...

ความรู้ทั่วไป
ตัวอย่างข้อมูล : กันตรึม

เครื่องดนตรีกันตรึม กันตรึม “กันตรึม” เป็นเพลงพื้นบ้านนิยมกันมากในจังหวัดสุรินทร์ เนื้อเพลงกันตรึมใช้ภาษาเขมรขับร้อง กันตรึมถือเป็นแม่บทของเพลงพื้นบ้าน และการละเล่นพื้นบ้านอื่นๆ ของจังหวัดสุรินทร์ ประวัติความเป็นมา ประวัติการเล่นกันตรึมไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด ลักษณะของเพลงกันตรึมเป็นเพลงปฏิพากย์คล้ายๆ เพลงฉ่อย เพลงเรือ หรือลำตัด จะแตกต่างที่เนื้อร้องกันตรึมเป็นภาษาเขมร ดนตรีบรรเลงประกอบ คือ กลองโทน(สก็วล) และซอ(สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘) เหมือนกับประเทศกัมพูชา วงดนตรีกันตรึมมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวสุรินทร์มาแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีแบบใดๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานพิธีกรรมต่างๆ หรือใช้บรรเลงในพิธีเซ่นสรวงบูชา ทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น งานพิธีต่างๆ ของกลุ่มชาวไทยเขมรส่วนมากมักจะใช้วงกันตรึมบรรเลงยืนพื้นตลอดงาน ปัจจุบันกันตรึมใช้เป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงโดยทั่วไป มีการสืบทอดตามแบบการละเล่นพื้นบ้านแบบรุ่นสู่รุ่น คือ เมื่อผู้เล่นกันตรึมคณะเดิมชราภาพ หรือย้ายถิ่นที่อยู่ ก็จะถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจเพื่อสานต่อ(สงบ บุญคล้อย ๒๕๒๒ : ๘) วิวัฒนาการของเพลงกันตรึม ๑. ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงปฏิพากย์ของเขมร ในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเพลงปฏิพากย์ภาคกลางของประเทศไทยทั้งโครงสร้างของเพลง วิธีการแสดง และเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบ ได้แก่ กลองโทน ซอ และใช้การปรบมือเข้าจังหวะ เพลงปฏิพากย์ที่เล่นกันในประเทศกัมพูชาจะมีเพลงปรบเกอย เพลงอายัย เพลงอมตูก และเจรียงต่างๆ เป็นต้น (สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘) ๒. วิวัฒนาการจากการใช้กลอง(สก็วล) ซึ่งเสียงตีกลองจะดัง “โจ๊ะกันตรึม ตรึม” จึงได้นำเสียงที่ดังนั้นมาตั้งเป็นชื่อวงดนตรี เรียกว่า “กันตรึม” การเล่นกันตรึมจะมีผู้ร้องทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ผู้แสดงจะร้อง และรำไปด้วย เป็นการรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ท่ารำไม่มีแบบแผนตายตัว ปัจจุบันคณะกันตรึมบางคณะที่ยังเล่นอยู่ก็มีแบบการรำที่ไม่แน่นอน เนื่องจากกันตรึมไม่เน้นทางด้านการรำ แต่จะเน้นที่ความไพเราะของเสียงร้อง และความสนุกสนานของท่วงทำนองเพลงกันตรึมที่มีหลากหลายมากกว่า เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นกันตรึม ประกอบด้วย กลองกันตรึม(สก็วล) ๒ ลูก ซอ(ตรัว) ๑ คัน ปี่อ้อ ๑ เลา ขลุ่ย ๑ เลา ฉิ่ง กรับ และฉาบ อย่างละ ๑ คู่ แต่ถ้ามีเครื่องดนตรีไม่ครบก็อาจจะอนุโลมใช้เครื่องดนตรีเพียง ๔ อย่าง คือ กลองกันตรึม ๑ ลูก ซอ ๑ คัน ฉิ่ง และฉาบ อย่างละ ๑ คู่ ในปัจจุบัน วงกันตรึมบางคณะได้นำเอาเครื่องดนตรีสากลมาใช้ เช่น กลองชุด กีตาร์ และไวโอลิน เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปตามความนิยมของผู้ชม การแต่งกาย การแต่งกายทั้งของนักดนตรีและนักร้องชายหญิงไม่มีแบบแผนกฎเกณฑ์ที่แน่นอน จะแตกต่างตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผู้ชม เช่น หญิงนุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียง ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอว และมีผ้าขาวม้าไหมพาดไหล่ทั้งสองข้าง โดยชายผ้าทั้งสองจะห้อยอยู่ทางด้านหลัง ผู้เล่นและโอกาสที่ใช้เล่น การเล่นกันตรึม ใช้ผู้เล่นประมาณ ๖ – ๘ คน ผู้ร้องเป็นชายและหญิง อาจจะมี ๑ – ๒ คู่ หรือชาย ๑ คน หญิง ๒ – ๓ คน แต่โดยทั่วไปนิยมให้มีชาย ๒ คน หญิง ๒ คน การเล่นกันตรึมจะเล่นในโอกาสต่างๆ ทั้งในโอกาสเฉลิมฉลอง งานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานโกนจุก งานบวชนาค เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และลอยกระทง เป็นต้น หรืองานอวมงคล นอกจากนี้ยังใช้เล่นในพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อพื้นบ้าน วิธีเล่นกันตรึม วงกันตรึมจะเล่นที่ไหน ก่อนเริ่มการแสดงจะต้องมีพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งผู้ดูและผู้เล่น เมื่อไหว้ครูเสร็จก็จะเริ่มบรรเลงเพลง เป็นการโหมโรงเพื่อปลุกใจให้ผู้ดูรู้สึกตื่นเต้น และผู้แสดงก็จะได้เตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดง โดยเริ่มบทไหว้ครูตามธรรมเนียมโบราณดั้งเดิม วิธีการร้องจะขับร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง มีการรำประกอบการร้อง ไม่ต้องใช้ลูกคู่ช่วยร้องรับบทเพลง บทเพลงกันตรึม บทเพลงกันตรึมไม่มีเนื้อร้องเป็นการเฉพาะ แต่มักคิดคำกลอนให้เหมาะสมกับงานที่เล่น หรือใช้บทร้องเก่าๆ ที่จดจำกันมามีประมาณ ๒๒๘ ทำนองเพลง ไม่มีใครสามารถจดจำได้ทั้งหมด เพราะไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการจดจำต่อๆ กันมาเท่านั้น การแบ่งประเภทบทเพลงกันตรึม ๑. บทเพลงชั้นสูงหรือเพลงครู เป็นบทที่มีความไพเราะ สูงศักดิ์ ทำนองเพลงอ่อนหวานกินใจ แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ เช่น เพลงสวายจุมเวื้อด ร่ำเป็อย – จองได มโหรี และเพลงเซร้ยสะเดิง เป็นต้น ๒. บทเพลงสำหรับขบวนแห่ มีทำนองครึกครื้นสนุกสนาน มีการฟ้อนรำประกอบการขับร้อง มีหลายทำนอง เช่น รำพาย ซมโปง ตร็อบตุม และเกาะเบอรมแบง เป็นต้น ๓. บทเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ เป็นบทเพลงที่มีทำนองรวดเร็ว เร่งเร้า ให้ความสนุกสนาน ใช้เป็นบทขับร้องในโอกาสทั่วๆ ไป เช่น เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สู่ขวัญ และรำพึงรำพัน เป็นต้น ทำนองเพลงจะมีหลายทำนอง เช่น อมตูก กัจปกาซาปาดาน กันเตรยโมเวยงูดตึก กะโน้ปติงต้อง และมลบโดง เป็นต้น ๔. บทเพลงประยุกต์ เป็นบทเพลงที่ใช้ทำนองเพลงลูกทุ่งเข้ามาประยุกต์เป็นทำนองเพลงกันตรึม เช่น ดิสโก้กันตรึม สัญญาประยุกต์ และเตียแขมประยุกต์ เป็นต้น

-
พระพิมพ์จากวัดธาตุกุด ร้าง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพิมพ์จากวัดธาตุกุด (ร้าง) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน”วัดธาตุกุด (ร้าง) หรือเจดีย์มอญปากบ่อง ตั้งอยู่ที่ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน กรมศิลปากรได้ดำเนินงานทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.2553 พบหลักฐานการสร้างซ้อนทับกัน 2 สมัย โดยสมัยแรกก่อสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆังในฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ต่อมามีการก่อขยายส่วนฐานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นศิลปะแบบมอญ-พม่า สันนิษฐานว่าเป็นงานบูรณะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นอกจากนี้ จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบพระพิมพ์ดินเผาศิลปะพม่าแบบมัณฑเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบพระพิมพ์ที่ไม่พบในที่ใดของดินแดนล้านนา ปัจจุบันพระพิมพ์จากการขุดค้นวัดธาตุกุด (ร้าง) แห่งนี้จัดแสดงอยู่ที่ห้องพระพิมพ์ล้านนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่พระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีวัดธาตุกุด (ร้าง) ส่วนมากเป็นพระพิมพ์ดินเผา สามารถจำแนกรูปแบบศิลปะออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ศิลปะหริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ 17-18) พบจำนวน 7 ชิ้น ประกอบด้วย พระพิมพ์สามใบโพธิ์หรือพระพิมพ์สามใบศรี ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าปางมารวิชัยเรียงกัน 3 องค์ และ พระพิมพ์พระสิบสอง ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้า 12 องค์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ 2) พระพิมพ์ศิลปะพุกาม พบจำนวน 1 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิราบบนฐานที่มีสิงห์แบกรองรับฐาน 3) พระพิมพ์ศิลปะท้องถิ่นล้านนา อิทธิพลศิลปะอังวะ พบจำนวน 7 ชิ้น เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัยบนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ไม่ทรงเครื่อง พระรัศมีเป็นเปลวสูง และ 4) พระพิมพ์พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะมัณฑเล พบจำนวน 19 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานสูง สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎแหลมคล้ายชฎา สวมสังวาลรูปกากบาท ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นศิลปะพม่าที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาในสมัยราชวงศ์คองบอง จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณปากบ่องหรือบริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) นี้น่าจะเป็นชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็งมาตั้งแต่สมัยดินแดนล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์เจ้าองค์ดำ เชื้อสายล้านช้างซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพม่าให้ขึ้นปกครองนครเชียงใหม่ จากนั้นได้รบกับเทพสิงห์ (อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่) และเจ้าอัตวรปัญโญ (เจ้านครน่าน) บริเวณสบทาป่าซาง แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่นี้น่าจะมีความสำคัญมากในครั้งอดีต ต่อมาช่วง พ.ศ.2294 กลุ่มไทลื้อและไทเขิน พากันสู้รบขับไล่พม่าจากเมืองเชียงแสน เพี้ย-นรลักษณ์ เจ้าเมืองเชียงแสนซึ่งเป็นขุนนางพม่าได้หลบหนีมาอยู่บริเวณสบทาระยะหนึ่ง ก่อนจะชิงเมืองเชียงแสนกลับมาได้ นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานว่าช่วง พ.ศ.2307 พม่านำเรือจากเมืองเชียงใหม่มาเกณฑ์ข้าวจากสบทาไปถึง 1,000 ต๋าง (กระบุง) ดังนั้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นี้เองที่บริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) มีความสำคัญในฐานะชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมและพระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดี ต่อมาชุมชนแห่งนี้น่าจะถูกทิ้งร้างลงเมื่อทัพเมืองลำพูนและทัพวังพร้าวร่วมกันปราบปรามชุมชนพม่า และฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อชุมชนชาวจีนจากสระบุรีขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและประกอบการค้าค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงสายกลาง จินดาสุ และคณะ. นามานุกรมแหล่งมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ล้านนาตะวันตก. เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่สแกนเนอร์, 2560.สุระ พิริยะสงวนพงศ์. พระพุทธรูปศิลปะพม่า รูปแบบและพัฒนาการ ตั้งแต่สมัยพุกาม-หลังมัณฑเล. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2568.หจก.เฌอ กรีน. รายการเบื้องต้น การขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานวัดธาตุกุด (ร้าง), เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2553.

พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่”“เวียงกุมกาม” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1829 โดยพระญามังราย สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งเวียงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งและมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง พระญามังรายจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงใน พ.ศ.1839 อย่างไรก็ดีเวียงกุมกามก็ยังคงมีการใช้พื้นที่มาตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา กระทั่งถูกทิ้งร้างหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และเวียงแห่งนี้ได้ถูกตะกอนดินทับถมเป็นเวลากลายร้อยปี กระทั่งมีการดำเนินงานทางโบราณคดีให้เวียงแห่งนี้กลับมาเผยโฉมอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2527พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินงานทางโบราณคดีที่เวียงกุมกาม โดยสำรวจพบวัดร้าง 25 แห่ง และโบราณสถาน 2 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่ คือ วัดช้างถ้ำกานโถม และวัดเจดีย์เหลี่ยม จากนั้นได้ขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงตามวัดต่าง ๆ นับตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมล้านนาและการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและกรุงศรีอยุธยา ที่จะกล่าวต่อไปนี้พ.ศ.2531-2532 หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีวัดหัวหนอง (ร้าง) และวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยาแห่งละ 1 ชิ้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ โบราณสถานวัดหัวหนอง (ร้าง) เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่เวียงกุมกาม แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงเรียกว่าวัดหัวหนอง โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วิหารและเจดีย์ช้างล้อม กลุ่มที่ 2 อุโบสถและมณฑป และกลุ่มที่ 3 แนวกำแพงแก้วและซุ้มโขง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระขนง(คิ้ว)ต่อกันเป็นปีกกา ปรากฏขอบไรพระศก เม็ดพระศกขนาดเล็กคล้ายหนามขนุน และพระรัศมีเป็นเปลว เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดจากวัดธรรมิกราช และที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้สามารถกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงกุมกาม เดิมเป็นเนินโบราณสถาน 2 เนิน เรียกว่าเนินพระเจ้ามังรายและเนินพระเจ้าองค์ดำ สาเหตุที่เรียกเนินพระเจ้าองค์ดำเนื่องจากพบพระพุทธรูปสำริดที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณดคี ได้แยก 2 เนินดังกล่าวออกเป็น 2 วัด คือ วัดพระเจ้ามังรายแห่งหนึ่งและวัดพระเจ้าองค์ดำแห่งหนึ่ง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริด ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์รูปไข่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ปรากฏขอบไรพระศก ปรากฏเส้นวงแหวนใต้อุษณีษะ และพระรัศมีเป็นเปลวสูง เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 หลักฐานศิลปกรรมแบบอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนทางตอนใต้ที่แพร่เข้ามายังดินแดนล้านนาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 2 ดินแดนมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสงคราม การค้า และศาสนา โดยพบหลักฐานอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 อันสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเวียงกุมกามยังถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงหลังการสถาปนานครพิงค์เชียงใหม่ ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงพิสิฐศักดิ์ บรรณานุรักษ์ และเสน่ห์ มั่นประสงค์. รายงานการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคง วัดหัวหนอง เวียงกุมกาม เสนอ หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ม.ป.ท, 2531.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูป พระพิมพ์ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2564.ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: ถาวรกิจการพิมพ์, 2548.สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2542.

โบราณวัตถุจากฮอด อยู่ที่ไหนบ้าง

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“โบราณวัตถุจากฮอด อยู่ที่ไหนบ้าง...?”การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงในพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี ต่อมาเขื่อนแห่งนี้ได้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อนต้องกลายเป็นพื้นที่รับน้ำที่จะสูงขึ้นกว่า 12-15 เมตร อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอฮอด และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นทางราชการจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจและศึกษาค้นคว้าก่อนที่พื้นที่ดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น 7 สาขา ที่สำคัญคือคณะอนุกรรมการสาขาโบราณคดี สำหรับศึกษาและประเมินผลกระทบทางโบราณคดี โดยมีนายกฤษณ์ อินทโกศัย รองอธิบดีกรมศิลปากร (ในขณะนั้น) เป็นประธานคณะอนุกรรมการดังกล่าว การดำเนินงานทางโบราณคดี เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2502 โดยการสำรวจทางโบราณคดี และดำเนินการขุดค้นครั้งใหญ่ใน พ.ศ.2503 ใช้เวลาทั้งสิ้น 82 วัน พบโบราณวัตถุกว่า 600 รายการ พบโบราณสถานกว่า 30 แห่ง บางแห่งถูกลักลอบขุดไปแล้ว 100% บางแห่ง 50% และยังไม่มีการถูกลักลอบขุดจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ วัดหลวงฮอด ซึ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา และวัดเจดีย์สูง ซึ่งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจ อนึ่งยังมีเรื่องร่ำลือว่า วัดเจดีย์สูงเป็นวัดที่มีเทวารักษ์ที่ดุร้าย โบราณสถานแห่งแรกที่ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีคือ “วัดเจดีย์สูง” พบโบราณวัตถุจำนวนมากถึง 208 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 2 คือ “วัดศรีโขง” พบโบราณวัตถุจำนวน 115 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 3 คือ “วัดดอกเงิน” พบโบราณวัตถุ 59 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โบราณสถานแห่งที่ 4 คือ “วัดสันหนอง” พบโบราณวัตถุชิ้นเดียว และโบราณสถานแห่งที่ 5 คือ “วัดดอกคำ” พบโบราณวัตถุจำนวน 16 ชิ้น เมื่อการขุดค้นทางโบราณคดียุติลง อนุกรรมการสาขาโบราณคดีจึงนำโบราณวัตถุต่าง ๆ ไปเก็บรักษาไว้ยังสถานีตำรวจฮอด และเปิดให้ประชาชนเข้าชม มีงานสมโภชโบราณวัตถุอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12-16 มีนาคม 2503 อย่างเอิกเกริกจากนั้นโบราณวัตถุที่พบจากฮอด ถูกนำไปเก็บรักษายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อการศึกษาค้นคว้า และความปลอดภัยต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติส่วนภูมิภาค โบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้ยังส่วนกลางจึงถูกแบ่งไปจัดแสดงให้ประชาชนชมตามภูมิภาคต่าง ๆ โบราณวัตถุที่พบจากฮอดจึงเป็นตัวแทนของศิลปะล้านนา (แต่เดิมเรียก ศิลปะเชียงแสน) เพื่อเป็นตัวอย่างโบราณวัตถุในการศึกษาศิลปะในประเทศไทยปัจจุบันโบราณวัตถุที่พบจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ถูกจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่าง ๆ ในสังกัดกรมศิลปากร ดังนี้1. ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นสถานที่ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดมากที่สุด เช่น เครื่องพุทธบูชาจากกรุวัดเจดีย์สูง ประกอบด้วยบัลลังก์จำลอง แท่นพระเจ้า พระพุทธรูปสำริดประดับทองคำ เป็นต้น2. ห้องคติการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดในแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างกรุเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา เช่น บัลลังก์จำลองและมณฑปทรงปราสาท ดีบุกประดับทองคำ จากกรุวัดเจดีย์สูง เป็นต้น3. ห้องโบราณวัตถุจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดแสดงเรื่องราวการขุดค้นทางโบราณคดีแบบกู้ภัยในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เช่น พระพุทธรูปจากวัดศรีโขง แผงพระพิมพ์จากวัดเจดีย์สูง พระพุทธรูปหินเขี้ยวหนุมาน (หินควอตซ์) จากวัดดอกเงิน นอกจากนี้ยังจัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ที่พบจากวัดเจดีย์สูง อีกด้วย4. ห้องจิตรกรรมไทยประเพณี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่พบจากวัดดอกเงิน ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกฤษณ์ อินทโกศัย และคณะ. สมบัติศิลปจากบริเวณเขื่อนภูมิพล. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2508. (พิมพ์เป็นที่ระลึกในการฌาปนกิจศพ นายนกยูง พงษ์สามารถ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2508).จีราวรรณ แสงเพ็ชร์. กรุและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2566.ฉัตรลดา สินธุสอน และคณะ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2560.ศศิธร โตวินัส และคณะ. นำชมอาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2565.

พระอดีตพุทธ หลักฐานจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระอดีตพุทธ : หลักฐานจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ”พระอดีตพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้าในอดีตที่เสด็จลงมาอุบัติในโลกมนุษย์เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ คตินี้เป็นคติที่แพร่หลายอยู่ในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เชื่อว่า โลกนี้มีพระพุทธเจ้าลงมาอุบัติแล้วมากมายประดุจเม็ดทรายในมหาสมุทร โดยมีระยะเวลากำเนิดและสิ้นสุดแตกต่างกัน ต่อมาคติความเชื่อดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายหินยาน (เถรวาท) ระบุไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ์ โดยเชื่อว่าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่มีนามว่า “พระโคตมพุทธเจ้า” หรือ “พระศากยมุนีพุทธเจ้า” นั้น เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 4 ในกัปที่ชื่อว่า “ภัทรกัป” หมายถึง กัปที่มีระยะเวลายาวนาน โดยก่อนหน้านั้นมีพระพุทธเจ้าลงมาอุบัติ ตรัสรู้ สั่งสอนเวไนยสัตว์ และปรินิพพานแล้ว 3 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และพระกัสสปพุทธเจ้า ตามลำดับ และในอนาคตจะบังเกิดพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ชื่อว่า “พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า” เป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัป จะลงมาอุบัติในโลกต่อเมื่ออายุกาลพระศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าครบ 5,000 ปีและอันตรธานหายไป ซึ่งปัจจุบันพระศรีอาริยเมตไตรยดำรงอยู่ในฐานะพระโพธิสัตว์อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตคติความเชื่อ “พระอดีตพุทธ” แพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนาและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังปรากฏอยู่ในตำนานพระเจ้าเลียบโลกซึ่งกล่าวถึงการเสด็จมาของพระโคตมพุทธเจ้ายังดินแดนต่าง ๆ จากนั้นทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนสถานที่ที่พระอดีตพุทธเคยเสด็จมา และทรงพยากรณ์บ้านเมืองที่จะเกิดในอนาคต โดยปรากฏหลักฐานพระพุทธรูปปางประทับรอยพระพุทธบาท ศิลปะล้านนา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่มีลักษณะการประทับรอยพระพุทธบาทของพระโคตมพุทธเจ้าซ้อนบนรอยพระพุทธบาทของพระอดีตพุทธเจ้า 3 รอย และหลักฐานบนรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกจากวัดพระสิงห์ฯ ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เป็นรอยพระพุทธบาทของพระอดีตพุทธ 3 พระองค์ ดังปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาอยู่เบื้องล่าง ประกอบด้วย พระบาทพระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระบาทพระพุทธเจ้าโกนาคมน์ และพระบาทพระพุทธเจ้ากัสสปะ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในวิหารวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าประทับนั่ง 4 พระองค์ หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ และตรงกลางเป็นสถูปหรือซุ้มปราสาทที่แสดงสัญลักษณ์ของพระศรีอริยเมตไตรย บางแห่งมีการสร้างรูปเคารพของพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นรูปเทวดาหรือพระโพธิสัตว์ เช่นที่ปรากฏอยู่ในอุโบสถวัดสวนตาล จังหวัดน่าน พระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองที่ประดิษฐานอยู่ภายในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 2 องค์ เป็นพระอดีตพุทธเจ้าในภัทรกัปโดยปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาอยู่บริเวณส่วนฐาน ดร.ฮันส์ เพนธ์ ได้สำรวจและศึกษาเมื่อ พ.ศ.2525 พบว่าพระพุทธรูปส่วนใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในระเบียงได้ถูกอัญเชิญมาจากบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงกระนั้นแม้ว่าพระอดีตพุทธทั้ง 2 องค์นี้จะถูกเคลื่อนย้ายมาก็ดีหรืออยู่บนดอยสุเทพมาแต่เดิมก็ดี ยังคงเป็นสิ่งสะท้อนความรับรู้และความเข้าใจในคติพระอดีตพุทธเจ้าของดินแดนล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ตามรูปแบบศิลปกรรมที่นิยมเรียกกันในอดีตว่า “ศิลปะแบบเชียงแสนสิงห์สอง” ซึ่งมีลักษณะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา แต่มีการปรับลักษณะบางประการให้อยู่ในรูปแบบศิลปะล้านนา เช่น พระเนตรเบิกกว้าง พระโอษฐ์เป็นแนวตรง สังฆาฏิเป็นแถบขนาดใหญ่ และประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์บนพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วงสมัยพระเมืองแก้วเป็นต้นมา“พระกกุสันธพุทธเจ้า” เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัป สำหรับพุทธลักษณะของพระกกุสันธพุทธเจ้าในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย แสดงปางมารวิชัย ส่วนด้านล่างของฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ระบุว่า “พฺรเจ้าอฺงนีกกฺกุสนฺเธาแล” หมายถึง “พระเจ้าองค์นี้กกุสันโธแล”“พระโกณาคมน์พุทธเจ้า” เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 ในภัทรกัป สำหรับพุทธลักษณะของพระโกนาคมน์พุทธเจ้าในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย แสดงปางสมาธิ ส่วนด้านล่างของฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ระบุว่า “พฺรเจ้า(อฺงนี)โกณาคมโนแล” หมายถึง “พระเจ้าองค์นี้โกณาคมโนแล”คติอดีตพระพุทธเจ้าได้แพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา จากความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ทำให้คติดังกล่าวส่งผลต่องานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และตำนาน ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าดินแดนล้านนาและดินแดนใกล้เคียงเป็นสถานที่ที่พระโคตมพุทธเจ้า และพระอดีตพุทธเคยเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ อันเป็นรากฐานให้พระพุทธศาสนายังคงประดิษฐานและรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนล้านนาตราบถึงปัจจุบันค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงชลดา โกพัฒตา. “คติความเชื่ออดีตพุทธเจ้าในสังคมไทยพุทธศตวรรษที่ 20-24” วารสารศิลปศาสตร์. 13(1), มกราคม-มิถุนายน 2556, น.77-103.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.ฮันส์ เพนธ์, ศรีเลา เกษพรหม และศราวุธ ศรีทา. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.

-
คูเมืองมีห่าน พิพิธภัณฑ์มีหงส์

“คูเมืองมีห่าน พิพิธภัณฑ์มีหงส์ มาถึงเชียงใหม่ ต้องแวะมาดูให้ครบ!”ช่วงนี้ใครผ่านคูเมืองเชียงใหม่ คงได้เห็น “ห่านน้อยใหญ่” ว่ายน้ำเพลินๆ กันเต็มไปหมดนอกจากจะน่ารักแล้ว…ห่านเหล่านี้ยังช่วยบำบัดน้ำเสีย และกำจัดวัชพืชในคูเมืองด้วยนะครับ แต่รู้ไหมว่า…ไม่ใช่แค่คูเมืองที่มีสัตว์น้ำให้ชมภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ยังมี โบราณวัตถุรูปหงส์และเป็ด ที่สะท้อนคติความเชื่อและงานศิลป์เก่าแก่ของชาวล้านนา ห่านคูเมืองอาจทำให้ใจสดชื่น แต่หงส์โบราณในพิพิธภัณฑ์ จะพาเราไปสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและเรื่องราวในอดีต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ–อาทิตย์**ใครไปคูเมืองตามหาห่าน…แวะมาตามหาหงส์ในพิพิธภัณฑ์ด้วยนะครับ#ห่านคูเมือง #หงส์พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวเชียงใหม่ cr.ภาพ background จากเพจ เชียงใหม่ CM108 ข่าวเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ตานก๋วยสลาก ในวัฒนธรรมล้านนา

ตานก๋วยสลาก ในวัฒนธรรมล้านนา ตานก๋วยสลาก หรือ บุญสลากภัต จัดขึ้นช่วงเดือน 12 เหนือ (เดือน 10 ใต้) เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บรรพบุรุษ “ก๋วยสลาก” คือภาชนะไม้ไผ่สานใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง ดอกไม้ ธูปเทียน และชื่อผู้ที่ต้องการอุทิศบุญไปให้ ประเพณีนี้คล้ายคลึงกับพิธีทำบุญในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย เช่น บุญสารทเดือนสิบ (ภาคกลาง) ชิงเปรต (ภาคใต้) แซนโฎนตา (อีสานใต้) บุญข้าวประดับดิน (อีสานเหนือ)Khuai Salak (Merit-Making Tradition in Lanna) “Khuai Salak” or Salak Phat is a Lanna merit-making ceremony held around September–October, to dedicate merits to ancestors Offerings such as rice, dried food, flowers, candles, and a name slip are placed in a bamboo basket Similar traditions across Thailand include:Sart Duen Sip (Central)Ching Pret (Southern)Pchum Ben / Sandonta (Lower Northeast)Khao Pradap Din (Upper Northeast)ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ฉันนั้น

องค์ความรู้เนื่องวันฮาโลวีน (Halloween)

++ องค์ความรู้เนื่องวันฮาโลวีน (Halloween) ++วันฮาโลวีน มีต้นกำเนิดจากเทศกาล Samhain ของชาวเคลต์โบราณในวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และเชื่อว่าเป็นวันที่มิติระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณสามารถเชื่อมต่อกันได้ และทำให้ภูตผีวิญญาณชั่วร้ายออกมาเร่ร่อนบนโลกมนุษย์ ดังนั้น เพื่อป้องกันวิญญาณร้ายเหล่านั้น ผู้คนจึงก่อกองไฟ จุดตะเกียง และแต่งกายเลียนแบบผี ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เข้ามา มีการปรับเปลี่ยนเป็น "All Hallows' Eve" หรือวันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints' Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายน และพัฒนามาเป็นเทศกาลที่สนุกสนานเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกาย ขนม และการตกแต่ง ในเวลาต่อมาเรื่อง “ผี ๆ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่” ไม่ใช่ “ภูตผี” หรือ “วิญญาณร้าย” แต่ “ผี” ในที่นี้หมายถึง ผีบรรพชน หรือ ผีบรรพบุรุษ ตามแนวคิดคติชนวิทยา โดยขอนำเสนอความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับโลกหลังความตายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตัวอย่างหลักฐานโบราณคดีที่พบจากแหล่งโบราณคดีประตูผา จังหวัดลำปาง โดยคำว่า “ประตูผา” หมายถึง ช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางจากเมืองลำปางไปสู่เมืองงาว จังหวัดพะเยา แทนเส้นทางดอยขุนตาน และเมือกเขาผีปันน้ำที่มีความสูงชัน และยากต่อการเดินทางในสมัยอดีตแหล่งโบราณคดีประตูผา ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.2531 ภายในพื้นที่ฝึกของกองพันฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา จากนั้นกรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม 2541 เป็นแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งภาพเขียนสี และหลุมฝังศพ จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในครั้งนั้นสันนิษฐานว่า ผู้คนอาจจะดำรงชีวิตอยู่บริเวณที่ราบลอนลูกคลื่นที่อยู่ทางทิศตะวันออกของแหล่ง ส่วนบริเวณแหล่งถูกใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและพื้นที่ฝังศพ โดยลักษณะการฝังศพเป็นรูปแบบการปลงศพในนิยมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว โดยมีการฝังของอุทิศชนิดต่าง ๆ ลงไปกับศพด้วย เช่น ภาชนะดินเผาที่มีตกแต่งด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์ หรือ ขวานหินที่มีลักษณะประณีตงดงาม รวมถึงเปลือกหอยทะเล ที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับดินแดนไกล ซึ่งลักษณะการฝังของอุทิศเช่นนี้เป็นการอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับให้ไปใช้ในโลกหน้า ตามคติความเชื่อของศาสนาผีในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น “ผี” ที่พิพิธภัณฑ์ฯ เชียงใหม่ จึงไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรือสิ่งชั่วร้าย แต่เป็นความเชื่อของผู้คนบริเวณนี้ในยุคโบราณ ที่ให้ความเคารพต่อบรรพบุรุษของตนเอง ในฐานะ “ผีบรรพชน” นั่นเอง นอกจากนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ยังมีการนำเสนอนิทรรศการการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกหลายแหล่ง ได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ จังหวัดลำพูน แหล่งโบราณคดีถ้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน แหล่งโบราณคดีบ้านยางทองใต้ จังหวัดเชียงใหม่ และแหล่งโบราณคดีออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ล้วนแต่สะท้อนคติความเชื่อแบบเดียวกันนี้ ทั้งสิ้น

-

black ribbon.