พระพุทธรูปนาคปรก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ เรื่อง "พระพุทธรูปนาคปรก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง"
พระพุทธรูปนาคปรก คือ ลักษณะของรูปเคารพที่ทำเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งบนขนดหางของนาค และมีเศียรนาคโผล่มาจากด้านหลังแผ่พังพานเหนือพระเศียรของพระพุทธองค์ พระพุทธรูปนาคปรกมีต้นกำเนิดจากพระพุทธประวัติ ซึ่งพบทั้งในคัมภีร์มหายานและหินยาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๖ หลังจากการตรัสรู้ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับบำเพ็ญสมาธิใต้ต้นมุจลินทพฤกษ์หรือต้นจิก ซึ่งอยูทางด้านตะวันออกของต้นมหาโพธิ์ เกิดพายุฝนตกหนัก พญานาค ชื่อว่า “มุจลินทนาคราช” อาศัยอยู่ในสระโบกขรณี ได้ขึ้นมาวงขนดรอบพระวรกายของพระพุทธเจ้าเจ็ดรอบ และแผ่พังพานปกพระเศียร ด้วยหวังจะมิให้ความหนาว ความร้อน ฝน ตกต้องพระวรกายของพระพุทธเจ้า
พระพุทธรูปนาคปรกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปท้ายวิหารทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดิมสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และได้รับการซ่อมแซมในสมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการบูรณะอีกครั้งโดยกรมศิลปากรในยุคปัจจุบัน รูปแบบของพระพุทธรูปนี้คล้ายคลึงกับที่พบในจระนำของเจดีย์ทรงปราสาทสิบเอ็ดยอดในวัดเจดีย์เจ็ดแถว โดยมีความแตกต่างกันที่ขนดนาค ซึ่งปัจจุบันเหลือขนดนาคเพียง ๔ ชั้นครึ่ง สันนิษฐานว่าจากเดิมขนดนาคน่าจะมีถึง ๗ ชั้น แต่ในระหว่างบูรณะมีการปรับแต่งพื้นดิน ทำให้ส่วนขนดนาคชั้นล่างที่เหลือถูกกลืนทับหายไป
พระพุทธรูปนาคปรกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง เป็นพระพุทธรูปหมวดใหญ่ มีลักษณะที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบขนดนาคซ้อนกัน ๔ ชั้นครึ่ง เดิมสันนิษฐานว่ามีถึง ๗ ชั้น แต่บางส่วนถูกกลืนทับจากการบูรณะ พระหัตถ์ขวาวางทับพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง มีชายผ้าสังฆาฏิเลียนแบบริ้วผ้าธรรมชาติ ส่วนพระพระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกงุ้ม พระกรรณยาวถึงระดับพระโอษฐ์ ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์หยักโค้งเหมือนคลื่น ขมวดพระเกศาขนาดปานกลาง (ถ้าเทียบกับล้านนาที่ใหญ่และอยุธยาที่เล็กมาก) พระรัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก สังฆาฏิเป็นเส้นเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งเอนไปด้านหลังเล็กน้อย พระรัศมีเป็นเปลว ปรากฏประภามณฑลเป็นแผ่นทรงรี ยอดมน ยาวลงมาถึงพระอังสา เศียรนาค ๗ เศียร เศียรประธานมีขนาดใหญ่สุด อยู่ในท่ามองตรง ส่วนเศียรบริวารหันเฉียงเล็กน้อยเข้าหาองค์พระ ปัจจุบันเหลือเศียรบริวารเพียงเศียรเดียว ลำตัวนาคเลื้อยออกมาทั้งสองข้างของพระวรกาย มีการบูรณะฐานรองรับขนดนาคใหม่ โดยลักษณะที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. “พระพุทธรูปปางต่างๆ”. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘.
พีรพน พิสณุพงศ์. “พระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๐.
พีรัช ลิขิตสมบูรณ์. “ปัจจุบันของพระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.

พระพุทธรูปนาคปรก คือ ลักษณะของรูปเคารพที่ทำเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งบนขนดหางของนาค และมีเศียรนาคโผล่มาจากด้านหลังแผ่พังพานเหนือพระเศียรของพระพุทธองค์ พระพุทธรูปนาคปรกมีต้นกำเนิดจากพระพุทธประวัติ ซึ่งพบทั้งในคัมภีร์มหายานและหินยาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๖ หลังจากการตรัสรู้ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับบำเพ็ญสมาธิใต้ต้นมุจลินทพฤกษ์หรือต้นจิก ซึ่งอยูทางด้านตะวันออกของต้นมหาโพธิ์ เกิดพายุฝนตกหนัก พญานาค ชื่อว่า “มุจลินทนาคราช” อาศัยอยู่ในสระโบกขรณี ได้ขึ้นมาวงขนดรอบพระวรกายของพระพุทธเจ้าเจ็ดรอบ และแผ่พังพานปกพระเศียร ด้วยหวังจะมิให้ความหนาว ความร้อน ฝน ตกต้องพระวรกายของพระพุทธเจ้า
พระพุทธรูปนาคปรกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปท้ายวิหารทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดิมสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และได้รับการซ่อมแซมในสมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการบูรณะอีกครั้งโดยกรมศิลปากรในยุคปัจจุบัน รูปแบบของพระพุทธรูปนี้คล้ายคลึงกับที่พบในจระนำของเจดีย์ทรงปราสาทสิบเอ็ดยอดในวัดเจดีย์เจ็ดแถว โดยมีความแตกต่างกันที่ขนดนาค ซึ่งปัจจุบันเหลือขนดนาคเพียง ๔ ชั้นครึ่ง สันนิษฐานว่าจากเดิมขนดนาคน่าจะมีถึง ๗ ชั้น แต่ในระหว่างบูรณะมีการปรับแต่งพื้นดิน ทำให้ส่วนขนดนาคชั้นล่างที่เหลือถูกกลืนทับหายไป
พระพุทธรูปนาคปรกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง เป็นพระพุทธรูปหมวดใหญ่ มีลักษณะที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบขนดนาคซ้อนกัน ๔ ชั้นครึ่ง เดิมสันนิษฐานว่ามีถึง ๗ ชั้น แต่บางส่วนถูกกลืนทับจากการบูรณะ พระหัตถ์ขวาวางทับพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง มีชายผ้าสังฆาฏิเลียนแบบริ้วผ้าธรรมชาติ ส่วนพระพระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกงุ้ม พระกรรณยาวถึงระดับพระโอษฐ์ ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์หยักโค้งเหมือนคลื่น ขมวดพระเกศาขนาดปานกลาง (ถ้าเทียบกับล้านนาที่ใหญ่และอยุธยาที่เล็กมาก) พระรัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก สังฆาฏิเป็นเส้นเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งเอนไปด้านหลังเล็กน้อย พระรัศมีเป็นเปลว ปรากฏประภามณฑลเป็นแผ่นทรงรี ยอดมน ยาวลงมาถึงพระอังสา เศียรนาค ๗ เศียร เศียรประธานมีขนาดใหญ่สุด อยู่ในท่ามองตรง ส่วนเศียรบริวารหันเฉียงเล็กน้อยเข้าหาองค์พระ ปัจจุบันเหลือเศียรบริวารเพียงเศียรเดียว ลำตัวนาคเลื้อยออกมาทั้งสองข้างของพระวรกาย มีการบูรณะฐานรองรับขนดนาคใหม่ โดยลักษณะที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. “พระพุทธรูปปางต่างๆ”. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘.
พีรพน พิสณุพงศ์. “พระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๐.
พีรัช ลิขิตสมบูรณ์. “ปัจจุบันของพระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.

(จำนวนผู้เข้าชม 66 ครั้ง)
สงวนลิขสิทธิ์ © 2563 กรมศิลปากร. กระทรวงวัฒนธรรม
-
นโยบายเว็บไซต์ |
มาตรฐาน |
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เว็บท่ากรมศิลปากร