วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีลักษณะคล้ายกับมหาวิหารโพธิพุทธคยา ประเทศอินเดีย ทำด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น บริเวณผนังเรือนธาตุประดับปูนปั้นรูปเทวดานั่งขัดสมาธิ และยืนทรงเครื่องมีลวดลายต่างกันอย่างลงตัวสวยงาม นอกจากนี้ยังมีสัตตมหาสถาน ซึ่งเป็นการการจำลองสถานที่สำคัญทั้ง ๗ แห่ง ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง) เป็นเวลาแห่งละ ๑ สัปดาห์ รวมเป็น ๔๙ วัน
พระเจ้าติโลกราช หรือพระเจ้าพิลกราชาธิราช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๙ พระองค์โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบมาจากวิหารมหาโพธิ์ ตามแบบอย่างพระเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไว้ในดินแดนล้านนา รวมถึงเป็นที่จำพรรษาของพระอุตตมะปัญญามหาเถระที่เดินทางกลับมาจากประเทศศรีลังกา ซึ่งได้มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดแห่งนี้
พระองค์โปรดให้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่นำมาด้วย วัดแห่งนี้จึงมีชื่อว่า วัดมหาโพราราม ตามนามของต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากประเทศศรีลังกา จึงถือว่าเป็นโพธิบัลลังก์ หรือที่เรียกว่ารัตนบัลลังก์
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๓) “...พระเจ้าพิลกราชาธิบดี ทรงสดับธรรมบรรยายจาก สำนักพระภิกษุสีหล เรื่องอานิสงส์ปลูกต้นโพธิ์ มีพระราชประสงค์ใคร่จะปลูกต้นมหาโพธิ์ ทรงพิจารณาหาสถานที่สมควร ก็ทรงเห็นสถานอันควร คือ ที่วัดมหาโพธารามนี้ ครั้นแล้ว พระเจ้าพิลกราชาธิราชจึงโปรดให้สร้างอารามขึ้นแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นที่อยู่ของพระมหาเถรชื่อ อุตตมปัญญา ในพื้นที่เป็นที่เนินน่ารื่นรมย์ริมฝั่งแม่น้ำขานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราชธานีเชียงใหม่ ในปีกุน จุลศักราช ๘๑๗ (พ.ศ. ๑๙๙๙) แล้วโปรดให้ปลูกต้นโพธิ์ในอารามนั้นในปีเดียวกัน...เพราะเหตูที่ต้นมหาโพธิปลูกในอารามนี้ จึงปรากฏชื่อว่า วัดมหาโพธาราม…”
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) และสัตตมหาสถาน คือ การจำลองสถานที่สำคัญๆ ตามพุทธประวัติที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ๗ สถาน แห่งละ ๗ วัน รวมเป็น ๔๙ วัน อันประกอบด้วย
๑. รัตนบัลลังก์ หรือ โพธิบัลลังก์ ๒. อนิมิสเจดีย์ ๓. รัตนจงกรมเจดีย์ ๔. รัตนฆรเจดีย์ ๕. อชปาลนิโครธเจดีย์ (ต้นไทร) ๖. มุจลินท์เจดีย์ (ต้นจิก) ๗. ราชายตนะเจดีย์ (ต้นเกด)
พระเจ้าติโลกราช ทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ พระธรรมทินมหาเถระ ซึ่งเป็นพระมหาเถระผู้ทรงแตกฉานในพระไตรปิฎก และเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก นอกจากนี้ยังมีภิกษุจากนานาประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา พุกาม (พม่า) เขมร ญวณ ไทย ซึ่งเป็นภิกษุทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี จากวัดพระสิงห์ วัดป่าแดงมหาวิหาร และวัดสวนดอก ได้ร่วมกันชำระพระไตรปิฎก และชำระข้อสงสัยในวัตรปฏิบัติต่างๆ ณ วัดมหาโพราราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐ และเป็นครั้งแรกของในล้านนา
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๓-๑๑๔) “...สร้างสัตตมหาสถานต่อจากนั้น ในปีวอก จุลศักราช ๘๓๘ (พ.ศ. ๒๐๒๐) โปรดให้สร้างมหาวิหาร ในอารามนั้น...”
กรมศิลปากรได้กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๐ง หน้า ๓๖๘๓ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญ มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต มีบรรยากาศเป็นธรรมชาติที่มีความร่มรื่นเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบทางสถาปัตยกรรมวัดแห่งนี้สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในล้านนา และยังเคยเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ รวมถึงเป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง โดยในส่วนของทางคติทักษาเมือง วัดเจ็ดยอดถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม).
กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
(จำนวนผู้เข้าชม 30 ครั้ง)