สาระอีสาน เรื่อง บายศรีสู่ขวัญ
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นอีสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วันนี้นำเสนอเรื่อง บายศรีสู่ขวัญ ประเพณีดั้งเดิมของไทยและอีสาน พิธีเรียกขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมกำลังใจ เรียบเรียงโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ เนื้อหามีดังนี้
มาเด้อขวัญเอ้ย ประโยคที่เรามักได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีคำเรียกที่แตกต่างกัน อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา จะใช้ภาษาโคราช ซึ่งเป็นคำว่า “ขวัญเอยมากู๊” เพื่อเป็นการเรียกขวัญให้กลับคืนมาอยู่กับตัว
การเรียกขวัญ การสู่ขวัญ หรือ สูตรขวัญ ของชาวอีสานมีวัฒนาการมาจากพิธีของพราหมณ์ และศาสนาพุทธ โดยมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานสืบมาตราบปัจจุบัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจที่ดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญในทางจิตใจอย่างมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกโอกาสจึงมักมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เพื่อเป็นการเสริมพลังทางจิตใจ การสู่ขวัญจึงมีหลายประเภทและมีกลอนที่แตกต่างกันไป เช่น สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญนาค สู่ขวัญบ่าวสาวกินดอง สู่ขวัญคนเจ็บป่วย สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญผู้กลับมาจากทางไกล และสู่ขวัญเพื่อความสวัสดีมีชัย
พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลเกิดความสวัสดีกับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่าจะทำกันในหมู่ชนชั้นเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดสิริมงคล นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีการปฏิบัติในภาคอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน สำหรับช่วงนี้ เราจะเห็นกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญได้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จัดพิธีขึ้นเพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีนักศึกษาจากต่างพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาเรียนร่วมกัน และบางคนยังเป็นการออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองเพียงคนเดียวลำพังโดยห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก พิธีบายศรีสู่ขวัญจึงเปรียบเสมือนการให้กำลังใจ เพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมายสามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อไป
สำหรับขั้นตอนและการเตรียมพิธีกรรม ประกอบด้วย หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เรียกขวัญในพิธีกรรมสู่ขวัญ มีเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญว่า บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองกล้วยเย็บเป็นกรวยเรียงกันประดับด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกจำปาขาว (ดอกลั่นทม) จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง หมอพราหมณ์บางท่านให้แยกพาขวัญสำหรับใส่เครื่องใช้ประจำตัวของผู้เข้าพิธีสู่ขวัญ อันได้แก่ กระจกส่องหน้า หวีเส้นผมตัดจากศีรษะเล็กน้อย เล็บ ผ้าขาวและเครื่องประดับอื่น ๆ ต่างหาก ส่วนพานบายศรีจะใส่ธูปเทียน ขนมไทย ผลไม้นิยมเป็นกล้วยน้ำว้าและเส้นด้ายไว้สำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) โดยมีการวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องดอกไม้ แต่โดยทั่วไปจะใช้เพียงพานเดียวรวมเรียกว่าพาขวัญ หรือ พานบายศรี
เมื่อเตรียมการครบถ้วน พิธีสู่ขวัญจะเริ่มขึ้น โดยทุกคนนั่งล้อมวงรอบพาขวัญ เจ้าของขวัญจับพาขวัญไว้ ผู้ใหญ่จะนั่งด้านเหนือ แขกนั่งด้านใต้ หมอทำขวัญตั้งจิตอธิษฐานและสวดบาลีเชิญเทพยดาให้มาอวยพรตามวัตถุประสงค์ของพิธี มีการเปล่งเสียงรับขวัญ “มาเด้อขวัญเอ้ย” เป็นช่วง ๆ
หลังสวดจบ จะมีการเจิมน้ำสุรา (ฟายเหล้า) ที่มือผู้รับขวัญ จากนั้นหมอพราหมณ์จะเริ่มผูกข้อมือ พร้อมวางไข่หรือขนมจากพาขวัญไว้บนมือเจ้าของขวัญ ระหว่างนั้นผู้รับขวัญยกมือพนมแสดงความเคารพ พอผูกครบทุกคนแล้ว จึงร่วมรับประทานอาหาร เป็นอันเสร็จพิธี
พิธีบายศรีสู่ขวัญ จึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมเพื่อเรียกขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้รับขวัญ โดยมีการสวดมนต์ เจิม ผูกข้อมือ และเลี้ยงอาหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ พิธีบายศรีสู่ขวัญยังได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 อีกด้วย
มาเด้อขวัญเอ้ย ประโยคที่เรามักได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีคำเรียกที่แตกต่างกัน อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา จะใช้ภาษาโคราช ซึ่งเป็นคำว่า “ขวัญเอยมากู๊” เพื่อเป็นการเรียกขวัญให้กลับคืนมาอยู่กับตัว
การเรียกขวัญ การสู่ขวัญ หรือ สูตรขวัญ ของชาวอีสานมีวัฒนาการมาจากพิธีของพราหมณ์ และศาสนาพุทธ โดยมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานสืบมาตราบปัจจุบัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจที่ดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญในทางจิตใจอย่างมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกโอกาสจึงมักมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เพื่อเป็นการเสริมพลังทางจิตใจ การสู่ขวัญจึงมีหลายประเภทและมีกลอนที่แตกต่างกันไป เช่น สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญนาค สู่ขวัญบ่าวสาวกินดอง สู่ขวัญคนเจ็บป่วย สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญผู้กลับมาจากทางไกล และสู่ขวัญเพื่อความสวัสดีมีชัย
พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลเกิดความสวัสดีกับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่าจะทำกันในหมู่ชนชั้นเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดสิริมงคล นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีการปฏิบัติในภาคอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน สำหรับช่วงนี้ เราจะเห็นกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญได้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จัดพิธีขึ้นเพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีนักศึกษาจากต่างพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาเรียนร่วมกัน และบางคนยังเป็นการออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองเพียงคนเดียวลำพังโดยห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก พิธีบายศรีสู่ขวัญจึงเปรียบเสมือนการให้กำลังใจ เพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมายสามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อไป
สำหรับขั้นตอนและการเตรียมพิธีกรรม ประกอบด้วย หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เรียกขวัญในพิธีกรรมสู่ขวัญ มีเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญว่า บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองกล้วยเย็บเป็นกรวยเรียงกันประดับด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกจำปาขาว (ดอกลั่นทม) จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง หมอพราหมณ์บางท่านให้แยกพาขวัญสำหรับใส่เครื่องใช้ประจำตัวของผู้เข้าพิธีสู่ขวัญ อันได้แก่ กระจกส่องหน้า หวีเส้นผมตัดจากศีรษะเล็กน้อย เล็บ ผ้าขาวและเครื่องประดับอื่น ๆ ต่างหาก ส่วนพานบายศรีจะใส่ธูปเทียน ขนมไทย ผลไม้นิยมเป็นกล้วยน้ำว้าและเส้นด้ายไว้สำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) โดยมีการวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องดอกไม้ แต่โดยทั่วไปจะใช้เพียงพานเดียวรวมเรียกว่าพาขวัญ หรือ พานบายศรี
เมื่อเตรียมการครบถ้วน พิธีสู่ขวัญจะเริ่มขึ้น โดยทุกคนนั่งล้อมวงรอบพาขวัญ เจ้าของขวัญจับพาขวัญไว้ ผู้ใหญ่จะนั่งด้านเหนือ แขกนั่งด้านใต้ หมอทำขวัญตั้งจิตอธิษฐานและสวดบาลีเชิญเทพยดาให้มาอวยพรตามวัตถุประสงค์ของพิธี มีการเปล่งเสียงรับขวัญ “มาเด้อขวัญเอ้ย” เป็นช่วง ๆ
หลังสวดจบ จะมีการเจิมน้ำสุรา (ฟายเหล้า) ที่มือผู้รับขวัญ จากนั้นหมอพราหมณ์จะเริ่มผูกข้อมือ พร้อมวางไข่หรือขนมจากพาขวัญไว้บนมือเจ้าของขวัญ ระหว่างนั้นผู้รับขวัญยกมือพนมแสดงความเคารพ พอผูกครบทุกคนแล้ว จึงร่วมรับประทานอาหาร เป็นอันเสร็จพิธี
พิธีบายศรีสู่ขวัญ จึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมเพื่อเรียกขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้รับขวัญ โดยมีการสวดมนต์ เจิม ผูกข้อมือ และเลี้ยงอาหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ พิธีบายศรีสู่ขวัญยังได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 อีกด้วย
บรรณานุกรม
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560.
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2561.
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. ประเพณีและพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต : พิธีบายศรีสู่ขวัญ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568, จาก: https://ich.culture.go.th/article/detail/63d87cb0ceb64ebe6772f0bd
• จารุบุตร เรืองสุวรรณ. ของดีอีสาน. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., 2549.
• สถาพร พันธุ์มณี, ทองเลี่ยม เวียงแก้ว และประทวน บุญปก. “บายศรี”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 7. (2542): 2392-94.
(จำนวนผู้เข้าชม 7 ครั้ง)