ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,744 รายการ

ชื่อผู้แต่ง          พูนพิศมัย  ดิสกุล, หม่อมเจ้าหญิง ชื่อเรื่อง           ตอบปัญหาธรรม ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว ปีที่พิมพ์          ๒๕๑๙ จำนวนหน้า      ๕๕ หน้า           ตอบปัญหาธรรม  เป็นหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  เหมาะกับชนทุกชั้นทุกวัย ดำเนินเรื่องในรูปแบบการถามและการตอบปัญหาเกี่ยวกับทางธรรม ซึ่งได้จัดดำเนินการทางวิทยุกระจายเสียง ททท. เนื้อหาประกอบด้วย ประวัติโดยสังเขปของพลโทบัญญัติ  เทพหัสดิน ณ อยุธยา  ผังลำดับสายพลโท บัญญัติ  เทพหัสดิน ณ อยุธยา  ปัญหาที่ถามพร้อมคำตอบเกี่ยวกับพุทธศาสนา  รวมทั้งภาพประกอบ


    “เจ็ดเสมียน” ชื่อนี้มีที่มา            “เจ็ดเสมียน” เป็นชื่อบ้านนามเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.โพธาราม  จ.ราชบุรี   ชื่อนี้ปรากฎอยู่ในหลักฐานทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นตำนานบอกเล่า  เช่น ในตำนานพระปฐมเจดีย์ ฉบับพระยาราชสัมภารากรและฉบับตาปะขาวรอด  ได้บันทึกเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยากง พระยาพาน  โดยได้กล่าวถึง “บ้านเจ็ดเสมียน” เมื่อครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยให้บุตรบุญธรรมคือพระยาพาน ซึ่งเป็น ผู้มีบุญญาธิการมาก ลงมาซ่องสุมผู้คนตั้งอยู่ที่ “บ้านเจ็ดเสมียน”                                                ความเป็นมาของชื่อบ้าน  “เจ็ดเสมียน” ปรากฏเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานท้องถิ่นสืบต่อกันมาว่าในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมไพร่พลออกจากกรุงศรีอยุธยาเดินทางผ่านมายังเมืองราชบุรี  แล้วโปรดให้รี้พลพากันข้ามแม่น้ำแม่กลองไปตั้งค่ายพักแรมบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ จากนั้นดำริให้ป่าวประกาศรับสมัครชายชาติทหารเพื่อร่วมรบกับข้าศึก เช้าวันรุ่งขึ้นมีผู้คนมาสมัครเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงโปรดให้รับสมัครผู้รู้หนังสือมาเป็นเสมียนรับลงทะเบียนเพิ่มเติม ปรากฏว่ามีคนมาอาสาทำหน้าที่ดังกล่าวถึง ๗ คน และทำการบันทึกรายชื่อทหารได้ทันพลบค่ำพอดี  จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “เจ็ดเสมียน”                ในนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๗๖  เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง ได้เล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของย่านเจ็ดเสมียน ว่าเจ็ดเสมียนเป็นย่านใหญ่ เดิมมีจระเข้อยู่เป็นจำนวนมาก แม้พระมหากษัตริย์จะใช้เสมียนถึงเจ็ดคนมาทำการจดก็ยังไม่พอ       “...ถึงบางกระไม่เห็นกระปะแต่บ้าน    เป็นภูมิฐานทิวป่าพฤกษาไสว                                         โอ้ผันแปรแลเหลียวให้เปลี่ยวใจ          ถึงย่านใหญ่เจ็ดเสมียนเตียนสบาย                              ว่าแรกเริ่มเดิมทีมีตะเข้                        ขึ้นผุดเร่เรียงกลาดไม่ขาดสาย           จอมกระษัตริย์จัดเสมียนเขียนเจ็ดนาย มาจดหมายมิได้ถ้วนล้านกุมภา...”            ชื่อ“เจ็ดเสมียน” ปรากฏอยู่ใน “กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง”  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑  เมื่อคราวที่เสด็จไปรับศึกพม่าที่กาญจนบุรีปลายพ.ศ. ๒๓๒๙  ทรงกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินรวมทั้ง “เจ็ดเสมียน” ดังความในพระราชนิพนธ์ว่า     “...ถึงท่าราบเหมือนที่ทาบทรวงถวิล   ยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน                                   ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวัน    จนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา                                               ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมาย    มารายทุกข์ที่ทุกข์คะนึงหา                                                 จึงรีบเร่งนาเวศครรไลคลา   พอทิวากรเยื้องจะสายัณห์...”             นอกจากนี้ยังมีนิราศซึ่งเป็นลักษณะของการพรรณนาการเดินทางอีกหลายเรื่องที่กล่าวถึง เจ็ดเสมียน ในความหมายของเสมียนจำนวนเจ็ดคน เช่น โคลงนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อยแขวงเมืองกาญจนบุรี ของพระยาตรัง, โคลงนิราศทวายของพระพิพิธสาลี, ลิลิตเสด็จไปขัดทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ, นิราศไทรโยค พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และเรื่องเที่ยวไทรโยคคราวสมเด็จพระราชปิตุลา บรมวงศาภิมุข เสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ฯ              ในพระราชนิพนธ์ “ระยะทางเสด็จประพาสไทรโยคในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งแรก ปีฉลู พ.ศ.๒๔๒๐ ได้กล่าวถึง “เจ็ดเสมียน” ว่า                                                                                                    “...วัดเจ็ดเสมียน ลานวัดกว้างใหญ่ต้นไม้ร่มดูงามนัก เรือลูกค้าจอดอาศัยอยู่ที่นี่มาก บ้านเจ็ดเสมียนนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักเลงกลอน  พอใจจะอยากไหว้วานให้เสมียนมาจดแทบทุกฉบับ ในนิราศพระพุทธยอดฟ้าก็ว่าถึงเจ็ดเสมียนนี้เหมือนกัน...”              รายงานทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่าวัดเจ็ดเสมียนเป็นวัดราษฎร์  ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๐๐  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีชุมชนเก่าแก่ และที่มาของชื่อวัดอาจตั้งตามชื่อหมู่บ้านซึ่งมีอยู่มาแต่เดิม  ตามลักษณะของการตั้งชื่อสถานที่ ชื่อที่ตั้งขึ้นแต่ละยุคสมัยจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่ปรากฏในสมัยใดสมัยหนึ่ง  ชื่อจึงเป็นเครื่องหมายบอกเรื่องราวภูมิหลังเพื่ออ้างอิงการรับรู้ร่วมกัน  ชื่อบ้าน “เจ็ดเสมียน” สะท้อนแนวคิดในเรื่องชื่อบ้านนามเมืองหรือภูมินามพื้นบ้าน  เป็นการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนผ่านการตั้งชื่อ   ในสมุดราชบุรีปี ๒๔๖๘  ระบุว่า“เจ็ดเสมียน”เคยเป็นที่ตั้งของอำเภอมาก่อน  โดยอำเภอโพธารามเดิมเรียกว่า อำเภอเจ็ดเสมียน ต่อมาในปี ๒๔๓๘ (ร.ศ.๑๑๔)  จึงได้ย้ายขึ้นไปตั้งที่ตำบลโพธารามทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง   ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินซ้อมรบเสือป่าที่จังหวัดราชบุรี  และใช้พื้นที่เจ็ดเสมียนในการซ้อมรบด้วย             จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า “เจ็ดเสมียน” มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่อดีตและชื่อบ้านเจ็ดเสมียนอาจมีที่มาจากตำนานและคำบอกเล่าซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง   ทั้งนี้หากชื่อบ้าน “เจ็ดเสมียน” ตั้งขึ้นมาจากตำนานบอกเล่า เรื่องเสมียนเจ็ดคนในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว  แสดงว่าคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เจ็ดเสมียนและบริเวณใกล้เคียงนั้น  นอกจากจะมีใจจงรักภักดีสมัครไปทำสงครามเป็นจำนวนมากแล้ว  จะต้องมีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เพราะตำแหน่ง  “เสมียน” ที่ปรากฏในตำราจินดามณี  กำหนดไว้ว่าใครจะเป็นเสมียนจะต้องรอบรู้ ๘ สิ่งในเรื่องของหลักภาษาและวรรณยุกต์                                                                                                   “...เปนเสมียนรอบรู้               วิสัญช์             พินเอกพินโททัณฑ                ฆาตคู้             ฝนทองอีกฟองมัน                  นฤคหิต              แปดสิ่งนี้ใครรู้                      จึงให้เป็นเสมียน...”   เรียบเรียงโดย   ปราจิน  เครือจันทร์   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เอกสารอ้างอิง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง,หลวงโสภณอักษรกิจ พิมพ์สนองพระคุณ ท่านเจ้าพระยารามราฆพ ฯ ในงานฉลองสุพรรณบัฎ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๔.    กรมศิลปากร,จินดามณี พิมพ์แจกในงานศพคุณหญิงพิรุฬห์พิทยาพรรณ ณ วัดไตรมิตตวิทยาราม ๑๕ เมษายน ๒๔๘๕ ,กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๘๕. กรมศิลปากร, นิราศไทรโยค พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางอนงค์ สิงหศักดิ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๘. กรมศิลปากร, พระบวรราชนิพนธ์เล่ม ๑, กรุงเทพฯ :กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,๒๕๔๕. กรมศิลปากร,วรรณคดีพระยาตรัง. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์บรรณาคาร, ๒๕๑๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศสยามชุมนุมพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ,กรงเทพฯ:บรรณกิจ,๒๕๔๓. สมุดราชบุรี พ.ศ.๒๔๖๘ ,กรุงเทพฯ:สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย,๒๕๕๐. http:// www.chetsamian. go.th


      สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)       สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ       ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศัสตราวุธ พระที่นั่งบูรพาภิมุข พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       กลองทั้งสามใบนี้แต่เดิมอยู่ที่หอกลองประจำเมืองกรุงเทพฯ ที่สวนเจ้าเชตุ หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หอกลองมี ๓ ชั้น ชั้นล่าง “กลองย่ำพระสุริย์ศรี”  ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณย่ำรุ่ง-ย่ำค่ำ เวลาเปิดปิดประตูเมือง ชั้นกลาง “กลองอัคคีพินาศ” ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณเมื่อเกิดอัคคีภัย และกลองชั้นสุดบน “กลองพิฆาตไพรี” ใช้สำหรับตีบอกสัญญาณเมื่อมีข้าศึกมาประชิดเมือง       เมื่อมีการใช้นาฬิกาแพร่หลายพ้นสมัยการตีกลองให้สัญญาณ จึงย้ายกลองทั้งสามใบนี้ไปยังหอนาฬิกาศาลสถิตยุติธรรม และหอนาฬิกาศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมตามลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถาน        ทั้งนี้จากตำรายันต์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ระบุถึงยันต์และหนังสัตว์ที่ขึงหน้ากลองว่า กลองชั้นล่าง “ย่ำพระสุริย์ศรี” ขึงหนังกระบือ กลองชั้นกลาง “อัคคีพินาศ” ขึงหนังโค และกลองชั้นบน “พิฆาตไพรี” ขึงหนังหมีและหนังเสือ


ชื่อเรื่อง                     พระราชพิธีสิบสองเดือน เล่ม 3ผู้แต่ง                       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ขนมธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่                      390.22 จ657พสถานที่พิมพ์               กรุงเทพฯสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์คุรุสภาปีที่พิมพ์                    2506ลักษณะวัสดุ               222 หน้าหัวเรื่อง                     พระราชพิธี                              ไทย – ความเป็นอยู่และประเพณีภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกกล่าวถึงพระราชพิธีเดือน 9 ถึงพระราชพิธีเดือน 11 ว่าด้วยเรื่อง ประเพณีต่างๆ และพระราชพิธี ฯลฯ


          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "ตุ๊กตาสังคโลกรูปบุคคลจากแหล่งเรือจมกลางอ่าวไทย" วิทยากรโดย นายคงกมล รัฐปัตย์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ดำเนินรายการโดย นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.           ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่องค์ความรู้ประจำเดือนพฤษภาคม เรื่อง พระพุทธรูปลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงพระพุทธรูปลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบนูนสูง แสดงอิริยาบถเดิน โดยพระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า พระบาทขวายกส้นพระบาทขึ้นเล็กน้อย ยกพระหัตถ์แสดงปางประทานอภัย นับเป็นการสร้างสรรค์งานประติมากรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปะสุโขทัย เป็นการสร้างสรรค์พุทธศิลป์ตามคตินิยมเรื่อง “มหาบุรุษลักษณะ” ที่มีความงามตามอุดมคติอย่างแท้จริง คือ มีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งงุ้ม พระเนตรเรียวยาวปลายตวัดขึ้น พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อยหยักเป็นคลื่น พระวรกายได้สัดส่วนมีความงามตามอุดมคติของสกุลช่างสุโขทัย คือ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระหัตถ์เรียวทอดลงเบื้องล่างอย่างได้สัดส่วน ต้นขาเรียวไม่แสดงกล้ามเนื้อ ไม่แสดงข้อต่อใด ๆ จัดเป็นศิลปะสุโขทัยแบบหมวดใหญ่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙


ชื่อเรื่อง                     ประเพณีท้องถิ่น แหล่งศิลปกรรมอำเภอพรหมบุรีผู้แต่ง                       สำนักงานศึกษาธิการอำเภอพรหมบุรีประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                    ขนบธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่                      394.2 ศ616ปสถานที่พิมพ์               สิงห์บุรีสำนักพิมพ์                 สำนักงานศึกษาธิการอำเภอพรหมบุรีปีที่พิมพ์                    2543ลักษณะวัสดุ               62 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     สิงห์บุรี -- ความเป็นอยู่และประเพณี                              สิงห์บุรี -- โบราณสถานภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก           เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของแหล่งศิลปกรรม ตำนานแม่ครัวหัวป่า และประเพณีท้องถิ่นของอำเภอพรหมบุรี โดยได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลท้องถิ่น และบุคคลผู้สูงอายุ


พระราชกรณียกิจฯ ด้านการทหาร “เรื่อง วีรกษัตริย์การทหารย้อนรอยวีรกษัตริย์แห่งสมรภูมิบ้านหมากแข้ง” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ขอนำภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหาร ตำรวจ และราษฎรในพื้นที่บ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหว และยังทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบด้วยพระองค์เอง ในระหว่างนั้น ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมายังชุดปฏิบัติการของพระองค์ โดยพระองค์ทรงมีพระสติมั่นคง ทรงมีพระราชดำรัสสั่งทหารดำเนินกลยุทธ์ ยิงตอบโต้ จนกระทั่งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ล่าถอยไป


         วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๕๐ น. นายสถาพร เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สมาชิกผู้แทนราษฎร ร่วมเป็นประธานในพิธีบวงสรวงโบราณสถานเมืองไผ่ ในการนี้มี ผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ตัวแทนส่วนราชการจังหวัดสระแก้วและประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีดังกล่าว ณ โบราณสถานเมืองไผ่ จังหวัดสระแก้ว           สำหรับโบราณสถานเมืองไผ่ เป็นเมืองโบราณสำคัญอีกแห่งในภาคตะวันออก ที่มีพัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงในสมัยที่วัฒนธรรมเขมรโบราณ เข้ามามีบทบาทอยู่ในดินแดนแถบนี้ ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ อีกทั้งจากผลการสำรวจในปัจจุบัน เมืองไผ่ ยังถือได้ว่า เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่ตั้งอยู่ชายขอบสุดของภาคตะวันออกอีกด้วย


ชื่อเรื่อง                                         สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                            27/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย                      คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                 50 หน้า : กว้าง 4.5 ม.ยาว 54.4 ซม.หัวเรื่อง                                          พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


          ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือ           สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ (๑,๖๐๐-๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว)           ได้มาจากจังหวัดนครปฐม            ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือลวดลายนูนต่ำรูปเรือใบ มีบุคคลโดยสารอยู่ภายใน เรือใบประกอบไปด้วยเสากระโดงเรือหนึ่งต้น มีเชือกผูกติดเสาสองเส้น ยอดเสากระโดงเรือมีธงติดอยู่ และมีใบเรือหนึ่งผืนอยู่ทางด้านหน้าเรือ           ก้อนดินเผากลมประทับตรารูปเรือปรากฏในวัฒนธรรมอินเดียตั้งแต่สมัยอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ เช่น ที่เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro) และฮารัปปา (Harappa) ประมาณ ๓,๓๐๐-๕,๓๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ศาตวาหนะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔-๘) นิยมทำเหรียญด้านหนึ่งเป็นรูปเรือเสากระโดงคู่ ซึ่งการทำก้อนดินเผาประทับตรารูปเรือยังสืบเนื่องมาจนถึงสมัยคุปตะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) และสมัยปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔) สันนิษฐานว่าก้อนดินเผาประทับตรารูปเรือนี้ พ่อค้าชาวอินเดียสมัยคุปตะ เป็นผู้นำเข้ามายังภูมิภาคนี้ พร้อมๆ กับการค้าและการเผยแผ่ศาสนา และพบร่วมกับตราประทับดินเผาลวดลายอื่น ๆ ที่เป็นลายมงคล (เช่น ลายสิงห์ ม้า โค ท้าวกุเวรและคชลักษมี ฯลฯ) ในบริเวณเมืองนครปฐมโบราณ และเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น            ทั้งนี้การเดินเรือเป็นที่รู้จักในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ประมาณ ๓,๕๐๐-๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในประเทศไทยมีตัวอย่างคือรูปเรือบนกลองมโหระทึก และภาพเขียนสีรูปเรือ เช่น ที่ถ้ำพญานาค จังหวัดกระบี่ และภาพเขียนสีรูปเรือ ที่แหล่งโบราณคดีเพิงผา เมืองบารู สุลาเวสีตอนใต้ ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับแหล่งเรือจมสมัยทวารวดีมีตัวอย่างคือ แหล่งเรือจมคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แหล่งเรือควนธานี อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง แหล่งเรือบ้านโคกขวาง จังหวัดราชบุรี แหล่งเรือจมปากคลองกล้วย จังหวัดระนอง และแหล่งเรือพนมสุรินทร์ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีค่าอายุเก่าที่สุด ประมาณ พ.ศ. ๑๓๓๑      อ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี: ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๒. เอิบเปรม วัชรางกูร. ประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวีไทย. กรุงเทพฯ: สมาพันธ์, ๒๕๔๔.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           35/6ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              44 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 130/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 166/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


กรมศิลปากร ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม ประจำปี ๒๕๖๖ เรื่อง ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค จำนวน ๘ แบบ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้เรื่องราว ความสำคัญเกี่ยวกับ รูปเคารพ ครุฑ ยักษ์ นาค ที่มีความเชื่อมโยงในงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมและสถาปัตยกรรมขอเชิญชวนทุกท่านส่งความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๖ ค่ะเข้าถึงได้โดย https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/37645-กรมศิลปากร-ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม-ประจำปี-๒๕๖๖-เรื่อง-ภูมิบริรักษ์---ครุฑ-ยักษ์-นาค-จำนวน-๘-แบบ


black ribbon.