คติการสร้างพระพุทธรูปนาคปรก
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ เรื่อง "คติการสร้างพระพุทธรูปนาคปรก "
คติการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกเกิดจากเรื่องราวในพุทธประวัติซึ่งปรากฏทั้งคัมภีร์พุทธศาสนามหายานและเถรวาท เป็นพุทธประวัติช่วงที่พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ หลังจากบรรลุสมโพธิญาณ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ ๖ พระองค์เสด็จประทับใต้ต้น “มุจลินท์” (ต้นจิก) ได้เกิดพายุฝนอย่างหนัก อากาศหนาวเย็นและมีสัตว์เล็กๆ มารบกวน พระยานาคนามว่า “มุจลินท์” ซึ่งอาศัยอยู่สระใกล้ๆ ได้ขึ้นมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ ดังเช่นที่ปรากฏในคัมภีร์ลลิวิสตระของพุทธศาสนามหายานในอินเดีย อัธยายที่ ๒๘ ชื่อตระปุษะภัทลิกะปริวรรต ได้กล่าวถึงพุทธประวัติตอนนี้ไว้ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ตถาคตอยู่ในพิภพของมุจลินทนาคราช เป็นวันฟ้าวันฝนตลอดสัปดาห์ ครั้งนั้นแล มุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน พันกายตถาคตด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย นาคราชเป็นจำนวนมาก แม้ในทิศตะวันออกอีกหนึ่งทิศ ก็มาพันกายตถาคตด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย นาคราชมาจากทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือก้เช่นเดียวกับนาคราชทางทิศตะวันออก พันกายตถาดด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าได้แผ่วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย และขนดนาคนั้น ตั้งอยู่ด้วยความสูงแห่งกองขนดของนาคราชเหมือนขุนเขาเมรุ ความสุขเช่นที่มีแก่นาคราชทั้งหลายเหล่านั้นย่อมมี เพราะอยู่ให้กายตถาดตลอด ๗ วัน ๗ คืน ซึ่งนาคราชทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้รับมาก่อนเลย ครั้นล่วงสัปดาห์นั้นไปแล้ว นาคราชทั้งหลายทราบว่าพ้นวันฟ้าวันฝนแล้ว จึงคลายขนดนาคออกจากกายตถาคต ไหว้บาทตถาคตด้วยศีรษะ (กราบ) ทำประทักษิน ๓ รอบ แล้วไปสู่พิภพของตน แม้มุจลินนาคราช ไหว้บาทตถาดด้วยศีรษะ ทำประทักษิน ๓ รอบแล้ว เข้าสู่ที่ของตน”
พระพุทธรูปนาคปรกในศิลปะสุโขทัยพบได้น้อย ปัจจุบันที่เมืองศรีสัชนาลัยยังเหลือหลักฐานพระพุทธรูปนาคปรกปั้นปูน จำนวน ๒ แห่ง คือ องค์หนึ่งมีอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ได้รับการบูรณะแล้ว อีกองค์หนึ่งประดิษฐานในจระนำของเจดีย์รายด้านหลังของเจดีย์ประธานวัดเจดีย์เจ็ดแถว พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ถอดพิมพ์ไว้ ก่อนที่เศียรจะถูกคนร้ายลักรอบตัดเอาไป ส่วนที่ชำรุดหักหายจึงได้รับการบูรณะให้สมบูรณ์ โดยหล่อจากพิมพ์ที่ถอดไว้พร้อมกันนั้นทางกรมศิลปากรได้หล่อทั้งองค์ไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง พระวรกายลดความอวบอ้วนลงเล็กน้อย ช่วยให้ความกว้างของพระอังสา และความเล็กของบั้นพระองค์ สังเกตได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าคือสัดส่วนของพระพุทธรูปหมวดใหญ่ พระองค์ทรงครองจีวรเฉียง ชายจีวรเป็นแถบเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี แนวโค้งของแถวเม็ดพระศกวาดเฉียงลงไปที่ใบพระกรรณ พระนลาฏจึงแคบกว่าเดิม รับกับส่วนล่างของพระพักตร์ จึงเป็นพระพักตร์รูปไข่ของพระพุทธรูปหมวดใหญ่
พระพุทธรูปหมวดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปส่วนใหญ่ที่พบทั่วไปในขอบเขตของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งพบมากในที่เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ในบางครั้งนักวิชาการ จัดพระพุทธรูปกลุ่มนี้เรียกเป็น สกุลช่างสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ซึ่งกำหนดอายุสมัยการสร้างอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ดังนั้นพระพุทธรูปนาคของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งจัดอยู่ในหมวดใหญ่น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
เอกสารอ้างอิง
พีรัช ลิขิตสมบูรณ์. ปัจจุบันของพระพุทธรูปนาคปรก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการ และความเชื่อของคนไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๖.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณสมัยสุโขทัย. นนทบุรี : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๖๗.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ๒๕๕๕.

คติการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกเกิดจากเรื่องราวในพุทธประวัติซึ่งปรากฏทั้งคัมภีร์พุทธศาสนามหายานและเถรวาท เป็นพุทธประวัติช่วงที่พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ หลังจากบรรลุสมโพธิญาณ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ ๖ พระองค์เสด็จประทับใต้ต้น “มุจลินท์” (ต้นจิก) ได้เกิดพายุฝนอย่างหนัก อากาศหนาวเย็นและมีสัตว์เล็กๆ มารบกวน พระยานาคนามว่า “มุจลินท์” ซึ่งอาศัยอยู่สระใกล้ๆ ได้ขึ้นมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ ดังเช่นที่ปรากฏในคัมภีร์ลลิวิสตระของพุทธศาสนามหายานในอินเดีย อัธยายที่ ๒๘ ชื่อตระปุษะภัทลิกะปริวรรต ได้กล่าวถึงพุทธประวัติตอนนี้ไว้ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ตถาคตอยู่ในพิภพของมุจลินทนาคราช เป็นวันฟ้าวันฝนตลอดสัปดาห์ ครั้งนั้นแล มุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน พันกายตถาคตด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย นาคราชเป็นจำนวนมาก แม้ในทิศตะวันออกอีกหนึ่งทิศ ก็มาพันกายตถาคตด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย นาคราชมาจากทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือก้เช่นเดียวกับนาคราชทางทิศตะวันออก พันกายตถาดด้วยขนดนาค ๗ รอบ แผ่พังพานไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าได้แผ่วพานพระกายของพระผู้มีภคะเลย และขนดนาคนั้น ตั้งอยู่ด้วยความสูงแห่งกองขนดของนาคราชเหมือนขุนเขาเมรุ ความสุขเช่นที่มีแก่นาคราชทั้งหลายเหล่านั้นย่อมมี เพราะอยู่ให้กายตถาดตลอด ๗ วัน ๗ คืน ซึ่งนาคราชทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้รับมาก่อนเลย ครั้นล่วงสัปดาห์นั้นไปแล้ว นาคราชทั้งหลายทราบว่าพ้นวันฟ้าวันฝนแล้ว จึงคลายขนดนาคออกจากกายตถาคต ไหว้บาทตถาคตด้วยศีรษะ (กราบ) ทำประทักษิน ๓ รอบ แล้วไปสู่พิภพของตน แม้มุจลินนาคราช ไหว้บาทตถาดด้วยศีรษะ ทำประทักษิน ๓ รอบแล้ว เข้าสู่ที่ของตน”
พระพุทธรูปนาคปรกในศิลปะสุโขทัยพบได้น้อย ปัจจุบันที่เมืองศรีสัชนาลัยยังเหลือหลักฐานพระพุทธรูปนาคปรกปั้นปูน จำนวน ๒ แห่ง คือ องค์หนึ่งมีอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ได้รับการบูรณะแล้ว อีกองค์หนึ่งประดิษฐานในจระนำของเจดีย์รายด้านหลังของเจดีย์ประธานวัดเจดีย์เจ็ดแถว พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ถอดพิมพ์ไว้ ก่อนที่เศียรจะถูกคนร้ายลักรอบตัดเอาไป ส่วนที่ชำรุดหักหายจึงได้รับการบูรณะให้สมบูรณ์ โดยหล่อจากพิมพ์ที่ถอดไว้พร้อมกันนั้นทางกรมศิลปากรได้หล่อทั้งองค์ไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง พระวรกายลดความอวบอ้วนลงเล็กน้อย ช่วยให้ความกว้างของพระอังสา และความเล็กของบั้นพระองค์ สังเกตได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าคือสัดส่วนของพระพุทธรูปหมวดใหญ่ พระองค์ทรงครองจีวรเฉียง ชายจีวรเป็นแถบเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี แนวโค้งของแถวเม็ดพระศกวาดเฉียงลงไปที่ใบพระกรรณ พระนลาฏจึงแคบกว่าเดิม รับกับส่วนล่างของพระพักตร์ จึงเป็นพระพักตร์รูปไข่ของพระพุทธรูปหมวดใหญ่
พระพุทธรูปหมวดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปส่วนใหญ่ที่พบทั่วไปในขอบเขตของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งพบมากในที่เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ในบางครั้งนักวิชาการ จัดพระพุทธรูปกลุ่มนี้เรียกเป็น สกุลช่างสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ซึ่งกำหนดอายุสมัยการสร้างอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ดังนั้นพระพุทธรูปนาคของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งจัดอยู่ในหมวดใหญ่น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
เอกสารอ้างอิง
พีรัช ลิขิตสมบูรณ์. ปัจจุบันของพระพุทธรูปนาคปรก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการ และความเชื่อของคนไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๖.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณสมัยสุโขทัย. นนทบุรี : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๖๗.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ๒๕๕๕.

(จำนวนผู้เข้าชม 24 ครั้ง)
สงวนลิขสิทธิ์ © 2563 กรมศิลปากร. กระทรวงวัฒนธรรม
-
นโยบายเว็บไซต์ |
มาตรฐาน |
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เว็บท่ากรมศิลปากร