ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,396 รายการ

        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ชวนมาสะสม ตราประทับลายพิเศษ Stamp Here • Spread Happiness ที่เปิดตัวครั้งแรก! ในงานวันศิลป์ พีระศรี 15 กันยายน 2568 นี้ พบกับมุมตราประทับที่รอให้คุณมาสะสมและส่งต่อความสุข ในนิทรรศการ ศิลป์นิยาม “ความรัก • ความงาม • ความสุข” แล้วมาเก็บความสุขกลับบ้านไปด้วยกัน สามารถร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 15 – 25 กันยายน 2568 เวลา 09.00–16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร  (ปิดวันจันทร์–อังคาร ยกเว้นวันจันทร์ที่ 15 เปิดเป็นกรณีพิเศษเนื่องในวันศิลป์ พีระศรี) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท พิเศษ! วันที่ 15 กันยายน เข้าชมฟรี  -------------------------------------------------- Stamp Here • Spread Happiness  Collect the special stamp design making its debut! at Silpa Bhirasri Day, september 15 Visit the stamp corner waiting for you to collect and share happiness, at the exhibition Art Defined: “Love • Beauty • Joy”. Take home a piece of happiness with you September 15–25, 2025 09:00–16:00  The National Gallery of Thailand (Closed on Mondays and Tuesdays, except Monday, September 15, which will be specially open for Silpa Bhirasri Day) Admission:  • Thai visitors: 30 THB  • Foreign visitors: 240 THB Special! Free admission on September 15  


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนเลือกคู่ - หาปลา เนื่องในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" วันศุกร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๙  เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย อนุชา  สุมามาลย์  นาฏศิลปินอาวุโส, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์  ทวีทรัพย์  ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงได้โดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมตามปกติ ชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างชาติ ๘๐ บาท


         อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" ณ เวทีใหญ่ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำสัปดาห์นี้ โดยในวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงด้านวัฒนธรรมพื้นบ้าน “กันตรึม” โดย คณะน้ำผึ้งเมืองสุรินทร์ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป, วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดงด้านวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 1. ทะแยมอญวงฝักกระต็าจก์ และคณะรามัญบันเทิง 2. การแสดงมอญสองแผ่นดิน ระบำหงส์ทองและรำแสงเทียน 3. รำมอญเมืองปทุมและรำพาข้าวสารเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป, วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม 2569 พบกับ "การแสดงพื้นถิ่นล้านนา" โดย วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ณ วัดไชยวัฒนาราม และวัดพระราม เวลา 18.30 - 21.30 น. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ได้อีกด้วย           ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมการแสดงและเที่ยวชมโบราณสถานยามราตรีได้โดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมตามปกติ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 80 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK    


       หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ชวนทุกคนมาเติมอาหารสมอง ผ่อนคลายหัวใจ ไปกับหนังสือและเรื่องราวดีๆ ก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ กับเนื้อหาสรุปหนังสือที่คัดมาแล้วว่าดี และเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจที่ห้ามพลาด พบกับรายการใหม่ "เสิร์ฟ-วัน-สุข Read&Relax" รับชมได้ทุกวันศุกร์ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook Live หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ NL.CNX https://www.facebook.com/nl.chiangmai สามารถกดติดตามแจ้งเตือนไว้ จะได้ไม่พลาดเมนูความสุขที่เราตั้งใจเสิร์ฟ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5327 8322  


เรื่อง “120 ปี หอสมุดแห่งชาติ” จารึกอดีต บันทึกปัจจุบัน รังสรรค์อนาคต ตลอด 120 ปีที่ผ่านมา คือการเดินทางอันยาวนานที่เริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา “หอพระสมุดวชิรญาณ” ให้เป็นแสงสว่างแห่งสรรพวิชาแก่ราษฎร จวบจนการสืบสานพระราชปณิธานของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการรักษา “ขุมทรัพย์ทางปัญญา” ให้อยู่คู่แผ่นดินไทย จุดเริ่มต้นของหอสมุดแห่งชาติ ภาพที่ชัดเจนที่สุดภาพแรกคือ “หอพระสมุดวชิรญาณ”ไม่ใช่แค่เพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เป็นแหล่งรวมสรรพวิชาล้ำค่าจากคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย การดูแลรักษาเอกสารโบราณจึงถือเป็น “ภารกิจปฐมบท” ที่เป็นรากฐานสำคัญมาตลอด 120 ปี หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นแหล่งข้อมูลด้านมรดกภูมิปัญญาของประเทศที่ชนในชาติร่วมกันสร้างสรรค์ ทั้งในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์สื่อโสตทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารโบราณ ก้าวต่อไปของหอสมุดแห่งชาติ คือการขับเคลื่อนสู่ “หอสมุดดิจิทัลแห่งชาติ” เพื่อมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง รักษาความสมดุลระหว่าง ‘นวัตกรรม’ และ ‘การอนุรักษ์’ เพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์ข้อมูลทางบรรณานุกรม : 120 ปี หอสมุดแห่งชาติ: จารึกอดีต บันทึกปัจจุบัน รังสรรค์อนาคต. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2569.



อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เรื่อง "กุณฑี"    กุณฑี (kundi) เป็นชื่อเรียกเครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่ง ใช้ใส่น้ำ มีรูปทรงหลายแบบ ลักษณะทั่วไปที่พบเห็น คือ ไม่มีหูจับ มีพวย และมีทางไหลเข้า – ออกของน้ำ ๒ ทาง สามารถพบได้ในประเทศอินเดีย ดินแดนในแถบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีน เป็นต้น      นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าคําว่า กุณฑี (kundi) หรือเคนดี้ (Kendi) มาจากภาษาสันสกฤตว่า “กุณฺฑฺ” หมายถึง หม้อน้ำ หรือกะโหลกน้ำของนักธรรมอันทำด้วยกะโหลกมะพร้าว ซึ่งคำว่า Kendi เป็นคำที่มาจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งใช้เรียกภาชนะมีพวยไม่มีหูจับอาจครอบคลุมถึงภาชนะบรรจุน้ำอื่น ๆ นอกเหนือจากกุณฑีด้วย      ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่ากุณฑีมีต้นแบบ และต้นกำเนิดมาจากที่ใด นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าน่าจะมีต้นแบบจากหม้อน้ำโบราณของอินเดียที่อาจจะรับรูปแบบหม้อน้ำมีพวยมาจากเมโสโปเตเมีย แต่มาดัดแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง และรูปแบบหม้อน้ำแบบนี้คงจะแพร่เข้ามาในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการนำเข้ามาของชาวอินเดียทั้งที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา      กุณฑีนอกจากจะใช้บรรจุน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคแล้ว ยังเป็นภาชนะบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมต่าง ๆ อาทิ พิธีหลั่งน้ำโสมบูชาเทพเจ้า การสรงน้ำเจดีย์ และการหลั่งน้ำสักการะพระพุทธเจ้า โดยกุณฑีที่ใช้ในพิธีกรรมเหล่านี้จะเรียกว่า กมัณฑลุ หรือหม้อน้ำอมฤต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนานิกายมหายานหลายองค์ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการใช้กุณฑีเป็นโกศบรรจุอัฐิหรือเครื่องเซ่นในพิธีกรรมฝังศพอีกด้วย       จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเมืองศรีสัชนาลัยพบภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งที่เรียกว่ากุณฑี ทั้งแบบเคลือบและไม่เคลือบ ตกแต่งผิวภาชนะด้วยการเขียนลาย หรือการขีด การขูด เป็นต้น ส่วนใหญ่พบที่แหล่งเตาเผาบ้านป่ายางที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองศรีสัชนาลัยเอกสารอ้างอิงเกญพริษฐ์ พัฒฑิธนโชติภาคิน. “รูปแบบและบทบาทหน้าที่ของกุณฑีในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙.”       ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี, ศิลปากร, ๒๕๕๔.ผาสุข อินทราวุธ. กุณฑี : ที่พบในภาคใต้. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย. สืบค้นจาก https://db.sac.or.th/thailand-cultural-encyclopedia/detail.php?id=๔๑๘๕. (เข้าถึงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๘).พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก. ภาชนะที่เรียกว่า กุณฑี. กรมศิลปากรออนไลน์. สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/๓๘๔๑๔. (เข้าถึงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๘).


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพิมพ์จากวัดธาตุกุด (ร้าง) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน”วัดธาตุกุด (ร้าง) หรือเจดีย์มอญปากบ่อง ตั้งอยู่ที่ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน กรมศิลปากรได้ดำเนินงานทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.2553 พบหลักฐานการสร้างซ้อนทับกัน 2 สมัย โดยสมัยแรกก่อสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆังในฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ต่อมามีการก่อขยายส่วนฐานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นศิลปะแบบมอญ-พม่า สันนิษฐานว่าเป็นงานบูรณะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นอกจากนี้ จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบพระพิมพ์ดินเผาศิลปะพม่าแบบมัณฑเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบพระพิมพ์ที่ไม่พบในที่ใดของดินแดนล้านนา ปัจจุบันพระพิมพ์จากการขุดค้นวัดธาตุกุด (ร้าง) แห่งนี้จัดแสดงอยู่ที่ห้องพระพิมพ์ล้านนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่พระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีวัดธาตุกุด (ร้าง) ส่วนมากเป็นพระพิมพ์ดินเผา สามารถจำแนกรูปแบบศิลปะออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ศิลปะหริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ 17-18) พบจำนวน 7 ชิ้น ประกอบด้วย พระพิมพ์สามใบโพธิ์หรือพระพิมพ์สามใบศรี ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าปางมารวิชัยเรียงกัน 3 องค์ และ พระพิมพ์พระสิบสอง ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้า 12 องค์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ  2) พระพิมพ์ศิลปะพุกาม พบจำนวน 1 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิราบบนฐานที่มีสิงห์แบกรองรับฐาน 3) พระพิมพ์ศิลปะท้องถิ่นล้านนา อิทธิพลศิลปะอังวะ พบจำนวน 7 ชิ้น เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัยบนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ไม่ทรงเครื่อง พระรัศมีเป็นเปลวสูง และ 4) พระพิมพ์พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะมัณฑเล พบจำนวน 19 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานสูง สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎแหลมคล้ายชฎา สวมสังวาลรูปกากบาท ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นศิลปะพม่าที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาในสมัยราชวงศ์คองบอง จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณปากบ่องหรือบริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) นี้น่าจะเป็นชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็งมาตั้งแต่สมัยดินแดนล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์เจ้าองค์ดำ เชื้อสายล้านช้างซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพม่าให้ขึ้นปกครองนครเชียงใหม่ จากนั้นได้รบกับเทพสิงห์ (อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่) และเจ้าอัตวรปัญโญ (เจ้านครน่าน) บริเวณสบทาป่าซาง แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่นี้น่าจะมีความสำคัญมากในครั้งอดีต ต่อมาช่วง พ.ศ.2294 กลุ่มไทลื้อและไทเขิน พากันสู้รบขับไล่พม่าจากเมืองเชียงแสน เพี้ย-นรลักษณ์ เจ้าเมืองเชียงแสนซึ่งเป็นขุนนางพม่าได้หลบหนีมาอยู่บริเวณสบทาระยะหนึ่ง ก่อนจะชิงเมืองเชียงแสนกลับมาได้ นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานว่าช่วง พ.ศ.2307 พม่านำเรือจากเมืองเชียงใหม่มาเกณฑ์ข้าวจากสบทาไปถึง 1,000 ต๋าง (กระบุง) ดังนั้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นี้เองที่บริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) มีความสำคัญในฐานะชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมและพระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดี ต่อมาชุมชนแห่งนี้น่าจะถูกทิ้งร้างลงเมื่อทัพเมืองลำพูนและทัพวังพร้าวร่วมกันปราบปรามชุมชนพม่า และฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อชุมชนชาวจีนจากสระบุรีขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและประกอบการค้าค้นคว้า/เรียบเรียง  นายนนทวัชร์ ไกรสกุล  ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงสายกลาง จินดาสุ และคณะ. นามานุกรมแหล่งมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ล้านนาตะวันตก. เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่สแกนเนอร์, 2560.สุระ พิริยะสงวนพงศ์. พระพุทธรูปศิลปะพม่า รูปแบบและพัฒนาการ ตั้งแต่สมัยพุกาม-หลังมัณฑเล. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2568.หจก.เฌอ กรีน. รายการเบื้องต้น การขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานวัดธาตุกุด (ร้าง), เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2553.









black ribbon.