...

องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง ประตูโขง จิตกาธาน พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระอุโบสถ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)

วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย

ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม

เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑

พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...

พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ

กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม

พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก

พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒)  “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...

ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ

เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

แหล่งอ้างอิง :

ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.

พระรัตนปัญญาเถระ.  ชินกาลมาลีปกรณ์.  แปลโดย แสง มนวิทูร.  พระนคร: กรมศิลปากร๒๕๐๑.

สถาบันพระปกเกล้า.  สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า๒๕๖๑.

อนุรักษ์ ชำนาญช่าง.  การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่.  วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.

(จำนวนผู้เข้าชม 15 ครั้ง)


black ribbon.