ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ
วันจันทร์ที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรม ศิลปากรเป็นประธานพิธีบวงสรวงงานบูรณะพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธี อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นอาคารสำคัญ ที่ใช้สำหรับประกอบพิธีสำคัญๆ ของเมืองนครศรีธรรมราช มาแต่โบราณ เช่น ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งตั้ง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พิธีสมโภชพระบรมธาตุประจำปี และใช้ประกอบพิธีต่างๆ ทางศาสนา ปัจจุบันพระวิหารหลวงมีสภาพชำรุดทั้งส่วนโครงสร้างอาคาร รวมถึงเครื่องประกอบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ซึ่งความชำรุดเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาจากอายุของการก่อสร้างและภัยธรรมชาติ ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร จึงได้จัดทำโครงการบูรณะพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่ออนุรักษ์โบราณสถานอันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ายิ่งของชาติให้คงอยู่ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๓๐,๐๐๐,๐๐๐.- บาท โดยจะทำการบูรณะในส่วนหลังคาอาคารเพื่อแก้ไขปัญหาการรั่วซึมซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระวิหารหลวงชำรุดทรุดโทรม รวมทั้งซ่อมแซมอนุรักษ์เครื่องลำยอง (ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์) งานประณีตศิลป์หน้าบัน และงานเพดาน สำหรับในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร ได้ขอตั้ง งบประมาณต่อเนื่อง ในลักษณะงบอุดหนุนร่วมกับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท งบประมาณกรมศิลปากร ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดำเนิน การบูรณะพระวิหารหลวงในส่วนงานที่เหลือ ประกอบไปด้วย ผนังอาคาร พื้น งานศิลปกรรม และการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ เพื่อให้พระวิหารหลวงกลับมามีสภาพแข็งแรงเรียบร้อยสวยงามดังเดิม พระวิหารหลวง หมายถึง วิหารหลังใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งคือวิหารที่เป็นของกลาง เนื่องจากแต่เดิม วัดพระมหาธาตุเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา วิหารหลังนี้จึงเป็นของส่วนรวมที่ใช้ประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ต่อมาจึงได้ แปลงเป็น “พระอุโบสถ” แต่ผู้คนยังนิยมเรียกพระวิหารหลวงอยู่เช่นเดิม ในตำนานพระธาตุเมืองนครศรี ธรรมราชกล่าวว่า พระวิหารหลวง สร้างโดยพระศรีมหาราชา เมื่อมหาศักราช ๑๕๕๐ (พ.ศ. ๒๑๗๑) ในสมัยแรกสร้างนั้นเป็นพระเจดีย์วิหารสูง ๗ วา และสร้างรุ่นราวคราวเดียวกับวิหารธรรมศาลา สภาพปัจจุบันเป็นวิหารขนาด ๑๓ ห้อง ลักษณะแบบผนังรับน้ำหนัก ซึ่งเดิมน่าจะออกแบบสร้างเป็นอาคารจตุรมุข ส่วนลักษณะอาคารที่เป็นมุขประเจิด และส่วนฐานแอ่นโค้งก็กำหนดอายุได้ในช่วงอยุธยาตอนกลาง - ตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ -๒๓ ซึ่งสอดคล้องกับผลการขุดค้นทางโบราณคดี ที่มีการกำหนดอายุโบราณวัตถุ (อิฐฐานรากอาคาร) ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ค่าอายุประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๑
วันที่ ๑๘ - ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จัดโครงการเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีและศิลปวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มนักเรียนและประชาชน มีการจัดบรรยายหัวข้อ "ภารกิจหน้าที่ของกรมศิลปากร" โดยนายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ประธานในพิธี การบรรยายหัวข้อ "งานโบราณคดีและโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์"โดยนายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา การบรรยายหัวข้อ "โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ" โดยนางสาวพรเพ็ญ บุญญาทิพย์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ การบรรยายหัวข้อ "การอนุรักษ์และจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุ"โดยนางสาวกมลรัตน์ ชวนสบาย ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ เข้าชมนิทรรศการถาวรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และกิจกรรมภาคปฏิบัติเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ปฏิบัติจริง มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น ๘๑ คน
วันพุธที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ๔ ถึงชั้นมัธยมศึกษาที่ ๓ โรงเรียนบ้านนารุ่ง (ญาณมุนีราษฎร์สามัคคี) ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๑๖๐ คน คุณครู ๒๑ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๕ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนางถนอม หลวงกลาง นางศรีสุดา ศรีสด นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ และนางสาวอนงค์พร หอมไสย์ นางสาวอรปรียา แสงหัวช้าง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาที่ ๒ โรงเรียนบ้านตะมะหนองกระจาน ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๕๕ คน คุณครู ๙ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนางสาวกมลรัตน์ ชวนสบาย ภัณฑารักษ์ปฏบัติการ และนางสาวอาภาภรณ์ เปล่งปลั่งศรี นักวิชาการวัฒนธรรม ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๓๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ๑ - ๖ โรงเรียนบ้านโสนพิทยศึกษา ตำบลแสลงพันธ์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๖๗ คน คุณครู ๗ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๓ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนางถนอม หลวงกลาง นางศรีสุดา ศรีสด และนายแก่นแก้ว หอมนวล พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ๑ - ๖ โรงเรียนบ้านหนองผือ ตำบลเสียว อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวนนักเรียน ๕๕ คน คุณครู ๑๕ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนางสาวอภิญญา สุขใหญ่ และนางศรีสุดา ศรีสด พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันเสาร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ กิจกรรมเสวนาวิชาการ "เฮือนโบราณ : ความหมาย คุณค่า และการอนุรักษ์" ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. วิทยาการโดย อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์, ผศ.ดร.ปีดิเทพ อยู่ยืนยง และอาจารย์รุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์ ดำเนินรายการโดยนางวรรณภา ปะวิโน และระหว่างเวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เสวนา "ศิลปชุมชนเฮือนโบราณ สันป่าตอง-เชียงใหม่-ลำพูน" โดย อาจารย์รุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์, รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ และรายา ผการ์มาศ บรรณาธิการ ดำเนินรายการ วรรณภา ปะวิโน พร้อมงานเปิดตัวหนังสือและร่วมชมชมนิทรรศการ ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่
https://fb.watch/4k00ENiIb1/“İstiklâl Marşı” (อิสติกลาล มาร์เชอ) มีความหมายว่า “การประกาศอิสรภาพเดือนมีนาคม” เป็นชื่อของเพลงชาติของสาธารณรัฐตุรกี ซึ่งรัฐบาลตุรกีประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1921 อันเป็นเวลาสองปีครึ่งก่อนหน้าการสถาปนาสาธารณรัฐในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1923 ประพันธ์คำร้องโดย เมห์เหม็ด อากีฟ เอร์ซอย (Mehmet Akif Ersoy) ทำนองโดย ออสมัน เซกี อืนเกอร์ (Osman Zeki Üngör)
ด้วยปีค.ศ. 2021 รัฐบาลตุรกีได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการประกาศใช้เพลง İstiklâl Marşı (Independence March: การประกาศอิสรภาพเดือนมีนาคม)ให้เป็นเพลงชาติตุรกี เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1921 สถานเอกอัคราชทูตตุรกี ประจำประเทศไทย ในนามกระทรวงการต่างประเทศแห่งรัฐบาลตุรกีได้ขอความอนุเคราะห์จากมิตรประเทศต่างๆรวมถึงราชอาณาจักรไทยในการจัดทำวิดีโอการบรรเลงเพลงชาติตุรกีด้วยเครื่องดนตรีประจำชาติต่างๆเพื่อเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียของกระทรวงการต่างประเทศของตุรกีในชื่อรายการ “Turkish National Anthem with World music Instruments” โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดนักดนตรีและวงดนตรีบันทึกวิดิโอการบรรเลงเพลงชาติตุรกีส่งมอบแก่รัฐบาลตุรกีในวาระโอกาสการเฉลิมฉลองในครั้งนี้
ในการนี้สำนักการสังคีตในความควบคุมของนายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต และนายสุริยะ ชิตท้วม ผู้อำนวยการกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต ได้จัดการบรรเลงเพลงชาติตุรกีด้วยเครื่องดนตรีอันประกอบด้วย ซอด้วง ซออู้ ขิม 11 หย่อง ขลุ่ยเพียงออ กลองแขก และฉิ่ง ในการบันทึกวิดิโอครั้งนี้
นักดนตรี
ซอด้วง เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี
ซออู้ มารุต มากเจริญ
ขิม 11 หย่อง อภิชัย พงษ์ลือเลิศ
ขลุ่ยเพียงออ อุดมเกียรติ เพ็งอุบล
กลองแขกตัวผู้ ชัยพฤกษ์ สิทธิ
กลองแขกตัวเมีย พิเชษฐ์ โยธี
ฉิ่ง วัชรินทร์ ม่วงท้วม
บันทึกเสียง
นพดล ป้อมเพชร
บันทึกวิดิโอ
พงค์พันธ์ เพชรทอง
ชื่อเรื่อง : โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช
ผู้แต่ง : นภัคมน ทองเฝือ
สำนักพิมพ์ : สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร
ปีพิมพ์ : 2563
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-283-484-4
เลขเรียกหนังสือ : 959.38 ศ528บ
ประเภทหนังสือ : หนังสือกรมศิลปากร
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานของกรมศิลปากร ทั้งการศึกษาค้นคว้า อนุรักษ์พัฒนา และคุ้มครองปกป้องโบราณสถานอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติในเขตพื้นที่ภาคใต้ ตอนบนของประเทศไทย ประกอบด้วย พื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต ซึ่งมีโบราณสถาน ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 113 แห่ง และมีโบราณสถานที่ได้รับการสำรวจพบแต่ยังไม่ประกาศขึ้นทะเบียน จำนวน 747 แห่ง ด้วยเล็งเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถานของชาติจึงคัดเลือกโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่12นครศรีธรรมราช ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นหนังสือ "โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช" โดยนำเสนอถึงที่ตั้ง ประวัติและความสำคัญ อายุสมัย และการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ซึ่งจัดแยกตามพื้นที่จังหวัด ได้แก่ (1) จังหวัดชุมพร 9 แห่ง เช่น โบราณสถานมาลิกเจดีย์ เกาะมัตโพน / โบราณสถานวัดเขาเจดีย์ / โบราณสถานภูเขารับร่อ (วัดเทพเจริญ) / โบราณสถานพระธาตุมุจลินทร์ เป็นต้น (2) จังหวัดระนอง 7 แห่ง เช่น โบราณสถานอาคารศาลากลางจังหวัดระนอง (พระที่นั่งรัตนรังสรรค์) / โบราณสถานกำแพงจวนเจ้าเมืองระนอง / โบราณสถานสุสานเจ้าเมืองระนอง เป็นต้น (3) จังหวัดนครศรีธรรมราช 34 แห่ง เช่น โบราณสถานกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช / โบราณสถานหอพระนารยณ์ / โบราณสถานศาลพระเสื้อเมือง / โบราณสถานวัดเสมาเมือง / โบราณสถานพระเจดีย์ยักษ์ / โบราณสถานตึกรัตนธัช วัดท่าโพธิ์ วรวิหาร / โบราณสถานจารึกหุบเขาช่องคอย เป็นต้น (4) จังหวัดสุราษฎ์ธานี 31 แห่ง เช่น โบราณสถานวัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร / โบราณสถานเขาสายสมอ / โบราณสถานเขาประสงค์ (ถ้ำใหญ่-ถ้ำน้อย) / โบราณสถานเขาพระนารายณ์ (เขาศรีวิชัย) / โบราณสถานเมืองเวียงสระ (เมืองโบราณเวียงสระ) เป็นต้น (5) จังหวัดพังงา 19 แห่ง เช่น โบราณสถานจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา / โบราณสถานเจดีย์เขาล้างบาตร์ โบราณสถานทุ่งตึก / โบราณสถานที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า (หลังเก่า) / โบราณสถานถ้ำสุวรรณคูหา เป็นต้น (6) จังหวัดกระบี่ 3 แห่ง เช่น โบราณสถานแหล่งโบราณคดีเขาหน้าวังหมี / โบราณสถานถ้ำผีหัวโต เป็นต้น และ (7) จังหวัดภูเก็ต 10 แห่ง เช่น โบราณสถานอาคารศาลจังหวัดภูเก็ต / โบราณสถานสำนักงานขายประจำประเทศไทย ภาคใต้ตอนบน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) / โบราณสถานที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข (หลังเก่า) / โบราณสถานโรงเรียนภูเก็ต ไทยหัว เป็นต้น นอกจากรายละเอียแล้วยังมีข้อมูลแผนผังการขึ้นทะเบียนโบราณสถานแต่ละแห่งเพิ่มเติมด้วย เพื่อเป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของภาคใต้ รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลโบราณสถานที่สำคัญให้แพร่หลาย และเป็นประโยชน์ในการปกป้องคุ้มครองโบราณสถานอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป
วันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร เยี่ยมชมโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี กรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง (Ban Chiang Archaeological Research Center) ขึ้น เพื่อเป็นสถานที่รวบรวม จัดเก็บโบราณวัตถุในวัฒนธรรมบ้านเชียงและโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยวัฒนธรรมบ้านเชียงในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ซึ่งแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นถึงหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกษตรกรรม และภูมิปัญญาทางด้านโลหกรรมของมนุษย์ เมื่อราว ๔,๓๐๐ ปีที่ผ่านมา และยังมีแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมบ้านเชียงกระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกกว่าร้อยแหล่ง จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๓๕ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ด้วยคุณสมบัติตามเกณฑ์ข้อที่ ๓ “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว” ทั้งนี้ จากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ - พ.ศ.๒๕๔๖ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากและมีการศึกษาวิจัยหลักฐานที่พบจากนักวิชาการหลากหลายสาขาวิชา ทำให้องค์ความรู้สมัยก่อนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเชียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และใน พ.ศ. ๒๕๖๐ กรมศิลปากรได้รับคืนโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วง พ.ศ. ๒๕๐๓ – พ.ศ. ๒๕๑๗ และโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้จากการขุดค้นที่บ้านเชียงโดยกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ – พ.ศ. ๒๕๑๘ ตลอดจนโบราณวัตถุที่สถาบันวิจัยของต่างประเทศส่งกลับคืนมาอีกหลายรายการ เพื่อนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียงแห่งนี้ มีการบริหารจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ปลอดภัย และให้บริการทางการศึกษาสำหรับนักวิจัยหรือนักวิชาการ ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะและพัฒนานักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถและสามารถนำองค์ความรู้ไปส่งเสริมการพัฒนาประเทศได้ต่อไป โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๘ และได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารระยะแรกใน พ.ศ. ๒๕๖๒ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ ๒ ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ใน พ.ศ. ๒๕๖๖
วันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๕.๐๐ น. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร นายวันชัย จันทร์พร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ร่วมในพิธี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพ อำนวยความสะดวกในการให้บริการ และเตรียมความพร้อมสู่การยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานในระดับสากล ในฐานะแหล่งมรดกโลกในอนาคต ภายในอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจัดแสดงเนื้อหาพัฒนาการด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อและศาสนาของผู้คนในพื้นที่ภูพระบาทและบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งมีห้องให้บริการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอีกด้วย สำหรับห้องจัดแสดงแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน ประกอบด้วย ๑. ส่วนจัดแสดง ธรรมชาติบนภูพระบาท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่าที่พบในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจในด้านธรรมชาติบนภูพระบาทคือ การค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ของโลก ซึ่งปรากฏบนภูพระบาทแห่งเดียวเท่านั้นคือ “ต้นครามอุดร” และ “ต้นมุกอุดร” ๒. ส่วนจัดแสดง ธรณีวิทยาแห่งเทือกเขาภูพาน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรณีสัณฐานของเทือกเขา ภูพานซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้เข้าใจลักษณะภูมิลักษณ์อันน่าอัศจรรย์ของโขดหิน เพิงหินที่ปรากฏบน ภูพระบาท ๓. ห้องจัดแสดง ภูพระบาทภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนับถือพุทธศาสนา ซึ่งปรากฏ หลักฐานทางโบราณคดีบนภูเขาภูพระบาท เช่น การสกัดเพิงหินธรรมชาติเป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนา โดยภายใน ศาสนสถานนั้นยังปรากฏการสกัดเพิงหินให้เป็นพระพุทธรูปมีพุทธลักษณะเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะเขมรโบราณ ๔. ส่วนจัดแสดง ห้อง MIXED REALITY ROOM แสดงข้อมูลทางด้านโบราณคดีของภูพระบาท ผ่านสื่อผสมผสาน ด้วยเทคโนโลยี VR (Virtual reality) หรือเทคโนโลยีความจริงเสมือน AR (Augmented reality) หรือเทคโนโลยีความจริงเสริม และ MR (Mixed reality) หรือเทคโนโลยีความจริงผสม ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำเสนอข้อมูลได้น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ๕. ส่วนจัดแสดง ห้องพระเกจิอาจารย์สำคัญของภาคอีสาน ให้ข้อมูลประวัติหลักธรรมคำสอน ของพระเกจิสำคัญๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของภาคอีสาน ๖. ส่วนจัดแสดง ห้องชาติพันธุ์ไทพวน ให้ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ไทพวน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลัก ของอำเภอบ้านผือ อันเป็นที่ตั้งของภูพระบาท ทั้งนี้ ชาวไทพวนเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนจากฝากฝั่งของลาวยังสยาม และอยู่อาศัยทำมาหากินจนกระทั่งปัจจุบัน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บนภูเขาที่ชื่อว่าภูพระบาท ในเขตพื้นที่เมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน จากการสำรวจทางโบราณคดีที่ผ่านมาพบว่าบนภูพระบาทแห่งนี้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กำหนดอายุได้ราว ๒,๕๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดังตัวอย่างการค้นพบภาพเขียนสีอยู่มากกว่า ๕๔ แห่งบนภูเขาลูกนี้ พบการดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมเขมร วัฒนธรรมล้านช้างและรัตนโกสินทร์ตามลำดับ ซึ่งร่อยรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขตโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๘ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๔ จากนั้นจึงได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด และได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๕ ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีโบราณสถานในพื้นที่รับผิดชอบซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น ๗๘ แห่ง โบราณสถานที่สำคัญ เช่น หอนางอุสา วัดพ่อตา ถ้ำพระ