องค์ความรู้ เรื่อง สมปรารถนา : สีย้อมจากคำหมากคุณย่าโม

                          หากพูดถึงภาพจำของคนไทยสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ "รอยยิ้มฟันดำ" และ "เชี่ยนหมาก" ที่วางอยู่คู่กายผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แก้ง่วง และถือเป็นความงามรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ยังใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพนับถือและมิตรภาพ ใช้เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีสำคัญ อีกทั้งยังสะท้อนวิถีชีวิตการดูแลสุขภาพปากและฟัน หมากไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขบเคี้ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานนับศตวรรษ

                          วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย สันนิษฐานว่ารับมาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะหมากและใบพลูเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา ปรากฏหลักฐานครั้งแรกสมัยสุโขทัย บนศิลาจารึก หลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ จารึกว่า “...ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น” ด้านที่ ๒ จารึกว่า “...สร้างป่าหมากพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่งมีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นตาน” หลักศิลาจารึกวัดศรีชุม หลักที่ ๒ จารึกว่า “ปลูกดอกไม้ต้นใหญ่หลายพรรณแก่...พระศรีมหาโพธิ์ไว้คนแต่งเฝ้ารักษาหลายครั้ง มีทั้งสวนหมากสวนพลูไว้” หลักที่ ๓ จารึก ว่า “อันฝูงเท้าพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในบัดนี้” สันนิษฐานได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็กินหมากพลู โดยได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินหมากมาจากขอม และขอมก็รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย

                          สมัยอยุธยา หมากและพลูนับเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยส่งหมากไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ได้เงินปีละ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ และใบพลูก็ยังเป็นสินค้าที่มีการเก็บภาษีอากรอีกด้วย ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ได้มีการกล่าวถึงการกินหมากของคนไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า“...เป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านต้องยอมให้แขก ที่มาสู่เหย้านั่งที่ตนเคยนั่ง และต้องเชื้อเชิญให้ยอมนั่ง ภายหลังก็ยกผลไม้ ของว่างและของหวานมาเลี้ยง บางที่ก็ถึงเลี้ยงข้าวปลาด้วย และข้อสำคัญนั้นเจ้าของบ้าน ต้องส่งเชี่ยนหมากแลทีชาให้แขกรับประทาน ด้วยมือเอง...”  และจากบันทึกของลาลูแบร์อีกตอนหนึ่งที่ว่า “ในพระราชมณเทียรพระมหากษัตริย์นั้น ข้าราชการที่เข้าเฝ้าไม่กล้าไอ จาม หรือบ้วนน้ำหมาก ถ่มเสลด และไม่กล้าสั่งมูลนาสิก หมากที่อมติดปากไว้นั้นก็กลืนน้ำหมากเอือก ๆ ให้หายเข้าไปในคออย่างแช่มชื่น” แสดงให้เห็นว่าการกินหมากพลูเป็นวัฒนธรรมสังคมไทยมาแต่ครั้งโบราณ และเป็นที่นิยมทั้งชนชั้นสูงจนถึงประชาชนทั่วไป หากกษัตริย์เสด็จไปในที่แห่งใด ก็จะมี ผู้อัญเชิญพานพระศรี สำหรับใส่หมากพลูติดตามไปด้วย เชี่ยนหมากจึงสามารถใช้ในการกำหนดสถานะบรรดาศักดิ์ของเจ้านายไทยในสมัยก่อนด้วย

                          ต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสมัยที่ ย่าโม หรือ ท้าวสุรนารี มีชีวิต (พ.ศ. ๒๓๑๔-๒๓๙๕) การกินหมากยังคงเป็นวัฒนธรรมร่วมของ คนไทยทุกชนชั้น ผู้คนยังนิยมกินหมากตั้งแต่กษัตริย์จนถึงชาวบ้านทั่วไป ดังเช่นในสมัยอยุธยา ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ชาวโคราชจึงเชื่อว่าย่าโมชอบกินหมากเช่นกัน ดังนั้น ชาวโคราช และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองโคราช จึงมักมาขอพรให้คุณย่าโมช่วย ปกปักรักษา คุ้มครอง ให้ปลอดภัย มีโชคลาภ ไร้โรคภัย จึงได้เกิดพิธีการตำหมากถวายย่าโม เพื่อขอพรขึ้น และมักจะตำหมากถวายพร้อมทั้งนำผลไม้ ดอกไม้มาไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม เมื่อสมปรารถนาแล้ว ก็มักจะมาตำหมากถวายอีกครั้งหนึ่ง

                          เมื่อสุขสมหวังตามแรงปรารถนา คำหมากศักดิ์สิทธิ์ที่ตำถวายคุณย่าโมนั้น กลับมีคุณค่าอีกครั้ง และได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะถูกทิ้งไปตามสภาพ โดย ห้องเสื้อดีเทล ดีกรีแชมป์รางวัลเหรียญทองสีเทรนด์บุ๊คประเภทผ้ายกเล็ก ประจำปี ๒๕๖๔ และรางวัลเหรียญทอง ประเภทผ้ายกเล็ก จากการประกวดผ้าลายพระราชทานลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ระดับประเทศ โดยดีไซน์เนอร์ได้นำ “คำหมาก” มาสร้างสรรค์ใหม่ ให้กลายเป็นสีย้อมผ้า ตามแนวพระดำริเรื่องแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ งานผ้าที่มีชื่อว่า “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา”

                          “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา” ด้วยศรัทธาที่ต่อยอด กล่าวคือ จากผู้ที่มาแก้บนด้วยการถวายหมากพลู เมื่อสมปราถนาแล้ว สามารถที่จะนำคำหมากนั้น มาให้ทางห้องเสื้อดีเทล ได้รังสรรค์เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็น ผ้าไหมที่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา และเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน

                          ในขั้นตอนการผลิต ห้องเสื้อดีเทลได้นำคำหมากที่แล้วเสร็จจากการถวายคุณย่าโม มาคั้นกรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำเส้นไหมที่แช่น้ำ บิดหมาดลงแช่ข้ามคืน จากนั้นบิดตากแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด และนำไปสู่ขั้นตอนการทอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ด้วยวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน ทำให้ได้เส้นไหมที่คงทน เงางาม ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สีติดทนนาน เพราะในคำหมากประกอบไปด้วยสารให้สี และสารตรึงสีในตัว ทำให้เกิดมิติใหม่ของการย้อมผ้า ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ตามหลักการ SDGs ที่ตระหนักถึงคุณค่าและการใช้งานของสิ่งแวดล้อมแบบมากถึงมากที่สุด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ท้องถิ่น ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างสรรค์แนวคิดและสินค้าใหม่อย่างยั่งยืน

บรรณานุกรม 
กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. การกินหมาก ไม่ใช่พิธีเฉพาะของไทย ใคร ๆ ในภูมิภาคเขาก็กิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://shorturl.at/fjlVO
กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร. วัฒนธรรมการกินหมากพลู ในประเทศไทย. พิษณุโลก: กอง. 
ประวัติท้าวสุรนารี และวัดศาลาลอย เมืองนครราชสีมา. นครราชสีมา: ตะวันรุ่งซินดิเคท, ๒๕๕๒.
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. มรดกวัฒนธรรมพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ, ๒๕๔๔.
สุพิชฌาย์ จินดาวัฒนภูมิ. “วัฒนธรรมการกินหมากในสังคมไทยสมัยก่อน.” ใน งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑๐.  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, ๒๙-๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑. 
 
ขอขอบคุณ
คุณธงชัย พันธุ์สง่า ศิลปินช่างทอผ้า จากกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม, สัมภาษณ์
 
จัดทำโดย 
นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ

(จำนวนผู้เข้าชม 45 ครั้ง)

black ribbon.