จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ชาเขียวเป็นชาประเภทแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นและเป็นหนึ่งในชาที่มีความหลากหลายที่สุด ซึ่งมีมากกว่า 200 ชนิด องค์ความรู้ส่งเสริมการอ่าน หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ชวนมาทำความรู้จักชาเขียว ซึ่งเป็นชายอดนิยมและให้คุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากมาย
ชาเขียว (Green Tea) คือชาที่ทำจากยอดอ่อนของใบชาสด ไม่ผ่านการหมัก แต่จะใช้การให้ความร้อนโดยการคั่วหรืออบไอน้ำเพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เรียกว่า “Killing the green” ก่อนนำไปนวดหรือปรับให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยรักษาลักษณะสีเขียวและให้รูปลักษณ์ที่ยังคงเหมือนใบชา คงกลิ่นและรสอันเป็นเอกลักษณ์รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่ยังคงไว้ในระดับใกล้เคียงกับใบชาสด แหล่งปลูกชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ประเทศจีน โดยมีมณฑลกุ้ยโจวเป็นแหล่งผลิตหลัก แต่หากพูดถึงแหล่งปลูกและผลิตชาเขียวคุณภาพสูงที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะมัทฉะ จะอยู่ในจังหวัดชิซึโอกะ (Shizuoka) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งชา” และมีปริมาณการผลิตที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น
หลักเกณฑ์สำคัญในการแบ่งประเภทของชาเขียวคือขั้นตอนวิธีการหยุดการออกซิเดชัน ซึ่งเป็นหัวใจของชาเขียว มี 2 วิธีหลัก คือ การนึ่งหรืออบไอน้ำ (Steaming) โดยการใช้ไอน้ำร้อนเพื่อให้เอนไซม์หยุดการทำงานทันที มักใช้กับการผลิตชาเขียวญี่ปุ่น ทำให้ชาเก็บสีเขียวและกลิ่นสดไว้ได้ดี และให้รสชาติที่สดชื่น ส่วนอีกวิธีคือการคั่ว (Roasting) โดยใช้ความร้อนจากกระทะหรือถังร้อน มักพบในชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่นบางชนิด นอกจากกรรมวิธีการผลิตชาเขียวจะให้สี รสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันแล้ว ลักษณะของใบชาและช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวก็มีผลต่อสี รสชาติ และกลิ่นของชาด้วยเช่นกัน ชาเขียวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักกันดีมีหลายชนิด เช่น เกียวคุโระ (Kyokuro) เซนฉะ (Sencha) บันฉะ (Bancha) เกนไมฉะ (Genmaicha) มัทฉะ (Matcha) และโฮจิฉะ (Hojicha) เป็นต้น ส่วนชาเขียวจีน เช่น ชาหลงจิ่ง (Dragon Well Tea) และชาปี้หลัวชุน (Biluochun) เป็นต้น
สำหรับประโยชน์ด้านสุขภาพ ชาเขียวมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมกนีเซียม สังกะสี และโพแทสเซียม ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และวัย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ และมะเร็งบางชนิด ลดระดับคอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้ฟลูออไรด์ในชาเขียวยังช่วยทำให้เหงือกและฟันแข็งแรง และลดแบคทีเรียในช่องปากด้วย
ปัจจุบันชาเขียวไม่ได้ถูกบริโภคเฉพาะในรูปแบบเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ ความงาม และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การสกัดสารจากชาเขียวมาใช้เป็นสารกันเสียธรรมชาติในอาหาร หรือใช้เป็นสีผสมอาหาร การนำมาทำบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ โดยทำเป็นฟิล์มอาหารผสมสารสกัดชาเขียวเพื่อช่วยยืดอายุอาหาร หรือใช้ในทางการแพทย์ โดยใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหรือดูแลช่องปาก เป็นต้น จึงนับได้ว่าชาเขียวเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูง ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย
ด้วยคุณประโยชน์มากมายของชาเขียว ได้มีการกำหนดให้มีวันแห่งชาเขียว (Matcha No Hi) ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1992 โดยสมาคมการค้าชานิชิโอะในญี่ปุ่น เพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี การผลิตชาในเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตมัทฉะคุณภาพสูงที่มีชื่อเสียงระดับโลก และรณรงค์ให้เห็นคุณค่าของชาเขียวในแง่ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการสืบสานประเพณีการดื่มชาที่งดงามตามวัฒนธรรมการดื่มชาแบบดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมา โดยในวันนี้จะมีการจัดพิธีชงชาแบบดั้งเดิม (Tea Ceremony) เพื่อดื่มชาเขียวมัทฉะ เรียนรู้กระบวนการผลิตมัทฉะแบบพิถีพิถัน และเป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นร่วมกันเฉลิมฉลองวัฒนธรรมชาที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
6 กุมภาพันธ์ “วันชาเขียว”. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/257144
นพพร สุวรรณพานิช. พจนานุกรมกาแฟและชา (ไทย-อังกฤษ). กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2549.
วันชาเขียว 6 กุมภาพันธ์ Happy Green Tea Day. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.sanook.com/travel/1451343/
สมิธ, คริสตี้. สมุดแผนที่โลกของชา = World atlas of tea. กรุงเทพฯ: บลูสกายบุ๊คส์, 2560.
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
(จำนวนผู้เข้าชม 4 ครั้ง)