ดอกเปาเซียง
“ดอกเปาเซียง” (宝相花 / Bao Xiang Hua) เป็นชื่อเรียกลวดลายดอกไม้ประดิษฐ์ในศิลปะจีน โดยเกิดจากการนำรูปลักษณ์ของดอกบัวและดอกโบตั๋นมาผสมผสานกัน มีความหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นสิริมงคลและความสุข
ดอกเปาเซียงปรากฏในงานศิลปกรรมจีนสมัยราชวงศ์เว่ย (พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๙) และราชวงศ์จิ้น (พุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐) เป็นต้นมา เชื่อว่าการได้เห็นดอกเปาเซียงเหมือนกับได้พบพระพักตร์พระพุทธองค์ หรือได้พบกับทิพยสมบัติอันนิรันดร และนับตั้งแต่ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังเป็นต้นมา ลวดลายดอกเปาเซียงได้ถูกนำมาตกแต่งในงานพุทธศิลป์กันอย่างแพร่หลาย สืบต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเริ่มมีการประดับดอกเปาเซียงร่วมกับดอกไม้อื่น ๆ เช่น ดอกโบตั๋น ดอกเบญจมาศ หรือลายกลีบบัวมีไส้ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของดอกเปาเซียง
ลายดอกเปาเซียง ลายดอกโบตั๋น และลายดอกบัว มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกันแต่แตกต่างกัน ดังนี้ ดอกเปาเซียงเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นภายหลังในวัฒนธรรมพุทธศาสนาของจีน กลีบดอกยาวซ้อนกันและหยัก ส่วนปลายกลีบเช่นเดียวกับดอกโบตั๋น รูปทรงของดอกจะสูงกว่าดอกโบตั๋น ถ้าทำเกสร ๆ จะมีขนาดใหญ่และชูสูงขึ้น รูปทรงเกสรเหมือนเกสรบัวหรือใช้สัญลักษณ์มงคลอื่นแทน เช่น เห็ดหลินจือ ลายสร้อยไข่มุก รูปขวดที่ส่วนปลายหยักโค้ง เป็นต้น ส่วนดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ที่มีกลีบซ้อนกันเป็นพุ่ม รูปทรงกลมมน มีเกสรจับกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กหรือบางครั้งกลีบดอกจะกลบเกสรจนมองไม่เห็น ต้นโบตั๋นจะเป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดเล็ก มีกิ่งก้านขดพันเกี่ยวกันไปมา ขณะที่ดอกบัวนิยมทำอยู่ในรูปดอกบัวตูมหรือดอกบัวที่มีกลีบแหลม ไม่ทำหยักปลายกลีบ
งานพุทธศิลป์ของเมืองศรีสัชนาลัยที่นำลวดลายดอกเปาเซียงมาประดับได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเจดีย์ประจำด้าน หมายเลข ๓๓ วัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งในภาพมีดอกเปาเซียงสองดอกปรากฏอยู่ข้างเศียรเทวดา และใช้สีกลีบดอกตามที่พระสุตตันตปิฎกได้บรรยายไว้ว่านางภัททาเทพธิดาประดับมาลัยดอกมรฑารพไว้บนศีรษะ ดอกมณฑารพนั้นมีสีเขียว เหลือง ดำ หงสบาท (แสด) และสีแดง
เครื่องปั้นดินเผาเมืองศรีสัชนาลัยมีการนำดอกเปาเซียงเขียนประดับก้นภาชนะ ทำเป็นดอกเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ เกสรตรงกลางมีขนาดใหญ่คล้ายขวด กลีบดอกยาวและส่วนปลายหยัก เมื่อถูกนำมาประดับในภาชนะใส่อาหาร สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
LIU SHUWEN. “ดอกโบตั๋น ดอกไม้มงคลจีนในงานศิลปะไทย.” ศิลปกรรมบูรพา ๒๓, ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): ๕๒ - ๖๖.
ฉัตรลดา สินธุสอน. “ดอกเปาเซียง: พุทธศิลป์จีนคลี่คลายสู่ศิลปะสุโขทัยและล้านนา.” ศิลปากร ๖๘, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๖๘): ๗๕-๘๕.
สันติ เล็กสุขุม. ความสัมพันธ์จีน - ไทย โยงใยในลวดลายประดับ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๐.

ดอกเปาเซียงปรากฏในงานศิลปกรรมจีนสมัยราชวงศ์เว่ย (พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๙) และราชวงศ์จิ้น (พุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐) เป็นต้นมา เชื่อว่าการได้เห็นดอกเปาเซียงเหมือนกับได้พบพระพักตร์พระพุทธองค์ หรือได้พบกับทิพยสมบัติอันนิรันดร และนับตั้งแต่ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังเป็นต้นมา ลวดลายดอกเปาเซียงได้ถูกนำมาตกแต่งในงานพุทธศิลป์กันอย่างแพร่หลาย สืบต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเริ่มมีการประดับดอกเปาเซียงร่วมกับดอกไม้อื่น ๆ เช่น ดอกโบตั๋น ดอกเบญจมาศ หรือลายกลีบบัวมีไส้ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของดอกเปาเซียง
ลายดอกเปาเซียง ลายดอกโบตั๋น และลายดอกบัว มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกันแต่แตกต่างกัน ดังนี้ ดอกเปาเซียงเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นภายหลังในวัฒนธรรมพุทธศาสนาของจีน กลีบดอกยาวซ้อนกันและหยัก ส่วนปลายกลีบเช่นเดียวกับดอกโบตั๋น รูปทรงของดอกจะสูงกว่าดอกโบตั๋น ถ้าทำเกสร ๆ จะมีขนาดใหญ่และชูสูงขึ้น รูปทรงเกสรเหมือนเกสรบัวหรือใช้สัญลักษณ์มงคลอื่นแทน เช่น เห็ดหลินจือ ลายสร้อยไข่มุก รูปขวดที่ส่วนปลายหยักโค้ง เป็นต้น ส่วนดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ที่มีกลีบซ้อนกันเป็นพุ่ม รูปทรงกลมมน มีเกสรจับกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กหรือบางครั้งกลีบดอกจะกลบเกสรจนมองไม่เห็น ต้นโบตั๋นจะเป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดเล็ก มีกิ่งก้านขดพันเกี่ยวกันไปมา ขณะที่ดอกบัวนิยมทำอยู่ในรูปดอกบัวตูมหรือดอกบัวที่มีกลีบแหลม ไม่ทำหยักปลายกลีบ
งานพุทธศิลป์ของเมืองศรีสัชนาลัยที่นำลวดลายดอกเปาเซียงมาประดับได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเจดีย์ประจำด้าน หมายเลข ๓๓ วัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งในภาพมีดอกเปาเซียงสองดอกปรากฏอยู่ข้างเศียรเทวดา และใช้สีกลีบดอกตามที่พระสุตตันตปิฎกได้บรรยายไว้ว่านางภัททาเทพธิดาประดับมาลัยดอกมรฑารพไว้บนศีรษะ ดอกมณฑารพนั้นมีสีเขียว เหลือง ดำ หงสบาท (แสด) และสีแดง
เครื่องปั้นดินเผาเมืองศรีสัชนาลัยมีการนำดอกเปาเซียงเขียนประดับก้นภาชนะ ทำเป็นดอกเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ เกสรตรงกลางมีขนาดใหญ่คล้ายขวด กลีบดอกยาวและส่วนปลายหยัก เมื่อถูกนำมาประดับในภาชนะใส่อาหาร สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
LIU SHUWEN. “ดอกโบตั๋น ดอกไม้มงคลจีนในงานศิลปะไทย.” ศิลปกรรมบูรพา ๒๓, ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): ๕๒ - ๖๖.
ฉัตรลดา สินธุสอน. “ดอกเปาเซียง: พุทธศิลป์จีนคลี่คลายสู่ศิลปะสุโขทัยและล้านนา.” ศิลปากร ๖๘, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๖๘): ๗๕-๘๕.
สันติ เล็กสุขุม. ความสัมพันธ์จีน - ไทย โยงใยในลวดลายประดับ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๐.

(จำนวนผู้เข้าชม 42 ครั้ง)
สงวนลิขสิทธิ์ © 2563 กรมศิลปากร. กระทรวงวัฒนธรรม
-
นโยบายเว็บไซต์ |
มาตรฐาน |
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เว็บท่ากรมศิลปากร