ประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน

ประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน

ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๖

ผลงานของ พิมาน มูลประมุข ศิลปินแห่งชาติ

ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงราชรถ ใกล้กับพระที่นั่งมังคลาภิเษก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


          ประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน ขนาด ๑๘๕x๑๙๒ เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปบุคคล ๒ คน อิริยาบถกำลังต่อสู้กัน ประกอบด้วยรูปบุคคลชาย ผมสั้น เปลือยกายท่อนบน ท่อนล่างนุ่งผ้าเตี่ยว มือขวาง้างขึ้นถือมีดปลายแหลม (อิงกับเนื้อเรื่องไกรทอง ชาละวัน ฝ่ายไกรทองใช้มีดหมอ) ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นรูปบุคคลกึ่งจระเข้ ใบหน้าและลำตัวเหมือนมนุษย์ มือขวาง้างขึ้นถือก้อนหิน ลำตัวท่อนล่างมีหางจระเข้ และเท้าแบบจระเข้

          ไกรทองกับชาละวันชิ้นนี้ จำลองฉากการต่อสู้ภายในถ้ำทิพย์ใต้น้ำของชาละวัน จึงออกแบบให้เส้นผมของตัวละครทั้งสองพริ้วไหวไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสื่อถึงการเคลื่อนไหวภายในสายน้ำ และมีข้อสังเกตว่าอาวุธของชาละวันนั้นเป็นหิน ลักษณะคล้ายขวานหินกะเทาะ หรือ หินกำปั้น (Hand Axe) ซึ่งเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และพบเห็นได้ตามแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ประติมากรรมนี้เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติ พิมาน มูลประมุข* ปั้นด้วยเทคนิคการขึ้นหุ่นด้วยดินเหนียว แล้วทำแม่พิมพ์ถอดแยกชิ้นส่วนด้วยปูนปลาสเตอร์ แล้วจึงหล่อด้วยซีเมนต์ไม่ผสมทราย จากนั้นนำส่วนที่หล่อปูนมาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบหุ่นดินเหนียว สันนิษฐานว่าการตั้งรูปประติมากรรมนี้ เป็นดำริของนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น มอบหมายให้นายพิมาน มูลประมุข หัวหน้าแผนกช่างปั้น กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ดำเนินการปั้นเพื่อประดับใกล้กับเวทีสังคีตศาลาของกองการสังคีต** ส่วนประวัติอีกกระแสหนึ่ง ระบุว่าประติมากรรมนี้เคยตั้งแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญมาก่อน ต่อมาจึงย้ายมาตั้งแสดงข้างเวทีสังคีตศาลา และตั้งสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ที่เคยเห็นประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน ในงานฉลองรัฐธรรมนูญนั้น คือ อาจารย์พินิจ สุวรรณะบุณย์

          เรื่องราวของไกรทองกับชาละวัน สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นนิทานที่เล่าขานกันในท้องถิ่นมาช้านาน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีความเห็นว่า “...เรื่องไกรทองก็ถือกันว่าเปนเรื่องจริงอีกเรื่อง ๑ กล่าวกันว่าตำบลบ้านนายไกรที่แม่น้ำอ้อม ในแขวงจังหวัดนนทบุรี เปนบ้านเดิมของเจ้าไกรทอง*** แลที่เมืองพิจิตรเก่าก็ยังมีตำบลเรียกว่าวังชาละวันแลบ้านดงเศรษฐี อ้างว่ามาแต่เรื่องไกรทองปรากฎอยู่...” กระทั่งช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีการแต่งเป็นบทละครขึ้น มีหลายสำนวน แต่สำนวนที่ได้รับการยกย่องและนิยมอ้างอิงมากที่สุดคือ สำนวนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องย่อไกรทองกับชาละวัน ความว่า

          ณ เมืองพิจิตร มีถ้ำใต้น้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าวรำไพพญาจระเข้ ต่อมามอบอำนาจปกครองแก่หลานคือ พญาชาละวัน เนื่องจากท้าวโคจรผู้เป็นบิดาสิ้นลง แต่ชาละวันมีนิสัยดุร้าย ชอบกินมนุษย์และไม่รักษาศีล กระทั่งวันหนึ่ง ชาละวันขึ้นจากถ้ำและลักพา นางตะเภาทอง บุตรสาวเศรษฐีเมืองพิจิตร ลงไปเป็นภรรยาในถ้ำ ทำให้เมียเดิมทั้ง นางวิมาลา และ นางเลื่อมไลยวรรณ เกิดความหึงหวงและทะเลาะกัน ส่วนเศรษฐีผู้เป็นบิดาประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถปราบพญาชาละวันได้ พร้อมยก นางตะเภาแก้ว บุตรสาวอีกคนและทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งเป็นรางวัล ไกรทองชายหนุ่มจากเมืองนนทบุรี มีวิชาอาคมจากพระครู ได้อาสาปราบชาละวัน พระครูมอบ หอกสัตตโลหะ ซึ่งเป็นอาวุธเพียงชนิดเดียวที่สามารถฆ่าชาละวันได้ เพราะชาละวันมีเขี้ยวแก้วกายสิทธิ์ คุ้มครอง ก่อนการต่อสู้ ชาละวันฝันเป็นลางร้ายและได้รับคำเตือนจากท้าวรำไพ แม้จะพยายามหาทางป้องกันเคราะห์ แต่สุดท้ายก็จำต้องออกมาต่อสู้เมื่อไกรทองทำพิธีเรียก ครั้นชาละวันสู้ไกรทองบนแพไม่ได้จึงหนีกลับลงถ้ำ ไกรทองก็ตามลงไปถึงถ้ำ จับตัวชาละวันได้ และช่วยนางตะเภาทองออกมา ซึ่งขณะนั้นนางกลายเป็นใบ้เพราะอำนาจของชาละวัน เมื่อถูกนำตัวขึ้นมา ชาละวันไม่อาจถูกฆ่าด้วยอาวุธทั่วไป ไกรทองจึงใช้หอกสัตตโลหะแทงจนเสียชีวิต ทำให้นางตะเภาทองกลับมาพูดได้ดังเดิม เศรษฐีจึงทำตามสัญญา ยกทั้ง นางตะเภาแก้ว และ นางตะเภาทอง พร้อมทรัพย์สมบัติให้ไกรทองเป็นภรรยาและมรดก


* อ่านประวัติโดยสังเขปของศิลปินแห่งชาติพิมาน มูลประมุข ใน Page Facebook: The National Gallery of Thailand ได้ที่: https://www.facebook.com/share/p/1AunqLSfCw/

** นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นหนุมานกับนางสุวรรณมัจฉา ตั้งประดับอยู่ด้วย แต่ต่อมาชำรุดมากจึงถูกรื้อไป

*** หลักฐานที่แสดงถึงความแพร่หลายของเรื่องไกรทอง อาทิ นิราศพระประธม ของ สุนทรภู่ หรือ นิราศสุพรรณบุรี ของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) เนื้อความกล่าวถึงเมื่อครั้งกวีผ่านย่านบางนายไกร จึงเล่าตำนานไกรทองปราบชาละวัน วรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้แต่งขึ้นประมาณสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


อ้างอิง

สมชาย ณ นครพนม. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ประติมากรรม “ไกรทองกับชาละวัน” ฝีมือศิลปินแห่งชาติ.” ศิลปากร ๖๐, ๖ (พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๖๐), ๕๕-๖๕.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป. พิมาน มูลประมุข (พ.ศ. ๒๔๕๕ – ๒๕๓๕). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙, เข้าถึงได้จาก: https://www.facebook.com/share/p/1AunqLSfCw/

สุจิตต์ วงษ์เทศ. บ้านเกิดไกรทอง (ผู้ปราบชาละวัน) อยู่บางกรวย จ. นนทบุรี. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙, เข้าถึงได้จาก: https://www.matichon.co.th/columnists/news_430023

(จำนวนผู้เข้าชม 9 ครั้ง)

black ribbon.