ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,947 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ขอเชิญชมนิทรรศการ “แรงบันดาลใจ” ครั้งที่ 7 จัดโดยบ้านรักศิลปะชุมพร จัดแสดงฝีมือของน้องๆ ระดับชั้นอนุบาลจนถึงศิลปิน ร่วมวาดภาพผ่านเฟรมแคนวาสมากกว่าร้อยภาพ เปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ถึง 18 สิงหาคม 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธิีเปิด พร้อมทำกิจกรรม Work Shop วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2566 เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บ้านรักศิลปะ ชุมพร โทร. 08 1268 2740
น้ำต้นนั้นเป็นภาษาถิ่นเหนือตรงกับ คนโท ในภาษากลางนั่นเอง น้ำต้นที่กล่าวถึงนี้พบจำนวน ๒ ใบ ในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำคัญคือบริเวณส่วนคอมีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย จำนวน ๔ บรรทัด ความว่า “กองทัพฝ่ายเหนือ ๑๒๕๐ ทำ เมืองหลวงพระบาง” พร้อมลงลายมือชื่อกำกับว่า “สุรศักดิ์” เมื่อตรวจสอบประวัติที่มาจากสมุดทะเบียนระบุเพียงว่าเป็นของอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
เมื่อสืบย้อนประวัติศาสตร์จากหลักฐานปีบนจารึกพบว่าช่วงเวลานั้นมีสงครามสำคัญคือสงครามปราบฮ่อ ซึ่งสงครามดังกล่าวยืดเยื้อมาตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๑๘ แล้ว กระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในการประชุมเสนาบดี ว่า “...หม่อมฉันก็จะขอจัดกองทัพเป็นอย่างใหม่...จะจัดกองทัพเป็น ๒ กอง คือ กองทัพฝ่ายเหนือและกองทัพฝ่ายใต้ กองทัพฝ่ายเหนือนั้นหม่อมฉันจะให้พระนายไวยฯ เป็นแม่ทัพ...ส่วนแม่ทัพฝ่ายใต้นั้น หม่อมฉันจะให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นแม่ทัพ...”
กองทัพทั้งสองที่ถูกส่งไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ และได้รับชัยชนะ พร้อมจับบุตรเจ้าเมืองไลลงมากรุงเทพฯ เนื่องด้วยเจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นว่าเมืองไลเอาใจออกห่างสยาม จึงหวังให้เจ้าเมืองไลยอมอ่อนน้อม แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เมืองไลยกทัพมาพร้อมกับฮ่อธงดำเข้าปล้นและทำลายเมืองหลวงพระบางเพราะเข้าใจว่าพี่น้องของตนถูกจับไว้ที่เมืองแห่งนี้ ทำให้ พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงส่งทัพเพื่อขึ้นไปรักษาความสงบและป้องกันการเข้าแทรกแซงดินแดนลาวของฝรั่งเศส โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (ขณะนั้นได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพระยาสุรศักดิ์มนตรี) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยการยกทัพขึ้นไปครั้งนี้เป็นการยืนยันสิทธิของไทยในดินแดนลาวต่อฝรั่งเศส พร้อมส่งคณะทำแผนที่เพื่อปักปันเขตแดน มีการจัดการบ้านเมือง เช่น ทำสำมะโนประชากร ฝึกกองทหาร ตัดถนน ตั้งโรงพยาบาล กระทั่งบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเดินทัพกลับและถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒
การยกทัพไปคราวนี้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้เขียนบันทึกในไดอารี่ไว้ตอนหนึ่งช่วง พ.ศ. ๒๔๓๑ ว่า “ระหว่างราชการสงบในคราวฤดูฝนคราวนี้ ข้าพเจ้าว่างราชการ ได้ประชุมกันคิดทำนุบำรุงบ้านเมืองขึ้นตามกำลังและความสามารถ...ได้สังเกตเห็นดินเมืองนครหลวงพระบางเหนียวดี จึงได้ทำอิฐและกระเบื้องขึ้นไว้...ส่วนอิฐและกระเบื้องในบริเวณคุ้มและศาลาว่าการนั้น ได้มีตรานามแม่ทัพและจุลศักราชที่ได้ยกทัพขึ้นไปปราบฮ่อ เพื่อไว้เป็นที่ระลึก...” อีกทั้งยังพบหลักฐานยืนยันบันทึกดังกล่าว คือ แผ่นอิฐปูพื้นพระอุโบสถ วัดจอมเพชร วัดไทยขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีจารึกเนื้อความเช่นเดียวกันตอกประทับไว้บนอิฐทุกแผ่น ดังนั้นอาจสันนิษฐานว่าน้ำต้นคู่นี้คงผลิตขึ้นหลังการปราบฮ่อลุล่วงแล้ว และเป็นคราวเดียวกับที่ทำนุบำรุงบ้านเมืองที่นครหลวงพระบาง
อย่างไรก็ตาม จากรูปแบบของน้ำต้น ที่ตกแต่งด้วยการรมดำขัดมัน รูปแบบเช่นนี้ไม่นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการรมดำทำให้เกิดกลิ่นเขม่าควันเจือปนกับน้ำ ดังนั้นน้ำต้นรูปแบบดังกล่าวหากเป็นชาวบ้านมักใช้ถวายเป็นพุทธบูชา และหากเป็นเจ้านายมักใช้เป็นเครื่องประกอบยศ
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของน้ำต้นร่วมกับบันทึกความทรงจำของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงสันนิษฐานว่า หน้าที่ของน้ำต้นนี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อบรรจุน้ำสำหรับดื่มกิน แต่ผลิตขึ้นและนำกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นของที่ระลึกในการยกทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบางนั่นเอง
บรรณานุกรม
- กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๕. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตฯ (ม.ร.ว.อรุณ ฉัตรกุล ณ กรุงเทพ) พ.ศ. ๒๔๖๕.
- ไกรฤกษ์ นานา. หน้าหนึ่งในสยาม : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖.
- แจ้งราชการ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๓๐.
- เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม). ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๑ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๒ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. การปราบฮ่อและการเสียดินแดน พ.ศ. ๒๔๓๑ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๐๙.
- พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์. เรื่องตั้งเจ้าพระยา ในกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ:
หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๑.
- พระวิภาคภูวดล, เขียน. สุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์, แปล. บุกเบิกสยาม : การสำรวจของพระวิภาคภูวดล
(เจมส์ แมคคาร์ธี) พ.ศ. ๒๔๒๔ - ๒๔๓๖ กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๑.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. พจนานุกรมภาษาล้านนา เชียงใหม่: สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๕๐.
- มัณฑนา ชอุ่มผล. “ลายมือ” และ “ลายเซ็น” ของรัชกาลที่ ๔.” ใน ศิลปวัฒนธรรม ๒๔, ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖.
- ประกาศให้เสนาบดีลงชื่อข้างท้ายท้องตรา. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ วันเสาร์ เดือนสี่ ขึ้นแปดค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก ๑๒๕๐.
- ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๙ (ประชุมพงศาวดาร ภาค ๙ และภาค ๑๐ ตอนต้น) กรุงเทพฯ: คุรุสภา, ๒๕๐๗.
- เปลี่ยนตำแหน่งแลเพิ่มบรรดาศักดิทหารที่ไปราชการทัพ. ๒๔๓๐, ๒๔ พฤศจิกายน. ราชกิจจานุเบกษา. [ออนไลน์]. เล่ม ๔ หน้า ๒๘๐ สืบค้นเมื่อ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๕. จาก: ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2430/035/280.PDF
- สุรพล ดำริห์กุล. แผ่นดินล้านนา กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๙
- อัญชลี โสมดี และคณะ. “น้ำต้น” อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอนุภาคลุ่มน้ำโขง กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๗.
- Liu Xu Yin และ ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. “ข้อถกเถียงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ เกี่ยวกับการต่อสู้ของ
ตู้เหวินซิ่วในประเทศจีน ค.ศ. ๑๙๕๕-๒๐๑๕.” ใน ศาสตร์แห่งการจำ ศิลป์แห่งการลืม เล่ม ๒ ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๕๙.
นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปีที่ ๖๖ ฉบับที่ ๕ กันยายน - ตุลาคม ๒๕๖๖
SILPAKORN JOURNAL Vol.66 No. 5 September - October 2023 ISSN 0125-0531
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : “รถแตรมเว” ที่บางมูลนาก -- ครั้งหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราเคยเกือบมีเส้นทางรถไฟจากบางมูลนากไปยังหล่มสัก เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เอกสารจดหมายเหตุมีคำตอบ. ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงโยธาธิการ ระบุว่า เมื่อเดือนกันยายน ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ผู้แทนเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการในขณะนั้น ได้มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ราชเลขานุการ ความว่า มิสเตอร์เย. เฟอร์แรนโด ได้ยื่นขออนุญาตสร้างทางรถแตรมแว (tramway) หรือทางรถไฟขนาดกว้าง 0.75 เมตร แยกจากทางรถไฟสายเหนือที่ตำบลบางบุญนาค (ปัจจุบันคืออำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร – ผู้เขียน) ไปยังเมืองหล่มศักดิ์ (หล่มสัก) ในมณฑลเพชรบูรณ์ โดยมิสเตอร์เฟอร์แรนโดให้เหตุผลในการยื่นขออนุญาตว่า พื้นที่นี้แม้จะมีความอุดมสมบูรณ์ แต่เส้นทางสัญจรมีความทุรกันดาร ไม่สะดวกต่อการขนส่งสินค้า ครั้นจะใช้การขนส่งทางเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำป่าสัก ปีหนึ่งก็จะเดินเรือได้เพียงสามเดือนเท่านั้น ดังนั้นการสร้างทางรถไฟจะช่วยให้พ่อค้าสามารถขนส่งสินค้าไปมาได้อย่างสะดวก และนำผลประโยชน์มาป้อนทางรถไฟสายเหนือด้วย. อย่างไรก็ตาม พระยาสุขุมนัยวินิตเห็นว่า การสร้างทางรถไฟในประเทศนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งในขณะนั้นกรมรถไฟได้จัดตั้งกองพนักงานสำหรับสำรวจเส้นทางที่จะก่อสร้างทางรถไฟ จึงไม่อนุญาตให้เอกชนรายใดก่อสร้างทางรถไฟอีก ทั้งนี้พระยาสุขุมนัยวินิตได้ตอบปฏิเสธมิสเตอร์เย. เฟอร์แรนโด ไปแล้วโดยอ้างถึงเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่มีการก่อสร้างทางรถไฟช่วงระหว่างบางมูลนาก – หล่มสักมาจนถึงปัจจุบัน.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงโยธาธิการ ร.5 ยธ. 5.2/15 เรื่อง มิสเตอร์เฟอรันโดขออนุญาตสร้างทางรถไฟคลองรังสิตกับเมืองวัฒนา และขออนุญาตสร้างทางรถแตรมเวที่มณฑลเพ็ชรบูรณ์ [ 14 พ.ย. 115 – 7 ก.ย. 125 ]. #จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
หลังจากผ่านพ้นกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย และทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทับหลัง กรมศิลปากรมีไฟล์เอกสารประกอบการเสวนามาแจก ฟรี!! โดยทุกท่านสามารถดาวน์โหลดได้ผ่านQR หรือทางลิงก์ ที่นี่
ตรังสาร จัดทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่ายในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ประจำปี 2482 โดยรวบรวมเอกสารทางราชการที่ประชาชนควรทราบ รวมทั้งเรื่องราวของจังหวัดตรัง เพื่อให้บุคคลภายนอกจังหวัดได้รู้จักเมืองตรังมากยิ่งขึ้น
สถูปจำลอง
แบบศิลปะ : ลพบุรี
ชนิด : สำริด
ขนาด : สูง 23 เซนติเมตร กว้าง 8 เซนติเมตร
อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 18
ลักษณะ : สถูป มีฐานเขียงรองรับชุดฐานบัว เหนือฐานบัวประดับด้วยเจดีย์ขนาดเล็กที่มุมทั้งสี่ด้าน ที่เรือนธาตุด้านล่างเป็นสี่เหลี่ยมประดิษฐานแถวพระพุทธรูปปางมารวิชัย ด้านละ 3 องค์ทั้งสี่ด้าน ถัดขึ้นมาเป็นแถวกลีบบัวหงายรองรับองค์ระฆัง มีรัดอกที่กึ่งกลางองค์ระฆัง เหนือองค์ระฆังขึ้นไปเป็นแถวกลีบบัวคว่ำ รองรับปล้องไฉนและปลียอด
สภาพ : สมบูรณ์ สามารถถอดชิ้นส่วนได้
ประวัติ : นายอี่ กรรณสูต เจ้าเมืองสุพรรณบุรี มอบให้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2470 ย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544
สถานที่จัดแสดง : ห้องศาสนศิลป์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/03/
ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi
ข้อมูลสำคัญในการที่จะดำเนินการจำลองแบบคำจารึกบนแผ่นหินอ่อนของกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่ ภายในพื้นที่โบราณสถานวัดสวนดอก พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่ กู่พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ฯ ที่ถูกคนร้ายทุบทำลายเสียหายเมื่อวันที่ื 22 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนโชติ เกียรติณภัทร ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้บันทึกภาพนี้ไว้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นรูปที่มีความละเอียดชัดเจนที่สุดและเป็นภาพล่าสุดที่มีการบันทึกภาพแผ่นจารึกนี้ และขอขอบพระคุณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติฯเชียงใหม่ ที่ได้ประสานรายละเอียดต่างๆ กราบขอบพระคุณด้วยใจจริงครับ ท่านใดที่มีข้อมูลภาพถ่ายที่มีคุณค่านี้เพิ่มเติม ขอความอนุเคราะห์ด้วยนะครับ เพื่อทางเราจะได้นำมาใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์แผ่นจารึกบนกู่เจ้าหลวงฯ แห่งนี้ต่อไปครับ #วัดสวนดอกเชียงใหม่ #กู่เจ้าหลวงเชียงใหม่
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่วิหารจำลอง (โลหะเชตวันวิหาร)รูปแบบ ศิลปะล้านนา พุทธศักราช 2269วัสดุ สำริดประวัติ - สันนิษฐานว่าที่ตั้งเดิมอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงแสน เนื่องจากข้อความในจารึกมีการกล่าวถึง บ้านของผู้สร้างคือหมื่นสรภิรมย์ ว่าตั้งอยู่หน้าวัดขาวป๊าน ซึ่งคงเป็น วัดผ้าขาวป้าน ในตัวเมืองเชียงแสน ใกล้แม่น้ำโขง- วิหารจำลองหลังนี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ----------------------------------------------------ลักษณะวิหารจำลองเป็นการจำลองรูปแบบและโครงสร้างคล้ายกับวิหารขนาดจริงที่เป็นอาคารหลังคาคลุมเครื่องไม้มุงกระเบื้อง โดยย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงและอยู่ในวัสดุสำริด .แผนผังของวิหารจำลองอยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขด้านหน้า 3 มุข ด้านหลัง 2 มุข (เป็นที่มาของหลังคาลดชั้นที่นิยมเรียกว่า หน้า 3 หลัง 2) ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะล้านนา .มีฐานเขียงรองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ บริเวณฐานด้านหน้าทางเข้าประดับประติมากรรมรูปสัตว์ครึ่งตัว สันนิษฐานว่าเป็นสิงห์ จำนวน 2 ตัว .ตัวอาคารเป็นแบบมีฝาผนัง โดยทำฉลุลายคล้ายก้อนเมฆหรือลายช่องกระจกในศิลปะจีน และสลักลายรูปยักษ์ถือกระบอง เปรียบเสมือนทวารบาลที่มักอยู่ที่บานประตู คอยปกป้องสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าภายในวิหาร มีซุ้มประตูทางเข้าที่ด้านหน้า และด้านข้างทั้งสอง.เครื่องบนหลังคา ในส่วนของปราสาทเฟื้อง (ส่วนประดับกลางสันหลังคา) ขอบป้านลม และหางหงส์ ถูกประดับด้วยรูปหงส์ โดยรูปแบบนี้เป็นการจำลองเครื่องบนซึ่งอาจจะทำจากเครื่องเคลือบดินเผาประดับร่วมอยู่ด้วย เป็นการจำลองวิหารที่เกิดขึ้นในยุคที่ล้านนาอยู่ภายใต้ปกครองของพม่า.วิหารจำลองหลังนี้มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยยวน ปรากฏอยู่ที่ ฝาผนังหลังวิหารด้านนอก ส่วนฐานวิหาร และรอบกรุเจดีย์ในวิหาร ข้อความที่จารึกมีใจความเหมือนกับการจารึกที่ฐานพระพุทธรูป เพียงแต่นำออกมามาจารึกที่ตัววิหารแทน กล่าวคือ บอกวันเดือนปีที่สร้าง นามผู้สร้างพร้อมคณะ บอกสิ่งที่สร้าง เจตนาการสร้าง คำปรารถนาของผู้สร้าง และคำบาลี .โดยสรุปใจความโดยย่อได้ว่า... เมื่อจุลศักราช 1088 (ตรงกับปีพุทธศักราช 2269) หมื่นสรภิรมย์ และนางหมื่นสรภิรมย์ บ้านอยู่ที่หน้าวัดขาวป๊าน (คาดว่าเป็นวัดผ้าขาวป้าน) เป็นประธาน พร้อมลูกหลานเหลน วงศาคณาญาติทุกคน มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงสร้างโลหะเชตวันวิหารหลังนี้ และยังได้สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งและมหาเจดีย์เจ้าหลังหนึ่ง ตั้งไว้ในวิหารจำลองหลังนี้ด้วย (แต่ปัจจุบันภายในเหลือเพียงส่วนฐานของพระพุทธรูปและเจดีย์) เพื่อให้เป็นที่ไหว้สักการะ และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ถึง 5,000 พระวัสสา ขอให้ผลบุญที่ได้นำไปสู่นิพพาน .นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง น้ำหนักทองสำริดที่ใช้ในการสร้างหมดไป 120,000 (ประมาณ 132 กิโลกรัม) เป็นเงิน 1,170 อีกด้วย.แม้ว่าจะการสร้างวิหารจำลอง อาจจะมีสัดส่วนผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีการเก็บรายละเอียดโดยรวมให้คล้ายคลึงกับวิหารขนาดจริงมากที่สุด อาจเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับอานิสงค์ของการสร้างวิหารจำลองว่าเปรียบเสมือนได้สร้างวิหารขนาดจริง เพียงแต่สร้างเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปที่สร้างถวายไว้----------------------------------------------------อ้างอิง - ฮันส์ เพนธ์, ศรีเลา เกษพรหม และศราวุธ ศรีทา. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 : จารึกในจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2547. หน้า 299-304- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 170-174.- ฐาปกรณ์ เครือระยา. เครื่องเคลือบดินเผาประดับในศิลปกรรมล้านนา. เชียงใหม่ :โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (อพ.สธ.-มจ.), 2566. หน้า 100 – 103.
วันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๗ นายทศพร ศรีมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายภาคภูมิ อยู่พูล หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ร่วมให้การต้อนรับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางพวงเพชร ชุนละเอียด) และคณะที่ปรึกษา ซึ่งลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลและหาแนวทางสร้างความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างไทยและกัมพูชา กรณีวัดพระพุทธบาทศิลา (ภูม่านฟ้า) จังหวัดบุรีรัมย์ ในการนี้หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ได้ร่วมให้ข้อมูลและบรรยายสรุปให้ทราบถึงสภาพปัญหาและประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางวิชาการด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ด้วย
ชื่อโบราณวัตถุ : ตุ๊กตารูปสัตว์แบบศิลปะ : สมัยก่อนประวัติศาสตร์ชนิด : ดินเผาขนาด : สูง 7.4 เซนติเมตร ยาว 15 เซนติเมตรกว้าง 13.3 เซนติเมตรอายุสมัย : วัฒนธรรมบ้านเชียงลักษณะ : ตุ๊กตาดินเผา รูปสัตว์ประเภทโค หรือกระบือ มีการปั้นขาหน้า และขาหลังรวมกับเป็น 2 ขา มีเขายาวสภาพ : ...ประวัติ : ได้จากการขุดค้น บ้านนาดี ตำบลพังงู อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีแสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang/360/model/24/ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang
เเนะนำฐานข้อมูล Hibrary ฐานข้อมูลนิตยสารและหนังพิมพ์ออนไลน์ โดย นายภิญณกาญจ์ ปินตามา นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่
ชื่อเรื่อง กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา และประชุมลำนำเล่ม 1 เห่กล่อมพระบรรทมผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (ภู่)ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณคดีเลขหมู่ 895.9111 ส845กปสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ปีที่พิมพ์ 2508ลักษณะวัสดุ 78 หน้า หัวเรื่อง วรรณคดีไทยภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกกาพย์เรื่องพระไชยสุริยานั้น สุนทรภู่แต่งเมื่อในรัชกาลที่ 3 แต่งสำหรับเป็นแบบสอนอ่านคำเทียบในศิษย์ของท่านเล่าเรียนศึกษา ต่อมาในรัชกาลที่ 5 เมื่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งหนังสือมูลบทบรรพกิจสำหรับใช้เป็นแบบเรียนหนังสือไทยในโรงเรียนหลวงเห็นว่าคำกาพย์เรื่องพระไชยสุริยานี้เป็นบทกวีนิพนธ์ที่ไพเราะทั้งอ่านเข้าใจง่าย และเป็นคติ จึงนำมาบรรจุไว้ในมูลบทบรรพกิจเป็นตอนๆตั้งแต่แม่ก กา ไปจนจบ เกย