ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,909 รายการ

          วัดศรีสวายตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดมหาธาตุ และอยู่ใกล้กับกำแพงเมืองสุโขทัยด้านทิศใต้ โบราณสถานสำคัญประกอบไปด้วยปรางค์ ๓ องค์ ที่มีรูปแบบศิลปะลพบุรี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม แต่ลักษณะของปรางค์ค่อนข้างเพรียวตั้งอยู่บนฐานเตี้ย ๆ มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน ได้พบทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูป และศิวลึงค์ ส่วนด้านหน้าขององค์ปรางค์ มีวิหาร ๒ หลังที่สร้างเชื่อมต่อกัน โบราณสถานทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งก่อด้วยศิลาแลง          จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบทำให้สันนิษฐานว่าวัดศรีสวายสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และมีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า วัดนี้เดิมคงเป็นเทวสถานและคงมีชื่อเรียกว่า “ศรีศิวายะ” ซึ่งหมายถึงพระศิวะ และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ พระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จประพาสและทรงพบรูปพระสยม “พระศิวะ” ในวิหารและหลักไม้ปักอยู่ในโบสถ์ซึ่งทรงสันนิษฐานไว้ว่า “เดิมคงเป็นโบสถ์พราหมณ์ใช้ในพิธีโล้ชิงช้า(ตรียัมปวาย)” บริเวณรอบนอกกำแพงแก้วมีสระน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “สระลอยบาป” ตามศาสนาฮินดู อาจใช้ในพิธีลอยบาปหรือล้างบาป ในเวลาต่อมาวัดนี้จึงถูกแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนา //ข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย


ชื่อเรื่อง : รามเกียรติ์ เล่ม 11 ชื่อผู้แต่ง : พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, พระบาทสมเด็จพระ ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 330 หน้า สาระสังเขป : พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละคร  ดำเนินเรื่องโดยการเล่าเรื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบ พระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ เล่ม 11 เริ่มจากตอน พระรามสารภาพผิดขอให้สีดากลับเข้าเมืองแต่สีดาไม่ยอมกลับ พระรามเลิกทัพกลับเมือง หนุมานไปลวงนางสีดา นางสีดาหนีไปเมืองบาดาล พระรามรำพึงถึงนางสีดา สดุดีพระรามและนางสีดา จนถึงตอนพระราชประสงค์ของผู้ทรงนิพนธ์รามเกียรติ์


ว่าด้วย ตำรายาเกร็ด เช่น ยาแก้ทราง, ยาแทงทอง, ยาแก้ไข้เนื้อสาริบาด, แก้ปวด, ยาถอนพิษ, ยากะทุงกาน เป็นต้น


จักรปาณี (ฤกษ์), หลวง.  นิราศทวาราวดี และ บทละคอนเรื่องมณีพิไชย.  พระนคร : กรมศิลปากร, 2512.        เรื่องนิราศทาวารวดี นี้ หลวงจักรปาณี (ฤกษ์) เปรียญ กวีในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เป็นผู้แต่ง เนื้อหาหัวข้อ นิราศร้างห่างไกลอาลัยสมร นอกจากนี้ในเล่มยังมีเนื้อหาบทละครเรื่องมณีพิไชย ตอนพราหมณ์ยอพระกลิ่นขอพระมณีพิไชยไปเป็นทาส พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อีกด้วย




รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562




ผู้แต่ง : - ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรมแผนที่ ปีที่พิมพ์ : 2486 หมายเหตุ : พิมพ์เนื่องในงานฉลองวันชาติประจำปี พ.ส. 2486               วิวัธนาการ แห่งการทหาน และ สัตราวุธในกองทัพบกสมัยโบราณ เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะของนักรบไทยสมัยโบราณ ลักษณะและประเภทของอาวุธ หลักการจัดทหานและวิธีรบ และการสดุดีเกียตคุนนักรบไทยในสมัยโบราณ


ชื่อเรื่อง : พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2511 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : ศิวพร จำนวนหน้า : 952 หน้า สาระสังเขป : หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เป็นบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย กล่าวถึงเรื่องการสร้างกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วยเหตุการณ์เมื่อก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ประวัติไทย ประวัติขอม ประวัติพม่า พงศาวดารของพระเจ้าอู่ทอง ประวัติของราชอาณาจักรสุโขทัย และประวัติอาณาจักรล้านนาไทย และอธิบายเรื่องราวในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



องค์ความรู้ เรื่อง พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย


ผู้แต่ง : พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 2 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์ : 2501 หมายเหตุ : หม่อมราชวงศ์ พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต พิมพ์สนองรพระเดชพระคุณในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี               เป็นบันทึกของพระวิชิตณรงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งตรีทูต จดไว้เมื่อคราว    โปรดฯให้พระยาศรีพิพัฒน์เป็นราชทูตออกไปเจริญทางพระราชไมตรียังราชสำนักพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ในสมัยรัชชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2404 เนื้อความแบ่งออกเป็นตอนๆ ดังนี้ ตอนที่ 1 กล่าวถึงการเดินทางออกจากรุงเทพฯถึงสิงคโปร์ ตอนที่ 2    การเดินทางจากสิงคโปร์จนถึงเกาะลังกา ตอนที่ 3 ออกเดินทางจากเกาะลังกาถึงเมืองเอเดน ตอนที่ 4 ออกเดินทางจากเมืองเอเดนถึงเมืองไกโรและเมืองอาเล็กซันดรี ตอนที่ 5 ออกเดินทางจากเมืองอาเล็กซานดรี ถึงเมืองตุลน เมืองมาเซ เมืองไลยอน และเมืองปารีส ตอนที่ 6 กล่าวถึงราชทูตเข้าเฝ้าเอมเปอเรอฝรั่งเศส ตอนที่ 7 กล่าวถึงการเที่ยวดูสถานที่ต่าง ๆ


          เครื่องทำเสียงสัญญาณสำหรับแขวนคอวัวควาย ทำด้วยโลหะ รูปร่างคล้ายระฆังแต่เป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนโค้งมน มีหูสำรับสอดไม้แขวนลอยอยู่ระหว่างขาไม้โค้ง ซึ่งตั้งอยู่บนฐานไม้           ผางลางใช้วางไว้บนหลังวัวหรือเกวียนเล่มแรกของขบวนขนส่งสินค้า เพื่อให้เกิดเสียงดัง เช่นเดียวกับกระดิ่งหรือกะลอที่แขวนคอวัว แต่ผางลางจะมีเสียงก้องกังวานไปไกล เป็นสัญญาณให้ขบวนวัวที่อยู่ถัดไปตามได้ถูกทางและรู้ตำแหน่งของหัวหน้าขบวนหรือผู้นำทางของตน           ในกองคาราวานของพ่อค้าวัวต่างมักประกอบด้วยพ่อค้าวัวต่าง ๓-๕ คน พ่อค้าแต่ละคนอาจมีวัวต่างของตัวเอง ๑๐-๖๐ ตัวโดยอาจว่าจ้างคนในหมู่บ้านหรือพี่น้องเครือญาติช่วยควบคุมวัวของตนเอง ในการเดินทางขบวนวัวต่างมักเดินตามกันเป็นแถว โดยวัวตัวที่นำหน้าอาจมีผางลางวางบนหลัง หรือมีกระดิ่งแขวนไว้ที่คอ เพื่อเป็นสัญญาณให้ทราบว่ากองคาราวานเดินทางไปถึงไหน และยังเป็นสัญญาณให้ทราบว่ากองคาราวานได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการเดินทางแต่ละวัน พ่อค้าวัวต่างต้องหยุดพักที่ปาง โดยต้องเลือกทำเลที่มีหญ้า มีน้ำ อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ราบหรือพื้นที่ที่ค่อนข้างโล่งปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและสัตว์ป่า มีการจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังอันตราย -----------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน -----------------------------------------------เอกสารอ้างอิง พจนานุกรมหัตถกรรม เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน : รศ.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ สนพ.เมืองโบราณ รายงานการวิจัยเรื่องพ่อค้าวัวต่าง : ชูสิทธิ์ ชูชาติ ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น, ๒๕๔๕


ลวดลายปูนปั้นที่ถูกขุดพบในเวียงกุมกามมักเป็นการพบชิ้นส่วนขนาดเล็ก ลายส่วนใหญ่เป็นลายประดับของเจดีย์ทรงปราสาท มีส่วนน้อยที่ประดับตามอาคารประเภทอื่น ลายปูนปั้นที่ยังคงหลงเหลือประดับตามโบราณสถานต่างๆ ในเวียงกุมกามเหลือเพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ วัดกู่คำ (เจดีย์เหลี่ยม) วัดกู่ขาว วัดปู่เปี้ย วัดหัวหนอง วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดพญามังราย วัดกู่ป้าด้อม ที่ฐานชุกชีวัดหนานช้าง ลวดลายปูนปั้นสามารถจำแนกได้ ดังนี้        ลายกระหนก                 เป็นรูปแบบในโครงสามเหลี่ยม ลายกระหนกในล้านนาเริ่มปรากฎหลักฐานโดยเกี่ยวข้องกับศิลปะแบบมอญ เช่นกระหนกที่เจดีย์วัดกู่กุด กระหนกที่เจดีย์วัดป่าสักเชียงแสน กระหนกในเวียงกุมกามน่าจะเป็นกระหนกที่เกิดจากสายพัฒนาการของศิลปะล้านนา รูปแบบที่เก่า ได้แก่ กระหนกประกอบลายดอกไม้ในกรอบช่องกระจกที่ฐานวิหารวัดพระเจ้าองค์ดำ หรือกระหนกปลายกรอบซุ้มจระนำวัดต้นข่อย กระหนกทั้งสองเกิดจากการปั้นปูนเป็นวงโค้งติดกับพื้น จากนั้นใช้นิ้วกดและรีดเนื้อปูนให้ยกขึ้น ต่อหัวขมวดอย่างคร่าวๆ โดยกำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑                ลายกระหนกที่ปลายกรอบซุ้มจระนำวัดปู่เปี้ย หรือกระหนกที่วัดหัวหนอง มีวิธีที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องลงมา คือมีการยกเนื้อปูนสูงขึ้นมาก มีการสะบัดพริ้วที่ปลายมาก คล้ายได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน กระหนกลักษณะนี้สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพราะอาคารหลายแห่งที่สร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มีการประดับด้วยกระหนกลักษณะนี้ เช่น การประดับซุ้มโขงที่วัดเจ็ดยอด กระหนกเจดีย์วัดปันสาท เป็นต้น        ลายกาบและลายประจำยามอก                 ลายกาบคือลายในทรงสามเหลี่ยมที่ประดับตามมุมเสา กาบที่ประดับด้านบนของเหลี่ยมเสาปลายแหลมของกาบชี้ลง เรียกว่า กาบบน หรือบัวคอเสื้อ กาบที่ประดับโคนเสาปลายแหลมของกาบที่ชี้ลงด้านล่าง เรียกว่า กาบล่าง และหากตรงกลางเสามีลายรัดที่เกิดจากกาบบนและกาบล่างมาผสมกันเรียกว่าประจำยามอก                 ประจำยามที่พบจากการขุดแต่งเจดีย์วัดกู่อ้ายหลาน น่าจะมีรูปแบบที่เก่าสุดในเวียงกุมกาม จากลักษณะของประจำยามตรงกึ่งกลางของประจำยามเป็นรูปวงกลม ทั้งสี่ด้านเป็นรูปกลีบบัว กลีบบัวมีความนูนหนา และขีดรอบวงโค้งในกลีบ รอบกลีบเป็นหัวขมวดอย่างคร่าวๆ มีความคล้ายคึงกับกลีบบัวที่ประจำยามวัดป่าสักเชียงแสน ประจำยามที่วัดกู่อ้ายหลานน่าจะอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๑                 ประจำยามอกที่ท้องไม้ฐานปัทม์เจดีย์วัดกู่ขาว กรอบของประจำยามเป็นวงโค้งหลายวงต่อเนื่องกัน ภายในมีหลายวงกลมขนาดใหญ่เป็นประธานล้อมรอบด้วยลายเม็ดกลมและตัวเหงา พื้นที่ว่างภายในกรอบประดับด้วยลายกระหนกและลายหงส์แบบจีน                  ลายกาบที่เจดีย์ทรงปราสาทใกล้ฐานเจดีย์ประธานวัดหนานช้าง เป็นลายกาบที่มีกรอบโค้งหยัก แต่หลักฐานที่เหลืออยู่ไม่มีรูปทรงที่สมบูรณ์ แต่คาดว่าน่าจะเป็นทรงกลีบบัวโค้งหยัก เช่นลายกลีบบัวที่ประดับโขงวัดชมพู เชียงใหม่ กำหนดอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓        ลายประเภทกรอบคดโค้ง                 ในเวียงกุมกามพบหลักฐานเหลือเพียงสี่แห่ง คือ ที่ฐานวิหารวัดพระเจ้าองค์ดำ หัวเสาซุ้มจระนำเจดีย์วัดพญามังราย ซุ้มโขงวัดหัวหนอง ฐานชุกชีบนวิหารวัดหนานช้าง ลายกรอบคดโค้งที่วัดพญามังรายและวัดพระเจ้าองค์ดำ มีลักษณะใกล้เคียงกันมากกับลายดอกไม้ที่ประดับเจดีย์วิหารในวัดเจ็ดยอด ซึ่งกำหนดอายุไว้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑        ลายกลีบบัว                 ที่เจดีย์วัดกู่อ้ายหลาน ได้พบลายกลีบบัวประดับปากระฆัง ลักษณะเป็นกลีบบัวเกลี้ยง ประกอบด้วยเส้นโค้งสองวงมาบรรจบกัน ภายในกลีบวงโค้ง ที่เกิดจากการขูดเอาเนื้อปูนออกโดยรอบมีหัวขมวดขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากกลีบบัวที่วัดป่าสัก                กลีบบัวที่ฐานชุกชีวิหารวัดกู่ป้าด้อม มีทั้งกลีบบัวคว่ำ บัวหงาย และกลีบแทรก ซึ่งมีลักษณะเดียวกับกลีบบัวที่ประดับเจดีย์วัดป่าสัก แต่กลีบบัวที่ฐานชุกชีวิหารวัดกู่ป้าด้อมเป็นกลีบบัวเกลี้ยงไม่มีรายละเอียดประกอบ                กลีบบัวที่ฐานชุกชีวัดกู่ขาว ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว ลักษณะเป็นกลีบบัวโค้งเรียบที่เกิดจากการปั้นเส้นปูนมาวางเป็นวงโค้งบรรจบกันเป็นปลายแหลมภายในประดับลายกระหนก  ที่มาข้อมูล  : จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา, ประวัติศาสตร์แะศิลปกรรมเวียงกุมกาม : ตะวัน วีระกุล, วัดเวียงกุมกาม ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร  ที่มารูปภาพ : เวียงกุมกาม รายงานการขุดค้นขุดแต่งศึกษาและการบูรณะโบรารณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๒


black ribbon.