ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 48,853 รายการ


เลขทะเบียน : นพ.บ.441/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 30 หน้า ; 4.6 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 157  (141-148) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ทศชาติ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.586/3                            ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.5 x 53.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 190  (378-384) ผูก 3 (2566)หัวเรื่อง : สิงคาลสุด--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม




        ภาชนะรูปแมว          ภาชนะจากแหล่งเตาพนมดงเร็ก จังหวัดบุรีรัมย์ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘         นายโยธิน-นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ มอบให้เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔         ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร         ภาชนะทรงโถรูปแมวนั่งมองตรง ดวงตาเปิดกลมโต จมูกยื่นเล็กน้อย (ชิ้นทางขวามีหนวดเป็นเส้น) ส่วนหูชำรุดหักหาย ด้านบนภาชนะเจาะรูเป็นวงกลม ส่วนคอ        คอด มีลายขูดขีดคล้ายกับทำเป็นสร้อยคอ (ชิ้นทางซ้ายประดับด้วยกระดิ่งไว้กึ่งกลางสร้อยคอ) ลำตัวภาชนะป่อง ก้นภาชนะสอบเข้าหากัน          ภาชนะทรงโถรูปแมวชิ้นทางขวา เคลือบสีเดียวแบบที่พบในกลุ่มเครื่องถ้วยของแหล่งเตาพนมดงเร็กคือ เคลือบสีน้ำตาล (มีที่มาจากออกไซด์ของเหล็ก) ทั้งชิ้น แต่ร่องรอยของน้ำเคลือบไม่สม่ำเสมอกัน          ภาชนะทรงโถรูปแมวชิ้นทางซ้าย มีลักษณะพิเศษคือการเคลือบสองสี ได้แก่สีเขียว (มีที่มาจากขี้เถ้าพืชเป็นส่วนประกอบ) บริเวณใบหน้ากับลำตัวช่วงอก ตัดกับสีน้ำตาล บริเวณส่วนดวงตา ปลายจมูก สร้อยคอ ลำตัวด้านข้างและเท้า นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของปูนที่ใช้ในการกินหมากติดอยู่ภายในซึ่งเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงหน้าที่การใช้งานเดิมของภาชนะรูปแมวใบนี้ว่าเป็นภาชนะสำหรับใส่ปูนที่ใช้ในการกินหมากนั่นเอง     อ้างอิง Dawn F. Rooney. Khmer Ceramics Beauty and Meaning. Bangkok: Riverbook, 2010.



ชื่อเรื่อง                      ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺมปทฏธกถา ขุทฺทกนิกายฏธกถ (ธมฺมปทขั้นปลาย)อย.บ.                           240/17หมวดหมู่                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               64 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ; ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                        พุทธ                                      ศาสนา                                                           บทคัดย่อ/บันทึก     เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ



ประเพณี “เทศน์มหาชาติ” ซึ่งนิยมจัดในเดือนสิบสอง ตรงกับประเพณี “ตั้งธัมม์หลวง”ของภาคเหนือ นับเป็นพิธีใหญ่คู่กับประเพณีทานสลากภัตต์ และประเพณี “บุญผะเหวด” ตามฮีตสิบสองทางภาคอีสานคำว่า “มหาชาติ” หมายถึง พระเวสสันดรชาดก มีความสำคัญด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์ครบบริบูรณ์ ๑๐ ประการ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชพิธีเทศน์มหาชาติถือเป็นการบำเพ็ญกุศลครั้งใหญ่ภายในพระบรมมหาราชวัง มีการประดับตกแต่งพรรณไม้ล้อมรอบธรรมมาสน์ และจัดเครื่องบูชาถวายกัณฑ์เทศน์อย่างเอิกเกริกสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศนา โปรดฯ ให้นิมนต์พระพิมลธรรม พระธรรมอุดม พระพุทธโฆษาจารย์ มาถวายพระธรรมเทศนาคาถาพัน โดยพระองค์ได้ถวายไตรจีวรและบริขาร พร้อมด้วยเครื่องกัณฑ์เทศน์บรรทุกเรือพระที่นั่งบรรลังก์ประดับโคมแขวนและปักธงมังกรจอดเทียบไว้หน้าพระตำหนักแพ ครั้งจบกัณฑ์ก็มีเรือคู่ชักและเรือพายข้าราชการมาส่งพระภิกษุสงฆ์ถึงพระอารามในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า มีเครื่องบูชาถวายกัณฑ์มหาชาติครั้งนี้ ถึง ๑๓ กระจาด ตั้งหน้ากำแพงพระมหาปราสาทมาจนถึงหน้าโรงทองและหอนาฬิกา สำหรับประกวดประชันกัน โดยคุณแว่น (คุณเสือ) พระสนมเอกได้ใส่ทาสเด็กศีรษะจุกแต่งตัวหมดจดถวายพระสงฆ์ไปเป็นสิทธิ์ขาดด้วยพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน กล่าวถึง พระราชพิธีเดือนอ้าย : พระราชกุศลเทศนามหาชาติ มีการตกแต่งเครื่องบูชาเทศนาภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ความว่า“...หลังพระที่นั่งเศวตฉัตรผูกกิ่งไม้ มีดอกไม้ร้อยห้อยย้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่วไป ...ตั้งหมากพนมพานทองมหากฐินสองพาน หมากพนมใหญ่พานแว่นฟ้าสองพาน แล้วพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเวียน มีต้นไม้เงินทองตั้งรายสองแถว กระถางต้นไม้ดัดลายคราม โคมพโอมแก้วรายตลอดทั้งสองข้าง หน้าแถวมีกรงนกคิรีบูน ซึ่งติดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน ตามตะเกียงกิ่งที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์...”ทั้งนี้ยังมีธรรมเนียมให้แสดงให้เห็นเครื่องบูชากัณฑ์เรียงรายจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ "โคมเวียน" เป็นโคมชนิดที่มีที่ครอบหมุนได้ บนที่ครอบเขียนรูปภาพลำดับเรื่องในพระพุทธศาสนา เมื่อจุดไฟแล้วที่ครอบจะหมุนไปช้า ๆ ทำให้รูปภาพบนที่ครอบหมุนเวียนตามไปด้วย ใช้เป็นเครื่องตั้งดูเล่นตามงานในเทศกาลต่างๆทั้งนี้ยังปรากฏธรรมเนียมให้พระราชโอรสฝึกหัดกัณฑ์เทศน์ถวายด้วย ครั้งพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ ๕) เป็นสามเณรและได้ถวายเทศน์นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้จัดเครื่องบูชากัณฑ์สำหรับเฉพาะพระองค์ อันเป็นกระจาดใหญ่รูปเรือสำเภาบริเวณหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ว่า “...พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ คราวผนวชเป็นสามเณรได้ถวายกัณฑ์เทศน์แทบทุกองค์ โปรดให้พระราชครูพิราม (ชู) อยู่ในกรมราชบัณฑิตเป็นผู้ฝึกหัด”จากพระราชพิธีพระราชกุศลเทศนามหาชาติภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นพระราชพิธีบำเพ็ญราชกุศล ซึ่งทำให้เห็นความเลื่อมใสศรัทธาและสถานะองค์ศาสนูปถัมภก ตามเจตนาน้อมในพระบรมพุทธาภิเษกสมบัติ อันได้นำพาสรรพสัตว์เข้าสู่นิพพานอย่างสมบูรณ์_____________________ภาพประกอบ : โคมเวียน สมัยรัชกาลที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๒๔) ภายในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประกอบด้วย ตัวโคมและที่ครอบ ทำรูปร่างคล้ายมณฑปทรงแปดเหลี่ยม มีสามชั้น แต่ละชั้นทำมุขโถงยื่นออกมา ๔ ทิศ มีพนักระเบียง ผนังลงรักปิดทองประดับกระจกสี และเจาะเป็นช่องหน้าต่างลายอย่างเทศ เพื่อให้มองเห็นจิตรกรรมเวสสันดรชาดก มีหลังคาทรงกระโจมยอดดอกบัวตูม เมื่อจุดไฟแล้วครอบนั้นหมุนได้ สำหรับใช้ประกอบสถานที่ในพิธีเทศน์มหาชาติ..อ้างอิงจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ" พระราชพิธีสิบสองเดือน". กรุงเทพฯ: บรรณาการ, ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์.ธนิต อยู่โพธิ์. ตำนานเทศน์มหาชาติ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๔.จารุณี อินเฉิดฉาย และคณะ. คุณธรรม จริยธรรม ตามรอยพระโพธิสัตว์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๕๑เทศม์หาชาติ อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางมรรคาคำณวน ( ละมูล ปิ่นแสง ). กรุงเทพฯ : วรวุฒิการพิมพ์. ๒๕๑๖.ประสงค์ รายณสุข และสมิทธิพล เนตรนิมิตร .ประเพณีการเทศน์มหาชาติ ใน วารสารมจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์. ๒,๒(กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๒)


ชื่อโบราณวัตถุ : ภาชนะดินเผาแบบศิลปะ : สมัยก่อนประวัติศาสตร์ชนิด : ดินเผาขนาด : สูง 15 เซนติเมตร ปากกว้าง 14.5 เซนติเมตรอายุสมัย : วัฒนธรรมบ้านเชียงสมัยกลาง 3,000 - 2,300 ปีมาแล้วลักษณะ : ภาชนะดินเผาก้นแหลมสีขาวนวล มีสัน มีการตกแต่งด้วยลายขูดขีด เป็นเส้นขนานและเขียนสีระหว่างช่อง เป็นเส้นตรง และเส้นโค้ง จำนวนอย่างละ 2 แถว บริเวณคอและไหล่ภาชนะ และมีการตกแต่งภาชนะส่วนที่เหลือด้วยลาย เชือกทาบสภาพ : ...ประวัติ : ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เดิมเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่นสถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีแสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang/360/model/28/ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang


ชื่อเรื่อง                    สพ.ส.78 เวชศาสตร์_ตำรายาแผนโบราณประเภทวัสดุ/มีเดีย      สมุดไทยดำISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                  เวชศาสตร์ลักษณะวัสดุ              34; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    เวชศาสตร์                  ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   ประวัติวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์  อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 15 ส.ค..2538


           วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๗) เวลา ๐๙.๔๕ น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสมโภชพระธาตุและเทวดานพเคราะห์ นำออกให้ประชาชนสักการะและสรงน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๖๗ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และประชาชนร่วมในพิธี           กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์เป็นประจำทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคลในปีใหม่ไทย เนื่องด้วยในสมัยโบราณ คนไทยมักไม่นิยมนับอายุตามวันเกิด แต่จะนับตามการเถลิงศักราชใหม่ในช่วงปีใหม่ไทยคือ สงกรานต์ หากปีใดมีความป่วยไข้ หรือทราบว่าถึงเวลาเปลี่ยนทักษา โดยเฉพาะเจ้านายก็จะขึ้นเกยส่งเทวดาเก่ารับเทวดาใหม่ ด้วยเชื่อว่าจะนำพาสิริมงคลมาพร้อมกับศักราชใหม่ จึงได้อัญเชิญพระธาตุในพระกรัณฑ์ ซึ่งเดิมทีประดิษฐานในก้านพระรัศมีของพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปองค์สำคัญที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเทวดานพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ ผู้เป็นเจ้าเรือนชะตามนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ตามความเชื่อโบราณ มาให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำขอพร ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อันเป็นวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ของไทย และเป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงาม ตลอดจนสืบทอดองค์ความรู้ในอดีตจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ เทวดานพเคราะห์มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่   นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์)  ซึ่งมีเทพบริวารอีก ๘ องค์ รวมเป็น ๙ องค์ ถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ประกอบด้วย พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวงพระจันทร์ ทรงม้าพระอังคาร ทรงมหิงสาพระพุธ ทรงคชสารพระพฤหัสบดี ทรงกวางพระศุกร์ ทรงโคพระเสาร์ ทรงพยัคฆ์พระราหู ทรงพญาครุฑและ พระเกตุ ทรงนาค             สำหรับประติมากรรมเทวดานพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ ที่อัญเชิญมาประดิษฐานตามระบบทักษาในแผนผังอัฐจักรนี้ สร้างขึ้นตามแบบเทวดานพเคราะห์ของไทย แต่งกายคล้ายคลึงกับภาพเทวรูปในสมุดไทยหมวดตำราภาพเทวรูปไสยาศาสตร์ เล่มที่ ๗๐ สำนักหอสมุดแห่งชาติ สันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ พระราชโอรสพระองค์ที่ ๑๒ ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าองค์ที่ ๔ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์กับพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดาราวดี พระราชธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งประติมากรรมเทวดานี้มีความคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมเทพยดาบนบานประตูหน้าต่างด้านในของพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ ทรงร่วมในการควบคุมการก่อสร้างเช่นกัน ความพิเศษของประติมากรรมชุดนี้ คือ สามารถถ่ายทอดรูปแบบของเทวดา  นพเคราะห์ให้ออกมาเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว แสดงท่าทางและลักษณะได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวา โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ และลักษณะของเทพแต่ละองค์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าน่าจะหล่อขึ้นในราวรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา โดยเปรียบเทียบลักษณะประติมานวิทยากับภาพใน  สมุดไทย และรูปสัตว์ที่มีความเหมือนจริงเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะวันตก    พุทธศาสนิกชนและประชาชนที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๖๗ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เรื่อง "อมลกะ สัญลักษณ์แห่งการกำเนิดอันบริสุทธิ์และความเป็นอมตะ"     อมลกะ (Amalaka) คือ ส่วนยอดของปราสาทในศิลปะอินเดียและศิลปะขอม ลักษณะกลมแป้นเป็นลอนโดยรอบ อมลกะประกอบเข้ากับกลศใช้เป็นชุดยอดบนสุดของปราสาทเพื่อรองรับนภศูล ซึ่งคำว่า “อมลกะ” (อะ-มะ-ละ-กะ) มาจากคำว่า “อมลกิ” ในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “ลูกมะขามป้อม” เป็นผลไม้ที่ถูกนำมาแทน “เมล็ด” แห่งการสร้างจักรวาลตามคติอินเดีย การนำมาใช้ประดับปราสาทย่อมแสดงว่าเทพเจ้าผู้ประทับในปราสาทนั้นๆ เป็นพระผู้สร้างผู้ยิ่งใหญ่ โดยในคติความเชื่อของฮินดู อมลกะเป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดอันบริสุทธิ์และความเป็นอมตะ     อมลกะยังมีความสอดคล้องกับส่วนยอดสุดของอิฐโปร่ง ๓ ก้อน (สวยมาตฤณณา) ที่จัดวางไว้ตามชั้นต่างๆ ของแท่นบูชาในยุคพระเวท เพื่อแสดงถึงโลกทั้งสามคือ โลกมนุษย์ ชั้นบรรยากาศ และสวรรค์ เนื่องจากอมลกะตั้งอยู่บนยอดวิหารจึงเป็นเครื่องแสดงถึงโลกสวรรค์ นอกจากนี้อมลกะยังเป็นชื่อของต้นไม้ที่ออกผลเป็นรูปคล้ายวงหินฟันเฟืองของวิหาร และในนิยายปรัมปราของฮินดู อมลกะคือต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่เติบโตขึ้นเป็นต้นแรกของโลก และเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าทั้งสามในตรีมูรติ คือ พระวิษณุประทับนั่งอยู่ที่โคนต้น  พระพรหมประทับเหนือขึ้นไป และพระศิวะประทับอยู่ในระดับสูงกว่านั้น เทวดาทั้งหลายเป็นใบไม้ ดอกไม้ และผล ส่วนพระอาทิตย์ก็ทรงพักพิงอยู่ที่กิ่งก้านสาขา       อมลกะ เป็นองค์ประกอบที่มีอยู่ทั่วไปในพุทธศิลป์และใช้กันแพร่หลายในสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนา  นอกจากยอดแล้ว อมลกะสามารถอยู่ที่เก็จมุม (เก็จกรรณะ) ของชั้นหลังคาได้ด้วย เนื่องจากเดิมบริเวณนี้เคยเป็นอาคารจำลองยอดอมลกะ ต่อมาเมื่อกลืนหายไปกับชั้นหลังคาจึงทำให้ชั้นหลังคามีอมลกะแทรกอยู่ อมลกะอาจเข้ามาผสมผสานกับยอดแบบอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หลายกรณี เช่น เข้ามาผสมกับสถูปิกะ หรือเข้ามากลายเป็นดอกบัวยอดปราสาท ทั้งนี้ช่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นำเอาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ อมลกะ คือ “ความเป็นริ้วมะเฟือง” มาใช้ในงานสถาปัตยกรรมด้วย      เมืองศรีสัชนาลัยพบสถาปัตยกรรมที่มีการประดับส่วนยอดด้วยอมลกะ ได้แก่ เจดีย์รายหมายเลข ๑๓ ของวัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งส่วนบนของเจดีย์เป็นฐานบัวตั้งซ้อนขึ้นไป ๗ ชั้น จนถึงชั้นบัวคว่ำ-บัวหงาย และหยักมุมต่อเนื่องขึ้นมาจากส่วนกลางนั้นหยักสอบขึ้นสู่ยอด ประดับด้วยทรงคล้ายลูกฟักทอง (อมลกะ) ต่อยอดด้วยทรงถ้วยคว่ำที่ประดับด้วยแถวรูปกลีบบัวคว่ำ   และเจดีย์รายของวัดพรหมสี่หน้า โดยเจดีย์รายองค์นี้อยู่ด้านหลังมณฑปประธาน ก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ทรงวิมานที่มีหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นสูง ยอดประดับอมลกะ (ซึ่งพบตกอยู่ใกล้กับองค์เจดีย์) เช่นเดียวกับเจดีย์รายของวัดเจดีย์เจ็ดแถว เอกสารอ้างอิงเชษฐ์ ติงสัญชลี. ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๒๖.สันติ เล็กสุขุม. เจดีย์สมัยสุโขทัย วัดเจดีย์เจ็ดแถว. นนทบุรี : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๔.สำนักโบราณคดี ศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๐.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย. รายงานการตรวจสอบสภาพโบราณสถานในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ประจำปี ๒๕๕๘. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย, ๒๕๕๘.เอเดรียน สนอดกราส. สัญลักษณ์แห่งพระสถูป. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท. ๒๕๓๕.อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม. บัวยอดปราสาท. กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กรมศิลปากร. สืบค้นจากhttps://www.finearts.go.th/promotion/view/๓๕๗๓๖. (เข้าถึงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗).


         ปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก สูปารคะ หรือ สมุทรวาณิชย์          - ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔)          - ปูนปั้น          - ขนาด กว้าง ๙๕.๕ ซม. ยาว ๗๘ ซม. หนา ๕ ซม.          เดิมประดับที่ฐานลานประทักษิณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเจดีย์จุลประโทน อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ได้จาการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2511 ชาดกทั้งสองเรื่องเป็นตอน พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นคนพายเรือ ซึ่งได้นำพาผู้เดือดร้อนทั้งหลายฝ่าภัยอันตรายไปได้ โดยในเรื่องสูปารคะพระโพธิสัตว์เป็นนายเรือชรา ตาฝ้าฟาง ส่วนในเรื่องสมุทรวาณิชย์พระโพธิสัตว์เป็นนายช่างไม้ผู้มีบุญบารมีนำพาฝูงมหาชนรอดจากอันตราย   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=40108   ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th


black ribbon.