ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,809 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ใบมีดสัมฤทธิ์ (เกอ)
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ประวัติ [ชิ้นที่ ๑] พระยาอรรคฮาดได้มาจากเมืองเชียงคาน มณฑลอุดร (อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย) ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย
[ชิ้นที่ ๒] พระพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองเมืองน่านถวาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔
[ชิ้นที่ ๓] พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ห้องก่อนประวัติศาสตร์ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ใบมีดยาว ปลายโค้งลงเล็กน้อย มีส่วนเดือยสำหรับเสียบเข้ากับด้ามไม้ ในวัฒนธรรมจีนเรียกอาวุธลักษณะนี้ว่า “เกอ” จัดเป็นอาวุธประเภท หอกหรือง้าว (Dagger-Axe) ในประเทศไทยพบอาวุธลักษณะดังกล่าวกระจายอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน (จังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์) และในพื้นที่ลุ่มน้ำเลย (จังหวัดเลย) ซึ่งน่าจะแพร่เข้ามาผ่านเส้นทางลำน้ำโขง หรือเส้นทางคมนาคมระหว่างบ้านเมืองในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทยกับบ้านเมืองทางจีนตอนใต้
เกอ เป็นอาวุธสัมฤทธิ์ ที่ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน ในวัฒนธรรม “เอ้อหลี่โถว” (อายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว) บริเวณทางตะวันตกมณฑลเหอหนานและทางตอนใต้ของมณฑลส่านซี พบโบราณวัตถุเครื่องสัมฤทธิ์ประเภทต่าง ๆ ทั้งอาวุธ ภาชนะ และเครื่องดนตรี อย่างไรก็ตามอาวุธสัมฤทธิ์ที่พบยังมีจำนวนไม่มากนัก กระทั่งเข้าสู่สมัยราชวงศ์ซัง (๑,๗๐๐–๑,๐๒๗ ปีก่อนคริสตกาล) และราชวงศ์โจว (๑,๐๒๗–๒๕๖ ปีก่อนคริสตกาล) พบว่าเป็นช่วงที่มีการทำอาวุธสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมากรวมถึงเกอด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการทำสงครามกันระหว่างรัฐ
ในช่วงเวลาดังกล่าว (ประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว) พัฒนาการชุมชนในประเทศไทยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ช่วงยุคเหล็ก (Iron Age) กล่าวคือ เป็นสังคมที่ดำรงชีพโดยการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ที่สืบเนื่องมาจากช่วงยุคสัมฤทธิ์ แต่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับการทำโลหะ เครื่องมือและอาวุธ เช่น หัวขวาน ใบหอก หัวลูกศร ฯลฯ (ส่วนวัตถุประเภทสัมฤทธิ์นั้น ส่วนมากปรากฏเป็นเครื่องประดับ) นอกจากนี้ในช่วงเวลานี้แหล่งโบราณคดีหลายแห่ง ปรากฏโบราณวัตถุที่มาจากท้องถิ่นอื่นหรือต่างวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางไกลกับชุมชนต่างภูมิภาค เช่น ลูกปัดแก้ว หินคาร์เนเลียน หินอาเกต กลองมโหระทึก เป็นต้น รวมถึง “เกอ” ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างบ้านเมืองในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันกับบ้านเมืองในวัฒนธรรมจีนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
อ้างอิง
กรมศิลปากร. จากบ้านสู่เมือง : รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย From Village to Early State : The Transformation of Culture in Our Land. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๖๑.
สุรพล นาถะพินธุ. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๐.
อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช. ประวัติศาสตร์ศิลปะจีนโดยสังเขป. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๒.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 16/6ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
แนะนำหนังสือน่าอ่านเรื่อง ประวัติเมืองระยองเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๓๐๘ วัน ยุทธการฟื้นคืนเอกราชประเทศสยาม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เฉลียว ราชบุรี. ประวัติเมืองระยองเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๓๐๘ วัน ยุทธการฟื้นคืนเอกราชประเทศสยาม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. ระยอง: ฟิน คอร์เปอเรชั่น, ๒๕๖๓. ๒๑๕ หน้า. ภาพประกอบ.
เป็นหนังสือที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชให้กับชาติไทย ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งต่างๆ เอกสารอ้างอิงอื่นๆมาทำการเรียบเรียงจนทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นงานเขียนเกี่ยวกับองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีเนื้อหาครบถ้วน และบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองได้อย่างน่าสนใจ เนื้อหาด้านในประกอบด้วย พระราชพงศาวดารเกี่ยวกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ เส้นทางเดินทัพสู่บูรพา ระยองบาทฐานวีรไทย ภารกิจเมื่ออยู่เมืองระยอง ระหว่างทางไปจันทบูร ยึดเมืองจันทบูร ภารกิจที่ตราด คืนไท สู่ไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อนุสรณ์สถานในระยอง พระราชสมัญญานาม “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ฯลฯ
ท
923.1593
ฉ449ป
(ห้องจันทบุรี)
ชื่อผู้แต่ง สลับ วัชระคุปต์
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์ยอดพระเครื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ อักษรบัณฑิต
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๓
จำนวนหน้า ๑๐๖ หน้า
ครอบครัวของผู้เขียนได้รวบรวมงานเขียน คุณสลับ วัชระคุปต์ ผู้ถึงอสัญกรรมเป็นผู้เขียนด้วยตนเอง โดยเริ่มเขียนเมื่ออายุประมาณ ๗๒ ปี ได้บันทึกไว้ในบทว่าด้วย กำเนิดพระพุทธรูปและพระเครื่องสมัยที่ ๗ ว่า “ประสงค์จะเอาไว้แจกในงานศพของตนเอง” ครอบครัวผู้เขียนได้รวบรวมเฉพาะตอนที่สำคัญ หนังสือเรื่อง “ยอดพระเครื่อง” ประวัติ พิมพ์แจกเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพคุณสลับ วัชระคุปต์ ณ เมรุวัดโสมมนัสวรวิหาร
ชื่อผู้แต่ง สมพร อยู่โพธิ์
ชื่อเรื่อง พระพุทธรูปปางต่างๆ และลักษณะพระพุทธรูปสมัยต่างๆในประเทศไทย
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๔
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ อมรการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๗
จำนวนหน้า ๑๒๗ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางนวล อยู่วิจิตร
รายละเอียด
หนังสือพระพุทธรูปปางต่างๆของนายสมพร อยู่โพธิ์ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่นิยมขออนุญาตเพื่อนำไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกงานศพเนื้อหาสาระประกอบด้วย กำเนิดการสร้างพระพุทธรูป ลักษณะของพระพุทธรูปปางต่างๆ ๕๖ ปาง พร้อมภาพลายเส้นประกอบ รวมทั้งแผนที่ประเทศอินเดียสมัยโบราณ
เลขทะเบียน : นพ.บ.434/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 156 (131-140) ผูก 1ก (2566)หัวเรื่อง : ลำวิสุทธิยา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.582/ข/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188 (365-371) ผูก ข2 (2566)หัวเรื่อง : ทศชาติ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
วันพญาวัน ---วันพญาวัน หรือวันพระญาวัน เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนา ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เวลาเช้าตรู่จะมีผู้คนนำเอาสำรับอาหารหวานคาวต่างๆ ไปทำบุญถวายพระตามวัด การถวายภัตตาหารหรือที่เรียกกันอย่างเมืองเหนือว่า ทานขันเข้า (อ่าน "ตานขันเข้า") นี้ บางคนก็จะทำบุญกันหลายสำรับ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ส่วนพระสงฆ์ก็จะรับการทานขันเข้าและทำพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับตามความประสงค์ของชาวบ้าน บางครั้งพระอาจต้องแยกย้ายกันทำพิธีเช่นว่านี้หลายแห่งก็ได้ นอกจากจะมีการทานขันเข้าหรือถวายสำรับอาหารที่วัดแล้ว บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือโดยความเคารพอย่างการถวายให้แก่พระสงฆ์ด้วย ซึ่งการทำบุญเช่นนี้ เรียกว่า ทานขันเข้าตนเถ้าตนแก่---หลังจากการทานขันเข้าและการฉันภัตตาหารแล้ว คือเป็นเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ทายกทายิกาทั้งหลายจะนำทุงหรือธงซึ่งได้เตรียมไว้ตั้งแต่วันก่อนนี้ ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้มีคติว่าการทานทุ่งนั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ โดยที่ชายของทุงจะได้พันตัวของผู้ตกนรกนั้นแล้วดึงพ้นจากขุมนรกขึ้นมา ในการทำบุญอุทิศเจดีย์ทรายและทุงนั้น "ปู่อาจารย์"หรือมัคนายกจะกล่าวนำศรัทธาประชาชนไหว้พระรับศีลแล้วอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์แบบย่อพอควรแก่เวลา จากนั้นปู่อาจารย์จะทำพิธีโอกาสเวนทานด้วยโวหารจนจบพิธีการ---ในวันพระญาวันนี้ บางท่านอาจจะเตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพธิ์ ไม้ง่ามนี้จะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนและกระบอกบรรจุน้ำและทรายผูกติดกับไม้ง่ามไปด้วย การทานไม้ง่ามนี้ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป ในการไปวัดช่วงเช้าของวันพระญาวันนี้ นอกจากจะได้ ทานวาลุกเจดีย์ หรือทำบุญอุทิศเจดีย์ทรายและทานทุ่งตลอดจนทานไม้ง่ามแล้ว ก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาต่อไปจนถึงเวลาถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์หลังจากนั้นทายกทายิกายังจะนำเอาน้ำเข้าหมิ่นส้มป้อย คือน้ำอบน้ำหอม ซึ่งปรุงด้วยฝักส้มป่อยและดอกไม้หอมที่ตากแห้งเช่น ดอกสารภีที่เตรียมมาด้วยนั้น สรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์ รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุเจ้าอาวาสด้วย และถือเป็นเสร็จพิธีในช่วงเช้าของวัน ส่วนในตอนบ่ายของวันพระญาวันนี้จะมีการไปดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษอันเนื่องจากที่อาจได้ประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควรต่อท่านเหล่านั้น การดำหัวนี้อาจนับรวมถึงการดำหัวพระเจ้าคือการไปแสดงความคารวะต่อพระพุทธรูปที่สำคัญประจำเมืองเช่น พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาวในวัดเชียงมั่น พระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าทองทิพย์ที่วัดพระสิงห์ พระเจ้าเก้าตื้อที่วัดสวนดอกเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากการดำหัวพระเจ้าแล้วก็อาจจะมีการดำหัวกู่ที่บรรจุพระอัฐิของบรรพบุรุษหรือเจ้านายที่ได้ทำคุณงามความดีไว้ต่อบ้านเมือง การดำหัวนี้ก็อาจกระทำแก่ครูบาอาจารย์ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลสำคัญในชุมชนนั้นๆเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ซึ่งการไปดำหัวนี้ หากไปดำหัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของส่วนรวมหรือดำหัวผู้บังคับบัญชาแล้วก็อาจมีการจัดขบวนดำหัวเป็นการเอิกเกริกก็ได้---เครื่องพิธีสำหรับดำหัวนั้นประกอบด้วยเครื่องเคารพซึ่งประกอบด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและของบริวารอื่นๆ เช่น มะม่วง มะปราง แตงกวา มะพร้าวอ่อนกล้วย อ้อย ขนม ข้าวด้ม หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ หรือจะมีเงินทองใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจจะมีเสื้อผ้า กางเกง ผ้าซิ่น ผ้าขนหนูหรือของที่ระลึกอื่นๆ จัดตกแต่งใส่พานหรือภาชนะให้เรียบร้อยสวยงาม หรือจะจัดอย่างพานบายศรี พุ่มดอกไม้ทำนองเดียวกันกับการแห่ครัวทาน (อ่าน "คัวตาน") ก็ได้ การไปดำหัวที่ไปเป็นขบวนนี้ มักจะไปในตอนเย็นหรือประมาณ ๑๖.๐๐-๑๗.๐๐นาฬิกา เมื่อขบวนดำหัวไปถึง ผู้เป็นหัวหน้าก็จะเอาพานข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยรวมทั้งของที่นำไปดำหัวนั้นไปมอบให้ด้วยความเคารพ และกล่าวขอขมาลาโทษเป็นทำนองว่า "วันนี้ เปนวันเดือนชีปีใหม่ หมู่ลูกหลานทั้งหลายได้มาขอขมาลาโทษและสมาคารวะพ่ออุ้ย แม่อุ้ย แม่นว่าพวกข้าเจ้าทั้งหลายได้ปากล้ำคำเหลือล่วงเกินด้วยประการใดๆ ก็ดีขอพ่ออุ้ยแม่อุ้ย (หรือบอกตำแหน่งผู้บังคับบัญชา) ได้ทื้อสมาลาโทษแก่ฝูงข้าเจ้าทั้งหลายด้วยเทอะ"---ผู้รับการดำหัวจะรับประเคนของแล้วเอาผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบพาดบ่าแล้วให้พร ซึ่งมักจะว่า "เอวังโหนตุ ดีแล อัชชะในวันนี้ ก็เป็นวันดีสรีอันประเสิฐล้ำเลิศกว่าวันทั้งหลาย บัดนี้รวิสังกรานต์ปีเก่าก็ล่วงพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วก็มารอดมาเถิง ลูกหลานทั้งหลายก็บละเสียยังรีต บลีดเสียยังปาเวณี เจ้าทั้งหลายก็ยังได้น้อมนำมายังมธุบุปผาและสุคันโธทกะสัพพะวัตถุนานาทั้งหลาย มาขอสมาคารวะตนตัวผู้ข้า ว่าฉันนี้แท้ดีหลี แม่นว่าเจ้าทั้งหลายได้ปากล้ำคำเหลือ ขึ้นที่ต่ำ ย่ำที่สูงผิดด้วยกายกัมม์ วจีกัมม์ มโนกัมม์ ดั่งอั้นก็ดี ผู้ข้าก็จักอโหสิกัมม์ทื้อแก่สูเจ้าทั้งหลาย แม่นว่าสูเจ้าทั้งหลายจักไปสู่จตุ-ทิสสะอัฐทิสสะวันตกวันออกขอกใต้หนเหนือ ค้าขายวายล่องท่องเที่ยวบ้านเมือง แลอยู่บ้านชองหอเรือนดั่งอั้นก็ดี จุ่งหื้อชุ่มเนื้อเยนใจแล้วหื้อเป็นที่ปิยะมนามักรักจำเริญใจแก่หมู่คนและเทวดา แล้วจุ่งหื้อก้านกุ่งรุ่งเรือง ไพด้วยโภคะธนะธนังเข้าของเงินคำสัมปัตติทั้งหลาย แม่นจักกินก็อย่าหื้อได้ผลาญจักทานก็อย่าหื้อได้เสี้ยง หื้อมีอายุมั่นยืนยาวนั้นแท้ ดีหลีสัพพี ติ โย...อายุ วัณโณ สุขัง พลัง" ในระหว่างที่ทำพิธีและให้พรอยู่นั้น บรรดาผู้ฟังต่างก็จะพนมมือรับพร เมื่อผู้ให้พรกล่าวจบต่างก็จะยกมือจรดเหนือหัวพร้อมกับเปล่งเสียง "สาธุ" พร้อมๆ กัน เสร็จแล้วผู้รับการดำหัวก็จะยกเอาดอกไม้ธูปเทียนไปใส่ในพานใหญ่ที่เตรียมไว้ เอามีอจุ่มลงในน้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยแล้วลูบศีรษะของตน เป็นกิริยาว่าได้ดำหัวแล้ว และนำน้ำเข้าหมิ่นส้มป่อยนั้นเทรวมไว้ในขัน ต่อจากนั้นอาจมีการสรงน้ำท่านที่เคารพหรืออาจสนทนากันสักครู่หนึ่ง ฝ่ายที่ไปคารวะก็จะลากลับ แต่หากเจ้าภาพจะเลี้ยงดูผู้ไปคารวะแล้ว การเลี้ยงก็จะเริ่มต้นนับแต่ตอนนี้เป็นต้นไป อนึ่ง การดำหัวนี้ไม่นิยมกระทำก่อนวันพระญาวันและควรกระทำให้เสร็จสิ้นหลังช่วงสงกรานต์ไม่เกินเจ็ดวัน---ในวันนี้ ศรัทธาที่ไม่ไปวัดก็จะไปเตรียมสถานที่เพื่อทำบุญใจบ้านคือบริเวณที่ตั้งของเสาใจบ้านหรือสะดือบ้าน มีการจัดทำรั้วราชวัติ ประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย เป็นต้น รอบสถานที่นั้น และจะเตรียมอาสน์สงฆ์ไว้ด้วย จากนั้นให้โยงฝ่ายร้วงคือด้ายสายสิญจน์จากเสาใจบ้านต่อ ๆ กันไปจนถึงทุกหลังคาเรือน จัดทำแตะไม้ไผ่สานขนาด ๙๐ x ๙๐ เซนติเมตรจำนวน ๙ แผง แล้วใช้ดินเหนียวหรือแป้งข้าวปั้นเป็นรูปสัตว์เช่น ช้าง ม้า เป็ด ไก่ หมู หมา ฯลฯ อย่างละ ๑๐๐ ตัว วางบนแตะนั้น พร้อมทั้งใส่เครื่องบูชาต่างๆ อันประกอบด้วย ข้าวอาหารคาวหวาน ผลไม้ต่างๆ กล้วย อ้อย หมากพลู เมี่ยง บุหรี่และให้ใช้ไม้ทำหอกดาบแหลนหลาวหน้าไม้ปืนธนูวางบนทั้งเก้านั้น เพื่อเตรียมทำพิธีส่งเคราะห์บ้านหรือพิธีส่งนพเคราะห์ทั้งเก้า"วันพระญาวัน (๑) (วันเถลิงศก)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 12. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 6231-6232. "ปีใหม่ (สงกรานต์)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 8. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 3834-3841.
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเรื่อง "อาณาจักรหลักคำ" กฎหมายเมืองน่านการผลิตสื่อเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมจัดทำโดย นางสาวเมธินี จิตระตรีนิสิตฝึกสหกิจ คณะสังคมศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ลวดลายเล่าเรื่องรามเกียรติ์บนตู้ไม้ทรงสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า “ตู้พระธรรม” จะตกแต่งด้วยลายทองรดน้ำหรือปิดทองทึบ ปรากฏได้ทั้งตู้พระธรรมขาหมู ขาคู้ หรือขาสิงห์ โดยจากข้อสังเกตลายรดน้ำบนตู้พระธรรม มักเกิดจากการผูกลวดลายให้เต็มพื้นที่และมีแม่ลายเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับศาสนา บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ชาดก วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน และธรรมชาติ แสดงถึงความหลากหลายและสุนทรียะของประณีตศิลป์ จึงถือเป็นเครื่องถวายเป็นพุทธบูชาในรูปแบบภาพจับ หรือฉากรบเพื่อสอดแทรกคติธรรม สามารถสังเกตตัวละครจากลักษณะของศีรษะและเครื่องแต่งกาย คือ มัยราพณ์ เป็นพญายักษ์สวมมงกุฎยอดกระหนก มีอาวุธเป็นกล้องยาและกระบอง รายละเอียดคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายของโขนพระราชทาน เช่นเดียวกับมัจฉานุที่ปรากฏในลักษณะของลิงไม่มียอด (ลิงโล้น) คล้ายหนุมาน แต่มีหางเป็นปลา และท่อนบนเปลือยให้เห็นสัดส่วนของร่างกาย
.
ภาพประกอบ : ลายรดน้ำตู้พระธรรมและหนังใหญ่ ปัจจุบันเก็บรักษาภายในอาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
เผยแพร่และเทคนิคภาพโดย พลอยไพลิน ปุราทะกา ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
ทับหลังการกราบบูชาแบบ “อัษฎางคประดิษฐ์” (Aṣṭāṅga Namaskāra) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
"อัษฎางคประดิษฐ์" เป็นการแสดงความเคารพบูชาสูงสุดด้วยการกราบที่กำหนดให้อวัยวะทั้ง 8 คือ หน้าผาก ฝ่ามือทั้งสอง หน้าอก เข่าทั้งสอง และปลายเท้าทั้งสอง แนบพื้นดิน โดยการกราบเช่นนี้แพร่หลายในกลุ่มพุทธศาสนิกชนที่นับถือลัทธิวัชรยาน ตันตระ ซึ่งคงได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู ในปัจจุบันหลายท่านอาจเคยพบเห็นการกราบแบบนี้จากผู้จาริกแสวงบุญในอินเดียทิเบต เนปาล และภูฏาน เรียกว่า Chag Tsel
สำหรับทับหลังของปราสาทพิมาย นับได้ว่าเป็นทับหลังสลักภาพการกราบแบบ “อัษฎางคประดิษฐ์" ที่เก่าแก่ในประเทศไทยและในวัฒนธรรมเขมรโบราณ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 หรือประมาณ 900 ปีมาแล้ว โดยในภาพสลักเป็นภาพบุคคลกำลังกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์และถวายเครื่องบรวงสรวงบูชาแก่พระพุทธรูปนาคปรก เป็นไปได้ว่าผู้ที่กำลังบูชาพระพุทธรูปนาคปรกนั้น คือ กมรเตงอัญศรีวิเรนทราธิบดีวรมะเมืองโฉกวะกุล กำลังถวายเครื่องบูชาแก่กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัยซึ่งเป็นเสนาบดีแห่งกมรเตงชคตวิมาย ตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทหินพิมาย 3
สำหรับในประเทศกัมพูชา เราพบภาพสลักการกราบแบบ “อัษฎางคประดิษฐ์" ในปราสาทที่สร้างในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (สมัยบายน)ซึ่งนับถือพุทธศาสนาลัทธิวัชรยาน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 หรือประมาณ 800 ปีมาแล้ว เช่น ปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทบายน
อย่างไรก็ตามใน Angkor National Museum ได้จัดแสดงประติมากรรมรูปบุคคลกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ในสมัยบายนและระบุว่าเป็นสุเมธดาบส
สุเมธดาบส เป็นอดีตชาติของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระชาติที่ได้รับพุทธทำนายจากพระพุทธเจ้าทีปังกร ว่าสุเมธดาบสผู้นี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เรื่องราวของสุเมธดาบสมีอยู่ว่า
พระพุทธเจ้าทีปังกรได้เสด็จมายังเมืองอมราวดี ซึ่งมีพื้นที่ช่วงหนึ่งขรุขระมีน้ำขัง ผู้มีศรัทธาจึงได้ช่วยกันถากถางทางและปรับพื้นที่เพื่อให้พระทีปังกรเสด็จดำเนินได้โดยสะดวก เมื่อสุเมธดาบผ่านมาเห็นก็ขอร่วมในการปรับถนนด้วย แต่ยังไม่ทันเสร็จดี พระพุทธเจ้าทีปังกร พร้อมพระสาวก ก็เสด็จดำเนินมา สุเมธดาบสเห็นไม่ทันการณ์ เพราะยังมีบ่อที่น้ำท่วมขังอยู่ช่วงตัวหนึ่ง จึงตัดสินใจทอดตัวลงนอนปิดทับแอ่งน้ำนั้น ตั้งใจถวายชีวิตให้พระทีปังกรและพระสาวกเดินไปบนแผ่นหลังของตน และในครานั้นสุเมธดาบสได้ตั้งความปรารถนาไว้ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ท่าน เมื่อพระพุทธเจ้าทีปังกรเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นก็รู้ด้วยญาณว่าสุเมธดาบสผู้นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงแสดงพุทธทำนายแก่สุเมธดาบส ว่า สุเมธดาบสผู้นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า พระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า
เจดีย์จำลอง
เลขทะเบียน ๓๙๘ / ๒๕๑๖
แบบศิลปะ / สมัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒
วัสดุ (ชนิด) สำริด
ขนาด ฐานกว้าง ๔.๖ เซนติเมตร สูง ๑๗ เซนติเมตร
ประวัติความเป็นมา พุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ มอบให้
ความสำคัญ ลักษณะและสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
เจดีย์จำลอง ส่วนฐานล่างเป็นทรงกลมคล้ายหม้อดอก หรือหม้อบูรณฆฏะ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์หรือความเจริญรุ่งเรือง ส่วนฝาทำเป็นเจดีย์ทรงกลม ตั้งบนฐานปัทม์ซ้อนกันสามชั้น รองรับองค์ระฆังกลม ส่วนยอดทำเป็นทรงกรวยแหลม บนสุดทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุ
เรื่อง เครื่องหอมไทย
ผู้เรียบเรียง : นางสาวลักษมณ ประจวบมูล บรรณารักษ์ปฏิบัติการ