ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ
นอกจากประติมากรรมรูปหงส์ดินเผาแล้ว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่องค์ความรู้ เรื่อง ประติมากรรมดินเผารูปหงส์จากโบราณสถานวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชร) เมืองกำแพงเพชรยังพบประติมากรรมรูปหงส์สำริดลงรักปิดทองที่ใช้ประดับบนยอดเสา โดยมีลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ ส่วนหัวมีหงอนสลักลายไทยพลิ้วลู่ลม ลำคอยาวระหง ลำตัวสลักลวดลายเลียนแบบลายของลำแพนหางนกยูง ปีกแผ่กว้าง หางสลักลายกระหนกเปลวอย่างอ่อนช้อย สง่า งดงามทั้งลำตัว ยืนบนฐานบัวหงายซ้อนกลีบอย่างประณีต หงส์เป็นสัตว์ในจินตนาการและสัตว์ชั้นสูงที่มักปรากฏในวรรณคดี ตำนาน รวมทั้งคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู สมัยโบราณอาจใช้ห้อยโคมไฟตามทางด้านหน้าอุโบสถของวัดสำคัญและในวัง หรืออาจใช้แขวนตุง (ธง) ซึ่งมักพบอยู่ตามวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย ทั้งนี้คงมีคติในการสร้างเพื่อถวายวัดเป็นพุทธบูชา โดยเชื่อว่าจะทำให้เกิดอานิสงส์ผลบุญแก่ผู้สร้างถวายเอง และยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ประติมากรรมรูปหงส์ประดับบนยอดเสาที่พบในจังหวัดกำแพงเพชร ได้แก่ วัดหงษ์ทอง ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี วัดปราสาท ตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร และวัดอัมพาพนาราม (วัดวังไทร) ตำบลวังไทร อำเภอคลองขลุง ซึ่งหงส์ประดับยอดเสาของวัดอัมพาพนารามได้จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร โดยพระครูบาน บุญญโชโต เจ้าอาวาสวัดอัมพาพนารามขณะนั้น มอบให้เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๕ กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ ศิลปะรัตนโกสินทร์ -------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร -------------------------------------บรรณานุกรม- กัญญรัตน์ เวชชศาสตร์. การศึกษาเรื่องหงส์จากศิลปกรรมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๕๐. - ศิลปากร, กรม. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๗.
แหล่งโลหกรรมสมัยโบราณ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า มีแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งเตาภาชนะดินเผาสำคัญ ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ อีกทั้งมีแหล่งตัดหินทรายสำคัญที่ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างปราสาทหินพนมรุ้ง รวมไปถึงปราสาทหินต่างๆ ที่พบในแถบพื้นที่ใกล้เคียง แต่น้อยคนที่จะทราบว่าในพื้นที่อำเภอบ้านกรวดนั้นยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตเหล็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตเหล็กที่ไม่ใช้แร่เหล็กตามธรรมชาติ แต่เป็นการใช้เม็ดแลง (Laterite) ที่พบได้มากในพื้นที่อำเภอบ้านกรวดเท่านั้น การศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่บ้านกรวด เริ่มขึ้นเมื่อพ.ศ. 2530 ในโครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยกองโบราณคดี ได้สำรวจพบว่าในพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวดมีเนินดินรูปร่างไม่สม่ำเสมอตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านเขาดินใต้ รวมถึงโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับการถลุงเหล็ก ได้แก่ ตะกรันจากการถลุงเหล็ก ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วผิวดิน จึงทำให้เริ่มทราบกันว่าบ้านเขาดินใต้เป็นแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราณแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (ณัฏฐภัทร จันทวิช : 2532) รวมถึงในระหว่าง พ.ศ.2532 -2535 โครงการศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการถลุงเหล็กและการผลิตเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่าง ศาสตราจารย์อิจิ นิตตะ มหาวิทยาลัยคาโกชิมา ประเทศญี่ปุ่น รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ชลิต ชัยครรชิต จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ชลิต ชัยครรชิต 2540 : 35) ได้สำรวจร่องรอยการถลุงเหล็กในพื้นที่เนินดินทางทิศใต้ของหมู่บ้านเขาดินใต้ เป็นเนินดินที่เกิดจากการทับถมของตะกรันจากการถลุงเหล็ก ต่อมาใน พ.ศ.2548 โครงการวิจัยเรื่องการค้นหาและพัฒนาสารสนเทศภูมิศาสตร์ของถนนสมัยโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมี พอ.ผศ.ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ และ ผศ.ดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน จากกรมศิลปากร และ รศ.ดร.สุรพล นาถะพินถุ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทำการสำรวจเพิ่มเติมที่แหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราณ รวมทั้งแหล่งเตาเผาภาชนะดินเผาสมัยโบราณที่กระจายตัวอยู่ในเขตอำเภอบ้านกรวด ซึ่งผลจากการสำรวจนี้ได้ค้นพบและระบุแหล่งโลหกรรมในเขตพื้นที่อำเภอบ้านกรวดได้ถึง 67 แหล่ง (สุรัตน์ เลิศล้ำ และคณะ : 2550 – 2551 : 22) ในปีพ.ศ.2550 และ พ.ศ.2551 โครงการวิจัยเรื่องการค้นหาและพัฒนาสารสนเทศภูมิศาสตร์ของถนนโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระยะที่สอง ได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราณบ้านเขาดินใต้ จำนวน 2 ครั้ง และทำการขุดค้นที่แหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราญบ้านสายโท 7 ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด ในปีพ.ศ. 2553 โดยนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างเพื่อหาค่าอายุจากแหล่งโลหกรรมที่บ้านเขาดินใต้ กำหนดอายุได้ราว 200 AD หรือราว 1,800 ปีมาแล้ว (Pira Venunan:2015) โดยเป็นการถลุงเหล็กโดยใช้ Laterite เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเหล็กของพื้นที่ ในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2563 ได้มีการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านหนองจิก ในเขตตำบลบ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด ในโครงการศึกษารูปแบบภาชนะดินเผาเพื่อบรรจุภัณฑ์ในวัฒนธรรมเขมร โดย ดร.ภัคพดี อยู่คงดี ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร และคณะ ก็ได้พบร่องรอยหลักฐานของการถลุงเหล็กในพื้นที่ดำเนินงานเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิเคราะห์และการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด เนินดินซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเนินเตาถลุงเหล็ก และเตาเผาภาชนะดินเผาหลายแห่งที่เคยสำรวจพบ ได้ถูกทำลายลง เนื่องจากการเติบโตของชุมชน และความต้องการขยายพื้นที่เกษตรกรรม ภาพซากเตาถลุงเหล็กจากแหล่งโบราณคดีบ้านเขาดินใต้ อำเภอบ้านกรวด ตัวอย่างเนินดินซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเนินเตาถลุงเหล็กแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านกรวด ซึ่งกำลังจะถูกทำลายลง---------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : อิสราวรรณ อยู่ป้อม นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี---------------------------------------
✦ประวัติเมืองบางพาน✦
.
“เมืองบางพาน” ตั้งอยู่ที่บ้านวังพาน ตำบลเขาคีรีส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เป็นชุมชนโบราณที่มีลักษณะเมืองค่อนข้างกลม มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ๓ ชั้น ภายในเมืองพบซากโบราณสถานขนาดเล็ก มีสภาพเป็นกองศิลาแลง ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองมีเขานางทอง บนยอดเขามีซากโบราณสถานและฐานพระเจดีย์ทรงดอกบัวตูม
.
ภายในเมืองบางพานแม้ว่าจะพบซากโบราณสถานขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเมือง แต่ความสำคัญของชุมชนแห่งนี้คือ เป็นเมืองที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อกับกรุงสุโขทัยและเมืองอื่นได้สะดวก ตลอดจนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางที่ราบลุ่มซึ่งเพาะปลูกได้ผลดี ด้วยเหตุนี้ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลายหลักจึงกล่าวถึงชื่อเมืองแห่งนี้
.
ศิลาจารึกหลักที่ ๒ (จารึกนครชุม) กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อสิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง บ้านเมืองในแคว้นสุโขทัยเกิดความแตกแยก เมืองสำคัญอย่างเมืองเชียงทอง เมืองคณฑี เมืองบางพาน เมืองพระบาง
ต่างแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงสุโขทัย จนพระมหาธรรมราชาลิไทขึ้นครองราชย์ จึงได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง และให้ความสำคัญของเมืองบางพานเอาไว้เทียบเท่ากับเมืองใหญ่ ๆ ในยุคนั้น ด้วยการจำลองรอยพระพุทธบาทมาประดิษฐานไว้บนยอดเขานางทอง พร้อมกับเมืองอื่น ๆ อีกสามแห่งคือ เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองพระบาง (นครสวรรค์)
.
เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) ทรงอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชจากลังกาทวีปให้มาจำพรรษา ที่กรุงสุโขทัยใน พ.ศ. ๑๙๐๔ ตามที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงนั้น พระมหาสามีสังฆราชได้เดินทางบกจากเมืองฉอด ผ่านเมืองเชียงทอง เมืองบางจันทร์ เมืองบางพาน ถึงเมืองสุโขทัย
.
ปลายรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) พระองค์เสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏพร้อมกับชาวเมืองต่าง ๆ ที่เป็นเมืองบริวารของสุโขทัย ซึ่งรวมทั้งเมืองบางพานด้วย
.
นอกจากจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงเมืองบางพานแล้ว ยังมีจารึกฐานพระอิศวร (พ.ศ. ๒๐๕๓) ที่กล่าวถึงพระยาศรีธรรมมาโศกราช เจ้าเมืองกำแพงเพชร ได้สั่งให้มีการขุดลอกท่อปู่พระยาร่วงเพื่อนำน้ำจากแม่น้ำปิงเมืองกำแพงเพชรไปช่วยการทำนาที่เมืองบางพาน หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า เมืองพานน่าจะเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการซ่อมแซมท่อปู่พระยาร่วงเพื่อให้ส่งน้ำไปยังเมืองบางพาน
เตาที่ใช้เผาเครื่องสังคโลกที่พบจากเมืองศรีสัชนาลัยและเมืองสุโขทัยมีอยู่ด้วยกัน ๒ ชนิดคือ
"เตาประทุน" เป็นเตาที่ระบายความร้อนในแนวนอน ลักษณะเตามีรูปร่างรี พื้นเรียบแบน ก่อหลังคาโค้งบรรจบกันคล้ายประทุนเรือ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เตาประทุน” มักวางตัวลาดเอียงจากส่วนหน้าขึ้นไปยังส่วนท้ายประมาณ ๑๐ - ๓๐ องศา ส่วนประกอบของเตาประทุนแบ่งเป็น ห้องใส่ไฟ อยู่ส่วนหน้าในระดับต่ำที่สุด ตอนหน้ามีช่องใส่ไฟเจาะเป็นช่องโค้งรูปเกือกม้า ถัดมาเป็น ห้องบรรจุภาชนะ อยู่บริเวณตอนกลางเตา เป็นส่วนที่กว้างที่สุดและลาดเทจากส่วนหน้าเตาไปยังปล่องไฟ บนพื้นมักโรยทรายหนาประมาณ ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร เพื่อใช้ฝังกี๋ท่อสำหรับรองรับภาชนะ และ ปล่องไฟ เป็นส่วนสุดท้ายของเตามีรูปร่างกลม
ที่มาของภาพ : กลุ่มเตาเผาสังคโลกหมายเลข ๖๑ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
ส่วน "เตาตะกรับ" เป็นเตาที่ระบายความร้อนในแนวดิ่ง ลักษณะเตามีรูปร่างกลม ส่วนประกอบของเตาตะกรับมีอยู่ ๒ ส่วนคือ ห้องบรรจุภาชนะ อยู่ตอนบนสุด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ เมตร ใช้วางภาชนะที่จะเผาแล้วใช้เศษภาชนะดินเผาวางสุมทับด้านบนอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้ความร้อนไหลผ่านกลุ่มภาชนะได้ช้าลงและ ห้องใส่ไฟ เป็นบริเวณใส่เชื้อเพลิงเพื่อให้ความร้อนลอยขึ้นสู่ด้านบนมักมีช่องใส่เชื้อเพลิงยื่นออกมาด้านหน้าเพื่อใส่เชื้อเพลิงได้สะดวกและกันความร้อนในเตาให้ไหลสู่ด้านบนได้มากขึ้น ระหว่างห้องบรรจุภาชนะและปล่องไฟจะมีแผ่นดินเหนียวกลมหนาประมาณ ๑๕ - ๒๐ เซนติเมตร เจาะรูกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ - ๑๐ เซนติเมตร จำนวนมากคั่นอยู่ เรียกว่า “แผ่นตะกรับ” ทำหน้าที่ให้ความร้อนไหลผ่านจากด้านล่างสู่ห้องบรรจุภาชนะด้านบนมักวางอยู่บนค้ำยันที่ทำจากดินเหนียวอยู่เบื้องล่างภายในพื้นที่ห้องใส่ไฟ
ที่มาของภาพ : กลุ่มเตาเผาสังคโลกหมายเลข ๖๑ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
ชื่อเรื่อง พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประวัติศาสตร์เลขหมู่ 923.1593 จ657ดปสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์กรมรถไฟ ปีที่พิมพ์ 2493ลักษณะวัสดุ 79 หน้า หัวเรื่อง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค), สมเด็จเจ้าพระยา ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์, พล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ปรีดา (ก๊กโป๊) วีรเปรม ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อก่อนเสวยราชย์ ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
เที่ยวเพลินเดินชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : รู้จักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
ตอนที่ ๒ โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ได้จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นจำนวนมาก วันนี้จึงได้ยกตัวอย่างโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร จำนวน ๕ รายการ ซึ่งสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ยกเว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๗.
เลขทะเบียน : นพ.บ.112/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 5.4 x 55.3 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 63 (192-196) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : 8 หมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ (8 หมื่น)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.143/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 86 (346-361) ผูก 9 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺปฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม
พบจากเจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม พบจากเจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรม ยืนแบบสมภังค์ (ยืนตรง) อุษณีษะเป็นกะเปาะสูง เม็ดพระศกใหญ่ พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปนเหลือบลงต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา อมยิ้มเล็กน้อย พระกรรณยาว ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา จีวรบางแนบพระวรกาย ปรากฏจีวรตกจากข้อพระกรซ้ายทิ้งชายลงเบื้องหน้า ขอบสบงยาวถึงข้อพระบาท พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้นยึดชายจีวรระดับบั้นพระองค์
พระพุทธรูปยืนหย่อนพระชานุขวา ยื่นฝ่าพระบาทขวาออกมาหน้าฝ่าพระบาทซ้ายเล็กน้อย ต่างจากพระพุทธรูปสมัยทวารวดีโดยทั่วไปที่มักยืนตรง และพระบาททั้งสองข้างวางเสมอกัน ทั้งนี้อาจคลี่คลายจากการยืนแบบตริภังค์ของพระพุทธรูปซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ แต่ลักษณะของพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นแบบพื้นเมืองทวารวดีอย่างแท้จริงแล้ว จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)
พระพุทธรูปยืนสมัยทวารวดีที่ครองจีวรห่มเฉียง พบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับพระพุทธรูปครองจีวรห่มคลุม และไม่ปรากฏในพระพุทธรูปขนาดใหญ่สลักด้วยหิน แต่พบเฉพาะในกลุ่มพระพุทธรูปสำริด และพระพิมพ์ พระพุทธรูปในกลุ่มนี้มักจะแสดงวิตรรกมุทราด้วยพระหัตถ์ขวา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยึดชายจีวรในระดับบั้นพระองค์หรือปล่อยลงข้างพระวรกาย พบทั้งที่ยืนตริภังค์และยืนสมภังค์
นอกจากพระพุทธรูปสำริดองค์นี้แล้ว ที่เจดีย์หมายเลข ๓ ยังพบพระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรมครองจีวรห่มเฉียงอีกองค์หนึ่ง รวมทั้งพระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรมครองจีวรห่มเฉียง จากเจดีย์หมายเลข ๒ และ เจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.