...

ด้านความรู้อื่นๆ
ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่#ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง. ดอกไม้ เป็นสิ่งที่มีความสวยงาม กลิ่นหอม มีความบริสุทธิ์และควรค่าแก่การบูชา ดังนั้นคนในสมัยโบราณจึงนำเอาดอกไม้มาเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องสักการะสูงสุด และที่สำคัญคติความเชื่อของชาวล้านนา ที่เชื่อกันว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับมนุษย์ ดังนั้นจึงพึงได้รับอานิสงส์จากการอุทิศตนถวายเป็นพุทธบูชาด้วย. ในวันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับดอกไม้ที่ใช้เป็นเครื่องสักการะในพุทธศาสนาอีกประเภทหนึ่ง คือ “ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง” ค่ะ ตามมานะคะ"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""/// ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง คืออะไร?? ///. “ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง” เป็นการจำลองรูปลักษณะของดอกไม้จริงให้กลายเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ด้วยทองและเงิน เพื่อความคงทนสำหรับสักการบูชาศาสนสถานหรือศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา. “ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง” มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ล้านนา เรียกว่า “ดอกไม้เงินดอกไม้คำ” ทางมลายู เรียกว่า “บุหงามาสดานเประ” (Bunga Mas DanPerak) เป็นต้น. ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของ “ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง” ไว้ว่า “เครื่องราชบรรณาการที่ทำเป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองเป็นคู่ ซึ่งเมืองขึ้นส่งมาถวายแก่พระเจ้าแผ่นดินทุกๆ ๓ ปี” หรือ “เครื่องสักการะที่เจ้านายหรือขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่เจ้าพระยาขึ้นไปถวายพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้รับสถาปนาให้ทรงกรมหรือเลื่อนกรมให้สูงขึ้น หรือเมื่อได้รับพระราชทานตั้งยศ” โดยจะนิยามใน ๒ ประเด็นหลัก คือ เป็นเครื่องบรรณาการ และ สื่อกลางในการเลื่อนชั้นและตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น/// ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง : เครื่องสักการบูชาตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ///. ปรากฏหลักฐานแรกสุดจากการขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองตักกสิลา (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) ในสถูปซึ่งมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๖ พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นอูบหรือผอบประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุดอกไม้ประดิษฐ์ที่ใช้วัตถุดิบเป็นทองคำและเงิน เนื่องจากมีมูลค่าและคุณค่าสูง ประกอบกับคงทนถาวรกว่าแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ. ทั้งนี้เมืองตักกสิลาและบริเวณอื่นๆของอินเดียหลายแห่งเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาและระบบเครือข่ายทางการค้า ส่งผลให้คติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาจากตักกสิลาส่งอิทธิพลแนวคิดดังกล่าว เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเส้นทางการค้า โดยเริ่มจากบริเวณคาบสมุทรมลายูก่อนเผยแพร่เข้าไปทางภาคใต้ของไทย กับอีกเส้นทางหนึ่งคือจากอินเดียเข้าสู่พม่า ล้านนา และเข้ามาสู่สยาม. ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในวโรกาสเจริญพระชนพรรษาครบ ๓๒ พรรษา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๓๘ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ โดยอัญเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานบนบุษบกทองคำ และใช้ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ล้อมบุษบก นอกจากนี้คนในอดีตนิยมถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน เป็นเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัย เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ เสด็จยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และทรงถวายต้นไม้ทองต้นไม้เงินเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร/// ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง : เครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองประเทศราช ///. ในสมัยรัตนโกสินทร์ หัวเมืองประเทศราชของไทย เช่น เมืองหล่ม เมืองหลวงพระบาง เมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เขมร ชนกลุ่มต่างๆทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(กะเหรี่ยง) มลายู (ไทรบุรี ปัตตานี กลันตัน และตรังกานู) จะต้องส่งต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง หรือ ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการมายังกรุงเทพฯ ทุกๆ ๓ ปี หรือทุกปี ที่เป็นทั้งเงินทองหรือผลิตผลในท้องถิ่นมากน้อยไม่มีกฎเกณฑ์กำหนด หรืออาจเป็นสิ่งของที่กรุงเทพฯแจ้งความต้องการไป เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์และการยอมเป็นเมืองขึ้นไทย . โดยขนาดของต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ที่ส่งมาถวาย จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และฐานะความมั่งคั่งของแต่ละรัฐ ดังนั้น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง หรือ ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายความจงรักภักดีต่อประเทศราชเหล่านั้น/// ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง : สื่อกลางในการเลื่อนชั้นหรือบรรดาศักดิ์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ///. ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เป็นสิ่งที่เจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมหรือเลื่อนกรมสูงขึ้น ทูลเกล้าฯถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและแสดงการยอมรับในพระราชอำนาจ โดยเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ แล้ว เช่น ขุนนางที่ได้รับบรรดาศักดิ์สูงขึ้นเป็นเจ้าพระยาจะต้องนำพุ่มไม้เงิน พุ่มไม้ทอง ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย หลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการแล้ว พุ่มไม้เงินพุ่มไม้ทองคู่นี้จะนำมาใส่แจกัน อาจเป็นแจกันแก้วเจียรนัยหรือแจกันเคลือบ แล้วแต่ฐานะของผู้ที่ได้บรรดาศักดิ์. จะเห็นได้ว่า “ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง” นอกจากจะใช้เป็นเครื่องพุทธบูชา ไว้สักการบูชาเนื่องในพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อเป็นของขวัญของกำนัล เชื่อมสัมพันธไมตรีก่อนจะถูกกำหนดให้เป็นเครื่องบรรณาการจากเมืองเจ้าของประเทศราช หลังจากนั้นเจ้าเมืองประเทศราชได้นำไปใช้ในการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้แก่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักเพื่อแสดงการยอมรับพระราชอำนาจอีกด้วย""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""ที่มา : - เกรียงไกร ฮ่องเฮงเส็ง. (2561) ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง - ดอกไม้บรรณาการ: จากสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพสู่ภาพตัวแทนอำนาจการปกครอง. วารสารไทยศึกษา ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม หน้า 29-60. - สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี. (2556). ต้นไม้ทองต้นไม้เงินสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม. - สินชัย กระบวนแสง และวรรณิสิริ นุ่นสุข. (2545). การศึกษาคติในการบูชาพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีดอกไม้เงินดอกไม้ทอง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช."""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""". พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้นำตัวอย่างดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ที่จัดแสดงอยู่ ณ ห้องโบราณวัตถุที่พบในฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มาให้ทุกท่านได้ชมกันค่ะ. ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทองทั้ง 4 รายการนี้ แม้จะเป็นสิ่งของที่มีขนาดเล็ก แต่ก็แสดงถึงความศรัทธาและฝีมือของช่างในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีค่ะ แล้วพบกันใหม่ในองค์ความรู้รอบหน้านะคะ""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) e-mail : cm_museum@hotmail.comสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+

ตุงและคันตุง

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่#ตุงและคันตุง. สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ค่ะแฟนเพจทุกท่าน วันนี้ก็กลับมาพบกับองค์ความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ กันอีกเช่นเคยนะคะ ในวันนี้ขอเสนอเรื่อง "ตุงและคันตุง" ค่ะ . ตุง เป็นเครื่องแขวนอย่างหนึ่งสำหรับใช้ในพิธีกรรมคล้ายธง โดยตุงถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย เช่น ผ้า กระดาษ ไม้ โลหะ ตามแต่โอกาสที่ใช้และฐานะของผู้สร้าง หากเป็นตุงที่สร้างจากวัสดุที่ไม่กวัดไกวตามกระแสลมจะเรียกตุงชนิดนั้นว่า “ตุงกระด้าง” ซึ่งจะสร้างด้วยโลหะ ไม้ หรือ ปูน เป็นต้น. หลักฐานการใช้ตุงเป็นเครื่องพุทธบูชา ปรากฏในเอกสารล้านนาโบราณหลายฉบับ เช่น ตำนานเมืองเชียงแสน กล่าวถึง การประดิษฐานพระบรมธาตุเหนือยอดดอยลูกหนึ่ง พระมหากัสสปเถระเจ้าได้อธิษฐานตุงขึ้นตั้ง คันตุงนั้นสูงแปดพันวา ตุงยาวเจ็ตพันวา กว้างสี่ร้อยวา หลังจากเหตุการณ์นี้ คนทั้งหลายจึงเรียกดอยแห่งนั้นว่า "ดอยตุง" . โดยหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการใช้ตุงปรากฏในศิลาจารึกวัดพระยืน ระบุว่าเมื่อราว พ.ศ. ๑๙๑๓ เมื่อพญากือนาตั้งขบวนต้อนรับพระสุมนเถระจากสุโขทัย ในขบวนนั้นมีการประดับด้วยธง (ตุง) . เหตุที่ชาวล้านนานิยมถวายตุงไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะมีความเชื่อว่าการถวายทานตุงนั้นได้อานิสงค์มาก เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้วจะไม่ตกนรกนั้นเองค่ะ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ขอยกตัวอย่างตุงจากห้องโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 2 รายการ มาให้ทุกท่านได้ชมกันค่ะ หากท่านใดสนใจสามารถแวะเข้ามาชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ของเรานะคะ พบกันใหม่ในองค์ความรู้รอบหน้าค่าาา """"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) e-mail : cm_museum@hotmail.comสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+

ลูกชั่งลูกเป้ง

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ #ลูกเป้ง. สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับสาระความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ค่ะ. ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่คะ ว่าสมัยก่อนเมื่อมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่ต้องวัดน้ำหนักกัน คนสมัยก่อนเค้าทำกันอย่างไร ในเมื่ออดีตยังไม่มีการกำหนดหน่วยกิโลกรัมเป็นมาตรฐาน. การซื้อขายด้วยการชั่งในอดีตนั้น พบว่ามีการใช้ตราชั่งแบบตาเต็งหรือตาชู(ตาชั่งแบบสุเมเรียน) ในการใช้ตาชูจะต้องมีลูกชั่งซึ่งเป็นโลหะที่กำหนดน้ำหนักไว้เป็นมาตราฐานเพื่อนำมาชั่งน้ำหนักสิ่งของต่างๆ โดยในล้านนาจะเรียกลูกชั่งลักษณะนี้ว่า "ลูกเป้ง" ค่ะ . วันนี้เราลองมาทำความรู้จัก "ลูกเป้ง" ลูกชั่งของล้านนาด้วยกันนะคะ"""""""""""""""""""""""""""""""""""""". “ลูกเป้ง” หรือ “เป้ง” เป็นตัวถ่วงน้ำหนักที่ใช้กับเครื่องชั่งโบราณหรือตราชู คนโบราณเรียกชั่งชนิดนี้ว่า “ยอย” ด้านหนึ่งมีจานใส่ของ เรียกว่า ผางยอย . “ลูกเป้ง”ทำจากโลหะ ส่วนมากเป็นสำริดหรือทองเหลือง ‘เป้ง’มีขนาดแตกต่างกันออกไป ขนาดเล็กที่สุดอาจเท่าเมล็ดถั่วไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม . วิธีใช้ คือ วางของที่จะชั่ง เช่น ฝิ่น เงิน ทอง หรือสิ่งของที่ซื้อขายกันในตลาด เช่น พริก กระเทียม ยาสมุนไพร ไว้ที่จานใบหนึ่งของตราชู จากนั้นวาง ‘เป้ง’ ที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักไว้ที่จานอีกใบหนึ่งของตราชู วาง ‘เป้ง’ขนาดต่าง ๆ จนทำให้แขนของตราชูขนานกับพื้นทั้งสองข้างก็จะทราบว่าของที่ชั่งนั้นมีน้ำหนักเท่าใด. “ลูกเป้ง” นิยมทำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก เป็ด หงส์ ช้าง สิงห์ และสัตว์ตามปีนักษัตร หรือทำเป็นลูกกลมๆ ไม่ตกแต่งลวดลาย ขาวมอญในพม่านิยมใช้ลูกชั่งรูปหงส์ เนื่องจากเป็นสัตว์ในวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับการตั้งเมืองหงสาวดี ‘เป้ง’บางตัวมีการเติมเนื้อตะกั่วเข้าไปเพื่อให้ได้น้ำหนักครบตามจำนวน. ความสำคัญของ “ลูกเป้ง” นั้นนอกจากจะเป็นเครื่องถ่วงน้ำหนักแล้ว คนล้านนายังใช้ลูกเป้งแทนความสำคัญอย่างอื่นได้อีก เช่น. ใช้ “ลูกเป้ง” แทนทรัพย์สินเช่นเดียวกับเงินตรา เช่น ใส่ใน ‘ขันตั้ง’ เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีสืบชะตาเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวล้านนาจะใช้ “ลูกเป้งรูปนักษัตร” หรือ “เป้งสิบสองราศี” ใส่ขันตั้งไปด้วย เพราะเชื่อว่าจะเกิดสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น ฤทธิ์ของลูกเป้งตามแต่ละราศี จะสามารถปราบขึด(ความอัปมงคล)หรือเสนียดจัญไรให้แก่ผู้ใส่ได้เป็นอย่างดี และ “ลูกเป้ง” ยังหมายถึง ตัวนำโชค บางคนจึงพก “ลูกเป้ง” ไว้เป็นเครื่องรางติดตัวเพื่อคอยป้องกันสิ่งไม่ดีต่างๆ. การเก็บลูกเป้ง ชาวล้านนาจะเก็บลูกเป้งไว้ใน ถุงผ้าขนาดเล็ก รูปทรงคล้ายย่ามที่ปากถุงมีห่วงเงินเล็ก ๆ หลายห่วงร้อยเชือกไว้ ส่วนปลายเชือกจะมีลูกปัด หรือลูกแก้วผูกอยู่ ใส่พกติดเอวโดยเหน็บกับเข็มขัด เรียกว่า “ถงเป้ง” หรือ “ถุงเป้ง” . ในอดีตนั้น “ลูกเป้ง”และ “ถุงเป้ง” มีความสัมพันธ์กับความเชื่อของคนล้านนาที่สอดคล้องกับคำทำนายหรือหนังสือพรหมชาติล้านนาหลายฉบับที่กล่าวถึง โฉลกในการพกลูกเป้งและการเลือกใช้ถุงสำหรับบรรจุทรัพย์ว่า ‘คนใดเกิดปีใดควรพกลูกเป้งกับถุงเป้งใด’ เพื่อให้เป็นมงคลกับตัว ดังนี้คนเกิดปีใจ้ (ชวด) ให้ใช้เป้งรูปหนู ใช้ถุงเป้งลายเหลืองคนเกิดปีเปล้า (ฉลู) ให้ใช้เป้งรูปวัว ถุงเป้งสองชั้น นอกขาวในเหลืองคนเกิดปียี (ขาล) ให้ใช้เป้งรูปเสือ ถุงเป้งสามชั้น ในเหลือง กลางขาว นอกดำคนเกิดปีเหม้า (เถาะ) ให้ใช้เป้งรูปกระต่าย ถุงเป้งสองชั้น นอกขาว ในเหลืองสายแดงคนเกิดปีสี (มะโรง) ให้ใช้เป้งรูปพญานาค ถุงเป้งสองชั้น ในแดง นอกดำคนเกิดปีใส้ (มะเส็ง) ให้ใช้เป้งรูปงู ถุงเป้งสองชั้น นอกเขียว ในขาวคนเกิดปีสะง้า (มะเมีย) ให้ใช้เป้งรูปม้า ถุงเป้งสามชั้น ในแดง กลางเหลือง นอกขาวคนเกิดปีเม็ด (มะแม) ให้ใช้เป้งรูปแพะ ถุงเป้งสองชั้น ในหม่น นอกขาวคนเกิดปีสัน (วอก) ให้ใช้เป้งรูปลิง ถุงเป้งสามชั้น นอกแดง กลางขาว ในเหลืองคนเกิดปีเร้า (ระกา) ให้ใช้เป้งรูปไก่ ถุงเป้งสองชั้น นอกหม่น ในขาว สายเหลืองคนเกิดปีเส็ด (จอ) ให้ใช้เป้งรูปหมา ถุงเป้งสองชั้น นอกเหลือง ในขาวคนเกิดปีไก๊ (กุน) ให้ใช้เป้งช้าง ถุงเป้งสองชั้น ในขาว นอกเหลือง สายเขียวหรือแดง""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""ที่มา : - นวรัตน์ เลขะกุล. (๒๕๔๗). เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงค์ กรุงเทพฯ: สารคดี.- ระบบการชั่ง ล้านนา. (มปป). ธนาคารแห่งประเทศไทย. ค้นเมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://www.bot.or.th/.../BOT.../Northern/Pages/T-scale.aspx

วันปากปี

--- วันปากปี --- . “วันปากปี” หรือ “วันปากปี๋” วันที่สี่ของประเพณีปีใหม่เมือง จัดว่าเป็นวันสำคัญ อีกวันหนึ่ง ในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นวันแรกของปี (ในปี 2564 นี้ วันปากปีตรงกับวันที่ 17 เม.ย. ) . วันนี้คนล้านนาจะกินแกงขนุนกันทุกครอบครัว เพราะเชื่อว่าจะหนุนชีวิตให้เจริญก้าวหน้า ช่วงสายๆชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่ใจบ้านเพื่อทำบุญเสาใจบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บางแห่งอาจ จะต่อด้วยพิธีสืบชะตาหมู่บ้านและพากันไปขมาคารวะรดน้ำดำหัว ผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านต่างๆ ในตอนค่ำของวันนี้จะมีการบูชาเทียน สืบชะตา ลดเคราะห์ รับโชค เพื่อให้เกิดความเป็นมงคล แก่ครอบครัว """""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) e-mail : cm_museum@hotmail.com สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308 For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+

วันพญาวัน

--- วันพญาวัน --- “วันพญาวัน” วันที่สามของประเพณีปีใหม่เมือง ถือเป็นวันเถลิงศกเปลี่ยนศักราช เริ่มต้นปีใหม่ (ในปี 2564 นี้ วันพญาวันตรงกับวันที่ 16 เม.ย. ) . ในวันนี้มีการทำบุญทางศาสนาตั้งแต่เช้าตรู่และอุทิศส่วนบุญกุศลไปถึงญาติผู้ล่วงลับ หรือที่เรียกว่า “ทานขันข้าว ช่วงบ่ายเป็นการรดน้ำดำหัว เพื่อขอขมาคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ ครูอาจารย์ ไปสรงน้ำ พระพุทธรูปเจดีย์ วันนี้คนล้านนาจะทัดดอกไม้นามปี เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต (ปี 2564 นี้ ดอกไม้นามปี คือ ดอกบุนนาค) . นอกจากนี้ วันนี้ยังเป็นวันที่นิยมเริ่มต้นเรียนศาสตร์ศิลป์ต่างๆ เช่น มนต์คาถา สักยันต์ หรือทำพิธีสืบชะตา ขึ้นบ้านใหม่ ไหว้ครู และในหลายพื้นที่ยังมีกิจกรรมแห่ไม้ค้ำศรี หรือไม้ค้ำโพธิ์ เพื่อสืบต่ออายุพระศาสนาและค้ำชูอุดหนุนให้แก่ชีวิตเจริญรุ่งเรือง """""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) e-mail : cm_museum@hotmail.com สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308 For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+

วันเนาว์

--- วันเนาว์ --- . "วันเนาว์” หรือ “วันเน่า" เป็นวันที่สองของปีใหม่เมือง (ในปี 2564 นี้ วันเนาว์ตรงกับวันที่ 15 เม.ย. ) . วันนี้ยังไม่ถือว่าเป็นวันปีใหม่ เป็นช่วงที่พระอาทิตย์ยังเนาอยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ ในแง่โหราศาสตร์ถือเป็นวันไม่ดี ไม่ส่งเสริมมงคลและเชื่อว่าหากใครด่าทอ ทะเลาะ วิวาทกัน จะทำให้เป็นอัปมงคลตลอดทั้งปี ดังนั้นวันนี้จะไม่ดุด่า ว่าร้ายให้แก่กัน . ในวันนี้เป็นวันที่จะต้องเตรียมสิ่งของต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในประเพณีปีใหม่เมือง เช่น ช่อ ตุง ข้าวตอกดอกไม้ หมากเหมี้ยง เสื้อผ้า เป็นต้น เพื่อใช้ในการทำบุญ ดำหัว ผู้มีพระคุณ ขนมที่มักนิยมทำกันในช่วงปีใหม่ ได้แก่ ข้าวหนมจ็อก ข้าววิตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวต้มหัวงอก ข้าวต้มมัด ข้าวหนมจั้น ข้าวแคบ ข้าวควบ ข้าวแตน เป็นต้น . ตลอดทั้งวัน เด็กๆ คนหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ จะพากันไปขนทรายที่แม่น้ำเข้าวัด เพื่อก่อเป็นเจดีย์ทราย โดยมีคติในการกำหนดรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น ก่อเป็นเจดีย์ ทรายเล็กๆ เท่าจำนวนอายุ หรือก่อเจดีย์ทรายตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อเสร็จ ให้นำตุงแบบต่างๆ ช่อข้าวตอก ดอกไม้ปักประดับให้สวยงามเพื่อเป็นพุทธบูชา """""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) e-mail : cm_museum@hotmail.com สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308 For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+


black ribbon.