ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,798 รายการ

                เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๓๐ พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เพื่อน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ขอนำเสนอความรู้เรื่อง โรงพยาบาลพระปกเกล้า : พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ ๗ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย           โรงพยาบาลพระปกเกล้า เดิมมีชื่อว่า “โรงพยาบาลจันทบุรี” โดยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงนรินทร์ประสาทเวช (เจน สุนทโรทัย) อดีตสาธารณสุขมณฑลจันทบุรี ขณะที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดจันทบุรีอยู่นั้น ได้เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดจันทบุรี โดยคณะกรรมการจังหวัดจันทบุรีได้เลือกเอาพื้นที่ท้ายเนินปลัด (เนินป่าโรงไห) ริมถนนเลียบเนินตรงข้ามกับทุ่งนาเชยเป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาล ซึ่งได้รับบริจาคที่ดินจากราษฎร จำนวน ๗๗ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา การก่อสร้างโรงพยาบาลได้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นโรงพยาบาลขนาด ๕๐ เตียง เปิดให้บริการในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยให้ชื่อว่า “โรงพยาบาลจันทบุรี” มีนายแพทย์เลิศ สมบูรณ์ยิ่ง เป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาล           สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ได้เสด็จมาประทับ ณ สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ และครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมา ที่โรงพยาบาลจันทบุรี เพื่อทำแผลที่เกิดจากการถูกของมีคมบาด ภาพที่ปรากฏต่อสายพระเนตร คือภาพโรงพยาบาลเล็กๆ โทรมๆ เป็นที่สะท้อนพระราชหฤทัยยิ่งนัก พระองค์ทรงตระหนักพระราชหฤทัยด้วยกุศลจิตว่า อาคารต่างๆ ของโรงพยาบาลที่มีอยู่แล้วยังน้อยเกินไป ไม่เป็น การเพียงพอแก่การรักษาพยาบาล และเป็นการสมควรที่จะสร้างอาคารและจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษาพยาบาลเพิ่มให้มากขึ้น จึงทรงดำริว่า ตึกผ่าตัดอันทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะสร้างขึ้นก่อน เพื่อจะเป็นการช่วยชีวิตประชาชนผู้เจ็บป่วย และผู้ต้องประสบอุปัทวันตราย ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลทางผ่าตัดอย่างทันท่วงที             สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้ทรงพยายามจัดหาทุนทรัพย์สำหรับใช้ในการก่อสร้าง โดยพระราชทานเงินส่วนพระองค์เป็นทุนส่วนใหญ่ไว้ และได้ทรงจัดให้มีการแสดงละครขึ้นที่จังหวัดพระนครเพื่อหารายได้มาสมทบทุนในการสร้างตึกผ่าตัดหลังนี้ โดยการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ นับว่าเป็นตึกผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น และสมเด็จฯ ได้ทรงพระราชทานนามตึกนี้ว่า “ตึกประชาธิปก” อันเป็นพระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์และอุทิศส่วนพระราชกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว             ในขณะเดียวกันได้มีการปรับปรุงและขยายโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรีให้ใหญ่ขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงโรงพยาบาลขนาด ๕๐ เตียง ได้ขยายให้เป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๕๐ เตียง พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อจาก “โรงพยาบาลจันทบุรี” เป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว             โรงพยาบาลพระปกเกล้ามีพัฒนาการความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ มีศักยภาพสูงสามารถรองรับการให้บริการทางสาธารณสุขแก่ประชาชนครอบคลุมทั้งในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและในพื้นที่ภาคตะวันออก ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขนาด ๗๕๕ เตียง มีบทบาทหน้าที่ให้บริการตามภารกิจกระทรวงสาธารณสุข โดยให้บริการแบบผสมผสาน (Integrated Service) ในด้านการส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ และเป็นศูนย์การรักษาเฉพาะโรคที่ต้องใช้ทรัพยากรระดับสูง (Excellent Center) ให้บริการทางการแพทย์ครบทุกสาขาวิชา เป็นสถานบริการที่จะรับการส่ง-ต่อผู้ป่วยเพื่อตรวจวินิจฉัยหรือรักษาพยาบาล เป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง ๕ ด้าน ได้แก่ ด้านอุบัติเหตุฉุกเฉิน ด้านโรคมะเร็ง ด้านโรคหัวใจ ด้านทารกแรกเกิด และด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ นอกจากนี้ยังเป็นเป็นสถาบันร่วมผลิตแพทย์โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย             โรงพยาบาลพระปกเกล้า พระบรมราชานุสรณ์แห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งนี้ นับว่าเป็นอนุสรณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงมีแก่ชาวจันทบุรีและประชาชนตลอดมาตราบจนปัจจุบัน   เรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ                      หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี                      สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร   แหล่งข้อมูลอ้างอิง ๗๒ ปี โรงพยาบาลพระปกเกล้า. กรุงเทพฯ: จามจุรีโปรดักส์, ๒๕๕๕. แผนยุทธศาสตร์โรงพยาบาลพระปกเกล้า ปี ๒๕๖๒ - ๒๕๖๕.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก https://www.ppkhosp.go.th ศิบดี นพประเสริฐ. โรงพยาบาลพระปกเกล้า.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก https://wiki.kpi.ac.th/index. php?title=โรงพยาบาลพระปกเกล้า  



เลขทะเบียน : นพ.บ.716/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 226 (303-316) ผูก 2 (2568)หัวเรื่อง : พระธรรมสามไตร--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อแบบฉบับ : ตำนานพระแก้ว (ผูก 1) ชื่อเรื่อง : ตำนานพระแก้ว (ผูก 1) เลขทะเบียน : นน.บ.139/1 ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                        ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ                   ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ จำนวน : 1 คัมภีร์  1 ผูก                จำนวนบรรทัด : 4 บรรทัด         จำนวนหน้า : 42 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา                     ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา            เส้น : จาร ฉบับ : ล่องรัก                             ไม้ประกับ : ไม่มี                      ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน            ประวัติ : ได้มาจากวัดปรางค์  ต.ปัว  อ.ปัว จ.น่าน   โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่  ปี พ.ศ. 2568               


พี่บรรณนี่ขอชวนผู้อ่านไปค้นพบเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือดีที่มีให้บริการในหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ประเพณีไหว้พระจันทร์” “ประเพณีไหว้พระจันทร์” หรือภาษาจีนเรียกว่า 中秋节 (จงชิวเจี๋ย) เป็นวัฒนธรรมที่มีรากฐานมาจากอารยธรรมจีนโบราณ โดยมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว ว่ามีการประกอบพิธีบูชาดวงจันทร์เพื่อแสดงความกตัญญูต่อธรรมชาติและเฉลิมฉลองผลผลิตหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถังและ หมิง ประเพณีดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นเทศกาลสำคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เทศกาลนี้จัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยในปีนี้ ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส. พลายน้อยได้กล่าวไว้ในหนังสือ จันทรคตินิยาย เกี่ยวกับประเพณีไหว้พระจันทร์ว่า พิธีไหว้พระจันทร์แบบโบราณของจีนจะทำในเดือนแปด เริ่มตั้งแต่ขึ้น 11 – 15 ค่ำ พิธีมีการเซ่นเจ้าแม่และเซ่นดาวจระเข้ เครื่องเซ่นมีกระบุงสี่เหลี่ยมใส่ข้าวสารเล็กน้อยวางบนโต๊ะกลางแจ้ง เอาตะเกียบ 10 คู่ กับรูปเด็กๆ ใส่ในกระบุง นิมนต์พระมาสวด หัวหน้าครอบครัวนำลูกหลานมาเซ่นไหว้ เสร็จแล้วจึงเอาข้าวในกระบุงมาต้มรับประทาน ซึ่งมีความเชื่อว่าจะทำให้อายุยืน นอกจากนี้ยังมีการทำขนมพระจันทร์ประกวดประชันกัน ประดับประดาอย่างสวยงาม เป็นวันสนุกสนานรื่นเริงที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกิจกรรมการรวมตัวรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งมีลักษณะทรงกลมแทนความสมบูรณ์พร้อมและการกลับมาพบกันของญาติมิตร การไหว้พระจันทร์มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และสังคม กล่าวคือ ดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ ความกลมเกลียว และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของครอบครัว พิธีกรรมดังกล่าวยังสะท้อนมิติทางศาสนาและความเชื่อ โดยมีตำนาน “ฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์” เป็นเรื่องเล่าหลักที่อธิบายถึงความศรัทธาของผู้คนต่อดวงจันทร์ในฐานะแหล่งพลังงานและความงดงาม ดังนั้นการไหว้พระจันทร์จึงมิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางความเชื่อ แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวของประเพณีไหว้พระจันทร์ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เรื่อง “จันทรคตินิยาย” ซึ่งรวบรวมโดย ส. พลายน้อย เป็นเรื่องของพระจันทร์ในหลายแง่มุม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี นิยาย นิทาน ความเชื่อ ตำนาน ทั้งของไทยและต่างประเทศ สามารถอ่านได้ที่ห้องหนังสือทั่วไป 1 หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ ส. พลายน้อย.  จันทรคตินิยาย.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2543.  


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสความงดงามของโบราณสถานวังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และโบราณวัตถุล้ำค่า ในบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนพิเศษ กับเทศกาลชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Bloom into the Night: Night at the museum, where culture comes alive” วันที่ 19 - 21 และ 26 – 28 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 - 20.00 น. จำหน่ายบัตรเข้าชมถึงเวลา 19.00 น.         ไฮไลท์กิจกรรม พบกับกิจกรรมบรรยายนำชมห้องจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ในหัวข้อ "TIMELESS BLOSSOM ดอกไม้เหนือกาลเวลา" ผ่าน 3 เส้นทางสำรวจวัฒนธรรม         - เส้นทางที่ 1 “ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ กับภาพสะท้อนคติความเชื่อ สัญลักษณ์ และงานช่าง” ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท (ห้องจัดแสดง ศิลปะเอเชีย, ยุคก่อนประวัติศาสตร์, สมัยทวารวดี, สมัยลพบุรี, และสมัยศรีวิชัย)         - เส้นทางที่ 2 “จากคติสู่ศิลป์: ความหลากหลายของดอกไม้ในศาสนา วรรณคดี และประวัติศาสตร์” ณ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ (ห้องจัดแสดง สมัยล้านนา, สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา, สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ และรัตนโกสินทร์สมัยใหม่)         - เส้นทางที่ 3 “Flowers of Power: ดอกไม้ ศิลปะ และราชสำนักไทย” ณ อาคารหมู่พระวิมาน (นิทรรศการศิลปะไทยประเพณี งานประณีตศิลป์ในราชสำนัก)          รอบบรรยายนำชม จำนวน 2 รอบต่อวัน รอบที่ 1 เวลา 17.00 น. และ รอบที่ 2 เวลา 18.00 น. เปิดลงทะเบียนหน้างาน ณ ศาลาลงสรง ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2224 1402, 0 2224 1333, Inbox Facebook National Museum Bangkok : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร / Facebook Education.National Museum Bangkok เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันเปิดประสบการณ์ "Bloom into the Night" และให้วัฒนธรรมไทยบานสะพรั่งในใจคุณ +++++++++++++++++++++++++++++  Night at The Museum Festival 2025  “Bloom into the Night: Night at the museum, where culture comes alive”  The National Museum Bangkok cordially invites you to experience an extraordinary evening. Discover the splendor of the historic Wang Na Palace from the Rattanakosin Era and explore invaluable ancient artifacts within an enchanting night-time atmosphere. ------------------------------------------------ Event Dates and Hours December 19-21 and 26-28, 2025 Open 9:00 AM - 8:00 PM Ticket sales until 7:00 PM ------------------------------------------------ Event Highlights English tour guide available at 5:00 PM (December 19-21 only) Register at Sala Longsong (the Pavilion near the entrance) from 4:00 PM onwards ------------------------------------------------ For More Information Tel. 02-224-1402, 02-224-1333 Message us via Facebook page ------------------------------------------------ Join us in experiencing the magnificence of Thai cultural heritage in a magical evening atmosphere!   


Fine Arts Department by Archaeological Research and Development Section, Division of Archaeology, and Suthirat Yoovidhya Foundation recruit volunteers for archaeological excavation at Wat Chakrawat, Bangkok, phase II between March and April 2026. Apply now until the 26th March 2026 via https://forms.gle/NzpgwBop54JdVyPy7 List of participants will be post on the 27th March 2026  


หนังสือ "ศิลปะล้านช้าง-ลาวและอีสาน"เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดแหล่งบันดาลใจในพุทธศาสนาแบบเถรวาท เนื้อหาหลักประกอบด้วยงานศิลปกรรมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์,สมัยอาณาจักรล้านช้าง,และหลังอาณาจักรล้านช้างราคา ๕๕๐ บาทจุดจำหน่าย : โซนของที่ระลึกอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชั้น๑อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น.๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘(ในเวลาราชการ)#อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท#PhuPhrabatWorldHeritageSite#ท่องเที่ยว #มรดกโลก #ภูพระบาท  ดูน้อยลง


         หอสมุดแห่งชาติ ประกาศขยายเวลาท้าทุกคนมาโชว์ Vibe ที่หอสมุดแห่งชาติ กับกิจกรรม "My Library Vibes: หอสมุดในมุมมองของฉัน" ไม่ว่าจะเป็นมุมสถาปัตยกรรม มุมอ่านหนังสือชิล ๆ หรือมุมลับที่คนไม่ค่อยรู้ ผ้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยมีกติกาการแข่งขันกันที่ยอดไลก์ (Popular Vote)           1. แชะ: ถ่ายภาพหรือคลิปมุมโปรดในหอสมุดแห่งชาติ          2. แชร์: โพสต์ลง Platform ใดก็ได้ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ Facebook, X, IG, Tiktok, Lemon8 (ตั้งสาธารณะ)          3. เขียนแคปชันเริ่ด ๆ แล้วติด #หอสมุดแห่งชาติ #NLTVibes          ทั้งนี้ รางวัลสำหรับผู้ที่มียอด Like & Share สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หูฟังไร้สาย TRUE WIRELESS จำนวน 5 รางวัล และรางวัลสุ่มผู้โชคดี ได้แก่ กระเป๋าผ้า Limited Edition "Read Vibe Only" จำนวน 10 รางวัล ขอเชิญชวนทุกท่านรีบมาถ่ายภาพ รีบมาโพสต์ แล้วเรียกเพื่อนมาช่วยกันไลก์ด่วนๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2280 9828ภาพตัวอย่าง : ขอขอบคุณภาพจากซีรีส์: รับ(รัก)ออกแบบ (Love Design)  



พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง บ้านเชียง: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ก่อตั้งหลังการเสด็จประพาสเยี่ยมชมหลุมขุดค้นทางโบราณคดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2515 การเสด็จประพาสดังกล่าวได้กระตุ้นการสร้างสำนึกปลุกจิตสำนึกอนุรักษ์ให้ความสำคัญและความตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงซึ่งกำลังประสบปัญหาการลักลอบค้าโบราณวัตถุในขณะนั้น     นับตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2518 กรมศิลปากร ได้ดำเนินการเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ให้กับชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งแห่งแรกของประเทศไทยในปี พุทธศักราช 2526 มูลนิธิจอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้มอบทุนสนับสนุนในการสร้างอาคารหลังที่ 2 ซึ่งถูกสถาปนาชื่อ เพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและมีสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯเสด็จแทนพระองค์เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2530    ในปี พุทธศักราช 2549 กรมศิลปากรได้รับงบประมาณตามโครงการปรับปรุงแหล่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในภูมิภาคอินโดจีน ในการดำเนินการก่อสร้างอาคารจัดแสดงนิทรรศการหลังใหม่ เพื่อปรับปรุง และขยายพื้นที่การจัดแสดงนิทรรศการหลัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามของอาคารนี้ว่า อาคารกัลยาณิวัฒนา และโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จแทนพระองค์เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2553  


      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์บัสพระที่นั่ง พร้อมด้วยคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถึงอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายพีรพน พิสณุพงศ์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี พร้อมด้วยข้าราชการกรมศิลปากร และข้าราชการในพื้นที่ เฝ้ารับเสด็จ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๖.๔๐ น.        จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณพื้นที่โบราณสถานหมายเลข ๑ และทอดพระเนตรโบราณสถาน โดยมีนางอมรา ศรีสุชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากรถวายการนำชม เมื่อทอดพระเนตรโบราณสถานในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์แล้ว ได้เสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ ชุด ระบำศรีชัยสิงห์ และระบำทวาราวดี จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร       อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยทางทิศเหนือ ในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นแนวยาวอยู่โดยรอบ ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง มีประตูเข้าออก ๔ ด้าน มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายในเมืองมีสระน้ำ ๖ สระ    


อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด สถานที่ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ติดต่อ : เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-2222222




black ribbon.