ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 48,852 รายการ

สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ขอแสดงความยินดีกับ นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ ตำแหน่งหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย และนายนุกูล ดงสันเทียะ ตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญงาน ข้าราชการพลเรือนสังกัดสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ปฎิบัติงานดีเด่นในสังกัดกรมศิลปากร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เนื่องในโอกาส ๑๑๔ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร



จากแผ่นจารึกในแผ่นศิลา เรื่องมหาสงกรานต์ กล่าวถึงเรื่องราวของเศรษฐีคนหนึ่งผู้มีสมบัติมากมายแต่ไม่มีบุตร อยู่บริเวณใกล้บ้านกับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน มักกล่าววาจาเยาะเย้ยดูแคลนด้วยคำหยาบคาย ดูหมิ่นในทำนองว่าถึงจะรวยอย่างไรแต่ก็ไม่มีบุตรสืบสกุลตายไป สมบัติก็สูญเปล่า หลังจากนั้นเศรษฐีรู้สึกเสียหน้าจึงได้บวงสรวงพระจันทร์และพระอาทิตย์ ตั้งจิตอธิษฐานเมื่อเวลาผ่านไปสามปีก็ยังไร้วี่แววที่จะมีบุตร ต่อมาพอถึงช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษในวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของชาวชมพูทวีป เศรษฐีได้พาบริวารไปอธิษฐานขอบุตรตรงต้นไทรริมฝั่งน้ำ และได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงข้าวบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรตลอดจนบวงสรวงด้วยดนตรีประโคม ซึ่งรุกขเทวดาเกิดความเมตตาได้เห็นใจเศรษฐี จึงไปขอเข้าเฝ้าพระอินทร์ ท่านจึงเมตตาประทาน “ธรรมบาลเทวบุตร” ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดจึงชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร” พร้อมได้ปลูกปราสาท ๗ ชั้น ไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย เมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ภาษานก และเรียนไตรเภท ซึ่งเป็นคัมภีร์แสดงลัทธิไสยศาสตร์ดั้งเดิมของพราหมณ์ ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท จบเมื่ออายุเพียง ๗ ขวบ ต่อมา เป็นอาจารย์ด้านมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง ในขณะเดียวกันนั้นทำให้ท้าวกบิลพรหม เป็นผู้ทำหน้าที่แสดงในเรื่องของมงคลการทั้งปวงแก่มนุษย์อยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดความไม่พอใจลงมาท้าธรรมบาลกุมารให้ตอบปริศนาสามข้อ โดยมีข้อแม้ว่าหากธรรมบาลกุมารตอบได้ให้ตัดศีรษะท้าวกบิลพรหมเสีย แต่หากตอบไม่ได้ธรรมบาลกุมารก็จะโดนตัดศีรษะเช่นกัน โดยปริศนาดังกล่าวมีอยู่ว่า           ข้อที่ ๑ เช้า ราศีอยู่ที่ใด           ข้อที่ ๒ เที่ยง ราศีอยู่ที่ใด           และ ข้อที่ ๓ ค่ำ ราศีอยู่ที่ใด ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ทำให้ธรรมบาลกุมารขอผลัดกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา ๗ วัน ธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบตลอดระยะเวลา ๖ วัน ปรากฏว่าเวลาล่วงถึงวันที่ ๖ ก็ยังคิดหาคำตอบไม่ได้ จึงคิดจะหลบหนี จากนั้นก็ออกไปนอกปราสาท ระหว่างทางได้พักนอนอยู่ใต้ต้นตาล และคิดในใจว่าขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม ขณะนั้นได้ยินเสียงนกอินทรีสองผัวเมียเกาะทำรังอยู่ และได้ยินนกอินทรีคุยกัน โดยที่นางนกอินทรีถามสามีว่าพรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่าเราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร เพราะตอบปริศนาไม่ได้ เป็นเหตุให้ท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย แล้วนางนกอินทรีคำตอบคืออะไรเพราะนางนกอินทรีก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ฝ่ายสามีนกอินทรีเฉลยว่า ข้อที่ ๑ ตอนเช้า ราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าทุก ๆ เช้า ข้อที่ ๒ ตอนเที่ยง ราศีอยู่ที่อก มนุษย์จึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ข้อที่ ๓ ตอนค่ำ ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารได้ยินและสามารถเรียนรู้ภาษานกและเรียนไตรเพทได้เป็นอย่างดี จึงสามารถตอบปริศนาได้ เมื่อครบ ๗ วัน ท้าวกบิลพรหมมาตามสัญญา ธรรมบาลกุมารจึงตอบคำถามกับท้าวกบิลพรหมและสามารถตอบคำถามได้ ทำให้ท้าวกบิลพรหม จึงต้องตัดศีรษะ บูชาธรรมบาลกุมาร แต่ก่อนจะตัดศีรษะ ท้าวกบิลพรหมตรัสเรียกธิดาทั้ง ๗ อันเป็นบาทบาจาริกา (แปลว่านางบำเรอแทบเท้าหรือสนม) ของพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน ท้าวกบิลพรหมบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร หากตั้งไว้ในแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก หากทิ้งในอากาศฝนก็จะแล้ง หรือถ้าหากทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง  ดังนั้นจึงขอให้ธิดาทั้ง ๗ นำพานมารองรับแล้วก็ตัดเศียรนี้ไว้ให้นางทุงษะเทวี ผู้เป็นธิดาองค์โต แล้วให้บรรดาเทพบริวารแห่ประทักษิณโดยรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วเชิญเข้าประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุลี ณ เขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ ครั้นถึงกำหนด ๓๖๕ วัน หรือพอเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้งเจ็ดก็จะทรงพาหนะต่างๆ พร้อมด้วยเทพบริวาร ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกระบิลพรหมออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกๆ ปี  โดยที่เทพธิดาทั้งเจ็ดนี้ปรากฏในวันมหาสงกรานต์ เป็นประจำ จึงชื่อว่า “นางสงกรานต์” จากความเป็นมาดังกล่าวในสมัยโบราณ อาจเป็นเพียงอุบายอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนที่ไม่รู้หนังสือหรือวันเดือนปี จะได้รับรู้โดยทั่วกันว่าวันไหน คือวันมหาสงกรานต์ หรือวันไหนที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ แม้กระทั่งในวันขึ้นปีใหม่ ตามสุริยคติตรงกับวันใด ผ่านนางสงกรานต์ทั้ง ๗ นาง ตรงกับวันใด เวลาใด ทั้งนี้นางสงกรานต์ก็จะมีนาม เครื่องประดับ อาหาร อาวุธ และพาหนะที่เป็นสัตว์ประจำของตนเองในแต่ละอย่างนั่นเอง... เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘,          จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=979209954308839&set=a.430531609176679&locale=th_TH, ๒๕๖๘. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  ประเพณีสงกรานต์.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๖๔. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  สงกรานต์...สืบสานประเพณีไทย สุขใจ...ไทยทั่วหล้า.  กรุงเทพฯ: กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๘. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  จารึกเรื่องมหาสงกรานต์.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/search


จากแผ่นจารึกในแผ่นศิลา เรื่องมหาสงกรานต์ กล่าวถึงเรื่องราวของเศรษฐีคนหนึ่งผู้มีสมบัติมากมายแต่ไม่มีบุตร อยู่บริเวณใกล้บ้านกับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน มักกล่าววาจาเยาะเย้ยดูแคลนด้วยคำหยาบคาย ดูหมิ่นในทำนองว่าถึงจะรวยอย่างไรแต่ก็ไม่มีบุตรสืบสกุลตายไป สมบัติก็สูญเปล่า หลังจากนั้นเศรษฐีรู้สึกเสียหน้าจึงได้บวงสรวงพระจันทร์และพระอาทิตย์ ตั้งจิตอธิษฐานเมื่อเวลาผ่านไปสามปีก็ยังไร้วี่แววที่จะมีบุตร ต่อมาพอถึงช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษในวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของชาวชมพูทวีป เศรษฐีได้พาบริวารไปอธิษฐานขอบุตรตรงต้นไทรริมฝั่งน้ำ และได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงข้าวบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรตลอดจนบวงสรวงด้วยดนตรีประโคม ซึ่งรุกขเทวดาเกิดความเมตตาได้เห็นใจเศรษฐี จึงไปขอเข้าเฝ้าพระอินทร์ ท่านจึงเมตตาประทาน “ธรรมบาลเทวบุตร” ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดจึงชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร” พร้อมได้ปลูกปราสาท ๗ ชั้น ไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย เมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ภาษานก และเรียนไตรเภท ซึ่งเป็นคัมภีร์แสดงลัทธิไสยศาสตร์ดั้งเดิมของพราหมณ์ ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท จบเมื่ออายุเพียง ๗ ขวบ ต่อมา เป็นอาจารย์ด้านมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง ในขณะเดียวกันนั้นทำให้ท้าวกบิลพรหม เป็นผู้ทำหน้าที่แสดงในเรื่องของมงคลการทั้งปวงแก่มนุษย์อยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดความไม่พอใจลงมาท้าธรรมบาลกุมารให้ตอบปริศนาสามข้อ โดยมีข้อแม้ว่าหากธรรมบาลกุมารตอบได้ให้ตัดศีรษะท้าวกบิลพรหมเสีย แต่หากตอบไม่ได้ธรรมบาลกุมารก็จะโดนตัดศีรษะเช่นกัน โดยปริศนาดังกล่าวมีอยู่ว่า           ข้อที่ ๑ เช้า ราศีอยู่ที่ใด           ข้อที่ ๒ เที่ยง ราศีอยู่ที่ใด           และ ข้อที่ ๓ ค่ำ ราศีอยู่ที่ใด ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ทำให้ธรรมบาลกุมารขอผลัดกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา ๗ วัน ธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบตลอดระยะเวลา ๖ วัน ปรากฏว่าเวลาล่วงถึงวันที่ ๖ ก็ยังคิดหาคำตอบไม่ได้ จึงคิดจะหลบหนี จากนั้นก็ออกไปนอกปราสาท ระหว่างทางได้พักนอนอยู่ใต้ต้นตาล และคิดในใจว่าขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม ขณะนั้นได้ยินเสียงนกอินทรีสองผัวเมียเกาะทำรังอยู่ และได้ยินนกอินทรีคุยกัน โดยที่นางนกอินทรีถามสามีว่าพรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่าเราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร เพราะตอบปริศนาไม่ได้ เป็นเหตุให้ท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย แล้วนางนกอินทรีคำตอบคืออะไรเพราะนางนกอินทรีก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ฝ่ายสามีนกอินทรีเฉลยว่า ข้อที่ ๑ ตอนเช้า ราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าทุก ๆ เช้า ข้อที่ ๒ ตอนเที่ยง ราศีอยู่ที่อก มนุษย์จึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ข้อที่ ๓ ตอนค่ำ ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารได้ยินและสามารถเรียนรู้ภาษานกและเรียนไตรเพทได้เป็นอย่างดี จึงสามารถตอบปริศนาได้ เมื่อครบ ๗ วัน ท้าวกบิลพรหมมาตามสัญญา ธรรมบาลกุมารจึงตอบคำถามกับท้าวกบิลพรหมและสามารถตอบคำถามได้ ทำให้ท้าวกบิลพรหม จึงต้องตัดศีรษะ บูชาธรรมบาลกุมาร แต่ก่อนจะตัดศีรษะ ท้าวกบิลพรหมตรัสเรียกธิดาทั้ง ๗ อันเป็นบาทบาจาริกา (แปลว่านางบำเรอแทบเท้าหรือสนม) ของพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน ท้าวกบิลพรหมบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร หากตั้งไว้ในแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก หากทิ้งในอากาศฝนก็จะแล้ง หรือถ้าหากทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง  ดังนั้นจึงขอให้ธิดาทั้ง ๗ นำพานมารองรับแล้วก็ตัดเศียรนี้ไว้ให้นางทุงษะเทวี ผู้เป็นธิดาองค์โต แล้วให้บรรดาเทพบริวารแห่ประทักษิณโดยรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วเชิญเข้าประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุลี ณ เขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ ครั้นถึงกำหนด ๓๖๕ วัน หรือพอเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้งเจ็ดก็จะทรงพาหนะต่างๆ พร้อมด้วยเทพบริวาร ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกระบิลพรหมออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกๆ ปี  โดยที่เทพธิดาทั้งเจ็ดนี้ปรากฏในวันมหาสงกรานต์ เป็นประจำ จึงชื่อว่า “นางสงกรานต์” จากความเป็นมาดังกล่าวในสมัยโบราณ อาจเป็นเพียงอุบายอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนที่ไม่รู้หนังสือหรือวันเดือนปี จะได้รับรู้โดยทั่วกันว่าวันไหน คือวันมหาสงกรานต์ หรือวันไหนที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ แม้กระทั่งในวันขึ้นปีใหม่ ตามสุริยคติตรงกับวันใด ผ่านนางสงกรานต์ทั้ง ๗ นาง ตรงกับวันใด เวลาใด ทั้งนี้นางสงกรานต์ก็จะมีนาม เครื่องประดับ อาหาร อาวุธ และพาหนะที่เป็นสัตว์ประจำของตนเองในแต่ละอย่างนั่นเอง... เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘,         จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=979209954308839&set=a.430531609176679&locale=th_TH, ๒๕๖๘. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  ประเพณีสงกรานต์.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๖๔. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  สงกรานต์...สืบสานประเพณีไทย สุขใจ...ไทยทั่วหล้า.  กรุงเทพฯ: กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๘. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  จารึกเรื่องมหาสงกรานต์.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/search


         นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมศิลปากร” เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ ตลอดระยะเวลา ๑๑๔ ปี กรมศิลปากรได้ทำหน้าที่ดูแล ปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริม สืบทอด สร้างสรรค์ และเผยแพร่องค์ความรู้ในงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานนาฏศิลป์และดนตรี งานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ งานด้านภาษา เอกสาร และหนังสือ งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและช่างศิลป์ไทย รวมไปถึงงานสนับสนุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมศิลปากร          ปัจจุบันกรมศิลปากร เป็นหน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มีที่ทำการของหน่วยงานส่วนกลางตั้งอยู่ที่อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ และยังมีหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ คือ สำนักการสังคีต ตั้งอยู่บริเวณถนนราชินี สำนักหอสมุดแห่งชาติและสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตั้งอยู่บริเวณถนนสามเสน และสำนักช่างสิบหมู่ ตั้งอยู่บริเวณถนนพุทธมณฑล สาย ๕ จังหวัดนครปฐม นอกจากนี้ยังมีสำนักศิลปากรที่ ๑ - ๑๒ ดูแลในส่วนภูมิภาค


วันพุธที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๘ นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เข้าร่วมโครงการเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์การบริการพิเศษ ISSN ISBN และจดแจ้งการพิมพ์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ เรื่อง การฝึกอบรมการให้บริการจดแจ้งการพิมพ์ผ่านระบบ e-service โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิด และนางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ


หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ในโครงการ Read Me Around @NL.CNX ให้แก่ โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนสันทรายวิทยาคม ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียนในพื้นที่สร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพผ่านการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ให้กับเยาวชนไทยต่อไป


วันที่ 26 มีนาคม 2568 นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ เข้าร่วมโครงการเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์การบริการพิเศษ ISSN ISBN และจดแจ้งการพิมพ์ ประจำปีพุทธศักราช 2568 เรื่อง การฝึกอบรมการให้บริการจดแจ้งการพิมพ์ผ่านระบบ e-service โดยมี นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิด และมี นางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และประชาสัมพันธ์การบริการจดแจ้งการพิมพ์ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย บุคลากรกรมศิลปากร บุคลากรจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ เจ้าหน้าที่งานจดแจ้งการพิมพ์ทั้งส่วนกลาง และสำนักศิลปากรที่ 1 - 12 ในส่วนภูมิภาค สำนักพิมพ์ เจ้าของ หรือผู้แทนจากสื่อสิ่งพิมพ์



กองเทพ เคลือบพณิชกุล.  พจนานุกรมสุภาษิตไทย.  กรุงเทพฯ: อักษรวัฒนา, [2531].  247 หน้า.  24 บาท.           เป็นหนังสือที่รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ สุภาษิตไทย พุทธศาสนสุภาษิต สำนวนไทย - คำพังเพย สุภาษิตไทยเปรียบเทียบ – สุภาษิตต่างประเทศ จัดเรียงลำดับตามตัวอักษรพยัญชนะไทย ก - ฮ ในภาคผนวก อธิบายความหมาย  สุภาษิต, สำนวน และคำพังเพย ของไทย และ คำคม คติพจน์ คำขวัญ           อ         398.8         ก351พ           ห้องค้นคว้า        มี.ค.68           


เฉลี่ยว เอี่ยมตระกูล.  ปทานุกรมคำพังเพยจีน วันละคำ.  กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2531.  66 หน้า.  70 บาท.           หนังสือที่รวบรวมคำพังเพยจีนไว้ด้วยกัน  คำพังเพยเล่มนี้แปลจาก จีน - ไทย  จำนวน 366 คำพังเพย ภายในเล่ม คำนิยม คำนำ และ คำพังเพยในแต่ละคำประกอบด้วย 2 แถว ซ้าย เป็น คำอ่าน คำพังเพยจีน  ขวา  คำอธิบาย และ ยกตัวอย่างคำเปรียบเทียบในวงเล็บ ตั้งแต่ คำพังเพย 1-366 คำ           อ         808.82         ป152ฉ           ห้องค้นคว้า         เดือน มี.ค.68


  พจนานุกรมฉบับมติชน.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2547.  1,061 หน้า.  ภาพประกอบ.  780 บาท           หนังสือรวบรวมคำศัพท์และความหมายของคำ จัดเรียงตามตัวอักษร ก-ฮ เนื้อหา ประกอบด้วย คำอธิบายวิธีเก็บและค้นคำ แต่ละคำศัพท์ ประกอบด้วย คำศัพท์ ความหมายคำศัพท์ คำย่อในวงเล็บหน้าคำนิยามแสดงลักษณะคำ คำย่อในวงเล็บหลังคำนิยามบอกที่มาของคำ คำย่อบอกลักษณะคำไวยากรณ์ คำย่อหนังสืออ้างอิง ส่วนภาคผนวก ให้ความรู้เกี่ยวกับอักษรโบราณ ความเป็นมาของพจนานุกรมไทย  ใครคิดเรียกชื่อ ก ไก่ - ฮ นกฮูก                 อ         495.913         พ174         ฉ.01- ฉ.02           ห้องค้นคว้า         เดือน มี.ค. 68  


กรุงเทพมหานคร.  เสาชิงช้า.  กรุงเทพฯ:  ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์, 2550.  131 หน้า.  ภาพประกอบ.           หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเป็นที่ระลึกในการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า เนื้อหาให้ข้อมูลประกอบด้วย ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย  พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย การบูรณสังขรณ์เสาชิงช้า เสาชิงช้า และ Abstract : The Giant Swing           อ         390.22         ก263ส           ห้องค้นคว้า         มี.ค.68  


ต่อพงศ์ เศวตามร์.  วาดรูป...วาดชีวิต 2498-2543.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2543.  299 หน้า.  ภาพประกอบ.                 หนังสือถ่ายทอดเรื่องราวอัตชีวประวัติและผลงานวาดภาพของนาย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ถึง สร้างวัดร่องขุ่น ภาพสุดท้ายของชีวิต และรวมผลงานมากมาย ในเล่มนี้ ได้แก่ ร่วมวาดภาพประกอบ ใน ผลงานภาพวาด บทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ภาพผลงาน ปี2519-2543 วัดร่องขุ่น ปี2540-2543 ผลงานชุดวาดภาพทำบุญ2           อ         927.5         ฉ419ตว           ห้องค้นคว้า          มี.ค. 68    


สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล.  สมุดภาพประวัติสลากกินแบ่งรัฐบาล (พ.ศ. 2482 - 2559).  กรุงเทพฯ: สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, 2559.  240 หน้า.          ภาพประกอบ.                       หนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติสลากกินแบ่งรัฐบาล และสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้เนื้อหาประกอบด้วย ลอตเตอรี่สยาม ตำนานลอตเตอรี่ไทย ลำดับสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย การพิมพ์สลากของสำนักพิมพ์ ศิลปะในการพิมพ์สลาก 2417-2559  และภารกิจของสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล การพิมพ์สลาก การจำหน่ายสลาก การออกรางวัล การจ่ายรางวัล และรวมภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลอดีต-ปัจจุบัน           อ         336.17060593         ส369ส                 ห้องค้นคว้า          มี.ค. 68  


black ribbon.