ความรู้ทั่วไป
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
แรกตั้ง "สุขาภิบาลของเมืองจันทบุรี
แรกตั้ง "สุขาภิบาลของเมืองจันทบุรี" สุขาภิบาลเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย โดยเริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 งานสุขาภิบาลคราวแรกสังกัดกองสุขาภิบาลหัวเมือง ใน พ.ศ.2451 พระยาตรังคภูมาภิบาล ได้มีใบบอกไปยังกระทรวงมหาดไทยขอจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้นในเมืองจันทบุรี ต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการฯว่าท้องที่ตำบลตลาดเมืองจันทบุรีเป็นที่ประชุมการค้าขายมีบ้านเรือนแลผู้คนมากทรงพระราชดำริว่าสมควรจะจัดการสุขาภิบาลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาลรัตนโกสินทร์ศก 127(พ.ศ.2451) ได้ เหตุผล เพราะท้องที่ตำบลตลาดเมืองจันทบุรีแห่งนี้ความบริบูรณ์... ...และเป็นที่ที่ประชุมคนมากแต่ยังมิได้จัดการรักษาความสะอาดมาแต่ก่อนจึงเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งหากจัดการสุขาภิบาลนี้ขึ้นจะเป็นการป้องกันอันตรายแก่มหาชนอีกด้วยประการหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองในเมืองจันทบุรีเฉพาะตลาดเมืองจันทบุรี พร้อมประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเล่ม 25 แผ่นที่42 วันที่ 31 มกราคมรัตนโกสินทร์ศก 127 สุขาภิบาลแห่งนี้มีหน้าที่ 3 ประการคือ (1) ซ่อมแซมและบำรุงถนนหนทาง (2) จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืนเป็นระยะๆตลอดถนนในตำบล (3) จ้างลูกจ้างสำหรับขนขยะมูลฝอยในสุขาภิบาลไปเททิ้ง โดยได้รับพระราชทานเงินภาษีโรงร้านที่เก็บได้ของเมืองจันทบุรีเอง ในศก 126 จำนวน 1,930 บาท ให้ใช้เป็นเงินทุนประเดิมเริ่มแรก สำหรับการบริหารงานของสุขาภิบาลในท้องที่ตำบลตลาดนั้นทำในรูปแบบของคณะกรรมการประกอบด้วยข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี เป็นประธาน มีเลขานุการ นายอำเภอท้องที่ นายแพทย์ นายช่างและกำนันท้องที่เป็นคณะกรรมการ การกำหนดเขตเริ่มตั้งแต่ถนนเนินวัดโบสถ์มาถนนสายหน้าโรงพักตำรวจภูธร ผ่านถนนหน้าศาลาว่าการมณฑล เลี้ยวมาตามถนนริมคลองตลอดถึงสะพานท่าเรือจ้าง ถนนขวางทิศตะวันออก มีจำนวนบ้านเรือน 346 หลัง ราษฎรจำนวน 2,012 คน แยกได้ -ตำบลตลาดเหนือ 164 บ้าน ราษฎร 1,002 คน -ตำบลตลาดใต้ 157 บ้าน ราษฎร 908 คน -ตำบลบ้านญวนฝั่งตะวันตก 25 บ้าน 102 คน นับเวลาผ่านไป112 ปี กิจการด้านสุขาภิบาลของเมืองจันทบุรี ได้ขยับขยายกลายเป็นเทศบาลเมืองในเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบัน ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(13)มท2.1/240เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องการจัดการศุขาภิบาลตำบลตลาดเมืองจันทบุรี[25 มกราคม ร.ศ.127-14 สิงหาคม ร.ศ.131]
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
เอกสารจดหมายเหตุ กับการสำรวจทางโบราณคดีใต้น้ำ : กรณี"เรือล่มที่เกาะมัน"
เอกสารจดหมายเหตุ กับการสำรวจทางโบราณคดีใต้น้ำ : กรณี"เรือล่มที่เกาะมัน" เอกสารจดหมายเหตุ เป็นเอกสารสำคัญระดับปฐมภูมิ ที่น่าเชื่อถือได้จนสามารถใช้เป็นหลักฐานในฐานะ"พยาน"ได้เป็นอย่างดี ใน พ.ศ.2546 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ได้รับมอบเอกสารสำคัญ พร้อมกับกรมศิลปากรได้ขอใช้อาคารโบราณสถาน"ศาลารัฐบาลมณฑลจันทบุรี"จากจังหวัดจันทบุรี ให้เป็นสำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารสำคัญดังกล่าวจำนวนกว่าล้านหน้าได้รับการประเมินตามมาตรฐานงานจดหมายเหตุแล้วมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น"เอกสารจดหมายเหตุ" อายุของเอกสารชุดนี้เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2449 ถึง พ.ศ.2522 ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานต่อเนื่องกัน ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์จึงได้รับการบันทึกไว้ ยกตัวอย่างเอกสารเรื่อง"เรือล่มที่เกาะมัน" เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งขุดค้นใต้น้ำของกองโบราณคดีใต้น้ำ ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า เพราะเกี่ยวข้องกับเรือเมล์ที่จมอยู่บริเวณหน้าเกาะมันนอก*จังหวัดระยอง จากเอกสารจดหมายเหตุระบุว่า ใน พ.ศ.2464 มีเรือกลไฟของบริษัทฝรั่งเศสชื่อ "แฟรนซิสกาเนียร์" หรือมีชื่อเรียกของลูกเรือว่า"เรือสิงห์โตเฮง /ชิงตงเฮง/โมโฮ"ซึ่งเป็นเรือเมล์บรรทุกคนและสินค้า ขึ้นล่องทางชายทะเลตะวันออก ระหว่างกรุงเทพฯถึงเกาะกง(เมืองปัจจันตคีรีเขตต์)เขตแดนของฝรั่งเศส ระหว่างขากลับถึงบริเวณเกาะมัน จังหวัดระยอง เกิดพายุและคลื่นใหญ่ในทะเล ผู้ประสบภัย(พ่อครัวทำอาหารบนเรือ)เล่าว่า...เรือเมล์เที่ยวนี้เพียบมากกว่าทุกเที่ยว ...มีสินค้าเยอะมาก...บรรทุกอ้อยถึง4,000 ลำ...เรือเมล์แล่นพ้นจากเขาแหลมสิงห์ก็ถูกคลื่นและพายุบ้าง...เรือก็ตะแคงซ้ายมือบ้างแล้ว แต่ยังแล่นได้ต่อ... ...ห่างไกลจากเขาแหลมสิงห์มาก ที่ตรงนั้นจะเรียกว่าอะไรนั้นไม่รู้จักให้เกิดพายุจัดคลื่นใหญ่ เรือได้ตะแคง... ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้นายอำเภอแหลมสิงห์ สอบสวนเหตุการณ์ที่เรืออับปาง มีรายงานว่า...เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2464 เรือแฟรนซิสกาเนียร์ ได้ออกจากปากน้ำจันทบุรี เวลาประมาณเที่ยงคืน ครั้นเวลา 2 ก.ท.(ตี 2 :ผู้เขียน)เรือจมเพราะเหตุบรรทุกสินค้าเพียบ เมื่อเรือเดินไปถึงหน้าเกาะมันได้ถูกคลื่นแลลมจัด น้ำเข้าตอนท้ายไม่สามารถจะสูบเอาน้ำออกให้หมดได้ เรือจึงอับปางลงในเวลาประมาณ 40 นาที ไม่ได้โดนโสโครกอย่างใด... ซึ่งตรงกับคำให้การของพยานหลายคนที่รอดตายได้ให้ปากคำกับตำรวจที่ดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้ จากเหตุการณ์เรือล่มในครั้งนั้น มีผู้โดยสารมากับเรือประมาณ 55 คน พบผู้ที่พ้นภัยแห่งเรืออับปาง 20 คน... ...เมื่อเวลาผ่านไปเป็นร้อยปี กระแสข่าวลือเรื่องเรือลำนี้จากปากของชาวบ้านระแวกนั้นกลายเป็น"เรือผีสิง"และขอให้กองโบราณคดีใต้น้ำไปช่วยตรวจสอบ จึงเป็นที่มาของการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงจากเอกสารจดหมายเหตุของนักโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการกู้คืนของเรือดังกล่าวเพื่อการอนุรักษ์ต่อไป ส่วนข้อสันนิษฐานถึงขนาดของเรือ ไม่มีระบุในเอกสาร และไม่มีรูปภาพ แต่เรือลำนี้เฉพาะกัปตันและคนงานที่อยู่เรือมีถึง 33 คน ******************* *เกาะมัน มี 3 เกาะ ได้แก่ เกาะมันนอก เกาะมันใน และเกาะมันกลาง ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง -หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(13)มท2.3.1/145 เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องเรือล่มที่เกาะมัน จังหวัดระยอง(พ.ศ2464) -หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี.(13)มท2.3.1/146 เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องเรือเมล์แฟรนซีศกาเบียร์ของบริษัทฝรั่งเศสล่มที่น่าเกาะมัน เขตร์จังหวัดระยอง(พ.ศ2464)
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
จดหมายเหตุ "ว่าด้วยการควบคุม ราคาเนื้อสุกร พ.ศ.2486"
จดหมายเหตุ "ว่าด้วยการควบคุม ราคาเนื้อสุกร พ.ศ.2486" จากสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่าราคาเนื้อสุกร มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากในท้องตลาด ซึ่งได้ส่งผลแก่ทั้งผู้บริโภคและร้านค้า ในอดีตก็ปรากฎด้านการขึ้นลงของราคาเนื้อสุกร อยู่เป็นประจำ ตามกลไกของตลาด ประวัติด้านการประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ในอดีตนั้นไม่เป็นที่นิยมมากนักด้วยทั้งด้านศาสนาพุทธถือว่าเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดบาป อาชีพเลี้ยงสุกรมาแพร่หลายหลัง พ.ศ. 2482 เมื่อกรมพลาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้จัดตั้งโรงงานเนื้อสัตว์ขึ้น และหลังจากนั้น พ.ศ.2486 กระทรวงเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ ได้สั่งพันธุ์สุกรจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ให้ราษฎรผสมพันธุ์สุกรให้มีคุณภาพดีขึ้น การอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรในช่วงนั้นยังเป็นขนาดเล็กนิยมเลี้ยงในระดับครัวเรือนยังไม่มีอุตสาหกรรมฟาร์มขนาดใหญ่เช่นในปัจจุบัน เรื่องการกำหนดราคาเนื้อสุกรพบเรื่องราวในเอกสารจดหมายเหตุชุดจังหวัดจันทบุรี ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ในรายงานบัญชีการเลี้ยงสุกรเลี้ยงวัวของจังหวัดจันทบุรี ในช่วง พ.ศ. 2485 นั้นมีการเลี้ยงสุกร มากกว่า 10,000 ตัว เป็นการเลี้ยงในระดับครัวเรือนกระจายไปตามท้องที่ต่างๆ ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2486 กระทรวงมหาดไทย ได้ให้กรมการจังหวัดทุกจังหวัด สำรวจและพิจารณาความเหมาะสมของราคาสุกรในแต่ละท้องที่ เนื่องจากช่วงนั้นปรากฎข่าวว่ามีพ่อค้าคนกลาง เที่ยวออกรับซื้อสุกรจากราษฎร โดยกดราคาอย่างต่ำมาก ทำให้ราษฎรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรขาดทุน ไม่คุ้มค่ากับรายจ่ายในการเลี้ยงสุกร กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าอาจส่งผลให้ราษฎรอาจล้มเลิกอาชีพเลี้ยงสุกรไปจำนวนมาก และส่งผลในอนาคตอาจมีเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการ จังหวัดจันทบุรี ได้ให้อำเภอต่างๆ และเทศบาลเมือง สำรวจและสืบสวน เพื่อกำหนดราคาเนื้อสุกรของจังหวัดจันทบุรี โดยพิจารณาราคาลูกสุกร ราคาเฉลี่ยต่ออาหารที่ใช้เลี้ยงสุกรต่อตัว จังหวัดจันทบุรี ได้ชี้แจงให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ท้องที่จังหวัดจันทบุรี ลูกสุกรอายุ 3 เดือน ราคาตัวละ 4–10 บาท อาหารที่ใช้เลี้ยงสุกรตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนถึงน้ำหนัก 60-100 กิโลกรัม คิดเฉลี่ยตัวละ40-50 บาท ควรกำหนดราคาในท้องที่ กิโลกรัมละ 60-70 สตางค์ ซึ่งต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2486 กระทรวงมหาดไทย ให้รายงานราคาเนื้อสุกรอย่างต่ำและอย่างสูงในท้องที่ โดยจันทบุรีมีราคาอย่างสูงอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 สตางค์ อย่างต่ำอยู่ที่ 50 สตางค์ ผู้เขียน อดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ1.1.1.4/263 เอกสารชุดจังหวัดจันทบุรี ส่วนแผนกมหาดไทย เรื่องพิจารณาราคาหมู (3 มีนาคม – 20 พฤษภาคม 2486) หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ1.1.1.4/289 เอกสารชุดจังหวัดจันทบุรี ส่วนแผนกมหาดไทย เรื่องสอดส่องราคาหมู (22 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2486) หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ1.2.4/288 เอกสารชุดจังหวัดจันทบุรี ส่วนสำนักงานปกครองจังหวัด เรื่องส่งบัญชีแสดงการเลี้ยงหมูและวัว (12 ตุลาคม – 24 ธันวาคม 2485)
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
จดหมายเหตุ “ภาษาไทย สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม”
จดหมายเหตุ “ภาษาไทย สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม” เนื่องด้วยในวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ จากความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี จึงขอนำเสนอเรื่องราวที่ปรากฎในเอกสารจดหมายเหตุชุดจังหวัดจันทบุรี ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ที่เกี่ยวข้องด้านการใช้ภาษาไทยในอดีต หากผู้ค้นคว้าได้เข้ามาใช้และอ่านเอกสารจดหมายเหตุในช่วง พ.ศ. 2485-2487 จะเห็นลักษณะการเขียนหนังสือราชการในการสะกดและใช้อักขระแตกต่างไปจากในช่วงก่อนหน้าและช่วงหลัง ซึ่งอันเป็นผลมาจากนโยบายด้านการใช้ภาษาไทยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจด้านประวัติศาสตร์ของภาษาไทย ดังนี้ พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือแจ้งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง “ให้คนไทยเลิกใช้ภาษาต่างด้าวและให้ใช้ภาษาไทย” โดยประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 9 ให้ชนชาติไทยพูดและใช้ภาษาไทยขึ้นไว้เป็นหลักดำเนินการ โดยมีข้อพิจารณาในการปฏิบัติของทางราชการในเรื่องดังกล่าวไว้ พอสังเขปโดยย่อได้ดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือข้าราชการ เมื่อพูดจาติดต่อกับชุมชนที่อาศัยใช้ภาษาต่างด้าว จะต้องถือโอกาสชี้แจงเหตุผลทางได้ทางเสีย ชักจูงให้เกิดความรู้สึกจำเป็นที่จะเลิกใช้ภาษาต่างด้าว และหันกลับมาใช้ภาษาไทย 2. ข้าราชการต้องพูดและใช้ภาษาไทย 3. ราษฎรคนไทยที่มากิจธุระตามสถานที่ราชการ ต้องใช้ภาษาไทย 4. โรงเรียนประชาบาล ตามหมู่คนไทยที่ใช้ภาษาต่างด้าว จะต้องรีบจัดตั้งขึ้นให้ทั่วถึง 5. คัดเลือกราษฎรคนไทยตามหมู่บ้านที่รู้ภาษาไทย เป็นผู้ช่วยสอนชี้แจงแก่หมู่คนในหมู่บ้าน 6. จัดทำคู่มือปทานุกรมภาษาไทยเทียบกับภาษาต่างด้าว 7. การจัดตั้งการศึกษาผู้ใหญ่ของกระทรวงธรรมการโดยเล็งผลแห่งการพูดและใช้ภาษาไทยเป็นพิเศษ 8. ด้านศาสนาขอความร่วมมือในการพูดและใช้ภาษาไทย 9. ให้ผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาจังหวัด หาโอกาสไปเยี่ยมและชี้แจงทำความเข้าใจให้คนไทยในท้องที่ กลับมาใช้ภาษาไทย 10. สนับสนุนให้คนไทยได้ใช้ภาษาไทย ให้รางวัลแก่ผู้กลับมาใช้ภาษาไทย จัดเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงภาษาไทยตามชุมชน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย ได้ยกร่างและประกาศใช้อักขรวิธีไทยแบบใหม่ขึ้น เพื่อให้การสะกดคำในภาษาไทย กะทัดรัดและลดความซ้ำซ้อนของตัวอักษรลง ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ตอนที่35 เล่ม 59 วันที่ 1 มิถุนายน 2485 เรื่องการปรับปรุงตัวอักษรไทย ดังปรากฏการใช้ภาษาตามเอกสารช่วง พ.ศ. 2485 ในตัวอย่างเรื่องกระทรวงมหาดไทยแจ้งคณะกรมการจังหวัดทุกจังหวัดทราบและปฏิบัติในการแก้ไขชื่อจังหวัด ตามการปรับปรุงพยัญชนะและสระให้ถูกต้องตาม มติคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย แต่ต่อมาหลังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งในปลายปี พ.ศ. 2487 นโยบายต่างๆ รวมทั้งนโยบายด้านภาษาก็ได้ถูกยกเลิกไป ลักษณะการเขียนก็ได้กลับมาใช้ตามรูปแบบเดิม ถึงแม้ท่านได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปีพ.ศ. 2491 ก็ไม่ได้นำนโยบายนี้กลับมาใช้อีกแต่อย่างใด ผู้สนใจในเรื่องดังกล่าวสามารถเข้ามาใช้เอกสารฉบับเต็มได้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ในวันและเวลาราชการ ผู้เขียน อดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ1.1.1.4/238 เอกสารชุดจังหวัดจันทบุรี ส่วนแผนกมหาดไทย เรื่องแก้ชื่อจังหวัดตามที่ได้ปรับปรุงอักษรใหม่ (19 กันยายน – 2 ตุลาคม 2485) หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ1.1.1.8/7 เอกสารชุดจังหวัดจันทบุรี ส่วนแผนกมหาดไทย เรื่องให้คนไทยเลิกใช้ภาษาต่างด้าวและให้ใช้ภาษาไทย (23 กันยายน 2483 – 26 มกราคม 2485)
รายละเอียดเพิ่มเติม
-
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
จดหมายเหตุว่าด้วยเรื่อง"สมณทูตของโป๊บมาวัดคริสต์ที่เมืองจันทบุรี"
จดหมายเหตุว่าด้วยเรื่อง"สมณทูตของโป๊บมาวัดคริสต์ที่เมืองจันทบุรี" ใน พ.ศ.2472 การเดินทางไกลๆนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก ไม่เหมือนสมัยนี้ ใครใคร่ไปไหนไปได้ดั่งใจ ดังนั้นเมื่อสมณทูตของสันตปาปามาเยือนวัดโรมันคาทอลิก ที่เมืองจันทบุรี ย่อมทำให้บาทหลวงซีมอน ศรีประมงค์ เจ้าอาวาสแห่งนี้ยินดีเป็นยิ่งนัก เหตุที่พระคุณเจ้าแปร์รอส และท่านอัครสังฆราช ของโป๊บแห่งกรุงโรม(Archbishop his Emminence Columbare Dreyer)มาจันทบุรีในครั้งนี้ก็เพื่อตรวจโรงเรียนของวัดและมาทำพิธีซึ่งเรียกว่า"ศีลกำลัง" ศีลกำลังเป็น 1 ใน7 ของศีลศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ * ศีลล้างบาป (Baptism) * ศีลกำลัง (Confirmation) * ศีลมหาสนิท (Eucharist) * ศีลอภัยบาป (Penance) * ศีลเจิมคนไข้ (Anointing of the Sick) * ศีลสมรส (Martrimony) * ศีลอนุกรม (Ordination) ในการรับศีลกำลังของคริสตชน เป็นการยืนยัน หรือเครื่องหมายบ่งบอกถึง "การบรรลุนิติภาวะทางความเชื่อ" หรือความศรัทธา คือการพัฒนาเติบโต มีกำลัง เข้มแข็งในความเชื่อ สามารถเป็นพยานถึงความเชื่อ ทั้งด้วยความคิด คำพูด และการกระทำ ผลของการศีลกำลังมีความเชื่อว่าผู้ที่รับศีลนี้จะได้รับพระคุณของพระจิต 7 ประการ ได้แก่ 1. พระดำริ หรือปรีชาญาน ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระที่มีต่อเราอย่างผู้ที่ฉลาด 2. สติปัญญา ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงความลึกลับ และความจริงของข้อคำสอน 3. ความคิดอ่าน ให้เรารู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ ตัดสิน และปฏิบัติอย่างเหมาะสมถูกต้อง 4. พละกำลัง ให้เรามีพลังที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก และการถูกประจญ 5. ความรู้ ให้เราสามารถมีความเข้าใจในคำสอนและข้อความเชื่อทั้งทางโลกและทางธรรม 6. ความศรัทธา ให้เรามีความรัก เลื่อมใสศรัทธา ผูกพัน และวางใจในพระเสมอ 7. ความยำเกรงพระเจ้า ให้เรามีความเคารพ ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบต่อหน้าพระเสมอ การรับศีลนี้เป็นการแสดงสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ อันเป็นการแสดงความมั่นคงทางจิตใจ หรือเป็นการ รับพระจิตให้มาอยู่ในตน ซึ่งการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้คุณพ่อซีมอน ได้มีจดหมายเขียนแจ้งไปยังพระยาศรีเสนา สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี พร้อมระบุว่า... ...ข้าพเจ้าขอเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบคือ ตั้งแต่ก่อตั้งมิซซังในสยาม ยังไม่เคยมีสมณฑูตของโป๊บมาจันทบุรีเลย ส่วนกรุงเทพฯมี 2 หน... เอกสารชุดนี้ ที่ผู้เขียนได้นำมาถ่ายทอดให้อ่าน เนื่องจากเห็นว่า ในเรื่องของความเชื่อของแต่ละศาสนา ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ทั้งทางโลกและผู้มีอำนาจทางธรรมต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เห็นได้จาก พระยาศรีเสนา ได้มีหนังสือตอบกลับไปว่า... ...ข้าพเจ้าได้กะไว้ว่าจะออกตรวจราชการตามชายแดน...จึงรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสพบปะกับท่านทั้งสองนั้น... ...แต่ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือท่านได้ในการรับรองคราวนี้ โปรดแจ้งไปให้ทราบ ข้าพเจ้ายินดีและพร้อมที่จะเป็นธุระช่วยเหลือให้ความสดวกทุกประการ... ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(13)มท2.1/238 เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องสมณฑูตแห่งกรุงโรมมาจันทบุรี[6-13 กุมภาพันธ์ 2472] หมายเหตุ -ภาพประกอบนี้เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัดคาทอลิก จันทบุรี -เจ้าของภาพต้นฉบับ บาทหลวงอาธร พัฒนภิรมย์
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
จดหมายเหตุการเดินทางตรวจราชการเมืองตราด ของพระยาตรังคภูมาภิบาล ร.ศ.128
จดหมายเหตุการเดินทางตรวจราชการเมืองตราด ของพระยาตรังคภูมาภิบาล ร.ศ.128 พระยาตรังคภูมาภิบาล รับราชการในตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ช่วง พ.ศ. 2452-2457 (ร.ศ.128-ร.ศ.133) ในช่วงต้นการรับราชการที่มณฑลจันทบุรี ร.ศ.128 ได้รับพระดำริห์จาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้เดินทางตรวจราชการตามเกาะ ชายทะเล และชายแดนพระราชอาณาจักร เพื่อรายงานกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ทรงทราบ ในการตรวจราชการคราวนี้ได้ใช้เรื่อกลจากกรมทหารเรือที่ 47 เป็นพาหนะในการเดินทาง ตรวจราชการคราวนี้ใช้เวลา 18 วัน ตรวจราชการเมืองตราดและอำเภอขลุง เอกสารจดหมายเหตุชุดนี้เห็นหลักฐานชั้นต้นที่สะท้อนเรื่องราวที่น่าสนใจในอดีตได้อย่างมาก ทั้งสภาพพื้นที่ วิถีชีวิตชาวพื้นเมือง สภาพบ้านเรือน อาชีพราชฏร และทรัพยากรในพื้นที่ เช่น มะพร้าว หวายพัศเดา รังนก พลอยแดง เป็นต้น เอกสารชุดนี้ผู้เขียนนำมาเสนอเพียงบางส่วนเท่านั้น ผู้ค้นคว้าที่สนใจสามารถเข้ามาใช้บริการเอกสารได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี การเดินทางตรวจราชการคราวนี้พอสังเขปการเดินทางของพระยาตรังคภูมาภิบาล ในเดือนมีนาคม ร.ศ.128 ได้ดังนี้ 10 มีนาคม ออกจากที่พักเมืองจันทบุรี ลงเรือที่แหลมประดู่ เดินทางถึงแหลมงอบเวลาค่ำ 11 มีนาคม เดินทางจากแหลมงอบไปตามเกาะ พร้อมพระยาสุนทราทรธุระกิจ ผู้ว่าราชการเมืองตราด เวลาค่ำเข้าพักที่อ่าวบางเบ้า เกาะช้าง 12 มีนาคม ตรวจที่บ้านคลองพร้าว น้ำตกคลองพร้าว แล้วกลับไปพักแรมที่อ่าวสลักเพ็ชร์ 13-14 มีนาคม ตรวจดูเกาะรังนก ถ้ำหินดาร พักแรมที่เกาะหมาก 2 คน 15 มีนาคม ตรวจดูถ้ำรังนก ได้แก่ ถ้ำตะเภา ถ้ำประทุน ถ้ำหอยอูด ถ้ำน้ำ พักแรมที่อ่าวสลัด เกาะกูด 16 มีนาคม ตรวจอ่าวเจ้า น้ำตกที่นี่มีน้ำตกอ่างใหญ่งามกว่าน้ำตกในมณฑลจันทบุรี พักแรมที่คลองใหญ่ 17 มีนาคม ตรวจหมู่บ้านในตำบลคลองใหญ่ จนถึง แหลมสารพัดพิษ 18 มีนาคม ตรวจหมู่บ้านคลองใหญ่ถึงแหลมหิน ต้องพักแรมหน้าแหลมหิน เพราะเวลาค่ำน้ำแห้งเรือเดินเข้าคลองเมืองตราดไม่ได้ 19-20 มีนาคม ออกจากแหลมหินตรวจราชการเมืองตราด 2 คืน และให้เรือกลกลับเข้ากรุงเทพ 21 มีนาคม ตรวจราชการทางบก พักแรมที่ตำบลด่านชุมพล อำเภอทุ่งใหญ่ 1 คืน 22 มีนาคม ออกจากด่านชุมพล พักนอนที่ตำบลตากแว้ง บ้านบ่อไร่ 23 ตรวจถึงหลักเขตปลายสันเขาบรรทัดและตรวจหมู่บ้านบ่อยอบ่อหนองโสน ซึ่งพวกกุลาตั้งทำพลอย 24 ออกจากบ่อไร่ พักแรมที่ตำบลประณีต 25 ตรวจบ้านนาวงษ์ พักแรม ที่อำเภอขลุง 26-27 ตรวจราชการที่อำเภอขลุง ผู้เขียน อดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี.(13)มท2.1/8 เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี. เรื่องเจ้าคุณเทศาตรวจการเมืองระยองเเลเมืองตราด (6 มิ.ย.ร.ศ.128-1 ส.ค.ร.ศ.131)
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
พระพุทธบาท ๖ รอย ๖ แห่ง ที่เมืองจันทบุรี
พระพุทธบาท ๖ รอย ๖ แห่ง ที่เมืองจันทบุรี พระพุทธบาท คือ รอยประทับพระบาทของพระพุทธเจ้า เป็นรูปเคารพและเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ อาจจะพบ หรือ สร้างจำลองข้างเดียวหรือทั้งสองข้างได้ พระพุทธบาท ที่เมืองจันทบุรี อาจจะมีมากกว่า ๖ รอย(แห่ง)แต่ผู้เขียนได้เห็นและรู้จัก ในขณะนี้มี ๖ รอย(แห่ง)ด้วยกัน ได้แก่ รอยที่ ๑ พระพุทธบาทยอดเขาคิฌชกูฏ มีกล่าวถึงในพระราชหัตถเลขาเมื่อครา รัชกาลที่ ๕ เสด็จเมืองจันทบุรี ใน พ.ศ.๒๔๑๙ สรุปได้ว่ามีหมอไทยพื้นบ้าน ไปเก็บสมุนไพรบน "เขาลูกบาต"(เรียกตามเอกสาร)พบรอยพระพุทธบาท พระยาจันทบุรีได้ทราบความ จึงได้ไปดู ...เหนรอยนั้นยาวประมาณ ๓ ศอก กว้างประมาณศอกเสศเปนลายในศิลาขด ๆ แต่ไม่เปนรอยนิ้ว... รอยที่ ๒ พระพุทธบาทยอดเขาพลอยแหวน เป็นพระพุทธบาทจำลอง เป็นทองเหลือง เพื่อแทนรอยพระพุทธบาทเดิมที่เป็นศิลาทราย (ซึ่งรอยเดิมมีนักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นศิลาที่ย้ายมาจากเมืองเพนียด หน้าวัดทองทั่ว ปัจจุบันศิลาชิ้นนี้แตกหัก ) รอยที่ ๓ พระพุทธบาทวัดสระบาป จากคำบอกเล่าของรองเจ้าอาวาสว่า รอยพระพุทธบาทที่มีอยู่ที่วัดนี้น่าจะราว ๔๐๐-๕๐๐ ปี แต่สร้างเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน ปัจจุบันจัดเก็บไว้ในห้องใต้พระอุโบสถ (ซึ่งวัดนี้มีประวัติการตั้งวัดครั้งแรกและย้ายวัดหลายครั้ง รวมอายุเกือบพันปี)และมีการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุกรมศิลปากรเป็นที่เรียบร้อย รอยที่ ๔ พระพุทธบาทเขามะขาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๑ ท่านพ่อมิตร ธมฺมโชติ ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดมะขามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาได้จ้างช่าง(ก๋งซิ่ม แซ่หลิม) อาชีพรับจ้าง แกะสลักหินเป็นรอยพระพุทธบาทจำลองเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านได้รวมตัวกันแห่รอยพระพุทธบาทจำลองขึ้นสู่ยอดเขามะขามประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๘ พร้อมด้วยหลังคาคลุมพระพุทธบาทจำลอง ๑ หลัง ปัจจุบันมีชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีก็มีชาวบ้านมาสักการะทุกปีตลอดมา และเป็นที่พระมาอยู่ปริวาสกรรมทุกปี เป็นประจำ ปีละ ๒ ครั้ง ๆ ละ ๒๐๐ ถึง ๕๐๐ รูปทุกปี รอยที่ ๕ พระพุทธบาทวัดไผ่ล้อมเมือง อยู่ภายในพระอุโบสถหลังใหม่ ของวัดไผ่ล้อม(เป็นวัดพระอารามหลวง) ใน พ.ศ.๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ มาทรงประกอบพิธีสวมเกศองค์พระพุทธไสยาสน์ ประจำภาคตะวันออก ที่ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถแห่งนี้ รอยที่ ๖ พระพุทธบาทวัดมรรคา พระพุทธบาทวัดมรรคาหรือวัดวันยาวบน อำเภอขลุงนี้ มีเรื่องราวกล่าวถึงในเอกสารจดหมายเหตุ พ.ศ.๒๔๗๒ ว่า...มีการนมัสการแลปิดทองพระพุทธบาท...อันเปนงานเทศกาลประจำปี ซึ่งกำหนดเริ่มการแต่วันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม...ปวงประชาชนในท้องที่แลต่างท้องที่พากันไปประชุมนมัสการกันเปนจำนวนมาก... รอยพระพุทธบาท ๖ แห่ง ที่ผู้เขียนนำมาเล่านี้ อาจจะยังไม่ครบถ้วน หากใครมีข้อมูลเพิ่มจากที่มีอยู่นี้สามารถนำมาเสนอเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางศาสนา และเมื่อท่านได้ไปเยี่ยมชม สักการะอาจพบธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ ย่อมทำให้จิตใจสงบ และเปี่ยมสุขอย่างแน่นอน ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(๑๓)มท๒.๓.๔/๕๘ เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องขอภาพยนตร์ใช้ฉายในงานนมัสการพระพุทธบาทที่วัดมรคา[๑๐ ก.พ.-๑๐ มี.ค.๒๔๗๒]
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
แสงวาบ วับ...ที่"ประภาคาร"ยอดเขาแหลมสิงห์
แสงวาบ วับ...ที่"ประภาคาร"ยอดเขาแหลมสิงห์ *มูลเหตุของการก่อสร้าง* เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๔๗ หลังจากจัดการเรื่องฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากเมืองจันทบุรี พระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยได้เรียกพ่อค้าไทยจีน ตองซู และกุลาทั้งหมดในเขตแขวงเมืองจันทบุรีมาประชุมไต่ถามทุกข์สุข... ...ได้ความว่ามีความสุขสบายดี ไม่มีผู้ใดข่มเหงเบียดเบียนให้เดือดร้อนแต่อย่างไร สำหรับเรื่องการสนับสนุนบำรุงเรื่องการเพาะปลูกและการค้าขายต่อไปนั้น... ...มีข้อเสนอแนะเป็นเอกฉันท์ว่า ควรจะสร้างกระโจมไฟที่ปากน้ำบนเขาแหลมสิงห์แทนที่กระโจมไฟเดิม(ซึ่งเป็นเสาไม้สักในเวลากลางคืนใช้ตะเกียงน้ำมันจุดชูยกขึ้นบนยอดเสา ที่ปลายข้างหนึ่งถ่วงด้วยตุ้มเหล็กสานด้วยหวาย) เพื่อให้ชาวเรือเป็นที่สังเกตเมื่อเวลาเรือผ่านเข้า-ออก กระโจมไฟนั้นเป็นประโยชน์อันมากแก่การเดินเรือค้าขายไป-มา *การก่อสร้าง* พระยาศรีสหเทพจึงกราบทูลต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนอกระทรวงนครบาล ขอให้กรมเจ้าท่าดำเนินการสำรวจสถานที่ จัดทำแบบการก่อสร้างกระโจมไฟบริเวณปากอ่าวเมืองจันทบุรี ขอให้พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรีกรุยร่องน้ำตั้งแต่ปากน้ำแหลมสิงห์ไปจนถึงเมืองจันทบุรีเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ในการสำรวจสถานที่สร้างประภาคารที่ปากอ่าวเมืองจันทบุรีนั้น กรมเจ้าท่าได้มอบให้กับตันนิกซันเทน ดำเนินการสำรวจและเห็นว่าที่ตั้งประภาคารสมควรตั้งบนเขาแหลมสิงห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งเสาธงอยู่จะเหมาะสมกว่าแห่งอื่น ๆ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๔๗ มิสเตอร์อาร์ ทอริซัน ที่ปรึกษาราชการกรมเจ้าท่า จึงทูลถวายแบบรายการก่อสร้าง และราคาค่าก่อสร้างกระโจมไฟ รวมทั้งเรือนพักคนเฝ้ากระโจม (โดยสั่งวัสดุสิ่งก่อสร้างต่างๆ จากประเทศอังกฤษ รวมทั้งค่าก่อสร้างและทาสี ) การก่อสร้างกระโจมไฟที่ปากอ่าวเมืองจันทบุรี ใช้งบประมาณรวมทั้งหมด ๑๖,๓๖๐ บาท (หนึ่งหมื่นหกพันสามร้อยหกสิบบาทถ้วน) เป็นค่าก่อสร้างกระโจมไฟ ประกอบด้วย สามขาเหล็กชนิดอย่างดีสูง ๑๕ ฟิต พร้อมโคมไฟชนิดที่ ๔ เป็นเงิน ๑๒,๙๖๐ บาท และค่าก่อสร้างเรือนพักผู้รักษาประภาคาร ๑ หลัง เป็นเงิน ๓,๔๐๐ บาท การก่อสร้างกระโจมไฟแหลมสิงห์เริ่มขึ้นในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๘ โดยห้างแมกกาย แอนด์ แมกอาร์เธอร์ ลิมิเต็ด เป็นผู้รับเหมาทำการก่อสร้าง กรมเจ้าท่ารับผิดชอบในการขนย้ายวัสดุก่อสร้างและรับ-ส่งคนงานจากกรุงเทพฯ โดยใช้เรือกลไฟ "พระยม" บรรทุกวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ก่อสร้างกระโจมไฟแหลมสิงห์เดินทางออกจากกรุงเทพฯไปยังเมืองจันทบุรี ส่วนการขนเครื่องประภาคารขึ้นยอดเขาใช้การเกณฑ์แรงงานจากราษฎรในละแวกนั้น การก่อสร้างประภาคารแล้วเสร็จในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๘ มิสเตอร์แอนเดอสัน เริ่มทดลองจุดไฟบนกระโจมไฟอยู่ ๔ คืน สังเกตดูไฟสว่างพอใช้ส่วนการก่อสร้างเรือนที่พักผู้รักษาการกระโจมไฟนั้นแล้วเสร็จบริบูรณ์ตามหนังสือสัญญาในวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๔๘ กรมเจ้าท่าได้มอบให้มิสเตอร์อาร์ ทอริซัน ที่ปรึกษาราชการกรมเจ้าท่าไปรับมอบประภาคารและจัดคนประจำอยู่ดูแลรักษา ต่อมากรมเจ้าท่าได้มีประกาศใช้ประภาคารแหลมสิงห์โดยรับสั่งของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลว่า " ขอแจ้งความให้บรรดาผู้ที่เดินเรือไปมาในทะเลทราบทั่วกันว่าประภาคารที่ได้สร้างขึ้นใหม่บนเนินเขาแหลมสิงห์ปากน้ำเมืองจันทบุรีแห่งหนึ่งนั้นสำเร็จบริบูรณ์ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดจุดโคมตั้งแต่วันที่ ๒๑ กันยายน ร.ศ.๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙) เป็นต้นไป ชนิดของโคมนี้เป็นโคมสีขาวมืดได้สว่างได้เป็นแสงวาบ เมื่อสว่างมีแสงอยู่ ๒๕ วินาที และมืด ๕ วินาที แลเห็นได้ในระยะทาง ๔๐๐ เส้น เรือนประภาคารนั้นตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำเมื่อเวลาน้ำขึ้นประมาณ ๔๒ วา พร้อมกันนั้นได้เปลี่ยนชื่อกระโจมไฟแหลมสิงห์ เป็นประภาคารแหลมสิงห์ ให้อยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่า ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โอนประภาคารแหลมสิงห์ไปอยู่ในความดูแลของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ปัจจุบัน โบราณสถานแห่งนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการพิจารณาขึ้นทะเบียนของกรมศิลปากรต่อไป ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี อ้างอิง แบบสำรวจโบราณสถานสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
การทอเสื่อญวนในเมืองจันทบุรี
การทอเสื่อญวนในเมืองจันทบุรี การทอเสื่อเป็นอาชีพดั้งเดิมอีกหนึ่งในหลายอาชีพของชาวญวนที่หอบหิ้วมาพร้อมความเชื่อตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องเสื่อของเมืองจันทบูรไว้ว่ามี ๔ ชนิด คือเสื่อคล้า เสื่อกก (ที่ชาวกรุงเทพฯเรียกว่าเสื่อกระจูด) เสื่อดอกอ้อ และเสื่อกกแดงที่ทำโดยคนญวน ...เสื่อกกแดงนั้น มีแต่พวกญวนทำแห่งเดียว วิธีทำนั้นเอาต้นกกมาจักให้เล็ก ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงย้อมสีต่าง ๆ ตามที่จะให้เป็นลาย สีแดงนั้นย้อมด้วยน้ำฝาง สีดำย้อมด้วยหมึก สีเหลืองย้อมด้วยแกแล บางทีย้อมด้วยขมิ้น สีน้ำเงินย้อมด้วยครามแต่ใช้น้อยแล้วเอาเข้าสดึงทอเปนลายต่าง ๆ เปนเสื่อผืน เสื่อลวด บ้างยาวแต่จะต้องการ กว้างเฉภาะชั่วต้นกก เปนสินค้าออกนอกเมือง เสื่อลวดประมาณ ๓๐๐๐ ลวด ราคาลวดละ ๖ สลึง เสื่อผืนนั้นออกน้อย เปนแต่ของกำนันแลของแจกราคาผืนหนึ่งตั้งแต่สลึงจนถึงบาท ตามแต่งามไม่งาม... เสื่อที่ทอด้วยกกแดงจะแตกต่างจากเสื่อของชาวชอง คนพื้นเมืองที่ทำจากต้นคลุ้มและคล้า ที่หาได้จากบนเขาสระบาป ส่วนกกจะอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย เราเรียกเสื่อกกแดงว่า เสื่อแม่ชี เสื่ออาราม หรือเสื่อญวนอพยพ จากเอกสารจดหมายเหตุได้ระบุว่าใน พ.ศ. ๒๔๖๒ รัฐบาลสยาม ได้ไปร่วมจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เมืองแซนฟรานซิสโก ประเทศอเมริกา ให้จัดส่งสินค้าพื้นเมืองแต่ละเมืองไปร่วมด้วย ในบรรดาสินค้าที่ส่งไปร่วมประกวดหลากหลายชนิดนั้น พระยาตรังคภูมาภิบาล สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ต้องการมีเสื่อกกไปร่วมจัดแสดงและประกวดด้วย จึงสั่งการไปยังซิสเตอร์ที่อารามจัดทำเสื่อกก เสื่อกกที่ส่งไปมี เสื่อกกยกดอกตราอาร์ม เสื่อกกยกดอกหน้าสัตว์ เสื่อกกยกดอกตราครุฑ และเสื่อกกธรรมดา และเสื่อกกที่ส่งไปได้รับเหรียญเกียรติยศพร้อมประกาศนียบัตร ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงมหาดไทย ต้องการร่วมแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติ ที่เมืองเรไยนาประเทศแคนาดาอีก จึงให้มณฑลจันทบุรี จัดส่ง “เสื่อ” โดยระบุให้ว่าจ้างช่างที่มีฝีมือดีในสำนักชีของวัดโรมันคาธอลิกจันทบุรี เป็นคนทำ พร้อมระบุขนาดและสีตามบัญชีว่าต้องเป็นลายตาหมากรุก หลวงสาครเชตต์ อดีตนายอำเภอมะขาม ได้เขียนถึงการทำเสื่อของคนญวนในจดหมายเหตุความทรงจำสมัยฝรั่งเศสยึดจันทบุรีว่า ...การทำเสื่อญวนนั้น ตามธรรมดานับว่าคนเชื้อญวนนับว่าเป็นผู้มีความชำนิ ชำนาญ ในการพลิกแพลงจัดทำยิ่งกว่าบุคคลชาติไทยด้วยกัน ยิ่งพวกนางชีแห่งสำนักโรมันคาทอลิกด้วย ก็เกือบจะต้องนับว่ามีความรู้ความชำนาญมากที่สุด ฉะนั้น เสื่อจันทบุรี ที่มีลวดลายลักษณะดอกดวงงดงามหรือจะเป็นภาพสัตว์ต่าง ๆ จนแม้ที่สุดจะประดิษฐ์เป็นตราอาร์มของรัฐบาล ดังเช่น รูปช้าง รูปครุฑ เหล่านี้เขาจะทำได้เป็นอย่างดี...ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารจดหมายเหตุที่ได้กล่าวมาแล้ว ต่อมาเสื่อญวนอพยพได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ พัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรม ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการทอเสื่อของซิสเตอร์ที่อารามฟาติมา และต่อมาได้โปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงงานทอเสื่อขึ้นที่สวนบ้านแก้ว เรียกกันว่า “เสื่อสมเด็จ” เสื่อสมเด็จได้พัฒนารูปแบบจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ...เนื่องจากพระอนุชาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้นำเทคนิคการย้อมโดยใช้สีทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น อีกทั้งได้ออกแบบให้เป็นเครื่องใช้ที่สวยงามน่าใช้มากขึ้น...(สัมภาษณ์ นายเชื้อชาย ทิพยสมบัติ,๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒) ปัจจุบันการทอเสื่อกกแบบของญวนได้รับการส่งเสริมจนกลายเป็นสินค้าหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอีกทั้งได้มีการพัฒนาต้นกกในน้ำกร่อยให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการในจังหวัดจันทบุรี ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(๑๓)มท ๒.๒.๔/๑๖ เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องกระทรวงมหาดไทยสั่งให้จัดทำยานพาหนะต่าง ๆ ส่งเข้าไปกรุงเทพฯ(๑๑ พ.ค.๒๔๕๗-๒ มิ.ย.๒๔๖๒)
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
ตามรอย"ช้างทรงเจ้าตาก" บอกเล่าจากเอกสารประวัติศาสตร์
ตามรอย"ช้างทรงเจ้าตาก" บอกเล่าจากเอกสารประวัติศาสตร์ จากประเด็นมีผู้กล่าวอ้างว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงช้างไม่เป็น จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่ว และมีเพจผู้ไม่เห็นด้วยกับข่าวดังกล่าวพร้อมอ้างอิงถึงภาพวาด"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงช้างพังประตูเมืองจันทบุรี"ซึ่งเครือข่ายวาดมอบให้และติดตั้งอยู่ภายในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ผู้เขียนในฐานะคนพื้นที่ในเหตุการณ์สำคัญระดับชาติกว่า 253 ปีมาแล้ว จึงต้องหาเอกสารข้อมูลประวัติศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิมาบอกเล่ากัน จากการค้นคว้าพบว่า ในหนังสืออ้างอิง "ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก"ที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พุทธศักราช 2539 ซึ่งหนังสือชุดดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ"พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย"ได้ทรงริเริ่มรวบรวมชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ.2457 และกรมศิลปากรได้สืบสานต่อมา เรื่องช้างทรงของเจ้าตากตอนมาตีเมืองจันทบุรี ถูกบันทึกไว้ในตอน :แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ สงครามครั้งที่24 คราวเสียกรุงฯครั้งหลัง ปีกุน พ.ศ.2310 หน้า217-250 ของเล่มที่ 11 ขอตัดตอนเฉพาะที่เกี่ยวข้องเรื่องช้างทรงเจ้าตากความว่า ...จึงเรียกนายทัพนายกองมาสั่งว่า เราจะตีเมืองจันทบุรี ในคำ่วันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้วทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือแลต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว... ...ครั้นเวลาค่ำเจ้าตากจึงกะหน้าที่ให้ทหารไทยจีนลอบไปซุ่มอยู่มิให้ชาวเมืองรู้ตัว สั่งให้คอยฟังเสียงปืนสัญญาเข้าปล้นเมืองให้พร้อมกัน... ...ครั้นตระเตรียมพร้อมเสร็จพอได้ฤกษ์เวลาดึก 3 นาฬิกา เจ้าตากก็ทรงคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาบอกพวกทหารให้เข้าปล้นพร้อมกันทุกหน้าที่ ส่วนเจ้าตากก็ขับช้างที่นั่งเข้าพังประตูเมือง ขณะนั้นพวกชาวเมืองซึ่งรักษาหน้าที่ยิงปืนใหญ่น้อยระดมมาเป็นอันมาก นายท้ายช้างที่นั่งเห็นลูกปืนพวกชาวเมืองหนานัก เกรงจะมาถูกเจ้าตากจึงเกี่ยวช้างที่นั่งให้ถอยออกมา เจ้าตากขัดพระทัยชักพระแสงหันมาจะฟัน นายท้ายช้างตกใจร้องทูลขอชีวิตไว้ แล้วไสช้างกลับเข้ารื้อบานประตูเมืองพังลง ...เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้นั้น เป็นวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ.2310 เสียกรุงศรีอยุธยาแล้วได้ 2 เดือน... จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีความเชี่ยวชาญการรบยิ่งนัก สามารถทรงช้างและม้า ได้อย่างอาจหาญ ดังนั้นพระบรมราชานุสาวรีย์และภาพวาด ที่ปวงชนชาวไทยได้สร้างขึ้นต่อมาในภายหลังจึงมีทั้งประทับม้าและประทับหลังช้างให้พวกเราได้เห็นกันอย่างแพร่หลายอยู่หลายแห่ง ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ขอขอบคุณภาพจากwikipedia
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
จดหมายเหตุและความทรงจำ เรื่อง "ที่ว่าการเมืองจันทบุรี"
จดหมายเหตุและความทรงจำ เรื่อง "ที่ว่าการเมืองจันทบุรี" จากกรณี"อาคารบอมเบย์เบอร์มา"ทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านโบราณสถานที่มีอยู่ภายในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง บางแห่งจึงมีการค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำไปประกอบในการของบประมาณเพื่อการอนุรักษ์อาคารโบราณสถาน ดังนั้นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการค้นคว้าหาข้อมูล ในกรณีของอาคารโบราณสถานที่บริเวณบ้านลุ่ม ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของศูนย์ป่าไม้จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเป็น"จวนผู้ว่าราชการจังหวัด"นั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนของอาคารดังกล่าวยิ่งขึ้นนักจดหมายเหตุจึงได้ค้นคว้าจากเอกสารจดหมายเหตุและภาพถ่ายเก่า ไม่พบภาพที่ยืนยันได้ว่าอาคารของป่าไม้ คืออาคารใด มีแต่"ภาพถ่ายฟิล์มกระจก"และเอกสารจดหมายเหตุและบันทึกความทรงจำเรื่อง"ที่ว่าการเมืองจันทบุรี" *ที่ว่าการเมืองจันทบุรี* เล่าจากเอกสารจดหมายเหตุ... จากการตรวจราชการของพระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลอง ว่า...พ.ศ.2441 ได้เดินทางมาจัดการเมืองจันทบุรีตามพระราชดำรัสสั่งในรัชกาลที่ 5 มายังกระทรวงมหาดไทย ...ในวันที่ 3 ตุลาคม ตรวจการในตลาดในเมือง ตรวจที่ว่าการเมืองตรวจศาล พบว่า...ที่ว่าการเมือง หรือศาลากลางเมืองจันทบุรีไม่มีออฟฟิศ ที่ทำการเมืองทุกวันนี้อาศัยห้องหน้าหอเรือนพระยาจันทบุรี เรือนก็เป็นเรือนปั้นหยาอยู่เก่าไม่เป็นภูมิฐาน ข้าพระพุทธเจ้าได้ดูงบประมาณเห็นมีเงินอนุญาตให้สร้างในศก 117 แล้ว แต่หากยังไม่ทำขึ้น ...พระเทพสงครามปลัดเมืองจึงได้จัดเลือกที่ลงมือแผ่วถางก่อสร้างแลได้ให้พระยาวิชยาธิบดีมีบอกมาด้วยแล้ว...ศาลก็ไม่มีที่นั่ง อาศัยชำระกันที่โรงละคร ข้างเรือนพระยาจันทบุรี เป็นโรงเล็กรุงรังซึ่งคนต่างประเทศดูถูกเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งให้รวมศาลในที่ว่าการเมืองที่ได้สั่งให้ปลูกสร้างขึ้นใหม่นั้น... และอีกครั้งใน พ.ศ.2447 ออกไปรับมอบเมืองจันทบุรีคืนจากฝรั่งเศส ได้กล่าวถึงที่ว่าการเมืองจันทบุรีว่า...ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นมาพัก ณ ที่ว่าการเมือง ซึ่งพระยาวิชาธิบดีจัดไว้รับ ที่ว่าการเมืองนี้อยู่เหนือท่าน้ำที่ขึ้นไปบนป้อม... **ที่ว่าการเมืองจันทบุรี** เล่าจากบันทึกความทรงจำของหลวงสาครคชเขตต์ อดีตนายอำเภอมะขามและร่วมสมัยกับเหตุการณ์ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีเป็นประกัน(พ.ศ.2436-2447)ว่า ...เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มจัดการปกครองท้องที่อาศัยตามพรบ.ลักษณะปกครองเมืองและพรบ.ปกครองท้องที่ ร.ศ.116(พ.ศ.2440) หนึ่งปีต่อมาคือ พ.ศ.2441 เมืองจันทบุรีจึงได้เริ่มจัดการเมืองในระหว่างที่กองทหารฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่จันทบุรี...สถานที่ราชการและบ้านเมืองข้าราชการและราษฎรก็ตั้งอยู่ภายในเมืองก็มี(เมืองในปัจจุบันคือค่ายตากสิน:ผู้เขียน) อยู่ภายนอกเมืองในบริเวณบ้านลุ่มและแถวเรือนจำ...ส่วนกิจการงานของฝ่ายบ้านเมืองรวมทั้งศาลด้วย อาศัยรวมทำงานกันอยู่ที่"จวนข้าหลวงประจำจังหวัด" ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านลุ่มริมคลองท่าสิงห์ จนกาลต่อมาในระหว่างปี พ.ศ.2442 ทางการของรัฐบาลจึงได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งให้มีการก่อสร้างสถานที่ราชการขึ้นใหม่ 1 หลัง คือตัวศาลากลางจังหวัดจันทบุรีตั้งอยู่ริมน้ำที่ริมถนนท่าสิงห์(ในบริเวณที่ทำการป่าไม้) รวมทั้งศาลจังหวัดด้วยหลังหนึ่ง ที่ทำการไปรษณีย์หลังหนึ่ง... ...พ.ศ.2447 ที่ทำการของรัฐบาล(ศาลากลางจังหวัดกับศาล)ย้ายไปตั้งทำงานกันอยู่ภายในบริเวณค่ายทหาร(หลังฝรั่งเศสออกไปแล้ว) ...พ.ศ.2449 ทางการของรัฐบาลได้เปลี่ยนสภาพจังหวัดเป็นมณฑลขึ้นจึงย้ายกลับมาอยู่เดิมอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ.2452 มณฑลได้หาซื้อที่และได้รับงบประมาณในการก่อสร้างสถานที่รัฐบาลมณฑล และในพ.ศ.2459 ได้ย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ใหม่ หลวงสาครคชเขตต์ได้บันทึกว่า...ศาลากลางจังหวัดที่ตั้งอยู่ที่ถนนท่าสิงห์ก็เลยย้ายมารวมกันกับที่ตั้งศาลารัฐบาลมณฑล(ปัจจุบันเป็นสำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี:ผู้เขียน)...ส่วนศาลากลางหลังเก่าก็คงรื้อถอนเอาเครื่องไม้มาปรับปรุงสถานที่ราชการอย่างอื่นๆเสียบ้าง คงไว้ใช้เป็นที่ทำการป่าไม้บ้าง... ดังนั้น"อาคารเก่า"ของศูนย์ป่าไม้จันทบุรี น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโบราณสถานที่หลงเหลือไว้ให้พวกเราได้ชื่นชมกันต่อไป ***หมายเหตุ*** หากเรื่องนี้ที่เขียนไปเกิดผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขอน้อมรับคำตักเตือนทุกประการ เหตุที่เขียนเพื่อเป็นแนวทางในการหาข้อมูลให้ถูกตัองและขัดเจนยิ่งขึ้นเพียงเท่านั้น ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี อ้างอิง หลวงสาครคชเขตต์.จดหมายเหตุความทรงจำสมัยฝรั่งเศสยึดจันทบุรี ตั้งแต่ พ.ศ.2436-2447. กรุงเทพฯ:แพร่พิทยา,2515.
รายละเอียดเพิ่มเติม
-
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
ครั้งหนึ่งของเมืองจันทบุรี "อุทกภัย 2542"
ครั้งหนึ่งของเมืองจันทบุรี "อุทกภัย 2542" ด้วยพื้นที่ของเมืองจันทบุรีที่เป็นลักษณะแอ่งกระทะ เมื่อถึงคราวหน้าฝนย่อมรองรับน้ำไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาสระบาป จากราชกิจจานุเบกษาฉบับเก่าๆ ที่ผู้เขียนได้อ่าน พบว่าน้ำท่วมเมืองจันทบุรีเป็นประจำ ถึงกับขนานนามว่า"เมืองแห่งฝน 8 แดด 4 " แต่ครั้งที่นับเป็นประวัติศาสตร์ มีการท่วมที่ขยายวงกว้างทุกอำเภอ ระยะเวลานาน อีกทั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากคือใน พ.ศ.2542 ข่าวน้ำท่วมเมืองจันทบุรีที่แสนเศร้าในครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นเรื่องที่แสนดีสุดปิติของชาวจันทบุรี คือได้รับพระราชทาน "คลองภักดีรำไพ" โครงการพระราชดำริสุดท้ายก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัยในรัชกาลที่ 9 ภาพที่นำมาให้ชมในครั้งนี้ได้รับมอบจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี สำนักงานเทศบาลเมืองจันทบุรี และผู้สื่อข่าวต่างๆของจันทบุรี ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
ยอดสำมะโนครัว"พลเมืองสยาม" ใน ค.ศ.1918
ยอดสำมะโนครัว"พลเมืองสยาม" ใน ค.ศ.1918 ประเทศไทยเริ่มดำเนินการนับจำนวนประชากรเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2448 ซึ่งทำได้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตมณฑล ที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยแจกแจงว่ามีพลเมืองเป็นชาย หรือหญิงเท่าไร� ต่อมาได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรของประเทศในรูปแบบของการทำสำมะโนประชากรโดยกระทรวงมหาดไทย ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2452 ต่อมาใน พ.ศ. 2462 2472 2480 และ พ.ศ. 2490 เรียกว่าสำรวจ“สำมะโนครัว” ENUMERATION OF THE POPULATION OF THE KINGDOM OF SIAM 1918 เล่มนี้ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี จัดอยู่ในประเภท"เอกสารแนบ"ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับมอบมาพร้อมกับเอกสารสำคัญ ซึ่งหน่วยงานเจ้าของเอกสารอาจใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการ หนังสือเก่าที่มีอายุ 102 ปี(พ.ศ.2461) บอกอะไรเราบ้าง 1.จำนวนประชากรชายและหญิง 2.จำนวนมณฑล 3.จำนวนจังหวัด ที่อยู่ในปกครองของมณฑล 4.จำนวนอำเภอและตำบล ที่อยู่ในปกครองของจังหวัด สำหรับผู้เขียนให้ความสนใจในส่วนของมณฑลจันทบุรี ว่าในช่วงนี้พลเมืองของบ้านเรามีจำนวนเท่าใด ซึ่งรวมแล้วได้ยอดทั้งมณฑลว่า -จันทบุรี มียอดพลเมือง 76,108 คน -ระยอง มียอดพลเมือง 46,294 คน - ตราด มียอดพลเมือง 26,975 คน รวมทั้งมณฑล มียอดพลเมืองรวม 149,377 คน เมื่อเวลาผ่านไป 102 ปี มีใครทราบไหมว่า ณ ขณะนี้ จำนวนประชากรของแต่ละจังหวัดมีเท่าไร? ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภาพประกอบ ความรู้ทั่วไป
ขนมจ้างเมืองจันทบุรี "ดีนักแล"ตามพระราชหัตถเลขา
ขนมจ้างเมืองจันทบุรี "ดีนักแล"ตามพระราชหัตถเลขา เมื่อคราวที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองจันทบุรี จุลศักราช ๑๑๘๑ (พ.ศ.๒๔๑๙) ได้พระราชนิพนธ์เรื่องของเมืองจันทบุรีไว้มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "ขนมจ้าง" ตรัสว่า...ต้องใสเหมือนแก้ว ไม่มีรสขม และเหนียวนุ่ม... ขนมจ้าง นิยมทำกันทั่วไป ประกอบด้วยข้าวเหนียว น้ำ และน้ำด่าง โดยนำข้าวเหนียวแช่น้ำด่าง ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ต่อจากนั้นให้นำข้าวเหนียวมาห่อด้วยใบไผ่ เมื่อห่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำไปต้มจนกว่าจะสุก ก็จะได้ตามที่ต้องการ เคล็ดลับในการทำขนมจ้างให้อร่อยคือ"น้ำด่าง"ซึ่ง"เถ้า"นี้ถือเป็นเคล็ดลับของความอร่อย ที่เมืองจันทบุรี น้ำด่างจากเถ้านี้ทำด้วยไม้ชนิดหนึ่ง(ซึ่งมีผู้รู้บอกว่าเป็นไม้โกงกาง และอีกท่านหนึ่งบอกว่าไม้ปอทะเล แต่ผู้เขียนไม่อาจยืนยันได้ว่าใช้เถ้าจากไม้ใดแน่เพราะเป็นเคล็ดลับ เพียงเล่าสู่กันฟัง)ซึ่งการทำน้ำด่างให้ได้คุณภาพนับว่าเป็นภูมิปัญญาด้านการทำขนมของคนจันทบุรี วิธีการกินให้อร่อยของคนจันทบุรี นิยมกินโดย"จิ้ม"ขนมจ้างบนน้ำอ้อย*"หนองบัว"บอกได้เลยว่า...เข้ากัน...สุดสุด แต่สำหรับผู้เขียนชอบขนมจ้างราดด้วย"ตังเมอ้อย" ซึ่งตังเมนี้มีทำที่เดียวคือตำบลหนองบัว รับรองได้ว่าอร่อยไม่แพ้"คาราเมล"แน่นอน *น้ำตาลอ้อย คนจันทบุรีดั้งเดิมเรียกว่า"น้ำอ้อย" ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี
รายละเอียดเพิ่มเติม
-