ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,163 รายการ

สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.31/1-5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)




+++++ ปราสาทกู่กาสิงห์ +++++ ----- ปราสาทกู่กาสิงห์ ตั้งอยู่ภายในวัดบูรพากู่กาสิงห์ บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๙๖ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และประกาศขอบเขตพื้นที่โบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๑๗ ง หน้า ๑๕ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒ มีพื้นที่ประมาณ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๓๐.๕๖ ตารางวา ----- ชื่อ “กู่กาสิงห์” สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “กู่” ที่ชาวบ้านใช้เรียกโบราณสถานขอมที่มีลักษณะคล้ายสถูปหรือเจดีย์ ส่วนคำว่า “กา” อาจหมายถึง อีกา ซึ่งในอดีตบริเวณนี้มีอีกาอยู่จำนวนมาก ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่าตอนเย็นมักจะมีอีกาจำนวนมาก พากันมานอนที่หนองน้ำเรียกว่า หนองกานอน ส่วนคำว่า “สิงห์” อาจมาจากประติมากรรมรูปสิงห์ ๒ ตัว ที่เคยตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งประติมากรรมรูปสิงห์ถูกขโมยไป ในช่วง พ.ศ.๒๕๐๓ แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกปราสาทแห่งนี้ว่า “กู่กาสิงห์” สืบมาจนปัจจุบัน ----- ปราสาทกู่กาสิงห์ ลักษณะเป็นปราสาทอิฐสามหลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน สร้างหันหน้าไป ทางทิศตะวันออก มีผังการก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓๕ × ๕๐ เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบปราสาทประธานทั้ง ๔ ด้าน ตั้งอยู่ในแนวแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก ประกอบด้วยกลุ่มปราสาทประธาน ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปราสาทประธานอยู่ตรงกลางมีมุขกระสันเชื่อมกับมณฑป มีประตูและบันไดทางขึ้นทางด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว อีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก ถัดเข้าไปเป็นห้องครรภคฤหะ มีประติมากรรมโคนนทิ ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทประธานองค์กลาง ส่วนปราสาทด้านทิศเหนือและทิศใต้ เป็นเพียงห้องครรภคฤหะสำหรับประดิษฐานประติมากรรมรูปเคารพสำหรับประกอบพิธีกรรม มีบรรณาลัยตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้ง ๒ หลัง และมีโคปุระ (ซุ้มประตู) ทั้ง ๔ ด้าน ก่อด้วยศิลาแลงผสมอิฐ แต่สามารถใช้เข้าออกได้แค่ด้านทิศตะวันออกและด้านทิศตะวันตก ----- จากการขุดแต่งปราสาทกู่กาสิงห์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญจำนวนมาก เช่น ประติมากรรมพระคเณศ เศียรประติมากรรม ศิวลึงค์หินทราย แผ่นทองคำรูปดอกบัว ๘ กลีบ เครื่องประดับทองคำรูปนาค ๕ เศียร และ ชิ้นส่วนคานหามสำริดรูปนาค ๓ เศียร จากหลักฐานที่พบสามารถสันนิษฐานได้ว่าปราสาทกู่กาสิงห์ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ โดยกำหนดอายุจากรูปแบบการวางผังอาคาร ที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาทบาปวน รวมถึงความสอดคล้องของหลักฐานที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถานที่มีรูปแบบศิลปะร่วมสมัยกับตัวโบราณสถาน ได้แก่ ทับหลัง และเสาประดับกรอบประตู จึงสันนิษฐานว่า ปราสาทกู่กาสิงห์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ และโบราณสถานแห่งนี้ได้ใช้งานเรื่อยมาจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ (ศิลปะนครวัด – บายน) เนื่องจากพบหลักฐานเป็นเครื่องเคลือบเขมร และชิ้นส่วนยอดคานหามรูปเศียรพญานาคศิลปะเขมรแบบนครวัด นอกจากนี้ ปราสาทกู่กาสิงห์ น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับโบราณสถานอีก ๒ แห่ง ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ กู่โพนวิจ (อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ศิลปะคลัง – บาปวน) และกู่โพนระฆัง (อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยบายน) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สันนิษฐานว่ามีการรื้อศิลาแลงจากปราสาทกู่กาสิงห์ มาใช้ก่อสร้างกู่โพนระฆังเพื่อเป็นอโรคยศาล แสดงให้เห็นถึงการหมดความสำคัญของลัทธิไศวนิกายในชุมชนแห่งนี้ และหันมานับถือพุทธศาสนานิกายมหายานแทน ----- อ้างอิงจาก ----- ศิลปากร, กรม. โดย หน่วยศิลปากรที่ ๖. รายงานการขุดแต่งและค้ำยันโบราณสถานกู่กาสิงห์ บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๓๓. (อัดสำเนา) ศิลปากร, กรม. โดย สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด. ทำเนียบโบราณสถานขึ้นทะเบียนสำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด (พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๕๔๕). ขอนแก่น : บริษัทเพ็ญพรินติ้งจำกัด, ๒๕๕๖. โดย นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ  


ภาพเก่าเล่าเรื่อง  พระพุทธนวราชบพิตรประจำเมืองน่าน              พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดน่าน เมื่อ วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๒ จึงทรงพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในขณะนั้น คือ พล.ต.ต. ศรีศักดิ์ ธรรมรักษ์ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดน่าน หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ในปัจจุบัน              เพื่อเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดแห่งพุทธศาสนิกชน และนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับบรรดาพสกนิกรของพระองค์ในทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร โดยจังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่ ๑๓ ที่ได้รับพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร                ปัจจุบันประดิษฐาน ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน






ชื่อเรื่อง                                มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (หิมพานต์-ฉกษัตริย์)   สพ.บ.                                  417/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           72 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน                                           ชาดก บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทย-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ-รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.179/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  18 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 101 (80-85) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


กุสราชชาตก (กุสราชชาตก)  ชบ.บ.54/1-1  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง                                สลากริวิชาสุตฺต (สลากวิชาสูตร) สพ.บ.                                  319/2ข ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่                               พุทธศาสนา ลักษณะวัสดุ                           50 หน้า กว้าง 4.6 ซม. ยาว 58 ซม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                            บทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.275/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 70 หน้า ; 3.5 x 59 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 117  (232-239) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : กฐินเภทวินิจฺฉยกถา--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ผลการตรวจสอบโบราณสถานโคกพระ ซึ่งอยู่ในวัดโคกพระ บ้านหนองพยอม - สวนหอม ตำบลตะคุอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ๑. พื้นที่ที่พบหลักฐาน ตั้งอยู่ในเขตวัดโคกพระ บ้านสุขัง หมู่ ๙ ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านสุขังสภาพปัจจุบันภายในพื้นที่วัดเป็นพื้นที่ราบค่อนข้างสูง โดยมีระดับสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ ๑ เมตรตำแหน่งที่พบหลักฐานอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพื้นที่วัด ซึ่งมีต้นไม้ขนาดกลาง ขนาดเล็กและวัชพืชขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ ๒. หลักฐานโบราณวัตถุสำคัญที่พบ ได้แก่ หินทรายชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตู จำนวน ๓ ชิ้น วางซ้อนกันเป็นช่องประตู เป็นกรอบประตูตัวข้าง ๒ ชิ้น และกรอบประตูตัวบน ๑ ชิ้น ส่วนด้านล่างมีดินถมปิดทับอยู่ กรอบประตูทั้ง ๓ ชิ้น มีการสลักตกแต่งเป็นเส้นนูนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามรูปแบบที่พบทั่วไปในโบราณสถานที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมเขมรประเภทปราสาทหิน ซึ่งในเขตพื้นที่อำเภอปักธงชัยพบโบราณสถานประเภทนี้จำนวนหลายแห่ง นอกจากนี้ยังพบหลักฐานแท่งหินทรายรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๑ ชิ้น วางนอนอยู่บนพื้นดินใกล้กับตำแหน่งของกรอบประตูตัวข้าง หินทรายก้อนนี้มีร่องรอยการสลักตัวอักษรเป็นภาษาไทย อ่านเป็นใจความสำคัญได้ว่า “พระอนนท จารุวัณโน ภิกษุ สามเณร และชาวบ้านสุขัง ร่วมใจบูรณปฏิสังขรณ์ ๔ ก.พ.๒๕๒๕” ๓. จากการสำรวจตรวจสอบพื้นที่โดยรอบโบราณวัตถุดังกล่าว ไม่พบหลักฐานโบราณวัตถุหรือร่องรอยของซากโบราณสถานหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เพิ่มเติมอีก และพบว่ากรอบประตูทั้ง ๓ ชิ้น ไม่ได้มีลักษณะหรือมีร่องรอยการวางซ้อนประกอบกันเป็นชุดกรอบประตูของแท้ดั้งเดิม ตามรูปแบบและเทคนิควิธีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมรประเภทปราสาทหิน ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่า กรอบประตูทั้ง ๓ ชิ้น น่าจะถูกขนหรือเคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานปราสาทหินแห่งอื่น ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง และนำมาจัดวางประกอบซ้อนกันไว้ในพื้นที่ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๕ ๔. ฐานข้อมูลกรมศิลปากร ฐานข้อมูลสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา และฐานข้อมูลกลุ่มโบราณคดี ไม่พบข้อมูลว่าพื้นที่ที่พบหลักฐานนี้ เป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมเขมรประเภทปราสาทหิน หรือเป็นโบราณสถานประเภทอื่นๆ นายประพันธ์ เนื่องมัจฉา นายช่างสำรวจชำนาญงาน นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ นางสาวทัศนีย์ ศรีจรัสวัฒนชัย เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ นายอมรวุฒิ สังข์ศิลปชัย พนักงานขับรถยนต์


          วันศุกร์ ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๑๔.๓๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสำนักช่างสิบหมู่ พร้อมมอบแนวนโยบายในการทำงาน เพื่อสนองตอบภารกิจของกรมศิลปากร ในการนี้นายสุรัฐกิจ พีรพงศ์ศิลป ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ พร้อมผู้บริหารสำนักช่างสิบหมู่ ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมการทำงานในส่วนต่างๆ ของสำนักช่างสิบหมู่


black ribbon.