ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,853 รายการ
วันศุกร์ที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๓๐ น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ เชิญส.ค.ส. พระราชทาน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๔ ประทานแก่นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ณ กรมศิลปากร ถ.หน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๔ กรมศิลปากร โดย สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ได้เข้าตรวจสอบหลักหินเสมา ๒ หลัก ที่บ้านกุดตาใกล้ หมู่ ๔ ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ โดยชาวบ้านกุดตาใกล้ได้ทำการขุดเปิดพื้นที่บริเวณบ้านของนายธงชัย คะโยธา ราษฎรบ้านกุดตาใกล้ จึงได้พบหลักหินดังกล่าว อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าหลักหินที่ขุดพบมี ลักษณะเป็นเสาหินทรายแปดเหลี่ยม จำนวน ๒ หลัก ขนาดกว้าง ๕๕ ซม. สูง ๒๑๒ ซม. และ กว้าง ๖๐ ซม. สูง ๑๗๗ ซม. สภาพไม่สมบูรณ์ ส่วนเดือยของหลักหินที่หักออก มีขนาดกว้าง ๔๔ ซม. สูง ๙๒ ซม. ชาวบ้านกุดตาใกล้ ได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้จมดินอยู่โดยโผล่พ้นดินขึ้นมาบางส่วน หลังจากนั้นมีการนำดินขุดสระมาถม แต่ยังเป็นที่รับรู้ของคนในชุมชนว่ายังมีหลักหินอยู่ในจุดดังกล่าว จนกระทั่งได้ขุดเปิดพื้นที่และพบหลักหินทั้งสองหลักนี้อีกครั้ง โดยตนได้สั่งการให้สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี เก็บข้อมูลรายละเอียดพร้อมจัดทำแผนผังที่พบ เพื่อดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีต่อไป นายประทีปกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมศิลปากรมีนโยบายในการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมา ทวารวดีกับการตั้งชุมชนและพื้นที่ใช้งานทางวัฒนธรรมช่วงทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี และสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เพื่อศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับเสมาโบราณที่พบกระจายตัวหนาแน่นในภาคอีสานที่สัมพันธ์กับการตั้งชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๖ โดยมีแหล่งสำคัญ เช่น เมืองจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเมืองคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น สำหรับในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ที่ผ่านมามีรายงานการพบแหล่งเสมาโบราณหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่น โดยมีแหล่งสำคัญอยู่ที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ตำบลหนองแปน อำเภอ กมลาไสย และที่บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นต้น โดยแหล่งบ้านกุดตาใกล้นี้จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมาทวารวดีฯ ด้วยเช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการพบเสมาทั้ง ๒ หลักนี้ คือเป็นการพบหลักฐานในแหล่งดั้งเดิม ที่นักโบราณคดีจะยังมีโอกาสศึกษาชั้นดินที่พบ รวมถึงเก็บข้อมูลบริบทแวดล้อมทางโบราณคดีได้มากกว่าใบเสมาส่วนใหญ่ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว และสูญเสียข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในทางการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ ในเบื้องต้นท้องถิ่นแจ้งความประสงค์จะเก็บรักษาเสมาทั้งสองหลักไว้ในพื้นที่ โดยจะดำเนินการขออนุญาตกรมศิลปากรตามข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นต่อไป
กรมศิลปากรตรวจสอบหลักหินเสมา 2 หลัก ที่บ้านกุดตาใกล้ หมู่ 4 ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 กรมศิลปากร โดย สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ได้เข้าตรวจสอบหลักหินเสมา 2 หลัก ที่บ้านกุดตาใกล้ หมู่ 4 ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ โดยชาวบ้านกุดตาใกล้ได้ทำการขุดเปิดพื้นที่บริเวณบ้านของนายธงชัย คะโยธา ราษฎรบ้านกุดตาใกล้ จึงได้พบหลักหินดังกล่าว
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าหลักหินที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเสาหินทรายแปดเหลี่ยม จำนวน 2 หลัก ขนาดกว้าง 55 ซม. สูง 212 ซม. และ กว้าง 60 ซม. สูง 177 ซม. สภาพไม่สมบูรณ์ ส่วนเดือยของหลักหินที่หักออก มีขนาดกว้าง 44 ซม. สูง 92 ซม. ชาวบ้านกุดตาใกล้ได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้จมดินอยู่โดยโผล่พ้นดินขึ้นมาบางส่วน หลังจากนั้นมีการนำดินขุดสระมาถม แต่ยังเป็นที่รับรู้ของคนในชุมชนว่ายังมีหลักหินอยู่ในจุดดังกล่าว จนกระทั่งได้ขุดเปิดพื้นที่และพบหลักหินทั้งสองหลักนี้อีกครั้ง โดยตนได้สั่งการให้สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี เก็บข้อมูลรายละเอียดพร้อมจัดทำแผนผังที่พบ เพื่อดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีต่อไป
นายประทีปกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมศิลปากรมีนโยบายในการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมาทวารวดีกับการตั้งชุมชนและพื้นที่ใช้งานทางวัฒนธรรมช่วงทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี และสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เพื่อศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับเสมาโบราณที่พบกระจายตัวหนาแน่นในภาคอีสานที่สัมพันธ์กับการตั้งชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 13-16 โดยมีแหล่งสำคัญ เช่น เมืองจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเมืองคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น สำหรับในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ที่ผ่านมามีรายงานการพบแหล่งเสมาโบราณหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่น โดยมีแหล่งสำคัญอยู่ที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย และที่บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นต้น โดยแหล่งบ้านกุดตาใกล้นี้จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมาทวารวดีฯ ด้วยเช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการพบเสมาทั้ง 2 หลักนี้ คือเป็นการพบหลักฐานในแหล่งดั้งเดิม ที่นักโบราณคดีจะยังมีโอกาสศึกษาชั้นดินที่พบ รวมถึงเก็บข้อมูลบริบทแวดล้อมทางโบราณคดีได้มากกว่าใบเสมาส่วนใหญ่ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว และสูญเสียข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในทางการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ ในเบื้องต้นท้องถิ่นแจ้งความประสงค์จะเก็บรักษาเสมาทั้งสองหลักไว้ในพื้นที่ โดยจะดำเนินการขออนุญาตกรมศิลปากรตามข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นต่อไป
-------------------------------------------------------------------
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
https://www.thaipost.net/main/detail/89915...
https://ejan.co/news/6001507b701bf
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมท่องดินแดนต้นธารอารยธรรมพุทธศาสนากับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา "สัมพันธ์หลากมิติ ไทย - ปากีสถาน" ในวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2564 เวลา 15.00 - 17.00ผ่าน Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และร่วมกิจกรรมถาม - ตอบ ในช่วงท้ายรายการ
วิทยากร
- ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หัวข้อ : รู้จักปากีสถาน แหล่งอารยธรรมโบราณของโลก
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ : นานาพิพิธภัณฑ์ในปากีสถาน
- ดร.วรรณพร เรียนแจ้ง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ : เส้นทางแห่งพุทธศาสนาในแคว้นคันธาระ
- นางกาญจนา โอษฐยิ้มพราย ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หัวข้อ : สายธารแห่งพระราชไมตรีการเสด็จเยือนปากีสถาน
- นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หัวข้อ : อิทธิพล แรงบันดาลใจในการสร้างพระพุทธรูปแบบคันธาระในประเทศไทย
ดำเนินการเสวนา : นายดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - ๑๙ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จึงงดการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ในวันเสาร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ แต่ยังคงเปิดให้เด็กและเยาวชนเข้าชมฟรี พร้อมมอบของขวัญสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - ๑๙ อย่างเคร่งครัด โดยมีผู้เข้าชมในวันนี้จำนวนทั้งสิ้น ๑๙๖ คน
มีรายนามผู้สนับสนุนของขวัญ และของรางวัล ดังนี้
-โรงพยาบาลรวมแพทย์หมออนันต์
- บริษัท รุ่งธนเกียรติ ออฟเซ็ท จำกัด
- บริษัทน้ำดื่มริชเช่
- สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุรินทร์
- สำนักงานการยางจังหวัดสุรินทร์
- บริษัทนพเก้าโฮมสมาร์ท
- ร้านศรีนิตย์เฟอนิเจอร์
- บริษัทมาสด้าสุรินทร์
- บริษัทกรีนเวิลด์
- บริษัทพูลผลเทรดดิ้ง จำกัด
- ร้านสมจิตเต๊นท์
- สำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์
- ร้านนาริตะ
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดทำ E-learning การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ : พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 รวม 6 บทเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ รวมทั้งประชาชนทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฏหมายดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาได้บนเว็ปไซต์ http://www.oic.go.th/web2017/elearning.htm
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า - ๒๐๑๙ (COVID - 19) ระหว่างวันที่ ๖ - ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๒๓๓ คน