สรุปผลการดำเนินโครงการขุดตรวจทางโบราณคดีแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านตะวันออก (พลล้านต้านปัญจา) โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาและ เทศบาลนครนครราชสีมา #พร้อมเผยข้อมูลใหม่จากหลักฐานทางโบราณคดี
สรุปผลการดำเนินโครงการขุดตรวจทางโบราณคดีแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านตะวันออก (พลล้านต้านปัญจา) โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาและ เทศบาลนครนครราชสีมา #พร้อมเผยข้อมูลใหม่จากหลักฐานทางโบราณคดี !
.
ผลจากการขุดตรวจทางโบราณคดี ในระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม - 8 สิงหาคม และ 28 สิงหาคม - 3 กันยายน พ.ศ. 2569 ซึ่งพื้นที่การดำเนินงานในปีนี้ตั้งอยู่ทางด้านเหนือและเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีโนนพลล้านหลักฐานที่พบสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก อาทิ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ ชิ้นส่วนขวานหินขัด ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก ชิ้นส่วนสำริด และกระสุนดินเผา โดยผลจากการรกำหนดอายุสมัยด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน ณ ห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า มนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก ที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ. 2569 มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 2,383-1,967 ปีมาแล้ว โดยกิจกรรมที่เก่าที่สุดมนุษย์ในวัฒนธรรม #ยุคก่อนประวัติศาสตร์ #สมัยเหล็ก คือการพบ ร่องรอยการฝังศพที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วง 2,479-2,221 ปีมาแล้ว ดังนั้นเมื่อพิจารณาการกำหนดอายุสมัยของมนุษย์ในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยสำริดซึ่งเป็นระยะแรกเริ่มต่อเนื่องถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก จึงมีอายุอยู่ในช่วง 2,544-1,530 ปีมาแล้ว
.
เมื่อเข้าสู่ #ยุคประวัติศาสตร์ โนนพลล้าน ยังคงปรากฏร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ใน #วัฒนธรรมเขมรโบราณ ดังปรากฏให้เห็นผ่านหลักฐานประเภท เครื่องถ้วยที่ตกแต่งด้วยวิธีเคลือบน้ำเคลือบจากแหล่งเตาพนมกุเลน ปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา กำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 และชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง ตกแต่งด้วยวิธีเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาล จากแหล่งเตาบ้านกรวด ซึ่งกำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 ทั้งนี้ผู้ศึกษาสันนิษฐานว่า ศูนย์กลางของวัฒนธรรมเขมรโบราณในพื้นที่บริเวณนี้ คงอยู่ที่ปราสาทพนมวัน ซึ่งปรากฏศาสนสถานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และอยู่ห่างจากโนนพลล้านเพียง 10 กิโลเมตร โดยบริเวณที่ตั้งของปราสาทพนมวัน เคยเป็นแหล่งฝังศพของยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสำริดต่อเนื่องถึงสมัยเหล็กมาเช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน จากการขุดตรวจไม่พบชั้นวัฒนธรรมเขมรโบราณที่ชัดเจน หลักฐานทั้งหมดปะปนกับหลักฐานในชั้นวัฒนธรรมสมัยอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อก่อร่างสร้างเมืองในพื้นที่บริเวณนี้ในสมัยอยุธยา
เมื่อเข้าสู่ #สมัยอยุธยา พบร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี มาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษ 20 โดยผลการกำหนดอายุชั้นวัฒนธรรมสมัยอยุธยาด้วยวิธีเรืองแสงความร้อนสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในระหว่าง พ.ศ. 1961-2230 ซึ่งจัดจำแนกออกเป็น 3 กิจกรรม มีรายละเอียดดังนี้
1. ชั้นดินทางวัฒนธรรมที่พบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสะท้อนกิจกรรมมนุษย์ สมัยอยุธยา มีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ. 1983-2063
.
2. #ชั้นเตรียมฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมืองสมัยอยุธยา สะท้อนให้เห็นการการเตรียมพื้นที่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างกำแพงเมือง ใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1961-1997 และระยะที่ 2 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2138-2230 ซึ่งอาจเกิดขึ้นในลักษณะการซ่อมแซมกำแพงเมืองหรือสร้างขึ้นทดแทนของเดิมซึ่งอิฐในระยะดังกล่าวอาจถูกรื้อทำลายลงจะไม่หลงเหลือหลักฐานที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์การจัดเตรียมพื้นที่ในระยะที่ 2
.
3. #อิฐจากกำแพงเมืองสมัยอยุธยา สะท้อนให้เห็นอายุของอิฐที่ผลิตใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 1) ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2,010-2,032 และ 2) ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2104-2116
.
จากผลค่าอายุพบว่า เมืองนครราชสีมา เริ่มดำเนินการการเตรียมชั้นฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมืองนครราชสีมา ระยะที่ 1 ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 1961-1997 ซึ่งในขณะนั้นอาจเป็นเพียงกำแพงคันดินเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ที่มีอายุร่วมสมัยกัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการลดบทบาทเมืองพิมาย ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) (พ.ศ. 1967-1991) ดังความที่ปรากฏในจารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ เมื่อ พ.ศ. 1974 ซึ่งพบบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอลำสนธิและอำเภอด่านขุนทด สัมพันธ์กับและร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์สมัยอยุธยาที่พบจากการขุดตรวจ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1983-2063
.
ในเวลาต่อมา #เมืองนครราชสีมา เริ่มก่อสร้างกำแพงอิฐเป็นครั้งแรก โดยอ้างอิงค่าอายุของอิฐซึ่งมีอายุในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2104-2116 ค่าอายุดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพงกรุงศรีอยุธยาโดยใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก เมื่อ พ.ศ. 2092 และยังพบร่องรอยการเตรียมชั้นฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมือง ระยะที่ 2 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2138-2230 ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงการก่ออิฐเพิ่มเติมหรือซ่อมแซมแนวกำแพง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช – สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2133-2231) เมืองนครราชสีมาอาจอยู่ในช่วงศึกสงครามและสะท้อนถึงความเป็นเมืองหน้าด่านด้านตะวันออกที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏทั้งชื่อและแผนผังของเมืองผ่านบันทึกและแผนที่ของชาวต่างชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ทั้งนี้ไม่สามารถพิสูจน์อิฐที่ก่อเพิ่มหรือเสริมในระยะนี้ได้เนื่องจากกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านตะวันออก ถูกรื้อลงแล้วทั้งหมด โดยเฉพาะการทำให้เสื่อมสภาพจากการสร้างสถานที่ราชการและบ้านพักเจ้าหน้าที่นับตั้งแต่ ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา
.
ทั้งนี้ผู้ศึกษาตั้งข้อสังเกตผลค่าอายุของอิฐ (ตัวอย่างที่ 1 (A2455)) ซึ่งผลการกำหนดสมัยด้วยวิธ๊เรืองแสงความร้อนพบว่ามีอายุอยู่ในช่วง ระหว่าง พ.ศ. 2010-2032 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงการสร้างกำแพงเมืองด้วยอิฐ ส่งผลให้ขาดบริบททางประวัติศาสตร์ จึงไม่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานทางอื่น ๆ ในครั้งนี้ แต่น่าสนใจว่าค่าอายุอิฐในช่วงเวลานี้ สัมพันธ์กับหลักฐานการปรากฏชื่อเมืองนครราชสีมาเป็นครั้งแรกในกฎมณเฑียรบาล ในฐานะเมืองพระยามหานครของกรุงศรีอยุธยามา เมื่อ พ.ศ. 2011 ซึ่งต้องสืบค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์ร่วมกันต่อไป ผลค่าอายุสมัยและการศึกษาในครั้งนี้จึงยังไม่มีข้อสรุป
.
สุดท้ายนี้สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ขอขอบพระคุณเทศบาลนครนครราชสีมา ประชาสัมพันธ์ เทศบาลนครนครราชสีมา ที่สนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และเครื่องจักรสำหรับการดำเนินงานทางโบราณคดี จนสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี, ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี NRRU และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) SLRI ทุกหน่วยงานเป็นภาคีเครือข่ายทางโบราณคดีที่สำคัญของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาของเรา ที่สนับสนุนให้การดำเนินงานทางโบราณคดีในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทุกประการอีกครั้งเป็นปีที่ 3
.
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ

(จำนวนผู้เข้าชม 10 ครั้ง)

black ribbon.