ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,334 รายการ



          ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้สนใจซื้อสมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” เทพผู้ปกปักษ์รักษา คุ้มครองทุกท่าน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คนที่ท่านรักและนับถือ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๖              ภูมิบริรักษ์ หมายถึง สิ่งที่มีอิทธิฤทธิ์ปกป้องคุ้มครอง ดูแล รักษามวลมนุษยชาติที่อยู่ในโลกนี้ ทั้งเบื้องบนพื้นแผ่นดิน และใต้หล้าให้มีความสุขสบายมั่งคั่งบริบูรณ์ ปราศจากโรคภัยร้าย หรือความทุกข์ยากอัปมงคลทั้งปวง ภูมิบริรักษ์ เป็นความเชื่อที่สืบทอดมาตามสายธารแห่งอารยธรรมในซีกโลกตะวันออก ซึ่งมีทั้งเทพ อมนุษย์และสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ เพราะได้รับพรจากเทพเจ้าชั้นสูงและการบำเพ็ญเพียรของตนเองมานานนับพันนับหมื่นปี โดยมีภพภูมิที่อาศัยเป็นหลักแหล่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อถือและศรัทธาอย่างสูงยิ่ง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรังสรรค์งานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่มีภูมิบริรักษ์อันได้แก่ ครุฑ ยักษ์ และนาค เป็นองค์ประกอบสำคัญ ด้วยเจตนาแห่งอลังการแต่แฝงด้วยคติอันเป็นความเชื่อและความศรัทธาของบรรพชนที่รักษาสืบทอดต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย ภูมิบริรักษ์ทั้ง ๓ หมู่นี้ ต่างมีที่มาและมีอิทธิฤทธิ์ดังปรากฏในคัมภีร์โบราณของแต่ละศาสนาเป็นหลักฐานสืบมา            ครุฑ ตามความหมายที่ราชบัณฑิตยสถานนิยามไว้ว่า เป็นพญานกในเทพนิยาย เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ใช้เป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายทางราชการ ส่วนกำเนิดครุฑนั้น มีอยู่ในทั้งคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ            ยักษ์ ภาษาสันสกฤตว่า ยกฺษ (yakṣa) ภาษาบาลี คือ ยกฺข (yakkha) จัดเป็นอมนุษย์กึ่งเทพพวกหนึ่ง มีกล่าวถึงทั้งในทางศาสนาและวรรณคดี ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และศาสนาเชน มีฐานะเป็นเทพบริวาร ผู้พิทักษ์รักษาศาสนาและศาสนสถาน เพศชายเรียกว่า ยักษะ (yakṣa) เพศหญิง เรียกว่า ยักษี (yakṣī) หรือ ยักษิณี (yakṣiṇī) บางทีใช้ปะปนกับคําว่า อสูร (asūra) กุมภัณฑ์ (kumbhaṇḍa) คุหยัก (guhyaka) แทตย์ (daityas) หรือทานพ (Danavas) รากษส (rākṣasas) และมาร (māra) ก็มี            นาค หรือพญานาคเป็นสัตว์หิมพานต์ หรือสัตว์ในเทวตำนานตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ไทยได้รับคติความเชื่อดังกล่าวผ่านคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก ชาดกอรรถกถา และคัมภีร์โลกศาสตร์ โดยนำมาผสมผสานและปรับเข้ากับความเชื่อดั้งเดิม จนกลายเป็นคติความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับเรื่องนาคอย่างแน่นแฟ้นในวัฒนธรรมไทยสืบมาแต่โบราณตราบจนถึงทุกวันนี้           สมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” ภายในประกอบด้วย ภาพประติมากรรมครุฑ ยักษ์ และนาค ขนาด ๑๗.๖ x ๒๑.๖ เซนติเมตร ปกแข็ง จัดพิมพ์สี่สี ด้านในประกอบด้วยกระดาษถนอมสายตา พร้อมตารางนัดหมายตลอดทั้งปี จำหน่ายในราคา ๒๕๐ บาท            ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” ได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) โทรศัพท์ ๐-๒๑๖๔-๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ (ในวันและเวลาราชการ) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th สอบถามเพิ่มเติม facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร


นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายชำนาญ กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และนางปริญญา สุขใหญ่ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ประชุมร่วมกับนายกเทศมนตรีตำบลศีขรภูมิ และผู้บริหารท้องถิ่นในพื้นที่ ณ ห้องประชุมเทศบาลศีขรภูมิ ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อหารือร่วมกันในการจัดระเบียบและการเข้าใช้พื้นที่โบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยกับโบราณสถาน โดยในเบื้องต้นทางเทศบาลตำบลศีขรภูมิ จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ และร่วมมือกันในการดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่โบราณสถาน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกทางหนึ่ง


วันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. นิสิตชั้นปีที่ ๑ หลักสูตรนวัตกรรมการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๔ คน อาจารย์ ๔ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ อย่างเคร่งครัด โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


วันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๕.๓๐ นิสิตชั้นปีที่ ๒ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม จำนวน ๑๙๐ คน อาจารย์ ๓ คน เข้าเยี่ยมชมโบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การบรรยายนำชม




กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566


ประมวลภาพกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 นำโดยนายลักษมณ์ บุญเรือง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา กล่าวเปิดงาน นางสาวธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ กล่าวรายงาน โดยสรุปจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมและยอดผู้เข้าชมนิทรรศการจำนวนทั้งสิ้น 853 คน


วันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. นางสาวสุคนธ์ทิพย์ จันทะลุน บรรณารักษ์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ และบุคลากร ร่วมจัดซุ้มกิจกรรม สร้างลวดลายบนผืนผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติ ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๖ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่


ภาพบรรยากาศ น้องๆ หนูๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม "ชมพิพิธภัณฑ์ วันเด็กแห่งชาติ" ประจำปี ๒๕๖๖ เสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง โดยมีกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนภายในพิพิธภัณฑ์ พร้อมลุ้นจับของขวัญชิ้นพิเศษ


          ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ กรมศิลปากรมีนโยบายปรับปรุงและพัฒนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยการจัดสร้างอาคารหลังใหม่ สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องทองอยุธยาที่ค้นพบในแหล่งโบราณคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ ทันสมัย และได้มาตรฐานตามหลักพิพิธภัณฑสถานสากล เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางมรดกศิลปวัฒนธรรมแก่สถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษา รวมทั้งเป็นการสร้างภาพจำและความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ในอดีตของไทย            อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น ลักษณะเป็นอาคารไทยประยุกต์ ๒ ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๓,๒๗๕ ตารางเมตร แบ่งเนื้อหาการจัดแสดง ออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่  ส่วนที่ ๑ จัดแสดงเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ ประเภทเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง เครื่องราชูปโภคและเครื่องถนิมพิมพาภรณ์  ส่วนที่ ๒ จัดแสดงเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ ประเภทเครื่องพุทธบูชา เครื่องอุทิศ และพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงกรุจำลองวัดราชบูรณะ  ส่วนที่ ๓ จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับคติการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุที่พบในโบราณสถานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ พระปรางค์วัดพระราม พระปรางค์วัดมหาธาตุ เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ และเจดีย์ศรีสุริโยทัย  จำนวนโบราณวัตถุที่จัดแสดงภายในอาคารเครื่องทอง มีจำนวนทั้งสิ้น ๒,๒๔๔ รายการ มีโบราณวัตถุชิ้นเด่น อาทิ  พระแสงขรรค์ชัยศรี  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  เหล็ก หินเขี้ยวหนุมาน และทองคำประดับแก้วสี  พบในกรุประธานชั้นที่ ๒ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา    พระสุวรรณภิงคาร  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  ทองคำบุขึ้นรูป ตกแต่งด้วยการสลักดุนลาย  พบในกรุประธานชั้นที่ ๒ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  พระคชาธารจำลอง  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  ทองคำประดับอัญมณีและแก้วสี  พบในกรุประธานชั้นที่ ๒ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา    จุลมงกุฎ  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  ทองคำประดับแก้วสี  พบในกรุประธานชั้นที่ ๒ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา    พระสุวรรณมาลา  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  เส้นลวดทองคำถักขึ้นรูปและตกแต่งลาย  พบในกรุประธานชั้นที่ ๒ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา   สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๐  ทองคำประดับอัญมณี  พบในกรุประธาน พระปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรจุอยู่ภายในสถูปชั้นที่ ๕    ตลับรูปสิงโต  ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐  ทองคำประดับอัญมณี  พบในกรุเล็กใต้พื้นพระปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณใต้ฐานเจดีย์หรือฐานมณฑป            บัดนี้ อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พร้อมเปิดให้บริการแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เปิดทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐น. – ๑๖.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๓๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๕๐ บาท ทั้งนี้ ผู้ที่เข้ามาใช้บริการจะได้รับความรู้เกี่ยวกับเครื่องทองอยุธยามากยิ่งขึ้น ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจและความตระหนักในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของประเทศชาติต่อไป  


วันศุกร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการอุทยานธรณีโคราช ครั้งที่ ๑/๒๕๖๖ โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน ณ ห้องประชุมนางสาวบุญเหลือ ชั้น ๒ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา


กรมศิลปากร และ อพวช. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการโบราณคดีและการจัดการพิพิธภัณฑ์ ​​เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านงานโบราณคดีและการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร ​​ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรมศิลปากร และ อพวช. ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์และการดูแลรักษาวัตถุพิพิธภัณฑ์ จากทรัพยากรและความสามารถของทั้งสององค์กร ร่วมไปกับการพัฒนาและสนับสนุนบุคลากรของทั้งสองฝ่ายในด้านการศึกษาวิจัย ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ และการดำเนินงานศึกษาวิจัยทั้งในด้านภูมิปัญญา ศิลปะศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมพัฒนากิจการพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี อันเป็นภารกิจตามกฎหมายของทั้งสององค์กร ​​ ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “อพวช. มีภารกิจในการส่งเสริมสังคมไทยให้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมปลูกฝังและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชน และประชาชนในสังคมให้มีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยการจัดแสดงนิทรรศการ และกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ผ่านแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้สนุกกับการค้นพบ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ การลงนามความร่วมมือระหว่าง อพวช. และ กรมศิลปากร ในครั้งนี้ หวังสร้างมาตรฐานและพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นการให้บริการแก่เยาวชนและประชาชนในการมาใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง ร่วมดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการพิพิธภัณฑ์ อาทิ การเก็บรักษาและจัดทำคลังวัตถุพิพิภัณฑ์ อันนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต” ​​ ทั้งนี้ อธิบดีกรมศิลปากร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมศิลปากรมีความพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับ อพวช. เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่กรมศิลปากรได้ลงนามร่วมกัน ซึ่งนอกเหนือจากกิจกรรมความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัยแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญต่อความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากร และการศึกษาดูงานระหว่างองค์กร กรมศิลปากรมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เฉพาะด้านในการบริหารจัดการทรัพยากรมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เช่น ฐานข้อมูลที่ได้จากการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และฐานข้อมูลที่ได้จากการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีทั่วประเทศในความดูแลของกรมศิลปากร รวมถึงโครงการกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ของประเทศไทย อันเป็นรากฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต และเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจด้านพิพิธภัณฑ์และโบราณคดีของทั้งกรมศิลปากรและ อพวช. เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชนชนผู้ใช้บริการต่อไป”


black ribbon.