกรรมการทำไร่สวนในสมัยอยุธยาที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกชาวต่างชาติ พื้นที่นี้ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับบริเวณมิวเซียมสยามและรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชย ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบางกอกหรือป้อมวิไชยเยนทร์ และในสมัยธนบุรีมีระยะเวลาความเป็นราชธานีอันสั้นจึงยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามจากการขุดค้นยังพบภาชนะดินเผาเนื้อดินแกร่ง หากมีการศึกษาหลักฐานประเภทนี้หรือขุดค้นในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม อาจพบหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรีและได้ข้อมูลมากขึ้น เพราะการขุดค้นทางโบราณคดี การ “ไม่พบ” ใช่ว่าจะ “ไม่มี” แผนผังที่ ๑ ตำแหน่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี หลุมขุดค้นที่ ๑-๕ (TP.1-5) ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระภาพที่ ๑ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๕๓)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)-----------------------------------------------------เชิงอรรถ (๑) อ้างอิงจากแผนที่โบราณในบันทึกชาวต่างชาติ เช่น แผนที่นิรนามเขียนขึ้นโดยชาวฮอลันดาราวปี พ.ศ.๒๑๘๕ แผนที่ใน “จดหมายเหตุลา ลู แบร์” พ.ศ.๒๒๓๑ แผนที่ใน “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” โดย นิโกลาส์ แซรแวส พ.ศ.๒๒๓๑ เป็นต้น (๒) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ หลักฐานกำแพงเมืองธนบุรีบริเวณอนุสาวรีย์สหชาติ และแผนที่สงครามจราชลพม่า (๓) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ต านานวังเก่า และแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๓๖๗----------------------------------------------------- ผู้เขียน : กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร-----------------------------------------------------รายการอ้างอิง กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์. “กรุงธนบุรี ในสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕. _______. โบราณคดีเมือง โบราณคดีกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๒. กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์. “การศึกษาเครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หลุมขุดค้นที่ ๑-๔.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒. ซิมอน เดอ ลา ลู แบร์. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๔๘. เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (๒๐๐๖), ๒๕๖๒. ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช. กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, หม่อมราชวงศ์, และคณะ. องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๕. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. “การใช้เครื่องถ้วยจีนและเครื่องถ้วยเวียดนามในการกำหนดอายุหลักฐาน ทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปะ : กรณีศึกษาลวดลายปูนปั้นประดับบนโบราณสถานใน ประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และจิราภรณ์ อรัณยะนาค. เครื่องปั้นดินเผาจีนและเบญจรงค์ ที่พบใน พระราชวังหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์อนุรักษ์เครื่องปั้นดินเผา โบราณโรงเรียนถนอมบุตร, ๒๕๖๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร, สว่าง เลิศฤทธิ์ และกฤษฎา พิณศรี. ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โอสถสภา, ๒๕๓๙. รูนีย์, ดอว์น เอฟ. เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง. แปลโดย จุฑามาศ อรุณวรกุล. กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๐. หฤษฎ์ แสงไพโรจน์. “การใช้พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์บริเวณฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีจากหลักฐาน ทางโบราณคดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒.


จวนเจ้าเมืองสงขลา : ธนบุรี - รัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ วัง หรือ จวน หรือบ้านพักเจ้าเมืองสงขลาที่มีการโยกย้ายตามที่ตั้งเมืองแต่ละยุคสมัย            ในวัง : จวนเจ้าเมืองฝั่งแหลมสน            ในสมัยธนบุรีจนถึงต้นรัตนโกสินทร์เมืองสงขลายังคงตั้งอยู่ที่ฝั่งแหลมสน โดยสันนิษฐานว่าที่ว่าราชการเมืองในสมัยนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า "ในวัง" ซึ่งมีพื้นที่บนที่ราบทางทิศตะวันออกของวัดสุวรรณคีรี ทั้งนี้ในอดีตชาวบ้านเคยพบแนวกำแพง ธรณีประตูทำด้วยหินแกรนิต และปืนใหญ่ ๖-๗ กระบอกวางกองอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว การขุดค้นทางโบราณคดีในพ.ศ.๒๕๔๒ พบว่าในหลุมขุดค้นที่ ๑-๔ ได้พบเศษภาชนะดินเผาจำนวนมากซึ่งได้แก่เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง เศษเครื่องเบญจรงค์ รวมถึงเศษเครื่องถ้วยของฮอลันดา จึงเป็นไปได้ว่าพื้นที่ในบริเวณนี้อาจเป็นที่ตั้งที่ว่าราชการเมืองสงขลามาก่อน ทั้งนี้สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงษาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงษ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช ได้บรรยายลักษณะของจวนเจ้าเมืองสงขลาแห่งนี้ในพ.ศ.๒๔๒๗ ไว้ว่า "...บ้านเจ้าเมืองเก่าทำเปนเรือนไทยหลังคามุงกระเบื้อง ฝาขัดแตะถือปูน ๓ หลัง ริมบ้านเจ้าเมืองมีศาลเทพารักษ์โบราณเปนศาลจีน..." จวนเจ้าเมืองที่แหลมสนนี้คงเป็นที่อยู่และที่ว่าราชการมาจนถึงสมัยพระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง)           ไนยจ้วน : จวนเจ้าเมืองฝั่งบ่อยาง           ในพ.ศ.๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีท้องตราให้พระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ที่ฝั่งบ่อยาง พระราชทานเงินส่วยอากรเมืองสงขลา ให้ใช้จ่ายในการก่อกำแพงสองร้อยชั่ง พระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง)ได้กำการก่อสร้างกำแพงเมืองพร้อมกับฝังหลักเมืองเสร็จบริบูรณ์ในพ.ศ.๒๓๘๕ กับได้ก่อตึกจีนเป็นจวนผู้ว่าราชการเมืองไว้ ๕ หลังเรียกกันว่าไนยจ้วน ตัวอาคารเป็นเรือนชั้นเดียวยกพื้น หลังคามุงกระเบื้องสงขลา วิธีช่างทำทำนองจีน ทั้งนี้ตำแหน่งที่ตั้งของจวนผู้ว่าราชการเมืองสงขลาตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองสงขลา ด้านหน้าจวนใช้กำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเป็นรั้วจวน ด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นหลังจวนติดกับวัดดอนรัก ด้านทิศเหนือติดกับถนนที่มาจากประตูช่องกุดมุ่งหน้าไปวัดดอนรัก ส่วนด้านทิศใต้ติดกับคลองขวาง ประตูใหญ่ที่ใช้เข้าออกจวนนั้นเป็นประตูเมืองชื่อประตูจันทีพิทักษ์ และประตูพุทธรักษา โดยมีสะพานยื่นออกไปในทะเลสาบที่ประตูนี้เรียกว่าตะพานหน้าจวน จวนแห่งนี้ถือว่าเป็นจวนกลางสำหรับผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โดยใช้เป็นที่อยู่และที่ว่าราชการเมืองมาตั้งแต่ในสมัยพระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง) เจ้าพระยาวิเชียรคีรี(บุญสัง) และเจ้าพระยาวิเชียรคีรี(เม่น) มาเป็นลำดับ และในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช และตั้งที่ว่าการมณฑลที่เมืองสงขลาแล้ว ได้มีการปรับปรุงพื้นที่ “ไนยจ้วน” เป็นสถานที่ราชการเช่นเป็นที่ตั้งของศาลมณฑลนครศรีธรรมราช และเป็นคุกกักขังนักโทษ เป็นต้น ส่วนศาลาว่าการมณฑลนั้นใช้อาคารบ้านพักของพระยาสุนทรานุรักษ์(เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยเจ้าเมืองสงขลา เป็นที่ว่าราชการ           จวนบ้านออก : จวนเจ้าเมืองนอกกำแพงเมือง           หลังจากเจ้าพระยาวิเชียรคีรี(เม่น)ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาคนต่อๆมาก็อยู่บ้านของตัวไม่ได้อยู่ที่จวนกลางอีกต่อไป เมื่อพระยาวิเชียรคิรี(ชุ่ม) ได้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาในพ.ศ.๒๔๒๗ ก็ย้ายที่ว่าราชการเมืองไปยังบ้านส่วนตัวซึ่งเป็นบ้านของพระยาศรีสมบัติจางวางผู้เป็นปู่ (ชาวสงขลาเรียกว่าบ้านออก) สันนิษฐานว่าจวนแห่งนี้อาจเป็นอาคารทรงจีนที่ปรากฏในภาพถ่ายพ.ศ.๒๔๓๗ และถูกระเบิดทำลายไปราวพ.ศ.๒๔๘๕ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒           จวนหลังสุดท้าย : จวนนอกกำแพงเมืองแห่งที่ ๒           ต่อมาเมื่อพระยาวิเชียรคิรี(ชม) ได้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ก็ได้ใช้บ้านพักส่วนตัวเป็นที่ว่าราชการ โดยไม่ได้กลับไปใช้จวนกลางที่ใช้กันมาแต่เดิม ทั้งนี้เมื่อนาย Monsieur Claine Jules เข้ามายังเมืองสงขลาในพ.ศ.๒๔๓๒ ได้ถ่ายภาพจวนแห่งนี้ไว้ -------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา-------------------------------------------------*เผยแพร่ข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร


เลขทะเบียน : นพ.บ.142/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  64 หน้า ; 4.6 x 55.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากชื่อชุด : มัดที่ 85 (340-345) ผูก 5 (2564)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา (ปถมพระสงฺคายนา-จตุตถพระสงฺคายนา)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง              ชื่อเรื่อง            อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นางพุด  สิทธิกุล   ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งแรก   สถานที่พิมพ์    กรุงเทพฯ     สำนักพิมพ์       กรุงสยามการพิมพ์    ปีที่พิมพ์           2517      จำนวนหน้า       136 หน้า    หมายเหตุ               พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพนางพุด สิทธิกุล อ.ระโนด จ.สงขลา                 เนื้อหาสาระประกอบด้วยเรื่องปลุกใจศิษย์โดยพระพิศิษฐ์ธรรมภาณ(เปลื้อง  จต.ตาวิโล)เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต-พังงา-กระบี่ (ธรรมยุต)ทางดำเนินแห่งชีวิตโดยณัฐวุฒิ  สุทธิสงคราม อบายมุขคำกลอนโดยนายสวัสดิ์  เจยาคมน์และภาคเบ็ดเตล็ดประกอบด้วยเรื่องความถนอมเวลา  ดีช่วยดี  แม่  ขี้เมา   โลกมนุษย์   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.11/1-4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ซิยินกุ้ย ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2511 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ จำนวนหน้า : 340 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ 14 จากทั้งสิ้น 35 เรื่อง จากหนังสือชุดภาษาไทย ขององค์การค้าคุรุสภาจัดพิมพ์ขึ้น เป็นการแปลพงศาวดารจีน ตามลำดับราชวงศ์กษัตริย์จีน อธิบายถึงซิยินกุ้ย ผู้เป็นทหารเอกคนหนึ่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีฝีมือยอดเยี่ยมในการรบ มีความชำนาญในการใช้อาวุธต่าง ๆ โดยเฉพาะฝีมือทวนและยิงธนู


     เทศกาลตรุษจีน ตอนที่ ๑  จาก “ขนมจีน” สู่ “เกาเหลา” เรื่องเล่าจาก พิธีตรุษจีนหลวง       พิธีตรุษจีน นับเป็นพิธีสำคัญของชาวจีน เป็นการเซ่นไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับความช่วยเหลือคุ้มครองในปีที่ผ่านมา และขอพรสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่  ซึ่งจะมีการเซ่นไหว้เทพเจ้า บรรพบุรุษ และผีไร้ญาติ ซึ่งการไหว้ผีไร้ญาติ ชาวจีนโพ้นทะเลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการรำลึกถึงเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมที่ออกมาแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีชาวจีนเดินทางเข้ามาในแผ่นดินสยามเป็นจำนวนมากกลุ่มชาวจีนได้มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของสยามในขณะนั้นอย่างยิ่งซึ่งกลุ่มชาวจีนได้มีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งในระบบเศรษฐกิจของราชสำนักสยาม นั่นคือ การเป็นเจ้าภาษีนายอากร ผู้รับประมูลเก็บภาษีต่างๆ ส่งพระคลังหลวง ชาวจีนเหล่านี้ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนนาง และในเวลาต่อมาจะเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะในสังคมสยาม      รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน กลุ่มเจ้าภาษีนายอากร หรือผู้มั่งมีชาวจีนในกรุงเทพฯ ต่างนำสิ่งของมาทูลเกล้าฯ ทูลกระหม่อมถวาย เป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า สิ่งของเหล่านี้ ควรจะได้เป็นไปในทางการกุศล จึงโปรดให้มีการพระราชกุศลขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยให้มีการเลี้ยงพระสงฆ์ที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย สามวัน      นอกจากนี้สิ่งของที่บรรดาชาวจีนนำมาถวายในเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งโปรดให้บรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ ท้าวนางในราชสำนัก จัดมาร่วมในเทศกาลตรุษจีนด้วย สิ่งนั้น คือ “ขนมจีน”     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพรรณนาไว้ในพระราชนิพนธ์ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ความว่า    “....ได้โปรดให้มีเลี้ยงพระสงฆ์ที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยขึ้นทั้งสามวัน แต่ไม่มีสวดมนต์ พระสงฆ์ฉันวันละ ๓๐ รูป เปลี่ยนทุกวัน ...โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และท้าวนางข้างใน จัดเรือขนมจีนมาจอดที่หน้าตำหนักแพ พวกภรรยาข้าราชการผู้ใหญ่ๆ ที่ทรงรู้จักเคยเฝ้าแหนก็จัดเรือขนมจีนมาถวายผลัดเปลี่ยนเวรกันไปทั้งสามวัน ตัวก็มาเฝ้าด้วย แล้วให้ทนายเลือกกรมวังคอยรับขึ้นมาถวาย พระสงฆ์ฉันแล้วจึงได้เลี้ยงข้าราชการต่อไป...”        เทศกาลตรุษจีน จึงได้เข้าสู่ราชสำนักนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา และเป็นธรรมเนียมที่จะมีการถวายภัตตาหารและเลี้ยงขนมจีน เรื่อยมาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ ๔  พระองค์ทรงมีความสนพระทัยในทางศาสนา ตลอดจนขนบธรรมเนียมต่างๆ อย่างยิ่ง ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการพระราชกุศลเนื่องในเทศกาลตรุษจีนว่าด้วยของเลี้ยงพระในเทศกาลนี้ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าใน “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ว่า    “... ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า การที่ทำบุญตรุษจีนเลี้ยงขนมจีนนั้นไม่ใช่ของจีน เป็นแต่สักว่าชื่อเป็นจีน ให้ทำเกาเหลาที่โรงเรือยกเข้ามาเลี้ยงพระสงฆ์แทนขนมจีน เป็นของหัวป่าก์ชาวเครื่องทำ...”        ความสำคัญของเกาเหลา เมนูอาหารอย่างหนึ่งในครั้งนั้น ทำให้เกิดตำแหน่งขึ้นราชการครั้งนั้นด้วย คือ เจ้ากรมเกาเหลาจีน ซึ่งมีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษาครั้งรัชกาลที่ ๔ ว่า  “...ให้ตั้งจีนเอ้ง เป็น ขุนราชภัตการ จางวางจีนช่างเกาเหลา พระราชทานให้ถือศักดินา ๕๐๐  ทำราชการตั้งแต่ ณ วันจันทร์ เดือนแปด บุรพาสารทแรมสิบค่ำ ปีมะเมียสัมฤทธิศก...”       ขุนราชภัตการผู้นี้ ต่อมาได้เลื่อนขึ้น เป็น หลวงราชภัตการ มีธิดาคนหนึ่งชื่อเพ็ง ถวายตัวทำราชการฝ่ายในเป็นนางละครหลวง เจ้าจอมอยู่งาน และเป็นเจ้าจอมมารดา  มีพระราชธิดาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้านงคราญอุดมดี  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เอง ที่โปรดให้มีการตั้งเครื่องเซ่นสังเวยเทวรูปจากหอแก้วในพระบรมมหาราชวัง เชิญมาประดิษฐานในศาลเก๋งจีนข้างพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย พร้อมทั้งตั้งเครื่องสังเวยทั้งสามวัน  โปรดให้อาลักษณ์อ่านประกาศ โดย “...ขอพรข้างปลายเป็นการเทวพลีให้เข้าเค้าอย่างเช่นของจีน...”  รวมถึงโปรดให้มีการตั้งเครื่องเซ่นอย่างจีน ถวายหน้าพระพุทธรูปเพิ่มเติมไปด้วย  รวมถึงมีของถวายพระอย่างจีนจัดบรรทุกบนหลังโค คือ แตงอุลิด ขนมเข่ง กระเทียมดอง สิงโตน้ำตาลทราย ส้ม เป็นต้น       การพระราชกุศลเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ยังมีมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในต้นรัชกาล ได้กลับไปใช้แบบแผนอย่างรัชกาลที่ ๓ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน    “...ได้ขอกลับเปลี่ยนไปอย่างแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และขอให้มีเรือขนมจีนอย่างเก่า ให้ภรรยาของท่านและเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ จัดขนมจีนมาถวายและมาเฝ้าเหมือนอย่างแต่ก่อน ในการตรุษจีนสมเด็จเจ้าพระยาอยู่ข้างจะเป็นธุระเห็นสุนกสนานมาก ตัวท่านเองก็อุตส่าห์มาเฝ้าพร้อมกับขุนนางทั้ง ๓ วัน ทุกๆ ปีมิได้ขาดเลย...”       “ขนมจีน” จึงได้กลับมาอีกครั้ง ในรัชกาลที่ ๕ ขณะเดียวกัน “เกาเหลา” นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าไว้ใน พระราชพิธีสิบสองเดือนไว้สั้นๆ ว่า “...แล้วผู้ทำก็ล้มตายหายจาก กร่อยๆ ลงก็เลยละลายหายไปเอง...” สันนิษฐานว่า กรมเกาเหลาจีน คงจะสิ้นสุดบทบาทลงในรัชกาลนี้ แต่ถึงแม้ว่ากรมเกาเหลาจีน จะไม่มีแล้ว แต่ก็ปรากฏว่า ข้าราชการเชื้อสายจีนคือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียร)  และพระยาสวัสดิ์วามดิฐ (ฟัก) ได้นำนำเครื่องอย่างจีนตั้งถวายเป็นพระกระยาหาร เลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ ดังปรากฏในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๓ จุลศักราช ๑๒๔๔ (พุทธศักราช ๒๔๒๕)   ความตอนหนึ่งว่า  “....เวลาเช้า ๕ โมงเศษ เสด็จออกทรงพระราชยานไปประทับพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ทรงจุดเทียนนมัสการ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ถวายศีลแล้ว ทรงประเคนพระสงฆ์รับพระราชทานฉันในการตรุษจีนเป็นคำรบ ๓ โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ทูลกระหม่อมฟ้าชายพระองค์ใหญ่เสด็จไปจุดเครื่องสังเวยและปล่อยปลา ครั้นพระกลับแล้ว เสด็จออกขุนนางที่นั่น...แล้วเสด็จกลับมาประทับซิตติงรูมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานโต๊ะเกาเหลาอย่างจีนเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ประทับโต๊ะเสวยด้วย เวลาบ่าย ๓ โมงเศษเลิก เสด็จขึ้น....”    ผู้เขียน : วสันต์  ญาติพัฒ  ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี   ภาพประกอบ : ท่าราชวรดิฐ สถานที่ประกอบการพระราชกุศลเลี้ยงพระเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕   อ้างอิง  จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๑๓.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๗๙. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๙)  จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๓๓. กรุงเทพฯ :  โรงพิมพ์ตีรณสาร, ๒๕๑๔.(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระ บรมราชานุญาตให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงลัย เทพาธิบดี (ลัย บุนนาค) ต.จ. ณ เมรุวัด ธาตุทอง วันอาทิตย์ที่ ๑๔พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๔) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๕๖. ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ ๔.กรุงเทพฯ :สำนักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๗. (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประกอบ  หุตะสิงห์ ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗)  ศิลปากร, กรม. พระราชพิธีสังเวยพระป้าย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๐.



black ribbon.