ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,945 รายการ

วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ให้การต้อนรับคณะคุณครูและนักเรียนโฮมสคูล จากโรงเรียนอนุบาลกรีนเฮาส์ ภูเก็ต ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จำนวน ๙ คน   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เปิดให้เข้าชม ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐.- บาท ชาวต่างชาติ ๑๐๐.- บาท คณะหน่วยงาน สถานศึกษา สนใจเข้าชม ติดต่อสอบถาม โทร. ๐๗๖ - ๓๗๙๘๙๕  Thalang National Museum opening times: 09:00 a.m. to 04:00 p.m. from Wednesday to Sunday. Admission fee is 100 baht. Tel. 076 - 379895


           กรมศิลปากรจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรมศิลปากร "เปิดพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน" โดยเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันเทศกาลสำคัญ  ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 - 18.30 น.              ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ...ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา อัตราค่าเข้าชมชาวไทย 30 บาท / ชาวต่างชาติ 150 บาท นักเรียน นักศึกษา เด็ก ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 3524 1587



วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ให้การต้อนรับคณะครู และน้อง ๆ นักเรียน จากโรงเรียนสหศาสตร์วิทยาคารอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 58 คน  





พบกับการเสวนาวิชาการ เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย และทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา” เนื่องในงาน #เทศกาลเที่ยวพิมาย นครราชสีมา ประจำปี ๒๕๖๖ และงานฉลอง ๕๕๕ ปี เมืองนครราชสีมา เพื่อนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปราสาทพิมายและข้อมูลใหม่จากการปฏิบัติงานโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ผู้สนใจ #เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ อุดรโคปุระ (โคปุระด้านทิศเหนือ) ปราสาทพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา **ไม่มี Live สด แต่มีการบันทึกเทปให้ชมภายหลัง** ลงทะเบียนรับฟังเสวนา จำกัดเพียง 40 ท่าน https://docs.google.com/.../1FAIpQLSfOo3bqVzy.../viewform... (เฉพาะผู้ลงทะเบียนจะได้รับเอกสารประกอบการเสวนา ฟรี!!!)


เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมหารือการพัฒนาแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเสนอในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอเเนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของชาติด้านการท่องเที่ยว ในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลพลสงคราม เเละมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ณ สำนักศิลปะเเละวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


วันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๖ จำนวน ๓๐ คน คุณครู ๖ คนจากโรงเรียนบ้านโนนศิลา ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์  เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายกรภัทร์  สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์  ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม




วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร           สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร และพระธรรมวชิรวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร ให้กองโบราณคดี โดย ดร.ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี และผู้เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานโบราณคดีของวัดจักรวรรดิราชาวาส พร้อมทั้งให้ข้อมูลปฐมภูมิด้านโบราณคดีและการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัดจักรวรรดิฯ เพื่อเป็นแนวทางในการสืบค้นทางโบราณคดี การอนุรักษ์โบราณสถาน และการปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดจักรวรรดิราชาวาส


ตามตำนานหากจะกล่าวถึงแม่กาเผือกหรือพญากาเผือก อาศัยทำรังอยู่บนต้นมะเดื่อบริเวณฝั่งแม่น้ำคงคา พร้อมกับฟักไข่จำนวน ๕ ฟอง ซึ่งตรงกับวันพระ อยู่มาวันหนึ่งแม่กาเผือกออกหาอาหารและบินหลงเข้ามาพบป่าอุดมสมบูรณ์ ทันใดนั้นได้เกิดพายุพัดฝนฟ้าคะนองกระหน่ำอย่างหนักทำให้ต้องพักอาศัยจนกว่าพายุสงบ ซึ่งแรงลมของพายุทำให้กิ่งมะเดื่อรังที่ฟักไข่ของแม่กาเผือกหักจนทำให้พัดพาเอาไข่ทั้งหมดไหลลงไปตามน้ำพัดพาไปคนละทิศคนละทาง ทางด้านแม่กาเผือกกลับมาที่รังไม่พบไข่ของตนเอง จึงออกตามหาไข่ทั่วทุกหนทุกแห่งกลับไม่พบ จึงคิดว่าลูกน้อยของตนเองได้จากแม่กาเผือกไปแล้ว จึงเกิดความโศกเศร้าเสียใจและตรอมใจตายลงไปในที่สุดด้วยอานิสงส์ในความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกๆ ของตนเอง แม่กาเผือกจึงไปจุติอยู่บนแดนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส นามว่า “ฆติกามหาพรหม” หลังจากนั้นไข่ทั้ง ๕ ฟอง ได้มีผู้พบเจอและนำไปเลี้ยงจนเติบโต กล่าวคือ ฟองที่ ๑ มีแม่ไก่เก็บไปเลี้ยง ฟองที่ ๒ มีแม่นาค (หรืองู) เก็บไปเลี้ยง ฟองที่ ๓ มีแม่เต่าเก็บไปเลี้ยง  ฟองที่ ๔ มีแม่โคเก็บไปเลี้ยง และฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง ไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์ผู้ชาย และมีความมุ่งมั่นว่าอยากออกบวชโดยทางฝ่ายแม่บุญธรรมทั้งหมดก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด จึงออกบำเพ็ญศีลภาวนาเป็นฤๅษีอยู่ตามป่าตามถิ่นฐานของตนเอง จากนั้นจึงออกเดินทางแสวงบุญจนมาพบกันที่ใต้ต้นนิโครธโดยบังเอิญ ซึ่งฤๅษีทั้งหมดต่างแปลกใจมีหน้าตาที่คล้ายกัน พร้อมสอบถามถึงประวัติความเป็นมาซึ่งกันและกัน  หลังจากทราบประวัติว่าเป็นลูกของแม่กาเผือกที่ผลัดหลงกันตั้งแต่ยังไม่ทันเกิดทำให้ฤๅษีหนุ่มทั้งห้าตัดสินใจตั้งสัจจาธิษฐานขอพบแม่กาเผือกจริงอีกครั้ง ซึ่งท้าวฆติกามหาพรหม รับรู้ด้วยญาณและจำแลงร่างเป็นแม่กาเผือก พร้อมกับเล่าประวัติความเป็นมาให้กับฤๅษีได้ฟังทั้งหมดทางฝั่งฤๅษีขอให้แม่กาเผือกยื่นเท้ามาให้พวกเขากราบไหว้เพื่อระลึกถึงบุญคุณ แล้วทางแม่กาเผือกจึงได้ประทานผ้าฝ้ายฟั่นเชือกเป็นรูปตีนกามีสามแฉกเป็นสัญลักษณ์อนุสรณ์ ฝ่ายฤๅษี จึงนำมาทำเป็นไส้ประทีปตีนกาและจุดบูชาทุกวันพระ เพื่อระลึกถึงพระคุณแม่กาเผือกอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับอธิษฐานปรารถนาสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัลป์นี้ ภายหลังจึงเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือกในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันลอยกระทง และเป็นส่วนหนึ่งของประเพณียี่เป็งที่สืบทอดต่อๆ กันมา เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ แหล่งอ้างอิง : ธนากิต.  ประเพณี พิธีมงคล และวันสำคัญของไทย.  กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์, ๒๕๔๕. เว็บพลังจิต.  เปิดตำนาน"ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก"ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖,         จาก https://palungjit.org/threads/เปิดตำนาน-ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก-ของพระพุทธเจ้า-๕-พระองค์-ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง.626602/, ๒๕๖๐. เสฐียร โกเศศ.  ผีสางเทวดา.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, ๒๕๔๙. โฮงเฮียนฝ้ายหลวง.  การทำตีนกา ผางประทีป ไส้เทียน ฝ้ายตีนกา จากเส้นฝ้าย. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖,         จาก https://www.youtube.com/watch?v=b4aWgNjYHvg, ๒๕๖๕.


ตามตำนานหากจะกล่าวถึงแม่กาเผือกหรือพญากาเผือก อาศัยทำรังอยู่บนต้นมะเดื่อบริเวณฝั่งแม่น้ำคงคา พร้อมกับฟักไข่จำนวน ๕ ฟอง ซึ่งตรงกับวันพระ อยู่มาวันหนึ่งแม่กาเผือกออกหาอาหารและบินหลงเข้ามาพบป่าอุดมสมบูรณ์ ทันใดนั้นได้เกิดพายุพัดฝนฟ้าคะนองกระหน่ำอย่างหนักทำให้ต้องพักอาศัยจนกว่าพายุสงบ ซึ่งแรงลมของพายุทำให้กิ่งมะเดื่อรังที่ฟักไข่ของแม่กาเผือกหักจนทำให้พัดพาเอาไข่ทั้งหมดไหลลงไปตามน้ำพัดพาไปคนละทิศคนละทาง ทางด้านแม่กาเผือกกลับมาที่รังไม่พบไข่ของตนเอง จึงออกตามหาไข่ทั่วทุกหนทุกแห่งกลับไม่พบ จึงคิดว่าลูกน้อยของตนเองได้จากแม่กาเผือกไปแล้ว จึงเกิดความโศกเศร้าเสียใจและตรอมใจตายลงไปในที่สุดด้วยอานิสงส์ในความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกๆ ของตนเอง แม่กาเผือกจึงไปจุติอยู่บนแดนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส นามว่า “ฆติกามหาพรหม” หลังจากนั้นไข่ทั้ง ๕ ฟอง ได้มีผู้พบเจอและนำไปเลี้ยงจนเติบโต กล่าวคือ ฟองที่ ๑ มีแม่ไก่เก็บไปเลี้ยง ฟองที่ ๒ มีแม่นาค (หรืองู) เก็บไปเลี้ยง ฟองที่ ๓ มีแม่เต่าเก็บไปเลี้ยง  ฟองที่ ๔ มีแม่โคเก็บไปเลี้ยง และฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง ไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์ผู้ชาย และมีความมุ่งมั่นว่าอยากออกบวชโดยทางฝ่ายแม่บุญธรรมทั้งหมดก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด จึงออกบำเพ็ญศีลภาวนาเป็นฤๅษีอยู่ตามป่าตามถิ่นฐานของตนเอง จากนั้นจึงออกเดินทางแสวงบุญจนมาพบกันที่ใต้ต้นนิโครธโดยบังเอิญ ซึ่งฤๅษีทั้งหมดต่างแปลกใจมีหน้าตาที่คล้ายกัน พร้อมสอบถามถึงประวัติความเป็นมาซึ่งกันและกัน  หลังจากทราบประวัติว่าเป็นลูกของแม่กาเผือกที่ผลัดหลงกันตั้งแต่ยังไม่ทันเกิดทำให้ฤๅษีหนุ่มทั้งห้าตัดสินใจตั้งสัจจาธิษฐานขอพบแม่กาเผือกจริงอีกครั้ง ซึ่งท้าวฆติกามหาพรหม รับรู้ด้วยญาณและจำแลงร่างเป็นแม่กาเผือก พร้อมกับเล่าประวัติความเป็นมาให้กับฤๅษีได้ฟังทั้งหมดทางฝั่งฤๅษีขอให้แม่กาเผือกยื่นเท้ามาให้พวกเขากราบไหว้เพื่อระลึกถึงบุญคุณ แล้วทางแม่กาเผือกจึงได้ประทานผ้าฝ้ายฟั่นเชือกเป็นรูปตีนกามีสามแฉกเป็นสัญลักษณ์อนุสรณ์ ฝ่ายฤๅษี จึงนำมาทำเป็นไส้ประทีปตีนกาและจุดบูชาทุกวันพระ เพื่อระลึกถึงพระคุณแม่กาเผือกอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับอธิษฐานปรารถนาสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัลป์นี้ ภายหลังจึงเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือกในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันลอยกระทง และเป็นส่วนหนึ่งของประเพณียี่เป็งที่สืบทอดต่อๆ กันมา เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ แหล่งอ้างอิง : ธนากิต.  ประเพณี พิธีมงคล และวันสำคัญของไทย.  กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์, ๒๕๔๕. เว็บพลังจิต.  เปิดตำนาน"ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก"ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖,         จาก https://palungjit.org/threads/เปิดตำนาน-ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก-ของพระพุทธเจ้า-๕-พระองค์-ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง.626602/, ๒๕๖๐. เสฐียร โกเศศ.  ผีสางเทวดา.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, ๒๕๔๙. โฮงเฮียนฝ้ายหลวง.  การทำตีนกา ผางประทีป ไส้เทียน ฝ้ายตีนกา จากเส้นฝ้าย. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖,         จาก https://www.youtube.com/watch?v=b4aWgNjYHvg, ๒๕๖๕.


black ribbon.