ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,143 รายการ



ชื่อเรื่อง                         นิสัยวิสุทธิมรรค (นิไสวิสุทธิมัก)   สพ.บ.                           311/10หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทย-อีสานหัวเรื่อง                          พุทธศาสนา                                    ธรรมะกับชีวิตประจำวัน                                    ไตรสิกขาประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    52 หน้า : กว้าง 4 ซม. ยาว 56 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


          เมื่อครั้งสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งในการพระราชกุศลสัปตมวารพระบรมศพ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๕ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศลศราทธพรตร่วมถวายพระบรมศพด้วย โดยภายในการพระราชกุศลตามที่มีการบันทึกไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๒๗ ได้ปรากฏข้อความว่า ราชสำนักได้เชิญราชทูตและผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศร่วมวางพวงมาลา ที่หน้าพระบรมศพ และมิสเตอร์ปิล อรรคราชทูตอังกฤษ ได้นำพวงมาลาของพระเจ้ากรุงอังกฤษ มาวางตามกระแสรับสั่ง ที่สำคัญพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิมพ์หนังสือ “พระธรรมเทศนาแลธรรมบรรยายศราทธพรต” เพื่อแจกผู้ร่วมในการพระราชกุศลครานั้นด้วย           หนังสือ “พระธรรมเทศนาแลธรรมบรรยายศราทธพรต” เล่มนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแต่งถวายในการพระราชกุศลสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็น ๓ บท คือ บทศราทธพรตเทศนา บทศราทธพรตธรรมบรรยายของพระราชาคณะสงฆ์ และบทคำแปลศราทธพรตธรรมบรรยาย ซึ่งจัดพิมพ์ด้วยกระดาษหนาอย่างดีโดยโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓) หากพิจารณาเนื้อความในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๒๗ หน้า ๑๙๕๙ - ๑๙๖๔ เรื่อง การพระราชกุศล ศราทธพรตแลสัปตมวารครั้งที่ ๒ ถวายที่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ศ. ๑๒๙ ทำให้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หรือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงถวายธรรมเทศนาธรรมบรรยายศราทธพรต และ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสถาพรพิริยพรต หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นประธานในการสวด ศราทธพรตธรรมบรรยายในการพระราชกุศลครานั้นด้วย           ปัจจุบัน “หนังสือพระธรรมเทศนาแลธรรมบรรยายศราทธพรต” และ “ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๒๗ รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙” จัดเก็บและให้บริการ ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ห้องหนังสือหายาก หอสมุดดำรงราชานุภาพ และห้องหนังสือประเทศเทศไทย ราชกิจจานุเบกษา และหนังสือนานาชาติ หนังสือพระธรรมเทศนาแลธรรมบรรยายศราทธพรต ร.ศ. ๑๒๙ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๗ รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙----------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวรวิวรรณ พุฒซ้อน บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ----------------------------------------------------------------บรรณานุกรม “การพระราชกุศลศราทธพรตแลสัปตมวารครั้งที่ ๒ ถวายที่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ศ. ๑๒๙” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๗ (๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ ๑๒๙) ๑๙๕๙ - ๑๙๖๔. ราม วชิราวุธ. ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๕. วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. พระธรรมเทศนาแลธรรมบรรยายศราทธพรต. พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ร.ศ. ๑๒๙.





          เมื่อเอ่ยว่า"ท่าแฉลบ"คนจันทบุรีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นท่าเทียบเรือเก่า วิวทางทะเลดี แถมอาหารทะเลสดๆขึ้นจากเรือชาวประมงลงกระทะกันเลยทีเดียว           ผู้เขียนก็เลยอยากมาชวนเพื่อนๆย้อนไปกับเอกสารจดหมายเหตุว่าในสมัยที่การคมนาคมทางทะเลยังเป็นหัวใจของการเดินทาง ชาวจันทบุรีใช้ท่าเทียบเรือแห่งนี้สำหรับเดินทางไปไหนกันบ้าง พบว่าเมื่อครั้งรัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเมืองจันทบุรีโดยประทับเรือพระที่นั่งมหาจักรี ในวันที่ 21 เมษายน 2470 มีการกล่าวถึง"ท่าแฉลบ"ว่า...เมื่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีมาจอดที่ที่จอดแล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีลงไปเฝ้าในเรือพระที่นั่ง แล้วรีบกลับมาคอยเฝ้าถวายพระแสงราชาวุธที่ปรำที่ท่าแฉลบ...           นอกจากนี้ยังมีเอกสารรายงานการตรวจเรือเมล์เทียบท่าแฉลบ ใน พ.ศ.2478 ว่ามีเรือเมล์ไปและมายังท่าแฉลบแห่งนี้ มีเรืออะไรบ้าง 1.เรือนิภา ไป-กลับ กรุงเทพฯ ฮาเตียน(เวียดนาม) เรือออกเวลา 12.40 น. 2.เรือปากพนัง ไป-กลับ คลองใหญ่(ตราด) กรุงเทพฯ เรือออกเวลา 09.10 น. 3.เรืออ่างหิน ไป-กลับ วันยาว(ขลุง) กรุงเทพฯ เรือ ออกเวลา 09.30 น. 4.เรือรีดัง ไป-กลับ ตราด กรุงเทพฯ เรือออกเวลา 17.30 น. 5.เรือสาบไตย ไป-กลับ ตราด กรุงเทพฯ เรือออกเวลา 24.00 น.และ 04.45 น. 6.เรือภานุรังษี ไป-กลับ กรุงเทพฯ ฮาเตียน(เวียดนาม) เรือออกเวลา 12.00 น. 7.เรือลิ่วทะเล ไป-กลับ จันทบุรี กรุงเทพฯ เรือออกเวลา 12.50 น. 8.เรือตลบล่องคลื่น ไป-กลับ จันทบุรี ตราด เรือออกเวลา 05.30 น.           แม้กาลเวลาเปลี่ยนไป จากการคมนาคมทางเรือ มาสู่การใช้ถนนเป็นหลัก แต่ท่าแฉลบแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่น่าสนใจของเมืองจันทบุรีอีกแห่งหนึ่ง ที่ท่านสามารถมาท่องเที่ยวและชื่นชมกับอาหารทะเลแสนอร่อยได้ตลอดค่ะ---------------------------------------------------------ผู้เขียน : สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังสี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ---------------------------------------------------------อ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี (13)มท 2.6/3 เรื่องเสด็จพระราชดำเนินของเจ้าคุณมานิตย์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลจันทบุรี เดือน เมษายน 2470 (14 มีนาคม 2469 – 6 กรกฎาคม 2470). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดจังหวัดจันทบุรี จบ 1.2.4/50 เรื่องรายงานการตรวจเรือเมล์เทียบท่าแฉลบ (พ.ศ.2478).


          พิธีแรกนาขวัญ หรือ"พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เป็นพระราชประเพณีสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และเป็นสัญญาณให้เริ่มการทำนา ถือปฏิบัติมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งพุทธกาล นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้ถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง พระมหากษัตริย์ในอดีตทรงเห็นความสำคัญของพิธีนี้ เมื่อถึงเวลาเริ่มการเพาะปลูกพืชผล จึงทรงประกอบพระราชกรณียกิจ โดยเป็นผู้นำในการลงมือไถหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหาร     “พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในประเทศไทยแต่เดิมมีเพียงการประกอบพิธีตามลัทธิพราหมณ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้น เป็นพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่า “พระราชพิธีพืชมงคล” โดยประกอบพิธีภายในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เป็นราชประเพณีมีกำหนดสองวัน จัดขึ้นในเดือนหก วันแรกเป็นพิธีสงฆ์ วันที่สองเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบด้วยการจัดริ้วขบวนพระยาแรกนา การบูชาเทวรูป ตลอดจนการเสี่ยงทายผ้านุ่ง และเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง          ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระราชพิธีพืชมงคลกระทำที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวงในปัจจุบัน) ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกระทำที่ทุ่งส้มป่อย นอกพระนคร (บริเวณสนามม้าราชตฤณมัย หรือสนามม้านางเลิ้งในปัจจุบัน) โดยพระยาแรกนาขวัญกับเทพีทั้ง ๔ จะเข้าฟังพระสงฆ์สวดในปะรำพิธีพืชมงคลในวันแรกก่อน แล้วจึงไปแรกนาในวันรุ่งขึ้น         ในหนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวว่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีแรกนาฯของหลวงในหัวเมืองไว้ด้วยดังความว่า    “…ครั้นมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่กรุงเก่าและที่เพชรบุรี ได้เสด็จพระราชดําเนินทอดพระเนตรพระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพนมขวดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง…” และทรงกล่าวถึงภาพบรรยากาศของพระราชพิธีนี้ไว้อย่างน่าสนใจความตอนหนึ่งว่า   “...ในการจรดพระนังคัลเป็นเวลาคนมาประชุมมาก ถึงจะอยู่บ้านไกลๆ ก็มักจะมาด้วยมีประโยชน์ความต้องการเมื่อเวลาโปรยข้าวปลูกลงในนา พอพระยากลับแล้วก็พากันเข้าแย่งเก็บข้าว จนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนาเลย เมื่อรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้ไปชันสูตรหลายครั้งว่ามีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อทอดพระเนตรแรกนาที่เพชรบุรี พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บพรรณข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว รับสั่งให้ตํารวจหลายคนออกไปค้นหาเมล็ดข้าวว่าจะเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้มาเลยจนสักเมล็ดหนึ่ง พันธุ์ข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้น ไปใช้เจือในพรรณข้าวปลูกของตัว ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นาบ้าง ไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง การแรกนาจึงเป็นที่นิยมของคนทั้งปวงไม่จืด ยังนับว่าเป็นพระราชพิธีซึ่งเป็นที่ต้องใจคนเป็นอันมาก…”   ภาพ : ภาพท้องสนามหลวง ฝั่งทิศใต้มองเห็นพระบรมมหาราชวัง ด้านนี้คือบริเวณที่ประกอบพิธีแรกนาสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ พระราชพิธีสิบสอง


ชื่อเรื่อง                                มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (มหาชนก-วิธูรบัณฑิต) สพ.บ.                                  270/ก/2ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           56 หน้า กว้าง4.5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาดก)ชาตกฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ทสพร-มหาราช) สพ.บ.                                  263/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           50 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน                                           ชาดก บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องรัก  ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                     ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ 3 หมวดราชจารีตโบราณผู้แต่ง                       จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2347-2411ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ความรู้ทั่วไปเลขหมู่                      089.95911 จ196ชสถานที่พิมพ์               พระนคร  สำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรปีที่พิมพ์                    2474ลักษณะวัสดุ               32 หน้าหัวเรื่อง                     ความรู้ทั่วไป                              รวมเรื่องภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกภาคที่ 3 หมวดราชจารีตโบราณ ว่าด้วยเรื่อง อากรค่าน้ำ อากรไม้ปกำใบและน้ำมัน พิกัดเงินตรา การใช้เบี้ย พิกัดทองคำ ตราภูมิคุ้มห้าม ดวงตราที่ใช้ในตราภูมิ สักเลขหมายหมู่ ละคอนผู้หญิงของหลวง และนายบ่อนทดรองเงินให้ผู้เล่นเบี้ย    


พฺรยาสุนนฺทราช (พฺรยาสุนนฺทราช)  ชบ.บ.67/1-1ก  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)



//ร่องรอยแหล่งตีเหล็ก​สมัยล้านนา​ ในแอ่งที่ราบเชียงใหม่​-ลำพูน//- เรียบเรียง​โดย​ นาย​ยอด​ดนัย​ สุขเกษม​ นัก​โบราณคดี​ปฏิบัติ​การ​ สำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​.- ช่วง​ 4-5 ปีที่ผ่านมา สำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​เชียงใหม่​ ได้ดำเนินการสำรวจแหล่งโลหกรรม​โบราณ​มาอย่างต่อเนื่อง​ ทำให้มีการค้นพบแหล่งถลุง​เหล็ก​โบราณ​หลายแห่งในแอ่งที่ราบเชียงใหม่​-ลำพูน​ ​กระจายตัวเกาะกลุ่มตามสายแร่เหล็ก​ เช่น​ กลุ่มดอยเหล็ก​ และกลุ่มแม่โถ​ เป็นต้น.-  หลักฐานที่ปรากฏ​แหล่งถลุงเหล็กเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า​ ราวช่วงพุทธ​ศตวรรษ​ที่​ 20​ -​ 23​ มีความต้องการทรัพยากรเหล็ก​ค่อนข้างมากจนถึงขนาดตั้งถิ่นฐาน​ชุมชนรอบบ่อเหมืองเหล็ก​โบราณเพื่อผลิตและใช้สอยทรัพยากร.- แต่อย่างไรก็ตาม การสำรวจที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีการค้นพบแหล่งผลิตเป็น​เครื่องมือหรือแหล่งตีเหล็ก​เลยแม้แต่แหล่งเดียว.- กระทั่งในช่วงต้นปี​ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา​ ทางทีมนักโบราณคดี​เริ่มได้ข้อมูล​มุขปาฐะพื้นถิ่น​ เกี่ยวกับชุมชนยุคก่อนสมัยพระเจ้ากาวิละ​ ทำหน้าที่ผลิตอาวุธ​เพื่อทำสงคราม​ ตั้งอยู่พื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองลำพูน .- ด้วยความร่วมมือในการทำงานระหว่าง​เจ้าหน้าที่สำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​ และ​ เครือข่าย​ อส.มศ.​ อำเภอเมืองลำพูน​ ทำให้มีการค้นพบร่องรอยชุมชนตีเหล็กโบราณ​ ในพื้นที่ตำบลมะเขือแจ้​ อำเภอเมือง​ จังหวัดลำพูน​ .- การสำรวจทางโบราณคดี​บริเวณ​ร่องรอยชุมชนตีเหล็กดังกล่าว พบหลักฐานสำคัญ​หลายประการ​ เช่น​ ตะกรันก้นเตาตีเหล็ก​ (phano-convex Slag)​ และหินลับเครื่องมือเหล็กจำนวนมาก​ กระจายตัวปะปนอยู่กับเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาล้านนาและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์​หมิง​อย่างหนาแน่น  .- หลักฐาน​ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงร่องรอยชุมชนช่างตีเหล็ก​ขนาดใหญ่​ ที่น่าจะตั้งถิ่นฐาน​อยู่บริเวณ​นี้ร่วมสมัยล้านนา​ ราวช่วงพุทธ​ศตวรรษ​ที่​ 20​ -​ 23​ นับ​เป็น​การค้นพบร่องรอยชุมชนช่างตีเหล็กโบราณ​แหล่งแรก ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเชิงลึกกันต่อไปในอนาคต#โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา


black ribbon.